ในดนตรีเมนสตรีม เช็คสเปียร์ยังไม่ตาย

เรื่องราวของสองหนุ่มสาวกับรักต้องห้ามเมื่อครอบครัวของพวกเขาไม่ถูกกันจนนำมาสู่โศกนาฏกรรมอันร้าวลึก, เจ้าชายที่พยายามล้างแค้นลุงซึ่งลอบสังหารพ่อของเขาเพื่อได้ขึ้นครองบัลลังก์, แม่ทัพที่ถูกลูกน้องเป่าหูจนลงมือสังหารเมียรักของตัวเอง หรือหญิงสาวที่เชื่อในคำทำนายของแม่มดว่าผัวของเธอจะกลายเป็นนักรบยิ่งใหญ่แห่งสก็อตแลนด์จนนำมาสู่เหตุลอบสังหารและการฆาตกรรม

เราน่าจะคุ้นๆ กับเรื่องราวเหล่านี้ผ่านสื่อร่วมสมัย และมันได้ข้ามกาลเวลามาแล้วกว่าสี่ศตวรรษหลังเจ้าของผลงานอย่าง วิลเลียม เช็คสเปียร์ นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอังกฤษจากไปในปี 1616 เศษเสี้ยวของงานเขียนของเช็คสเปียร์ไม่เพียงปรากฏอยู่ในรูปลักษณ์แรงบันดาลใจในโลกวรรณกรรมเท่านั้น แต่ยังขยับขยายอิทธิพลไปยังศิลปะแขนงอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด ภาพยนตร์ และดนตรี! ซึ่งหลายคนอาจจะเคยฟังและคุ้นหู แต่ไม่รู้มาก่อนว่ามันได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานประพันธ์ของเช็คสเปียร์

อย่างเช่นเรื่องราวของ โรมิโอ กับ จูเลียต สองหนุ่มสาวกับความรักต้องห้ามในผลงานการประพันธ์ Romeo and Juliet กันปี 1595 ของเช็คสเปียร์ ที่ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ Romeo + Juliet (1996, บาซ เลอห์แมน) ที่ทำเงินระเบิดระเบ้อ แถมยังส่งให้ ลีโอนาโด ดิคาปริโอ ติดทำเนียบหนุ่มในฝันของสาวๆ จากบทโรมิโอรูปงาม

เรื่องราวนี้ถูกแปลงเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ในชื่อ ‘Exit Music (For A Film)’ โดยวงร็อคสัญชาติอังกฤษ Radiohead กับเสียงกีตาร์โปร่งและเสียงเศร้าๆ ของเสด็จพ่อ ธอม ยอร์ค ครวญเนื้อเพลงเล่าถึงความโศกเศร้าของคู่รักหนุ่มสาว “Pack and get dressed before your father hears us” หรือจงเก็บของและแต่งเนื้อแต่งตัวเสียก่อนที่พ่อของเธอจะได้ยินเสียงเรา อันหมายความถึงรักต้องห้ามที่ต้องเก็บให้รอดพ้นจากสายตาของเจ้าบ้าน

ในทางกลับกัน เรื่องราวของโรมิโอกับจูเลียตผ่านสายตาของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ดูจะลงเอยแบบสุขนาฏกรรมผิดจากต้นฉบับไปไกลโข โดยทั้งสองกลายเป็นตัวละครหลักในเพลง ‘Love Story’ กับธีมเทพนิยายและเรื่องราวของคู่รักเยาว์วัยที่แอบลอบพบกับที่ระเบียง ก่อนลงเอยด้วยการแต่งงานอันหวานชื่นเมื่อโรมิโอคุกเข่าขอแต่งงาน “I talked to your dad, go pick out a white dress” ซึ่งในความเป็นจริง โรมิโอไม่มีทางได้คุยกับพ่อของจูเลียต ทั้งยังไม่มีหวังจะได้คุกเข่าขอแต่งงานกับสาวเจ้าด้วยซ้ำไป

