ยอดมนุษย์นักกีฬา

ยอดมนุษย์นักกีฬา: พันธุกรรมคือพรสวรรค์ ที่มีไว้เอาชนะพรแสวง

หากใครเคยอ่าน ‘Eyeshield 21’ มังงะสัญชาติญี่ปุ่นที่ว่าด้วยกีฬาอเมริกันฟุตบอลระดับมัธยมปลาย น่าจะจำเรื่องราวของพี่น้องฝาแฝดสกุล คอนโง แห่งโรงเรียนชินริวจิ นากา ที่ครองแชมป์มาหลายสมัย อุนซุย แฝดคนพี่ ผู้ขยันฝึกซ้อมแทบล้มประดาตาย และเป็นได้เพียง ‘นักกีฬาที่เก่ง’ คนหนึ่ง ขณะที่ อากอน แฝดน้อง ซึ่งผลาญเวลาไปกับสุรานารีและการลุยวิวาทกับนักเลงจนแทบไม่ได้ร่วมซ้อมใดๆ แต่กลับถูกจัดอยู่ในอันดับ ‘สุดยอดนักกีฬา’ ด้วยพรสวรรค์ล้นทะลักขีดจำกัด

เรื่องของฝาแฝดเป็นหนึ่งในเส้นเรื่องใหญ่ของ ‘Eyeshield 21’ และมันไม่ได้เกิดขึ้นแต่เพียงโลกของเรื่องแต่งหรือมังงะเท่านั้น หากแต่ในโลกความเป็นจริง ยังมีเหล่านักกีฬาอีกมากที่ทุ่มเทฝึกซ้อมแทบจะแลกวิญญาณ แต่ต้องเจอกับยอดมนุษย์ผู้ครอบครองพรสวรรค์เป็นสุดยอดทางพันธุกรรม ที่โผล่มาในสังเวียนอย่างเงียบๆ และคว้าชัยไปอย่างน่าตื่นตะลึง

และพวกเขาเหล่านี้ ก็ทำให้ผู้หมั่นฝึกซ้อม ไล่ล่าพรแสวง ทำได้เพียงมองตาปริบๆ…

ยอดมนุษย์นักกีฬา

โดนัลด์ ทอมัส (Donald Thomas)

โดนัลด์ ทอมัส เป็นเด็กหนุ่มที่สนใจกีฬาธรรมดาๆ คนหนึ่ง เขาเริ่มกระโดดสูงครั้งแรกเมื่อเพื่อนท้าทายว่าทอมัสไม่มีทางกระโดดข้ามความสูง 190 เซนติเมตรได้แน่นอน เขาจึงสวมรองเท้าวิ่งคู่เก่า แล้วกระโดดข้ามไม้คานที่เพื่อนท้าทายไว้อย่างน่าอัศจรรย์

เขาถูกโค้ชผู้เล็งเห็นพรสวรรค์นี้ลากไปฝึกซ้อมทันที แม้ทอมัสจะเซ็งๆ เพราะรู้สึกว่ากีฬากระโดดสูง “ค่อนข้างน่าเบื่อ” แต่เขาก็ยังอุตส่าห์ฝึกซ้อมตามที่โค้ชแนะนำทุกประการ หลังฝึกเพียงปีเดียว เขาก็ได้เข้าแข่ง World Championships ในฐานะตัวแทนบาฮามาส เมื่อปี 2007

คู่แข่งตัวฉกาจของเขาคือ สเตฟาน โฮล์ม นักกีฬากระโดดสูงจากสวีเดน ที่เคี่ยวกรำฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก โฮล์มหลงใหลในกีฬากระโดดสูง และเฝ้าฝันอยากเป็นหนึ่งในด้านนี้

ปี 2007 เขาได้ยินแค่ผู้ประกาศบอกถึงนักกีฬาคนหนึ่งที่ชื่อ โดนัลด์ ทอมัส ว่า “เรายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเท่าไหร่” ก่อนจะพบว่านักกีฬาแปลกหน้าจากบาฮามาส ก็กระโดดลอยข้ามไม้สูง 235 เซนติเมตร คว้าเหรียญทองกลับไปยังบ้านเกิด เฉือนเอาชนะโฮล์มผู้ตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อมมาตั้งแต่ยังเล็ก

