เสวนาวิชาการ ‘เข้าใจคนรุ่นใหม่ท่ามกลางโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง’

ดูเหมือนปี 2020 นี้จะเต็มไปด้วยปรากฏการณ์มากมาย นับเฉพาะในไทย เรามีเหตุการณ์ให้จดจำกันไม่เว้นแต่ละเดือน รวมถึงช่วงกลางปีที่คาบเกี่ยวมาถึงปัจจุบัน ที่เกิดพลวัติการขยับขับเคลื่อนทางการเมืองครั้งใหญ่ เมื่อเหล่านักเรียนนักศึกษาตื่นตัว ลงถนนเพื่อก่อแรงกระเพื่อมทางการเมือง จากคลื่นลูกเล็กๆ จนระเบิดตัวกลายเป็นคลื่นยักษ์ที่เขย่าระบบเก่าในโครงสร้างของอำนาจนิยม ซึ่งครั้งหนึ่งแทบไม่เคยถูกพูดถึงหรือมองเห็นมาก่อน ให้กลายมาเป็นประเด็นสาธารณะที่หลายคนล้วนมีประสบการณ์ร่วม

ทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว และขยายความต่อไปได้ว่า การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน

คำถามมากมายของคนรุ่นใหม่เหล่านี้ล้วนแหลมคม ทั้งวิพากษ์การเมืองไทยในอดีตและการเมืองไทยร่วมสมัย วิพากษ์ระบอบการปกครอง ตลอดจนวิพากษ์สังคมที่ปัญหาซ้ำๆ อยู่กับผู้คนมานานนับร้อยปี กลายเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ทำให้เกิดพลวัตที่น่าจับตามากที่สุดครั้งหนึ่ง

‘เข้าใจคนรุ่นใหม่ท่ามกลางโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง’ งานเสวนาของภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งต้นหัวข้อของงานจากความเคลื่อนไหวเหล่านี้ ในวันที่ 25 สิงหาคม 2563 โดยชักชวนคณาจารย์และนักศึกษา ในนามของคนรุ่นใหม่ ที่เคลื่อนไหวชุมนุมในหลายพื้นที่มาสนทนาและร่วมมอง ‘ฉากถัดไป’ ของสังคมเรานับจากนี้ได้อย่างน่าจับตา

ธนายุทธ ณ อยุธยา

ความฝัน ศักดิ์ศรีและความเท่าเทียม

บุ๊ค-ธนายุทธ ณ อยุธยา เด็กหนุ่มที่เพิ่งถูกรวบขึ้นโรงพักจากกรณีขึ้นแร็ปในชุมนุมเยาวชนปลดแอกตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคม เดินเข้าห้องมาพร้อมเพลงแร็ปที่ระบุถึงวัยเยาว์ ความฝัน และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ผ่านสายตาของเขาที่เป็นเด็กจากชุมชนคลองเตย หนึ่งในพื้นที่ที่ได้ชื่อว่าขาดแคลนโอกาสด้านต่างๆ มากที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ

“ผมใช้ชีวิตตปกติเหมือนทุกๆ คนทั่วไป เรียนก็ไม่จบมัธยม 6 ที่บ้านก็ฐานะไม่ค่อยดี แต่ผมเชื่อว่าทุกคนมีพลัง มีความฝัน มีโอกาสที่จะใช้ชีวิตร่วมกันกับคนอื่นๆ ในสังคม ไม่ว่าเราจะเป็นคนมีฐานะหรือไม่มีฐานะ ตัวผมเองต้องออกไปดิ้นรนทำงานตั้งแต่เด็ก ร้อยพวงมาลัยตามสี่แยก เช็ดกระจก”

เขาขยายความว่า ความที่คลองเตยเป็นพื้นที่สลัมแออัด อยู่ห่างจากสุขุมวิทเพียงเส้นถนนกั้น สิ่งนี้ทำให้เห็นความเหลื่อมล้ำเท่าๆ กับที่เห็นเอกลักษณ์ของชุมชนบ้านเกิดตัวเอง จนเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนเพลง ‘Klong Toey, My City.’