I Bet You Look Good on the Dance Floor’ เพลงจากอัลบั้มเปิดตัวเมื่อปี 2006 Whatever People Say I Am, That’s What I’m Not ของวงร็อคจากอังกฤษ Arctic Monkeys ที่แม้ในภาพรวมจะเล่าถึงความโรแมนติกของคนแปลกหน้าสองคนในงานปาร์ตี้ และการแสวงหาความโรแมนติกยามค่ำคืน แต่ท่อนบริดจ์ของเพลงพูดถึงตระกูลมองตากิวและคาปูเรต สองสกุลยักษ์ใหญ่ใน Romeo and Juliet ที่เป็นคู่อริและส่งต่อความเกลียดชังมายังรุ่นลูกหลาน ผู้ต้องรองรับผลจากความขัดแย้งของคนรุ่นก่อน จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมในท้ายที่สุด

พ้นไปจากนาฏกรรมรักต้องห้ามของสองหนุ่มสาว งานเขียนของเช็คสเปียร์อีกหลายเรื่องยังปรากฎในบทเพลงร่วมสมัยอีกหลายเพลง เอลตัน จอห์น ป๊ะป๋านักดนตรีผู้รังสรรค์บทเพลงโรแมนติกซาบซ่านมาตั้งแต่ยุค 70 เคยเอางานเขียนของเช็คสเปียร์ -รวมถึงตัวเช็คสเปียร์เอง- มาอ้างอิงไว้ใน ‘The King Must Die’ ซึ่งอยู่ในอัลบั้มชื่อเดียวกันกับเจ้าตัว ท่อนแรกของเนื้อเพลง ที่ว่าด้วยเรื่องอำนาจที่สั่นคลอนและแสนฉาบฉวยของราชา เอ่ยถึงเช็คสเปียร์ในฐานะผู้ประพันธ์บทละครให้ตัวตลกไปเล่นต่อหน้าบัลลังก์ของเจ้าเมือง รวมถึงการอ้างอิงถึง จูเลียส ซีซาร์ รัฐบุรุษแห่งกรุงโรมที่เช็คสเปียร์เขียนถึงไว้ใน The Tragedy of Julius Caesar

แต่ไม่น่าจะมีใครหรือวงไหน ‘เหวอ’ ได้มากเท่าวงร็อคแอนด์โรลสี่เต่าทองผู้โด่งดัง The Beatles กับเพลงแสนจะไซคีเดลิก ‘I am the Walrus’ ซึ่งฟรอนต์แมนผู้ล่วงลับ จอห์น เลนนอน เขียนไว้ตอนเมา LSD และหยิบเอาบทกวีของ เลวิส คาร์รอลล์ The Walrus and the Carpenter มาเป็นแรงบันดาลใจหลักในการเขียนเนื้อเพลง ทว่าขณะกำลังอัดเพลง เลนนอนหมุนวิทยุไปเจอกับช่องของ BBC ที่กำลังอ่านบทละคร King Lear ของเช็คสเปียร์พอดี

“ตอนอัดเพลงนั้น ผมได้ยินเสียงจากวิทยุที่เปิดช่อง BBC ค้างอยู่ แล้วไงไม่รู้เหมือนกัน ผมแค่เอาทุกอย่างที่ได้ยินอยู่ตอนนั้นใส่ไปในเพลงที่กำลังอัด” เลนนอนบอก “และไม่รู้เลยว่าไอ้ที่ได้ยินผ่านวิทยุมันคือ King Lear จนอีกสักปีหนึ่งได้มั้ง มีคนมาทักว่ามีบทละครนี้อยู่ในเพลงด้วย

“เอาจริงๆ นะ ผมว่ามันน่าสนใจจะตายที่เราได้อัดเสียงสารพัดในวิทยุไปในเพลงน่ะ”

Related Books