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า โฮล์มมีเอ็นร้อยหวายขนาดปกติ แต่เด้งและรับน้ำหนักได้ดี ซึ่งเกิดจากความเพียรฝึกซ้อมอย่างหนัก แต่ขาทั้งสองข้างของทอมัสยาวเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับความสูง และเขายังมีเอ็นร้อยหวายขนาด 26 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าขนาดใหญ่เป็นพิเศษ จนเกือบจะเรียกได้ว่าผิดปกติ ทำให้เขากระโดดได้สูงและพุ่งตรงยิ่งกว่านักกีฬาคนอื่นๆ ที่ขนาดตัวไล่เลี่ยกัน เป็นเหตุผลให้ทอมัสที่หัดเล่นกีฬาชนิดนี้เพียงหนึ่งปี คว่ำนักกีฬาอีกคนที่ฝึกกระโดดสูงร่วม 20 ปีในที่สุด

ยอดมนุษย์นักกีฬา

เดนิส ร็อดแมน (Dennis Rodman)

ฟอร์เวิร์ดจอมห่ามในตำนานแห่งชิคาโก้ บูลล์ส ยุครุ่งเรืองกับส่วนสูง 203 เซนติเมตร กอดคอกับเทพเจ้า ไมเคิล จอร์แดน, สก็อตตี พิพเพน คว้าแชมป์ให้บูลล์ส และเดินหน้าสร้างสถิติได้อย่างที่ไม่มีใครทำลายลงในทุกวันนี้

ก่อนหน้านั้น เดนนิส ร็อดแมน เป็นเด็กตัวเล็กสูงแค่ 175 เซนติเมตร แถมยังเกเรเกตุง หนีออกจากบ้านไปเที่ยวเตร่กับเพื่อนอยู่บ่อยๆ เขาแทบไม่ได้เล่นกีฬา ผลาญวัยเยาว์ไปกับแกร่วกับเพื่อนและรับจ้างทำงานพิเศษเล็กๆ น้อยๆ

อยู่ดีๆ หลังเรียนจบมัธยมปลาย ร่างกายของร็อดแมนก็ตัวยืดขึ้นจากเดิมอีกเกือบ 1 ฟุต ยืนสูงตระหง่านเหนือคนอื่นด้วยความสูงที่ 203 เซนติเมตร และถูกชวนไปเล่นบาสเก็ตบอลในลีกมหาวิทยาลัย จากนั้นจึงถูกทาบทามให้ลองมาเล่นใน NBA และนี่เองคือห้วงเวลาที่เขาได้สร้างตำนานราชานักรีบาวด์ขึ้นมา

ขณะที่นักกีฬาคนอื่นๆ อาจต้องเคี่ยวกรำฝึกซ้อมบาสเก็ตบอลตั้งแต่ยังเด็ก ร็อดแมนเป็นแค่เด็กหนุ่มที่อยู่ๆ ทะยานสูงขึ้นมาราวกับหอคอย ความยาวช่วงแขน หรือ wingspan ที่ 225 เซนติเมตร ทำให้เขาเอื้อมแขนบล็อคหรือแย่งลูกได้อย่างแข็งแกร่ง

อาจกล่าวได้ว่า ร่างกายของร็อดแมนและนักบาสเก็ตบอลคนอื่นๆ ค่อนข้างมีสัดส่วนที่คล้ายคลึงกันทั้งหมด นั่นคือช่วงขาและแขนยาวเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นลักษณะที่เอื้อให้พวกเขากระโดดได้สูง แต่ยังไม่มีคำตอบว่าอะไรที่ทำให้อดีตเด็กหนุ่มที่แทบไม่เคยซ้อมบาสเก็ตบอล ไม่มีวี่แววด้านกีฬาแบบร็อดแมน กลายมาเป็นตำนาน NBA ได้ ปริศนาทั้งหมดอาจอยู่ที่พละกำลังช่วงขา แรงกระโดด หรือไหวพริบบางประการที่ทำให้เขาช่วงชิงลูกรีบาวด์ได้รวดเร็ว (สถิติรีบาวด์อันชวนคลั่งของร็อดแมนคือ เขาทำได้ถึง 25.7 ครั้งต่อเกม) และอันที่จริง แม้แต่ตัวร็อดแมนเองก็ตอบไม่ได้

