โศกนาฏกรรมทางสายเลือด: พ่อ พี่ชาย และการลั่นไกครั้งสุดท้ายในตระกูลเฮมิงเวย์

กลางปี 1928 เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ได้รับโทรเลขส่งตรงมาจากบ้านเกิด ในนั้นระบุข้อความห้วนสั้นว่า พ่อของเขา คลาเรนซ์ เฮมิงเวย์ เพิ่งเหนี่ยวไกปลิดชีพตัวเอง เออร์เนสต์ในวัย 29 ปีกล่าวหลังจากนั้นเพียงว่า

ผมอาจจะพบจุดจบแบบเดียวกับเขาก็ได้

จากนั้นอีกราว 30 ปี ภายหลังได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะนักเขียนผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของยุค 50 เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ก็ปลิดชีพตัวเองในห้องใต้ดินของบ้านหลังน้อย ก่อนหน้าวันเกิดของเขาเพียงไม่กี่วัน และก่อนหน้าที่จะมีโอกาสได้รู้ว่า จากนั้นอีก 20 ปี เลสเตอร์ เฮมิงเวย์ น้องชายแท้ๆ ของเขาก็เลือกจากไปด้วยวิธีเดียวกันกับพี่ชายและพ่อโดยที่ไม่มีใครนอกจากเจ้าตัวจะเข้าใจ รวมถึงมันได้กลายเป็นปริศนาของตระกูลที่เคยถูกนำมาพูดถึงในสารคดี Running from Crazy (2013)

ย้อนไปยังเรื่องราวของ คลาเรนซ์ เฮมิงเวย์ เขาเป็นนายแพทย์ที่ประสบความสำเร็จและแต่งงานอยู่กินกับ เกรซ สาวน้อยนักดนตรีชานเมืองชิคาโก้และให้กำเนิดลูกชายคนแรกคือเออร์เนสต์ ความป่วยไข้หรือแม้แต่ความตายเป็นเรื่องที่คลาเรนซ์คลุกคลีด้วยอาชีพ และมันได้กลายเป็นสิ่งที่เด็กชายเออร์เนสต์รู้จักมักคุ้นตั้งแต่ยังเด็กเมื่อเห็นโรคภัยของผู้คนมากหน้าหลายตา หรือคนที่เข้ามารักษาแล้วจากไปอย่างเงียบเชียบ พร้อมกันนั้น คลาเรนซ์ยังมีงานอดิเรกเป็นการเข้าป่าล่าสัตว์ซึ่งส่งผลโดยตรงกับนิสัยรักอิสระและโหยหาการต่อสู้ของลูกชายคนโต

เฮมิงเวย์
เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์

คนรอบตัวบอกว่าเขาเป็นคุณหมอที่อุทิศตัวเพื่องานและครอบครัว เจฟฟรีย์ เมเยอร์ส นักเขียนชาวอเมริกันเคยระบุถึงคลาเรนซ์ไว้ว่า “เขาบอกกับเมียว่าเธอไม่ต้องทำงานบ้านหรืออะไรทั้งนั้นและรักษาคำพูดเสมอมา เขาตื่นมาทำอาหารเช้าให้ลูก นอนทีหลังเมีย ไปจ่ายตลาดและทำกับข้าว เอาผ้าไปซัก พร้อมกันนั้นก็ยังทำอาชีพหมอได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง”

แต่สัญญาณความป่วยไข้และทุกข์ตรมของเฮมิงเวย์คนพ่อก็ปรากฎเมื่อในวัย 57 ปี เขาทรุดป่วยไข้ด้วยโรคเบาหวาน ทั้งยังประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนักจากการลงทุน และในบ่ายวันหนึ่งของปี 1928 หลังกลับมากินมื้อเที่ยงที่บ้าน เขาลงไปยังต้องใต้ดินและเผาเอกสารส่วนตัวทิ้งในเตาหลอม ก่อนจะเดินขึ้นไปยังห้องนอนที่ชั้นสอง ติดกับห้องนั้น เลสเตอร์ ลูกชายคนเล็กวัย 13 ปีสะดุ้งตื่นจากหลับกลางวันเมื่อได้ยินเสียงปืนพก .32 แผดดังลั่นบ้าน เด็กชายกระโดดลงจากเตียง วิ่งออกจากห้องแล้วผลักบานประตูเข้าไปยังห้องนอนของพ่อ ก่อนจะพบกับภาพประทับในความทรงจำที่เขาต้องเล่าให้ตำรวจและคนอื่นๆ ฟังอีกไม่รู้ต่อกี่เที่ยวนับจากนั้น