“ที่ผมหยิบเรื่องคลองเตยมาเล่าในบทเพลง เพราะผมอยู่กับมันมาตั้งแต่เด็ก ผมสงสัยว่าทำไมคนข้างนอกมองว่าคลองเตยเป็นสถานที่ที่มีแต่ยาเสพติด อาชญากรรม ผมอยากตีแผ่ว่าที่นี่ไม่ใช่อย่างที่ทุกคนคิด ทุกที่มันก็ต้องมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ทุกคนมีทั้งด้านขาวและดำปะปนกันไป ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดก็ตาม เรามีสิทธิเท่าเทียมกัน”

และเช่นเดียวกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน เขาเป็นอีกคนที่ถูกระบบการศึกษากดทับและผลักไส ในฐานะคนที่เรียนไม่จบชั้นมัธยมปลาย แต่ประกอบอาชีพเป็นนักร้อง เขามองย้อนกลับไปยังเส้นทางการเรียนของเขาที่ขรุขระอยู่ไม่น้อย

“ผมเรียนโรงเรียนแถวเอกมัย ผมเจอระบบการศึกษาที่ถูกกดทับมาโดยตลอด” เขาว่า “จริงๆ ตอนมัธยมต้นผมเรียนเก่งติดอันดับต้นๆ ของชั้นเลยนะ ผมเป็นเด็กเรียนจริงๆ เพราะตอนนั้นผมไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้ว่าความฝันคืออะไร แค่ทำตามที่ที่บ้านบอก ว่าเรียนแล้วจะมีอนาคตที่ดี จนขึ้นมัธยมปลายก็ได้เจอเพลงแร็ป ทีนี้เลยหมกมุ่นกับมันจนการเรียนตกลงไปมาก ที่บ้านเริ่มาสงสัยว่าเราเหลวไหลหรือเปล่า โรงเรียนเริ่มถามว่าผมเกโรงเรียนไหม เขาไม่ฟังเลยว่าผมมีความฝันอะไร

“ผมอยากอธิบายว่าในโรงเรียนมีทั้งเด็กเก่งกิจกรรม เด็กเรียน เรามีความสามารถที่แตกต่างกัน ไม่ต้องแบ่งแยกกัน อยากให้มันไปด้วยกันได้มากกว่า” เด็กหนุ่มเล่า “เคยตั้งคำถามไหมว่าทำไมโรงเรียนต้องตัดคะนนเด็กที่มาสายด้วย ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เป็นเด็กซ้ำชั้นเรียนห้องเดียวกัน เพื่อนคนนี้มาสายทุกวันเลย ผมคิดเหมือนครูและคนอื่น ว่าทำไมแค่ตื่นเช้ามาโรงเรียนยังทำไม่ได้ จนผมได้ไปเที่ยวที่บ้านเขา เขามียายแก่ๆ และน้องชายตัวเล็กๆ เขาต้องทำงานตอนดึกทุกๆ วัน และต้องตื่นเช้าทุกวัน จนผมเข้าใจว่าคนเรามันเลือกไม่ได้”

“ต่อให้ใครบอกว่า เรามีสิทธิเลือกอนาคตตัวเองได้ แต่บางคนมันเลือกไม่ได้ขนาดนั้น”

วชิรวิทย์ เทศศรีเมือง

เสียงจากความเคลื่อนไหวของนักกิจกรรมอีสาน

เซฟ – วชิรวิทย์ เทศศรีเมือง นักกิจกรรมจากกลุ่มขอนแก่นพอกันที เลือกขยับขยายประเด็นสังคมจากระบบการศึกษามาสู่การเคลื่อนไหวในพื้นที่อีสาน ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในหัวเรือสำคัญ ทั้งยังอธิบายเหตุผลและเงื่อนไขที่ทำให้การชุมนุมในภาคอีสานมีเนื้อหาและบรรยากาศต่างไปจากที่กรุงเทพฯ จนนำมาสู่กระแสข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงไม่รวมข้อเสนอแนะและแนวทางการเคลื่อนไหวให้เป็นหนึ่งเดียวกับภาคกลาง หรือตลอดจนการตอบคำถามว่า คนเสื้อแดงหายไปไหน และหายไปจริงหรือ

“ผมอยากชวนย้อนไปที่การเคลื่อนไหวปี 2549 และ 2553 ซึ่งมันก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมว่าคนเสื้อแดงไม่ได้ตายหรอก แต่เขาแค่รู้สึกว่าถูกหลงลืม ถูกด้อยค่า แม้กระทั่งศาลากลางยังไม่กล้าเข้าไปใกล้เลย เพราะตราบาปว่าเขาเป็นคนเผา ทั้งที่ยังเข้ามาถึงศาลากลางเลยด้วยซ้ำ เขาจึงไม่อยากมาแล้วสร้างสิ่งที่ไม่ดีให้กับมวลชน

