สุธิดา วิมุตติโกศล: ความบันเทิงจากการอ่านของเรา ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน

ก่อนหน้านี้ The Curator มีโอกาสสัมภาษณ์นักเขียนและนักแปล ภายใต้โจทย์เดียวกันว่า ‘เราอ่านวรรณกรรมไปทำไม’

วีรพร นิติประภา นักเขียนรางวัลซีไรต์ บอกว่าวรรณกรรมทำให้เข้าใจความหลงใหลใฝ่ฝันของมนุษย์ ขณะที่ สดใส ขันติวรพงศ์ นักแปลอาวุโส บอกว่าเราอ่านวรรณกรรมเพื่อรู้จักตัวละคร แล้วตัวละครจะสะท้อนเราให้เรารู้จักตัวเราเอง

จุดร่วมสำคัญที่ทั้งสองท่านกล่าวไว้ในทำนองเดียวกัน คือเรื่องของ ‘ความเป็นมนุษย์’​ แง่หนึ่งมันทำให้เราเข้าใจความเป็นมนุษย์อันหลากหลาย ขณะเดียวกันก็ทำให้เราเองมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นด้วย

ทว่าอีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจ คือทัศนะจากนักวิชาการด้านวรรณกรรม ที่น่าจะช่วยตอบข้อสงสัยได้ว่าจริงๆ แล้ววรรณกรรมคืออะไร คุณค่าหรือความดีงามของมันอยู่ตรงไหน แตกต่างจากงานเขียนประเภทอื่นๆ อย่างไร

เรานำคำถามเหล่านี้ไปเปิดวงสนทนากับ สุธิดา วิมุตติโกศล จากภาควิชาประวัติศาสตร์ ปรัชญา และวรรณคดีอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอเป็นนักวิชาการรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรม สนใจเรื่องวัฒนธรรมการอ่านและวัฒนธรรมการวิจารณ์ และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ ‘Read Aloud’ หรือ ‘อ่านออกเสียง’ พื้นที่เล็กๆ ในการอ่าน การวิจารณ์ ซึ่งทุกคนสามารถส่งเสียงที่ตัวเองคิดออกมาได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกหรือผิด

ต่อไปนี้คือความคิดความเห็นที่เธอมีต่อคำว่าวรรณกรรม และการอ่านวรรณกรรม ซึ่งเธอมองว่าไม่จำเป็นต้อง ‘บันเทิง’ เสมอไป

 

 

ในฐานะอาจารย์ด้านวรรณกรรม พอจะอธิบายได้ไหมว่า ‘วรรณกรรม’ คืออะไร

ถ้าในมุมของคนที่เรียนวรรณกรรม อาจไม่ได้นึกถึงแค่ fiction อย่างเดียว แต่งาน non-fiction หรือ essay ต่างๆ เราก็เรียนมันในฐานะวรรณกรรมด้วย แต่สำหรับคนทั่วไป พอพูดถึงวรรณกรรม ความหมายก็จะแคบเข้ามา คือพูดถึงงานที่เป็นเรื่องแต่งหรือ fiction เป็นหลัก

แต่ถ้าลองนึกดีๆ อาจมีหลายอย่างที่คนนับว่าเป็นวรรณกรรมโดยอัตโนมัติ ทั้งที่มันไม่ใช่ fiction เช่น ถ้าเป็นสายที่ชอบอ่านงานคลาสสิก เวลาอ่านงานอย่างวอลเดน (Walden – ผลงานที่เป็นเสมือนไดอารีของ เฮนรี เดวิด ทอโร ว่าด้วยการกลับไปใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายแนบชิดกับธรรมชาติ) เขาก็นับเป็นวรรณกรรม ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ fiction

หรือถ้าเป็นงานร่วมสมัยขึ้นมาหน่อย อย่างเช่น memoir ของเฮมิงเวย์ หรือของเวอร์จิเนีย วูล์ฟ คนก็เรียกมันว่าวรรณกรรมเหมือนกัน ในวิชาเรียนมันจะมีสิ่งที่เรียกว่า Literary Non-fiction คือ Non-fiction ที่ใช้เทคนิคเชิงวรรณกรรมมาเขียน