ที่นอนอยู่บนเตียงคือพ่อที่ส่งเสียงหายใจแหบแห้ง ตาปิดสนิท แวบแรกที่เห็นพ่อนอนอยู่ในความมืดนั้น ทุกอย่างดูปกติดี กระทั่งเมื่อเอื้อมมือแตะไปยังที่หัวพ่อ มือก็ลื่นหลุดอย่างง่ายดาย พอเพ่งดูดีๆ จึงพบว่านั่นคือเลือด

คลาเรนซ์และครอบครัว
คลาเรนซ์และครอบครัว

นั่นคือความตายที่ไม่มีใครตั้งตัวได้ทัน เออร์เนสต์ที่กำลังปิดต้นฉบับ รักระหว่างรบ (A Farewell to Arms) นิ่งอึ้งเป็นใบ้ผ่านข้อความทางโทรเลข เขาส่งข้อความหา แม็กซ์ เพอร์กินส์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์ว่า

พ่อผมเพิ่งยิงตัวตาย ไม่รู้ว่าลงหนังสือพิมพ์ที่นิวยอร์คหรือยัง แต่ตัวผมยังไม่เห็นนะ ผมรักพ่อมากและรู้สึกแย่ต่อเหตุการณ์นี้เหลือเกิน แต่ผมก็รู้ว่าอย่าไปกังวลกับมันและต้องทำงานต่อ นั่นคือการเขียนนิยายให้จบเพื่อจะได้รับค่าต้นฉบับ แต่ที่ทำให้ผมรู้สึกแย่ที่สุดคือพ่อผมนี่แหละที่เป็นคนที่ผมห่วงใยที่สุดจริงๆ

รักระหว่างรบ ตีพิมพ์หลังจากความตายของคลาเรนซ์อีกหนึ่งปี ไปพร้อมกันนั้น เออร์เนสต์ก็ติดเหล้าและมีภาวะใช้ความรุนแรงอย่างหนัก รวมถึงการทำร้ายร่างกายตัวเองที่ยากจะควบคุม เขาโกรธเคืองลุงแท้ๆ ที่แนะนำให้พ่อเขาลงทุนทำธุรกิจซึ่งลงเอยไม่สวยนัก และปฏิเสธจะให้คลาเรนซ์กู้ยืมเงินจนฝ่ายหลังเครียดจัด และแม้หลังจากนั้น เขายังโกรธพ่อตัวเองที่เลือกจากไปด้วยการยิงตัวตาย โดยเออร์เนสต์บอกว่า

พ่อผมมันตาขาว เขาฆ่าตัวตายอย่างไม่มีความจำเป็นแม้สักน้อย

แต่ทั้งอย่างนั้น ในอีกสามสิบปีให้หลัง วันที่ 2 กรกฏาคม 1961 ที่ไอดาโฮ เออร์เนสต์ก็ใช้เวลายามเช้าอันสดใสในห้องใต้ดินของบ้าน มือข้างหนึ่งถือปืน แล้วเดินกลับมายังห้องนั่งเล่น หมุนปลายกระบอกปืนเข้าที่ตัวแล้วเหนี่ยวไก

ว่ากันว่าในช่วงนั้น เฮมิงเวย์ทุกข์ตรมกับเรื่องสุขภาพและเรื่องเงินทอง เขาเพิ่งกลับจากการท่องสเปนเพื่อเป็นแบบภาพปกให้นิตยสาร Life แต่กลับป่วยหนักจนแม้แต่ตัวเขาเองก็เชื่อว่าอาจไม่ได้กลับไปยังสหรัฐฯ ตอนยังมีลมหายใจ หากแต่เขารอดกลับมาทั้งยังเขียนต้นฉบับ The Dangerous Summer ลงนิตยสาร Life ได้สำเร็จลุล่วง ก่อนจะกลับมายังพักอยู่กับคนรัก แมรี เวลช์ ในอเมริกา

เฮมิงเวย์สมัยอยู่สเปน

กรกฎาคมปี 1961 แมรีบอกว่าเช้าวันนั้น สามีของเธอปลดล็อคกลอนห้องใต้ดินเพื่อไปหยิบเอาปืนคู่ใจ เดินกลับขึ้นมายังชั้นบนและเหนี่ยวไกใส่ตัวเองด้วย “ปืนลูกซองที่เขาเอ่ยถึงเสมอว่าเป็นดั่งเพื่อนสนิทของเขา” โรงพยาบาลระบุว่าเออร์เนสต์เสียชีวิตเพราะทนพิษบาดแผลที่ศีรษะไม่ไหว แมรีอยู่ที่โรงพยาบาลต่อหลังจากนั้นอีกวันหนึ่งแล้วจึงกลับบ้าน ทำความสะอาดคราบเลือด และแจ้งกับสื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับสามีของเธอนั้นเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิด อีกห้าปีต่อมา เธอจึงบอกว่าเออร์เนสต์จงใจปลิดชีวิตตัวเอง