“อย่าลืมว่าเพดานของการวิพากษ์วิจารณ์มันต่างกัน ในกรุงเทพฯ พูดถึงสถาบันกษัตริย์ได้เท่านี้นะ แต่ในภูมิภาคพูดได้เท่านี้ ถ้าคนจากภูมิภาคโดนหมายจับแล้วจะทำอย่างไร เช่น ถ้าคุณโดนจับที่หนองคาย ใครจะไปช่วยได้ ผมว่าเรื่องนี้มันทำให้กลยุทธ์และวิธีการต่อสู้ของฝั่งภูมิภาคต่างจากกรุงเทพฯ อย่างสิ้นเชิง ทั้งการคุกคามอาจไม่ใช่มาในรูปแบบของการโดนคดี แต่อาจจะอุ้มหายกันไปได้ง่ายๆ ซึ่งมันเป็นความเสี่ยง”

นั่นนำมาสู่ใจความสำคัญที่ว่า เหตุผลข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมในภาคอีสานจึงต่างไปจากกรุงเทพฯ

“ข้อเรียกร้องของคนต่างจังหวัดก็พูดถึงเรื่องปากท้องเป็นสำคัญ สิ่งที่เราต้องทำงานอย่างหนักในการเคลื่อนไหวคือให้เขารู้ว่าการเคลื่อนไหวในการแก้รัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นผลพลอยได้ทางเศรษฐกิจด้วย

“ผมคิดว่าข้อเรียกร้องทั้งหมดต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง บางอย่างมันอยู่ที่จังหวะเวลาเป็นสำคัญ เราต้องจัดกิจกรรมเรื่อยๆ เพื่อให้ทุกคนตระหนักว่ามันยังต้อมีการขับเคลื่อน แก้ไขอยู่เพื่อไม่ให้หลงลืมกัน”

“ส่วนการเข้าถึงเทคโนโลยีของคนอีสาน มันไม่เหมือนคนในกรุงเทพฯ นะครับ การที่เขาจะเข้าเมืองมาชุมนุมเขาต้องมีค่าน้ำมัน ค่ารถ ถ้าเขาไม่มีรถส่วนตัว เขาต้องนั่งรถจากบ้านไปอำเภอ อำเภอไปในเมือง แล้วนั่งรถตู้จากเมืองไปกรุงเทพฯ นี่คือต้นทุนที่เขาต้องจ่ายเพื่อการเปลี่ยนแปลง และนี่แหละที่ทำให้มันอาจยังไม่ถึงเวลาขนาดนั้น

“คนอีสานไม่ได้กินแค่น้ำปลาเหมือนที่ กปปส. กล่าวไว้เมื่อปี 2557 คนอีสานเขาก็ต้องอยู่ต้องกินเหมือนกัน เขาอยากให้ทุกท่านเปิดใจรับฟังพวกเขา เพียงแค่เขาหาพื้นที่พูดไม่ค่อยได้ ผมจึงอยากฝากไปยังรัฐบาลและผู้มีอำนาจว่า ผมอยากให้ยุติการคุกคามประชาชน นี่คือเรื่องสำคัญ”

นัญวา สันม่าหมูด

การกดทับอันไร้ที่สิ้นสุดในนามของการศึกษา

นัญวา สันม่าหมูด นักกิจกรรมจากตรังเปิดตัวขึ้นด้วยประโยคที่ว่า “รู้ไหมคะ ที่ผ่านมาหนูพูดไม่เคยมีใครฟังหนูเลย มีแค่สามคนเท่านั้นเอง”

แม้เธอจะบอกเล่าประโยคนี้ด้วยรอยยิ้ม แต่มันสะท้อนเสียงของคนต่างจังหวัด ของเยาวชนที่ไปไม่ถึงเป้าหมายที่พวกเขาอยากสื่อสาร ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า

และเช่นเดียวกับเด็กในระบอบการศึกษา นัญวาเป็นหนึ่งในคนที่ต้องเจอกับระบบการกดขี่ของโรงเรียนไทยพุทธ ซึ่งแม้ไม่ใช่โรงเรียนของเธอโดยตรง แต่เธอก็เป็นพยานรู้เห็นในการที่โรงเรียนไม่อนุญาตให้ผู้นับถืออิสลามแต่งกายตามที่หลักศาสนากำหนด