 

ในภาษาอังกฤษ คำว่าวรรณกรรม ก็คือ Literature หรือเปล่า

ต้องดูภาษาไทยก่อน ในภาษาไทยจะมีสองคำคือ วรรณคดี กับ วรรณกรรม แต่ภาษาอังกฤษมีคำเดียวคือ Literature เราเคยไปหาความหมายเหมือนกันว่า เวลาพูดถึง วรรณคดี ในสังคมไทย นิยามมันคืออะไร เข้าใจว่ามันหมายถึงงานที่เขียนดี แต่งดี หรือหนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าดี ซึ่งแง่หนึ่ง​ก็สะท้อนว่าสังคมไทยยังมีการแบ่งชนชั้นทางงานเขียนอยู่ ว่าหนังสือแบบไหนที่จะเรียกว่าเป็นวรรณคดี แต่ภาษาอังกฤษไม่มีการแบ่งแบบนั้น

 

แล้วเวลาพูดถึงคำว่า Literature เอาเข้าจริงแล้วมันคืองานประเภทไหน

ถ้าลองเข้าไปดูเว็บไซต์ขายหนังสือของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Amazon หรือ Book Depository เขาจะแยกเป็นกลุ่ม Popular Fiction กับ Literary Fiction ซึ่งในกลุ่มหลัง คนก็จะนึกถึงงานแบบหนึ่ง คืองานที่ติดลิสต์รางวัลบุ๊กเกอร์ ไพรซ์ (Booker Prize)​ หรือรางวัลอะไรก็แล้วแต่ เราคิดว่าในหัวคนทั่วไป รวมถึงตัวเราเองด้วย เวลาเห็นคำว่า Literature จะนึกถึงกลุ่มนี้

ทีนี้อีกกลุ่มหนึ่งคือ Popular Fiction เป็นงานที่อาจถูกมองว่าอ่านเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก อีกคำที่ใช้กันคือ Genre Fiction คืองานที่มีแบบแผนบางอย่างที่ค่อนข้างชัดเจนตาม Genre (ประเภท) นั้นๆ คนอ่านรู้ว่าตัวเองจะได้อ่านอะไร ซึ่งงานพวกนี้ คนกลุ่มหนึ่งก็จะไม่นับว่าเป็น Literature ในความหมายว่ามันอาจไม่มี creativity หรือ originality

แต่ถามว่ามันเป็นอย่างนั้นเสมอไปไหม ก็อาจจะไม่ เพราะเราก็เห็นงานแนว Detective มากมายที่ในเวลาต่อมามันกลายเป็นงานคลาสสิก เช่น เชอร์ล็อก โฮมส์ ถามว่ามันเป็น Popular Fiction มั้ย เป็น แล้วเราเรียกมันว่าวรรณกรรมมั้ย เรียก ฉะนั้นการแบ่งประเภทแบบนี้ บางทีก็ไม่ได้ชัดเจนเสมอไป อาจขึ้นอยู่กับช่วงเวลาด้วย

 

ในความเห็น​ของคุณ วรรณกรรมจำเป็นต้องให้ความบันเทิงเสมอไปไหม

ถ้าคิดบนฐานที่ว่า งานเขียนทุกอย่างคือเอนเตอร์เทนเมนท์ เป้าหมายของการเอนเตอร์เทนคนอ่าน อาจไม่เหมือนกัน คนอ่านบางกลุ่มอาจรู้สึกเอนเตอร์เทนจากงานที่อ่านยากๆ ก็ได้ ส่วนงานแบบ Popular Fiction ก็มีความบันเทิงของมันอยู่ แค่บันเทิงคนละรูปแบบ