“มันเหมือนผมมีร่างกายใหม่ที่รู้ว่าต้องทำไอ้ทั้งหมดนี่ยังไง โดยที่ผมคนเก่าไม่รู้เลย”

ยอดมนุษย์นักกีฬา

คริสซี เวลลิงตัน (Chrissie Wellington)

คริสซี เวลลิงตัน เป็นนักกีฬาประเภทไตรกีฬาสุดอึดที่สร้างชื่อจากการว่ายน้ำ 3.9 กิโลเมตร ปั่นจักรยานอีก 180 กิโลเมตร และวิ่งมาราธอนอีก 42.195 กิโลเมตร

ก่อนหน้านี้ เวลลิงตันเป็นเด็กเรียนที่เล่นกีฬาเพื่อผ่อนคลายบ้างเท่านั้น ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายหลังจบปริญญาโทด้านพัฒนาระหว่างประเทศด้วยการเข้าทำงานในกระทรวงสิ่งแวดล้อมของอังกฤษ ออกกำลังกายบ้างเมื่อมีโอกาส และแม้จะตกใจนิดหน่อยที่ทำสถิติได้ดีพอกว่าที่ตัวเองคาดการณ์ไว้ แต่เธอก็ไม่ได้คิดจะเล่นกีฬาเพื่อเป็นอาชีพ เวลลิงตันยังคงยึดมั่นในงานข้าราชการและงานสิ่งแวดล้อม

กระทั่งได้ย้ายไปยังเนปาล บนดินแดนสูงลิบบนหุบเขา ทำให้เธอได้ลองปั่นจักรยานเป็นครั้งแรก ซึ่งเวลลิงตันพบว่า จะวิ่งหรือปั่นจักรยานก็ล้วนเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับเธอทั้งสิ้น

หลังจากนั้น เธอใช้เวลาฟิตซ้อมร่างกายตัวเองราวหนึ่งปีครึ่ง เวลลิงตันได้แชมป์โลกสาขาไตรกีฬาสมัครเล่นแบบชวนช็อค ไม่ใช่แค่เพราะเธอเป็นหน้าใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นหน้าใหม่ที่ซ้อมกีฬาไปด้วยและทำงานประจำไปด้วย ทั้งยังคว้าแชมป์ Iron Man ชิงแชมป์โลกเมื่อปี 2007 โดยคว่ำนักกีฬาชื่อดังคนอื่นๆ ได้แบบที่ตัวเธอเองก็ยังพิศวงไม่หาย จนสมาพันธ์ไตรกีฬาแห่งอังกฤษถึงกับยกย่องชัยชนะครั้งนั้นว่าเป็น “ความสามารถที่ไม่ธรรมดา ดูเหมือนแทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับนักกีฬาคนไหนก็ตามที่เพิ่งลงแข่ง Iron Man ชิงแชมป์โลกครั้งแรก”