“เรื่องศาสนาซึ่งละเอียดอ่อนมาก ในฐานะที่เป็นเด็กอิสลามคนหนึ่งอยู่ในจังหวัดที่อิสลามค่อนข้างน้อย ยังดีที่โรงเรียนให้เสรีภาพในการแต่งตัวปกติ แต่มีโรงเรียนบางแห่งที่เขาไม่อนุมัติให้เด็กแต่งตัวแบบนี้ ทั้งที่เป็นโรงเรียนรัฐซึ่งใช้ภาษีประชาชน และทุกศาสนิกชนต้องจ่ายภาษี”

นี่จึงเป็นการยิงคำถามอย่างเป็นมิตรไปยังระบบการศึกษาและศาสนาที่กินพื้นที่เข้ามายังชีวิตผู้คนรอบนอก ตลอดจนบทบาทและพื้นที่ของคุณครูซึ่งเป็นบุคลากรในโรงเรียน

“บางอย่างครูปลูกฝังมาผิดๆ เหมือนกัน เช่นเวลาเด็กทำอะไรผิด ครูมีสิทธิตำหนิ แต่เด็กไม่มีสิทธิตำหนิครู คือเด็กก็มีสิทธิออกความเห็นว่าครูคะ เมื่อกี๊ที่ครูทำกิริยาแบบนี้ใส่หนูมันไม่ถูกนะคะ”

เธอบอก “เพราะหนูก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน”

นัฐพงษ์ ตาแก้ว

#พัทลุงจะไม่ทน เรื่องของตำรวจสามนายกับนักเรียนหนึ่งคน

นัญวาน่าจะอายุไล่เลี่ยกันกับ เบล – นัฐพงษ์ ตาแก้ว เด็กหนุ่มจากพัทลุงที่เป็นหัวเรือในการจัดตั้งกลุ่มนักเคลื่อนไหวจนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามตัวถึงบ้าน และไม่ใช่แค่เขา แต่ยังรวมถึงเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันอีกด้วย

“ผมจัดชุมนุมพัทลุงจะไม่ทน มีเด็กนักเรียนคนหนึ่งแชร์โพสต์เชิญชวนให้ไปร่วมงาน หลังจากนั้นก็มีตำรวจไปหานักเรียนถึงในโรงเรียน ถามว่าแชร์ทำไม มันผิดกฎหมาย ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งผมว่าในสถานการณ์นั้นครูควรปกป้องเด็ก แต่ครูกลับไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้ตำรวจไปหาเด็ก แล้วตำรวจตั้งสามคนสอบสวนเด็กคนเดียว

“ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมครูปล่อยให้เด็กอยู่ในสภาพแบบนั้น บุคลากรทางการศึกษาต้องปกป้องเด็ก ไม่ใช่ปกป้องตำรวจหรือนายของคุณ หรือแม้แต่ตำแหน่งของคุณ”

“ตัวผมเองเคยโดนตำรวจสามนายมาหาที่บ้าน ตอนจะไปที่ตรังก็มีตำรวจมาหาถึงบ้านพร้อมผู้ช่วยและกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปถามว่าผมจะทำไปทำไม มันผิดกฎหมายนะ แต่พ่อผมถามว่ามันผิดข้อไหน เขาก็ตอบไม่ได้” เด็กหนุ่มบอก

“เด็กเขาต้องการอนาคตของตัวเอง ครูชอบบอกให้คิดถึงอนาคตของตัวเองบ้าง แต่พอเราทำ ครูก็มาปิดกั้นความคิดของพวกเรา ผมคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เราทำเพื่ออนาคตของตัวเอง”

ทัตเทพ เรืองประเพกิจเสรี

#ถ้าการเมืองดี ในสายตาของคนรุ่นใหม่

เวทีเยาวชนแลกเปลี่ยนความเห็นนั้นปิดท้ายด้วย ฟอร์ด – ทัตเทพ เรืองประเพกิจเสรี อดีตนิสิตคณะรัฐศาสตร์ ที่เพิ่งเดินทางไปยังสถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์พร้อมหมายจับเมื่อวันที่มีชุมนุมใหญ่ที่ผ่านมา เพื่อพบว่า หลังไปยืนขาแข็งอยู่สองชั่วโมง ไม่มีตำรวจคนไหนเข้ามาจับกุมเขาและเพื่อนๆ