วรรณกรรมจำนวนมากในโลกนี้ ถ้าเป็นคนที่เรียนวรรณกรรมมา หรือรู้เรื่องวรรณกรรมเยอะหน่อย เขาจะอ่านได้แบบหนึ่ง แต่ประเด็นคือคนที่ไม่ได้เรียนมา ก็สามารถอ่านได้เหมือนกัน เพียงแต่ message ที่ได้อาจไม่เท่ากัน หรือสิ่งที่แต่ละคนเลือกโฟกัสอาจเป็นคนละจุดกัน แค่นั้นเอง

 

 

สมมุติ​ถ้ามีคนบอกว่า วรรณกรรมเล่มนี้อ่านแล้วไม่สนุกเลย ไม่บันเทิงเลย ไม่รู้จะอ่านไปทำไม คำถามคือมันจำเป็นต้องอ่านเพื่อความบันเทิงอย่างเดียวมั้ย หรืออ่านเพื่ออะไรได้อีก

บางทีความบันเทิงของคนเราก็ไม่เท่ากัน บางคนอาจรู้สึกว่าในความยาก ในความไม่ค่อยเข้าใจ มันสนุก มันท้าทาย มันสะใจที่ตีความหรือถอดรหัสบางอย่างออกมาได้ นั่นก็อาจนับเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่ง

ทีนี้ถ้าถามกลับไปว่า แล้วทำไมเราถึงคาดหวังความบันเทิงจากการวรรณกรรม ทำไมบางคนถึงมีคำถามนี้ เป็นไปได้ไหมว่าเพราะเขามองว่าวรรณกรรมคือ Fiction แล้ว Fiction ต้องเป็นงานที่อ่านเพื่อความบันเทิง ขณะที่งาน Non-fiction หรืองานวิชาการ คืองานที่อ่านเพื่อเอาข้อมูลบางอย่าง ก็เลยไม่ได้คาดหวังว่าต้องบันเทิง แบบนั้นรึเปล่า นี่คือข้อสังเกตส่วนตัว

สิ่งที่สังเกตอีกอย่างคือ เวลาคนพูดถึงงานวรรณกรรม มันจะมีความลอยๆ มีความรู้สึกว่าฉันอยู่ในสังคมชั้นสูง ฉัน appreciate culture แต่ถ้าเป็นคนที่เรียนประวัติศาสตร์ บางคนก็ไม่อ่านวรรณกรรมเลย เพราะฉันอยู่กับข้อมูล ฉันอยู่กับ fact ฉันอยู่กับสิ่งที่เป็นจริง ส่วนคนที่เรียนปรัชญาบางคน ก็ไม่อ่านวรรณกรรมเลย​เหมือน​กัน เพราะคิดว่าฉันจะไม่อยู่กับความเพ้อเจ้อ ฉันจะอยู่กับทฤษฎีของฉัน อะไรก็ว่าไป ซึ่งโดยส่วนตัวค่อนข้างแปลกใจเหมือนกันว่า ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่มันถูกแยกกันแบบนี้

ในต่างประเทศเขาไม่ได้แยกว่าการอ่านวรรณกรรมคืออ่านเพื่อความบันเทิง ถ้าอยากได้ความรู้ต้องไปอ่านงานประวัติศาสตร์ ถ้าอยากเป็นนักปราชญ์ต้องไปอ่านปรัชญา

 

ดังนั้น ถ้าอ่านวรรณกรรมแล้วรู้สึกว่าไม่บันเทิงเลย มันไม่ใช่ปัญหาของวรรณกรรม เพราะวรรณกรรมไม่ได้เกิดมาเพื่อให้ความบันเทิงขนาดนั้น

 

