8 เรื่องที่คิดได้ (ตามสไตล์คนไม่โปรดักทีฟ) หลังจากอ่าน ‘No Hurry, No Worry’

ด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยโปรดักทีฟ ไม่รีบไม่ร้อน ชอบนอนมากกว่าทำงาน และมักจะข้องใจกับความทะเยอทะยานของคนบางประเภท การได้อ่านหนังสือเล่มนี้จึงเหมือนได้เจอเพื่อนที่เพียงสบตา (เห็นหน้าปก) ก็รู้ใจ

ในโลกที่ทุกคนต้องแข่งกันทำงานหนัก พยายามปักหมุดหมายบางอย่างในชีวิต หลายครั้งหลายหนก็อดคิดไม่ได้ว่า เราก้มหน้าก้มตาทำสิ่งเหล่านั้นไปเพื่ออะไร คุณค่าความหมายของมันอยู่ตรงไหน และสุดท้ายมันทำให้เรามีความสุขจริงๆ หรือ

โชคดีที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คือคุณพิชญา โชนะโต มีข้อสงสัยทำนองนี้เหมือนกัน แล้วเธอก็ขยันกว่าผมนิดหน่อย สิ่งที่เธอรวบรวมและเรียบเรียงไว้ในหนังสือเล่มนี้ จึงเป็นเหมือนบทสนทนาชั้นดีของเพื่อนที่ประสบความทุกข์และมีความฉงนสงสัยแบบเดียวกัน

หลายจังหวะที่มันทำให้รู้สึกว่า “เออใช่ กูคิดแบบมึงเลยว่ะ” แล้วก็อธิบายต่อว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น ด้วยเหตุผลและข้อมูลที่แน่นปึ้ก

และนี่คือ 8 เรื่องที่พอจะสรุปได้ (พร้อมบางเสี้ยวของบทสนทนา) หลังจากแยกย้ายกันหมาดๆ

 

1) โตขึ้นอยากเป็นอะไร?

“คำถามสุดคลิเช่ที่ผู้ใหญ่ชอบถามเด็กๆ เวลาไม่รู้จะชวนคุยอะไรดี เด็กๆ แค่ตอบตามสิ่งที่พวกเขาพบเห็นหรือรู้จัก ความบันเทิงของผู้ใหญ่คือการนำคำตอบซื่อๆ ของเรามาขำขัน เอ็นดูในความไร้เดียงสา

“แต่คำถามนั้นกลับหลอกหลอนผู้คนตลอดวัยเด็กและวัยรุ่น จนจบการศึกษาเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ คาดคั้นให้เราต้องเลือกอนาคตในโลกที่เรายังไม่แน่ใจว่าจะทำงานอย่างไร ราวกับโลกรอไม่ไหว ต้องการให้เราเติบโตและกลายเป็นอะไรสักอย่างที่ระบุตัวตนได้ชัดเจน อธิบายเส้นทางชีวิตได้ชัด”

 

2) ตัวตนอันเสมอต้นเสมอปลาย อาจไม่มีจริง

“การศึกษาวิจัยหนึ่งพบว่าสมองของเรายังคงปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงไป หลังวัยผู้ใหญ่จนกระทั่งวัยชรา กล่าวได้ว่าสมองและนิสัยใจคอของเราจะเคลื่อนไหวไม่อยู่นิ่งไปชั่วชีวิต…

“หากเราสามารถพาตัวเองในช่วงอายุต่างๆ ตั้งแต่เด็กจนโตมานั่งประชุมในห้องเดียวกัน และร่วมรีวิวทุกการตัดสินใจในชีวิต ทุกคนอาจทะเลาะ ถกเถียง มีความเห็นต่างกัน แม้ในใจเราอาจรู้สึกว่าฉันก็เป็นฉันคนเดิมในร่างเดิมที่แค่โตขึ้นตามเวลาเท่านั้นเอง”

 

3) ขยันเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ

“การเชื่อสุดใจในระบบที่ให้รางวัลผู้มีความสามารถ คนขยัน คนที่เสียสละทุกสิ่งให้กับงาน ได้ลดสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานและศักดิ์ศรีในชีวิตของคนที่ล้มเหลวว่าไม่มีคุณค่าพอ ผลักภาระและสร้างความกดดันให้คนเหล่านั้นเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าตัวเองพยายามไม่พอหรือโง่เอง…

“ระบบการแข่งขันอันดุเดือดนี้ทำร้ายคนเก่งและคนมีความสามารถด้วยเหมือนกัน คนรวยไม่เคยรู้สึกว่าพวกเขารวยพอและมีพอ ในบรรดาคนที่อยู่บนจุดสูงสุดเพียง 1% ของประชากรทั้งหมดนั้น ยังมีคนบนจุดที่สูงกว่าอีก 0.1% ให้แหงนมองดูและวิ่งตาม และคนที่อยู่บนจุด 0.1% ก็มีคนบนจุด 0.01% ให้มองดูเป็นตัวอย่างความสำเร็จอยู่เหมือนกัน”