เลสเตอร์ เฮมิงเวย์ คือคนที่เป็นพยานรู้เห็นการตายของพ่อตัวเองอย่างใกล้ชิดในวัยเพียง 13 และในอีกหลายปีนับจากนั้น เขาจำต้องรับรู้ว่าพี่ชายคนโตของบ้านจากไปด้วยวิธีการเดียวกันกับพ่อ เลสเตอร์อายุห่างจากพี่ชาย 16 ปีเต็มและกว่าจะโตนั้น เออร์เนสต์ก็วิ่งหลบระเบิดอยู่ในอิตาลีระหว่างสงครามโลก ห่างจากบ้านเกิดไกลโข เลสเตอร์จึงเติบโตมากับพ่อแม่และพี่สาวอีกสามคน สิ่งเดียวที่เป็นภาพแทนของพี่ชายคือของเล่นเก่าๆ ที่เออร์เนสต์เล่นสมัยยังเด็ก กว่าที่เออร์เนสต์จะกลับมาก็อีกปีหลังจากนั้น เมื่อเขาได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่ขาจนเข้าร่วมสงครามไม่ไหวและกลับมาอยู่ที่บ้าน กลายเป็นทหารผ่านศึกผู้กล้าหาญในสายตาของชาวบ้าน และโดยเฉพาะในสายตาของเด็กชายเลสเตอร์วัยสามขวบ ที่รู้สึกราวกับว่าพี่ชายวัย 19 ของเขาเป็นยอดมนุษย์

และเป็นไปได้ว่าเลสเตอร์พยายามเดินรอยตามพี่ชายในหลายๆ ความหมาย รวมถึงการเป็นนักเขียน ท่ามกลางชื่อเสียงอันจัดจ้าของเออร์เนสต์ผู้พี่ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังหนุ่ม เป็นที่รู้จักในฐานะนักเขียนหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา กับงานเขียนที่ดิบเถื่อนและเต็มไปด้วยฉากหลังของสงคราม เลสเตอร์จางหายไปใต้ร่มเงาของพี่ชาย แม้จะเขียนหนังสือออกมาถึงหกเล่มและได้รับคำวิจารณ์แง่บวกเสมอ แต่ก็แทบไม่มีใครจดจำเขาได้ในฐานะนักเขียนเลย ทั้งเมื่อเออร์เนสต์เหนี่ยวไกปืนลั่นใส่ตัวเองเมื่อปี 1961 เลสเตอร์เศร้าโศกมากและเขียนหนังสือ My brother, Ernest Hemingway ตีพิมพ์อีกหนึ่งปีหลังจากนั้น และนี่เองที่เป็นงานเขียนที่โด่งดังที่สุดของเขา

เลสเตอร์ กับ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์

ภายหลังการจากไปของพี่ชาย เลสเตอร์ออกมาตั้งประเทศของตัวเอง (!!) คือสาธารณรัฐนิว แอตแลนติส ด้วยเหตุผลที่ว่า “ไม่มีกฎหมายข้อไหนห้ามให้คุณไปตั้งประเทศเองนี่” เขาบอก Washington Post เมื่อปี 1964 และใช้ชีวิตอยู่ในประเทศจิ๋ว (ซึ่งตามหลักการแล้วอยู่ในอาณาเขตของสหรัฐอเมริกาอีกที) ที่มีพื้นที่ไม่กี่ฟุตแห่งนั้นกับลูกสาว ก่อนจะล้มป่วยด้วยโรคเบาหวานในอีกไม่กี่ปีต่อจากนั้น และรุนแรงถึงขั้นที่หมอวินิจฉัยว่าอาจต้องตัดขาเขาทิ้งทั้งสองข้าง ซึ่งอาจจะด้วยความตึงเครียดทำให้เลสเตอร์ตัดสินใจเหนี่ยวไกปืนใส่ขมับของตัวเองในวัย 67 ปี

ความตายของเฮมิงเวย์ทั้งสามถูกนำมากล่าวถึงอยู่เนืองๆ เมื่อเอ่ยถึงผู้คนในโลกวรรณกรรม มีหลายคนพยายามวิเคราะห์หาสาเหตุว่าอะไรทำให้พวกเขาเลือกจากไปในรูปแบบเดียวกันเช่นนั้น เป็นไปได้ว่าพวกเขาล้วนมีภาพจำต่อการตายที่รุนแรงและทรงพลังในแบบของตัวเอง หากแต่ไม่มีใครที่จะชี้ชัดคำตอบนี้ได้ นอกเหนือไปจากตัวของทั้งสาม

 

อ้างอิงข้อมูลจาก:

planetpeschel.com

thevintagenews.com

medium.com

sites.utexas.edu

Related Books