แล้ววรรณกรรมเกิดมาเพื่ออะไร

(หัวเราะ) ถ้าตอบแบบเชยหน่อย แต่เป็นคำตอบที่ยังเมคเซนส์อยู่ คือวรรณกรรมทำให้เห็นมิติความซับซ้อนของชีวิต ยกตัวอย่างเวลาเราอ่านงานประวัติศาสตร์ มันจะเล่าแบบตรงไปตรงมา แม้ว่าจะถูกกรอบด้วย narrative เหมือนกันก็ตาม แต่เวลาที่มันเป็นนิยาย เป็นวรรณกรรม เราได้เห็นพัฒนาการของตัวละคร ​เวลาที่คนอ่านแล้วอิน มันคือการเอาตัวเองไป identify กับเรื่องราวและตัวละครนั้นๆ ซึ่งตัวละครในวรรณกรรม หลายคนจะพูดในทำนองเดียวกันว่ามันจะเป็นตัวละครที่กลมๆ หน่อย มีประวัติศาสตร์ของมัน มีความเชื่อของมัน มีความทุกข์ มีอคติ มีอะไรต่อมิอะไร ทำให้คนอ่านเข้าใจมิติที่หลากหลายของความเป็นมนุษย์มากขึ้น

ถามต่อว่าแล้วมันนำไปสู่อะไร ก็นำไปสู่การที่เราจะไม่มองอะไรแบบมิติเดียว แบบขาวจัด ดำจัด ซึ่งในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง มันทำให้เราเติบโตขึ้นนะ ขณะเดียวกันมันก็ช่วยสร้าง Sense of Empathy ด้วย การอ่านวรรณกรรมก็เหมือนการที่เราได้เข้าไปนั่งในใจคนอื่น ผ่านเรื่องราวและมุมมองของตัวละคร ซึ่งฝึกฝนให้เราเรียนรู้ที่จะเข้าใจมนุษย์คนอื่นๆ มากขึ้นไปโดยไม่รู้ตัว

 

หมายความว่า ในงานเขียนอย่าง Popular Fiction หรือ Genre Fiction มิติตัวละครอาจไม่ได้ลึกหรือกลมเท่าตัวละครในวรรณกรรมรึเปล่า

ตัวละครส่วนใหญ่ของ Genre Fiction จะมีลักษณะเป็น type ที่พอคาดเดาได้ เช่น ถ้าคุณเป็นนับสืบ เพศชาย คุณก็จะมีความเป็น masculine นิดๆ บู๊หน่อยๆ หรือมีความสามารถหนึ่ง สอง สาม สี่ ที่คนอ่านสามารถคาดเดาได้ ซึ่งพอเป็นอย่างนั้นปุ๊บ มันอาจไม่มีความกลมเท่าไหร่ในฐานะที่เป็นมนุษย์ ไม่มี moral dilemma ไม่มี background ให้เราทำความรู้จักมากนัก ไม่มีด้านขาว เทา ดำ ที่ทำให้เราเห็นความซับซ้อนของความเป็นมนุษย์ของเขา นั่นคือสิ่งที่เราไม่ค่อยเห็นในงาน Genre Fiction

แต่ถ้ามันมีเมื่อไหร่ พอเวลาผ่านไป Genre Fiction เรื่องนั้นจะได้รับการยอมรับว่าเป็นวรรณกรรม ลองสังเกตดูได้

 

นอกจากเรื่องตัวละครแล้ว พล็อตเรื่อง หรือประเด็นที่ผู้เขียนตั้งใจนำเสนอ ถือเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้วรรณกรรมเรื่องนั้นๆ เป็นที่จดจำด้วยรึเปล่า

ถามว่าจำเป็นเสมอไปไหมที่ผู้เขียนจะต้องมี message บางอย่าง ก็อาจไม่จำเป็น บางทีมันอาจเป็นแค่การทำให้เห็นว่ามนุษย์คนหนึ่งมีชีวิตยังไง เติบโตมายังไง เชื่อในอะไรบ้าง ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นมนุษย์ที่ดีหรือสมบูรณ์แบบ แต่เป็นมนุษย์แบบไหนก็ได้ แล้วงานวรรณกรรมโดยเฉพาะนวนิยาย มันสามารถทำให้เราเห็นว่าเหตุผลที่ทำให้คนคนหนึ่งเป็นแบบนั้น คืออะไรบ้าง