 

4) คำสัญญาที่แสนใจร้าย

“การแนะนำให้สู้ พยายาม อดทน โดยไม่ได้สนใจความซับซ้อนของระบบเศรษฐกิจและสังคม สภาพการเมืองและเศรษฐกิจแย่ๆ กฎเกณฑ์ในโลกการทำงานที่เราต้องทำตาม รายละเอียดของบุคคลและบริบท รวมถึงสถานการณ์และความจำเป็นในชีวิต นำมาซึ่งภาระอันหนักอึ้งแก่ผู้แพ้และคนที่ล้มเหลว

“เราไม่สามารถให้คำแนะนำชีวิตได้อย่างเลื่อนลอยโดยลืมข้อจำกัดเหล่านี้ไป เราไม่มีทางรู้ว่าหากคนอื่นทำแบบเราแล้วจะได้ผลเหมือนเราหรือไม่…

“การแนะนำให้แก้ไขโชคชะตาและข้อจำกัดอันโหดร้าย ด้วยการบอกให้พยายามต่อไปแล้วจะเห็นผล จึงเป็นเพียงคำสัญญาเลื่อนลอยที่ใจร้ายเหลือเกิน”

 

5) อย่าหมกมุ่นกับการตามหาความสุขตลอดเวลา

“ใช่ เราสมควรได้รับความสุขในชีวิต แต่เราก็สมควรได้รับรู้ความจริง รวมไปถึงข้อเท็จจริงที่บางครั้งก็สวยงาม และบางครั้งก็โหดเหี้ยมทารุณ สมควรได้โศกเศร้าอาลัยในโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ สมควรได้หวั่นวิตกต่อวิกฤตการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น สมควรได้รู้สึกเสียดายและเสียใจในความผิดที่เรากระทำลงไป สมควรได้ร้องไห้เมื่อพบการลาจากหรือความสูญเสีย สมควรโกรธเคืองเมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม…

“ยอมรับให้ได้ว่าเราคือมนุษย์ หาประโยชน์จากอารมณ์ร้าย ดื่มด่ำสัมผัสช่วงเวลาที่โศกเศร้า มีอารมณ์ลบบ้างก็ไม่เป็นไร อย่าให้ใครมากดดัน กวดขัน หลอกลวง ให้เรามีความสุขตลอดเวลาเลย”

 

6) การหาประโยชน์จากความฝันและ passion ของคนหนุ่มสาว

“เรามักเห็นการเอาเปรียบจากความปรารถนาและความฝันของคนทำงานในวงการสร้างสรรค์และศิลปะ เพราะผู้คนมักมองว่าพวกเขาได้ทำงานด้วยความรัก…

“บางครั้งพวกเขาถูกลดทอนคุณค่าจากลูกค้าหรือผู้ประกอบการ ด้วยความคิดประหลาดที่ว่า ‘ก็เธอชอบทำไม่ใช่เหรอ ทำให้เราฟรี/หรือคิดราคาถูกๆ หน่อยสิ’

“เรายินดีที่ได้ทำงานที่เรารัก แต่เราก็หวังว่าเราจะสร้างคุณค่าและมูลค่ามากพอให้ดำรงชีพต่อไปได้อย่างไม่อัตคัดด้วยเช่นกัน”

 

7) เหนื่อยวันนี้ สบายวันหน้า (ถ้าไม่ตายเสียก่อน)

“ชีวิตสมัยใหม่คือการสร้างและตกแต่งโปรไฟล์ เขียนเรียงความคำคมลงเฟซบุ๊กแสดงวิสัยทัศน์ แสดงผลงานสม่ำเสมอ โพสต์เรื่องงานให้คนยังจดจำได้ว่าเราทำงานอะไร ชีวิตกลายเป็นการจัดสรรทรัพยากรหรือสินทรัพย์เพื่อการทำงานเมื่อมีโอกาส

“เมื่อเราวิ่งตามอุดมคติของการทำงานหนัก การพัก การรอ การนิ่งเฉยต่องานก็กลายเป็นบาปและความผิดพลาด ทั้งที่หลายอย่างควรจะรอได้”

 

8) อย่าหมกมุ่นกับการเติบโต จนยอมแลกทุกสิ่งในชีวิต

“วัฒนธรรมคนบ้างานติดต่อกันได้ง่ายมาก เมื่อเราเห็นคนอื่นทำงานหนักจนชีวิตจะหาไม่ คนรอบตัวก็จะรู้สึกเครียดไปด้วยว่าที่เราทำไปมันไม่พอเหรอ?

“อย่าเติบโตจนยอมแลกกระทั่งเวลา อย่าตกอยู่ในลัทธิผู้หมกมุ่นในประสิทธิผลจนเป็นบ้า อย่าให้เราเกิดมาเพียงเพื่อทำงานจนตายจากกันไป”

 


 

No Hurry, No Worry ขออภัย แต่ไม่ต้องรีบ

 

Related Books