นักวิทยาศาสตร์พยายามอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า อาจเป็นเพราะเวลลิงตันเคยไปใช้ชีวิตอยู่ในเนปาล แถบเทือกเขาหิมาลัยที่อยู่เหนือน้ำทะเลหลายฟุต ทำให้ระบบการหายใจของเธอแข็งแรงกว่าคนอื่น แต่นั่นก็ยังไม่อาจตอบข้อเท็จจริงที่ว่า เวลลิงตันนั้นปั่นได้ดีนับตั้งแต่ครั้งแรกๆ ที่เธอลองปั่นในเนปาลแล้ว เธอปั่นจักรยานที่ระยะทางร่วมๆ 1,300 กิโลเมตร แถมบางทียังไปปั่นในพื้นที่ที่อากาศเบาบางจนหายใจลำบาก แต่เวลลิงตันก็ปั่นมาได้ตั้งแต่ครั้งแรกๆ จนไม่น่าประหลาดใจที่สมาพันธ์ไตรกีฬาแห่งอังกฤษบอกว่ากรณีของเวลลิงตันนั้นนับว่าหาได้ยากดังที่พวกเขากล่าวชมเชยไว้

ยอดมนุษย์นักกีฬา

เชอโรน ซิมป์สัน (Sherone Simpson)

เชอโรน ซิมป์สัน ลงแข่งวิ่ง 100 เมตร รุ่นอายุ 12 ปี เธอเป็นเด็กที่เรียนเก่งมากๆ จนอาจกล่าวได้ว่า ผลแข่งขันการวิ่งของเธอนั้นโดดเด่นไม่แพ้ผลการเรียน ทั้งตัวเธอยังหลงใหลกับงานวิชาการมากจนสอบติดวิทยาลัยน็อกซ์ ซึ่งเป็นสถาบันวิชาการของจาเมกา แต่แล้วชีวิตของเธอก็พลิกผันเมื่อ ชาลส์ ฟุลเลอร์ แฟนพันธุ์แท้นักกรีฑา ก้าวเข้ามาในชีวิตเล็กๆ ของเธอ

ฟุลเลอร์เห็นแววการเป็นนักวิ่งชั้นยอดของซิมป์สัน แต่ก็รู้ดีว่าเธออยากเดินสายวิชาการ เขาเลยเข้าไปล็อบบี้กับทั้งทางผู้ปกครอง โรงเรียน และวิทยาลัยต่างๆ จนซิมป์สันตัดสินใจลองเล่นกีฬาตามคำชักชวนของฟุลเลอร์

ซิมป์สันระเบิดฟอร์มน่าจับตา เมื่อเธอวิ่งระยะ 100 เมตรได้ดีจนเตะตาแมวมองหลายๆ คน ทั้งที่ตอนนั้นเธอยอมรับว่าฝึกซ้อมน้อยมากเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ เพราะสนใจกับการเรียนเป็นพิเศษ และยังไม่ได้อยากเดินในสายนักกีฬาอย่างเต็มตัวขนาดนั้น

และปี 2004 ทั้งที่ยังวุ่นอยู่กับการเรียนอย่างหนักและแทบไม่ได้ซ้อมเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนอย่างนักกีฬาคนอื่นๆ ในรุ่นเดียวกัน ซิมป์สันก็เข้าเส้นชัยเป็นลำดับที่หก ในการแข่งวิ่ง 100 เมตรของโอลิมปิก

แม้ในทางสถิติแล้ว นักวิจัยจะระบุว่าในช่วงหลังๆ ซิมป์สันเองก็ฝึกซ้อมอย่างหนัก และโดยตัวเธอเองยังเป็นผลพวงจากระบบการค้นหานักวิ่งของจาเมกา ที่ให้เด็กๆ ลงแข่งวิ่งอะไรสักอย่าง เพราะในพื้นที่แถบนั้นพวกเขาเชื่อว่าจะมีนักวิ่งรุ่นเยาว์ส่องประกายอยู่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่งอย่างแน่นอน และวิธีควานหาตัวให้เจอคือการให้เด็กๆ ลงแข่งวิ่งสักรายการ ซิมป์สันเองก็เป็นหนึ่งในเด็กๆ เหล่านั้น เพียงแต่ระยะแรกเธออาจไม่ได้มุ่งหวังจะมาสายนี้อย่างเต็มตัว เพราะยังหลงใหลกับงานด้านวิชาการมากกว่า ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไร ชัยชนะในภายหลังก็บอกถึงพรสวรรค์ที่โดดเด่นของซิมป์สันผู้ลงเรียนอย่างหนักไปด้วยและลงแข่งรายการใหญ่ๆ และเอาชนะนักกีฬาเบอร์ยักษ์คนอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน

ยอดมนุษย์นักกีฬา

เอโร มินติรันตา (Eero Mantyranta)

เอโร มันติรันตา คือนักกีฬาสกีชาวฟินแลนด์ ได้รับการจารึกว่าเป็นผู้เล่นที่ทรงพลังมากที่สุดคนหนึ่งของโลก เขามาจากครอบครัวเล็กๆ ยากจน และได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ได้รับการสนับสนุนให้ฝึกสกีอย่างถูกต้อง

สมัยยังเด็ก เนื่องจากโรงเรียนอยู่อีกฟากของทะเลสาบ มันติรันตาและเพื่อนๆ ต้องใช้แผ่นไม้ที่มีแค่ตะปูยึดตอกเข้าด้วยกันดัดแปลงเป็นสกีเพื่อใช้เดินทางท่ามกลางความมืดสุดขีดของฟินแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนที่แสงอาทิตย์ไม่ได้ส่องแสงยาวนานนัก

ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี มันติรันตาวัยเยาว์ก็ฉายแววด้วยการชนะการแข่งขันสกีครอสส์คันทรีของโรงเรียนตั้งแต่อายุแค่ 7 ขวบ แต่เขาก็ไม่ได้สานต่อความสำเร็จนั้นนัก เพราะใช้เวลาช่วงวัยรุ่นและวัยหนุ่มทำงานเป็นคนตัดและลากไม้ในป่า กว่าจะได้ฝึกสกีอีกครั้งก็เมื่ออายุ 19 ปี ภายหลังรู้ว่ารัฐบาลฟินแลนด์มักให้นักสกีครอสส์คันทรีทำงานง่ายๆ อย่างหน่วยตระเวนชายแดน เขาจึงลงแข่งจนได้เข้าชิงหลายรายการ กับความสามารถด้านสกีที่โดดเด่นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

สิ่งที่เป็นจุดแข็งของมันติรันตาซึ่งคนอื่นๆ ไม่มี คือการเปลี่ยนแปลงปริมาณเลือดในร่างกาย สมัยวัยรุ่น เขาได้รับการตรวจเลือด และพบว่าเขามีระดับฮีโมโกลบิล -ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงอ็อกซิเจนในเม็ดเลือดแดง- สูงมาก จนเขาถูกสงสัยว่าอาจจะใช้สารกระตุ้นร่างกาย (ซึ่งแน่นอนว่าไม่เป็นความจริง) จนแพทย์ขอศึกษาตัวอย่างเลือดจากครอบครัวมันติรันตา และพบว่าบรรพบุรุษรุ่นก่อนๆ หน้าเขาก็มียีนพิเศษนี้เช่นกัน

พวกเขาสันนิษฐานว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงของชายหนุ่มอาจมีอายุขัยยาวนานกว่าปกติ ขณะที่ร่างกายผลิตเซลล์เม็ดเลือดใหม่ๆ ขึ้นมาจนปะปนไปกับเซลล์เก่าที่ยังไม่หมดอายุ …แต่กลับไม่ใช่ เพราะข้อเท็จจริงซ่อนเร้นลึกกว่านั้น

คำตอบสำคัญอยู่ที่เซลล์ไขกระดูกอันทรงพลังของมันติรันตาที่ไวต่อการเรียกร้องของร่างกาย จนผลิตเม็ดเลือดออกมาในปริมาณมหาศาล ผลข้างเคียงของมันนั้นทำให้ผิวของพวกเขาคล้ำ (จริงๆ ออกไปทางแดงจัด) มากกว่าคนอื่น และเป็นประโยชน์ต่อการเล่นกีฬาในแง่ใดแง่หนึ่ง แม้ว่าตัวมันติรันตาจะยืนยันว่า ความสำเร็จของเขานั้นมาจากความมุ่นมั่นต่างหาก ไม่ใช่ร่างกายก็ตามที

Related Books