เวลาอ่านวรรณกรรม เราอยู่กับตัวละคร อยู่กับเรื่องราว ไม่ได้อยู่กับคนที่เขียนมันขึ้นมา ภาวะแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นในงานชนิดอื่น และจุดนี้เองที่มันเปิดโอกาสให้เราพัฒนาตัวตน มุมมอง ความคิดความเชื่อของเรา ในแบบที่ไม่มีทางซ้ำกับใคร หมายความว่าต่อให้เราอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน เราก็จะ take มันออกมาคนละแบบ

 

 

สังเกตว่างานวรรณกรรมที่ได้รางวัล หรือได้รับการยกย่องหลายเรื่องๆ จะค่อนข้างอ่านยาก เรียกว่าต้องปีนกระไดอ่าน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น

ส่วนตัวคิดว่าวรรณกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นของสูงส่ง วรรณกรรมเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ วรรณกรรมเป็นสิ่งที่ต่อให้คนไม่มีการศึกษาเลย แค่อ่านหนังสือออก ก็อินกับมันได้ เราเชื่อแบบนั้น

แต่แน่นอนว่า พวกงานที่ได้รางวัลทั้งหลาย คนแอนตี้ก็มีเยอะ ไม่ว่าจะเป็นบุ๊กเกอร์ ไพรซ์ หรือกระทั่งโนเบล คนที่แอนตี้จะรู้สึกว่ามันมีความประดิษฐ์ มีความพยายามบางอย่าง ซึ่งกีดกันคนอ่านบางส่วนออกไป แต่ส่วนตัวไม่แน่ใจว่ามันเป็นปัญหาไหม ประเด็นอาจอยู่ที่ว่าใครพอใจที่จะอ่านแบบไหน ก็อ่านไป แบบนั้นรึเปล่า

ส่วนในมุมนักเขียน ถามว่าจะไปกล่าวโทษเขาได้ไหมว่าทำไมถึงเขียนอะไรที่เข้าใจยากๆ อยากให้ลองนึกง่ายๆ ว่า ถ้าเราเติบโตมากับหนังสือประเภทหนึ่ง แล้ววันหนึ่งเราอยากเป็นนักเขียน เราก็ย่อมได้แรงบันดาลใจหรืออิทธิพลจากงานที่เราอ่าน ถามว่าเราพยายามจะทำตัวฉลาดรึเปล่า บางทีเราไม่ได้คิดหรอก เพียงแต่เราถูกหล่อหลอมมาด้วยลิสต์ของหนังสือกลุ่มหนึ่ง

ถ้าเราอ่านงานที่เป็น Literature มาทั้งชีวิต จะให้เราไปเขียนหรือจินตนาการเหมือนคนที่เขียนงานอีกแบบ ก็คงยาก ส่วนตัวจึงรู้สึกว่า จะไปกล่าวโทษนักเขียนอย่างเดียวไม่ได้ เพราะถ้าโลกการอ่านเขาเป็นแบบไหน งานเขียนของเขาก็มีแนวโน้มที่จะเป็นแบบนั้น งานศิลปะเป็นสิ่งที่แต่ละคนมีทางเข้าและทางที่จะไปต่อในแบบของตัวเอง

 

แล้วตัวคุณเอง เริ่มสนใจงานวรรณกรรมตั้งแต่เมื่อไหร่ มีหนังสือเล่มไหนที่เป็นใบเบิกทาง

สารภาพเลยว่าที่เลือกเรียนด้านวรรณคดีตอนเข้ามหาวิทยาลัย เพราะได้อ่านงานของวินทร์ เลียววาริณ เรื่อง ‘อาเพศกำสรวล’ นั่นคือเล่มแรกที่อ่าน แล้วก็อ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง อ่านจนเปื่อย เพราะชอบมันมากๆ นั่นคือหนังสือที่พาเราเข้าสู่โลกวรรณกรรม

แต่ถามว่าในที่สุดแล้ว เราจะกลายเป็นวินทร์ เลียววาริณมั้ย ก็ไม่ใช่ วินทร์เป็นแค่จุดเริ่มต้นที่พาเราไปสู่งานอื่นๆ อีกมากมาย กระทั่งงานที่เรียกว่าโพสต์โมเดิร์น วินทร์ก็เป็นคนจุดประกายให้เราสนใจงานแนวนี้ แต่พอพ้นจากวินทร์มา เราก็ไปต่อในทางที่เราสนใจ

 

ข้อดีของวรรณกรรมคือ ถ้าลองอ่านแล้วรู้สึกว่าแนวนี้ไม่ใช่ เราสามารถเปลี่ยนไปลองแนวอื่นได้อีกมากมาย ส่วนตัวรู้สึกว่ามันมีความ democratic มาก

 

แต่การที่จะเห็นเส้นทางแบบนั้นได้ หมายความว่าเราก็ต้องหาทางเข้ามาในโลกของการอ่านวรรณกรรมให้ได้ก่อนรึเปล่า

มันน่าจะเริ่มจากความชอบอ่านเป็นพื้นฐานก่อน อย่างตอนเด็กๆ เราก็อ่านนิยายทั่วไปนี่แหละ ที่แม่ๆ ป้าๆ ชอบอ่านอย่าง ว.วินิจฉัยกุล แล้วถึงค่อยมาสนใจวรรณกรรม เริ่มจากหมวดที่เรียกว่าวรรณกรรมสร้างสรรค์ จากการอ่านวินทร์ เลียววาริณ ก่อน พออ่านแล้วชอบ เราก็อยากจะรู้มากขึ้นว่ามันมีงานอะไรแบบนี้อีกบ้างที่เรายังไม่รู้จัก

 

คิดว่าการอ่านวรรณกรรมช่วยให้เราเชื่อมโยงกับสังคมมากขึ้นไหม อย่างไร

เรื่องหนึ่งที่สังเกตเห็นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือเวลามีเหตุการณ์ใหญ่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างกรณีที่ทรัมป์ได้รับการเลือกตั้ง หรือล่าสุดกรณี Black Lives Matter คนจะอยากหาหนังสืออ่าน แล้วสื่อต่างๆ ก็จะรวบรวมหนังสือที่เกี่ยวกับประเด็นนั้นออกมา ทั้งที่เป็น Fiction และ Non-fiction อย่างกรณีของจอร์จ ฟลอยด์ ก็เป็นแบบนั้น หนังสือที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์คนดำหรือการค้าทาส จะขายดีมาก ขึ้นอันดับเบสต์เซลเลอร์ บางเล่มขายดีจนหมดสต๊อก

หรือถ้าดูในเมืองไทย เมื่อปีที่แล้วที่การเมืองค่อนข้างเข้มข้น หนังสือของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันหลายๆ เล่มก็ขายดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สิ่งเหล่านี้สะท้อนอะไร สะท้อนว่าในช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์อะไรสักอย่างเกิดขึ้นมา แม้ว่าเราจะอยู่ในยุคที่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายมาก คนก็ยังอยากหาหนังสือมาอ่านอยู่ดี เหมือนมันช่วยจัดระเบียบโลกที่เต็มไปด้วยความโกลาหล (chaos) ให้กลายเป็นโลกที่มีระบบระเบียบขึ้นมา หนังสือมันมีคำอธิบายบางอย่างที่ทำให้เข้าใจตัวเราและสังคมของเราได้ นี่คือลักษณะที่สังเกตเห็นของหนังสือ ในความหมายของหนังสือทั่วๆ ไป

แต่ถ้าสโคปเข้ามาว่า แล้วทำไมถึงต้องอ่านวรรณกรรม วรรณกรรมมัน contribute อะไรในฐานะที่เป็นหนังสือเล่มหนึ่ง สำหรับเรา อันนี้ส่วนตัวมากๆ เราเป็นคนความจำไม่ค่อยดี เวลาอ่านงานประวัติศาสตร์ อ่านไปแป๊บเดียวก็ลืม แต่การที่เรารู้ประวัติศาสตร์ต่างๆ นานา และจำได้จนถึงทุกวันนี้ พูดได้เลยว่าเป็นเพราะเราอ่านวรรณกรรม

 

แล้วมันต่างกับ non-fiction ที่พูดถึงเรื่องเดียวกันยังไง

ต่างตรงที่มันพาคุณไปอยู่ตรงนั้น ในเหตุการณ์นั้น ผ่านมุมมองของตัวละครนั้นๆ ข้อมูลที่คุณต้องอ่านแล้วพยายามท่องจำ มันถูก fictionalized ให้เห็นมิติความเป็นมนุษย์มากขึ้น

จากข้อมูลแห้งๆ ที่เล่าตามไทม์ไลน์ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ไหนอย่างไร คนผิวดำโดนกดขี่ข่มเหงอย่างไร คุณอาจไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของเขาเท่าไหร่ เพราะคุณไม่รู้จักเขา แต่ถ้ามันมีเรื่องราว มีรายละเอียด มีเนื้อมีหนัง เราสามารถเข้าไปนั่งในใจเขา มองเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านสายตาเขา ทำให้เราอินไปกับความทุกข์หรือความเจ็บปวดของเขาได้ง่ายขึ้น

ในทำนองเดียวกัน ก็มีงาน memoir หลายชิ้นของนักเขียนดังๆ ที่แม้จะไม่ได้เป็น fiction แต่ก็ทำงานกับคนอ่านได้ในลักษณะเดียวกัน เพราะอะไร เพราะมันมีความ personal เรารับรู้ได้ว่าสิ่งที่เขาพูดมันมีอยู่จริง ไม่ใช่แค่สิ่งที่อยู่ในตำรา นี่คือฟังก์ชันสำคัญของงานวรรณกรรม

อีกเรื่องที่นึกออกคือ วรรณกรรมมันช่วยเพิ่มความซับซ้อนเข้าไปในดีเบตของทุกๆ อย่างในโลกใบนี้ หมายความว่า แทนที่จะทำให้อันนี้เป็นขาว อันนั้นเป็นดำ การที่เราฝึกตัวเองให้อ่านงานวรรณกรรมเยอะๆ จะทำให้เราชินกับการอยู่ในดีเบตที่ซับซ้อนได้

 

 

สุดท้ายแล้ว วรรณกรรมจำเป็นต้องให้คำตอบบางอย่างกับเราไหม

คำตอบของวรรณกรรม คือการไม่ให้คำตอบ สิ่งที่ยากเวลาคนถามว่าทำไมต้องอ่านวรรณกรรม ก็เพราะมันไม่ให้คำตอบนี่แหละ นี่คือสิ่งที่เป็นคุณค่าของมัน

ถ้าเป็นหนังสือฮาวทู มันจะมีลักษณะที่ให้สูตรสำเร็จหรือวิธีการบางอย่าง มี A มาให้ แล้วก็บอกด้วยว่า B ต้องทำยังไง ซึ่งไม่ว่าจะทำได้ตามที่มันบอกมั้ย แต่คนอ่านจะรู้สึกว่าได้อะไรบางอย่างแล้ว ขณะที่วรรณกรรมมันทำงานตรงกันข้ามเลย อาจมี A มาให้ แต่ไม่มี B งานวรรณกรรมคืองานที่ปฏิเสธในการให้ B กับเรา

ถ้ามองในแง่ที่ว่า ชีวิตเราต้องการคำตอบหรือทางออกบางอย่าง การอ่านงานฮาวทูกับวรรณกรรมจะมีฟังก์ชันที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง สุดท้ายก็แล้วแต่คนว่าจะเลือกแบบไหนที่ตอบโจทย์ชีวิตตัวเองมากกว่า

Related Books