ทัตเทพจำแนกข้อเรียกร้องไว้สามหัวข้อใหญ่ๆ คือ หนึ่ง-รัฐบาลต้องงงหยุดคุกคามประชาชน สอง-รัฐสภาต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างใจกว้าง และกล้าหาญในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชน และสาม- รัฐบาลต้องยุบสภาฯภายใต้กฎกติกาที่เป็นธรรม

“หลายคนฟังข้อเรียกร้องพวกนี้แล้วอาจคิดว่ามันดูห่างจากเรื่องในชีวิตประจำวันเหลือเกิน” เขาบอก “แต่เรื่องปากท้อง เรื่องคุณภาพชีวิตของเราล้วนเป็นผลมาจากโครงสร้างทางการเมืองทั้งสิ้น ถ้าโครงสร้างทางการเมืองบิดเบี้ยวอย่างทุกวันนี้ ก็เป็นอย่างที่เห็นในทุกวันนี้ ถ้าเรามีรัฐบาล มีผู้แทนที่ยึดโยงกับประชาชน มีผู้แทนที่มีจุดมุ่งหมายในการทำงานให้ประชาชนเราคงไม่ต้องมีชีวิตอย่างทุกวันนี้

“วิธีการเดียวที่จะรีเซ็ตระบบ รีเซ็ตทุกสิ่ง คือเราต้องกลับไปยังจุดเริ่มต้น ต้องกลับไปยังรัฐธรรมนูญ คือประชาชนร่วมกันออกแบบรัฐธรรมนูญ และรัฐต้องปกป้องเสรีภาพการแสดงออกของประชาชนตราบเท่าที่ไม่เกิดความรุนแรง”

ทัตเทพย้อนความถึงช่วงชีวิตและการเติบโตของตัวเองที่อาจผลักให้เขามีส่วนในการเห็นความเหลื่อมล้ำมาตั้งแต่ยังเด็ก โดยคร่าวๆ เขาคือเด็กที่ต้องทำงานพิเศษเก็บเงินอย่างหนัก และการกัดฟันสู้จนเรียนจบในสภาวะเช่นนี้ก็ทำให้เขาเห็นว่าโครงสร้างบิดเบี้ยวของประเทศไทยกดทับเขาและครอบครัวไว้แค่ไหน

“มันกดทับไม่ให้เราเข้าถึงทรัพยากร ทรัพยากรสองในสามของประเทศนี้อยู่ในมือคนเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ เราไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากเท่าที่ควร นี่คือสาเหตุว่าทำไมผมถึงออกมาทำอะไรแบบนี้ ทำไมคนจำนวนมากต้องออกมาเรียกร้องไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไรก็ตาม ทั้งถูกคุกคาม คดีความ เอาชีวิต มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราอยากทำ แต่เราไม่อยากส่งต่อบ้านเมือง สังคมแบบนี้ไปให้คนรุ่นต่อๆ ไป เราทำเพื่อลูกหลานของเราที่จะเกิดขึ้นมาในอนาคตด้วย”

“ที่พวกเราออกมาเคลื่อนไหว เรียกร้องกันอย่างดุเดือดเป็นเพราะเราหมดหนทางแล้ว เรามองไม่เห็นว่าเราจะมีชีวิตที่ดี ลืมตาอ้าปากในโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจแบบนี้ได้ยังไง หยุดกล่าวหาว่าเราก้าวร้าว ชังชาติ เพราะชาติคือประชาชน คนที่เอาเปรียบประชาชนต่างหากคือคนที่ชังชาติ”

หากว่านั่นคือความรู้สึก เรื่องราวและเหตุผลของคนรุ่นใหม่ที่ร่วมขบวนชุมนุมประท้วง ก็ควรย้อนกลับมาถามว่า บ้านเมืองแบบไหนที่ทำให้คนในวัยนี้ต้องออกมาเผชิญหน้ากับความผันแปรที่ดุเดือด ฝากอนาคตไว้กับการต่อสู้ซึ่งคนรุ่นก่อนหน้าของเขาทำไม่สำเร็จ

ผศ.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล

ความ(ไม่)เปลี่ยนแปลงที่คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญ

ผศ.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าปรากฏการณ์นี้ปะทุขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงและการไม่เปลี่ยนแปลงของสังคม

“มีการเปลี่ยนแปลงสามอย่าง หนึ่งคือการกล่อมเกลาทางสังคม, การเปลี่ยนแปลงในโลก disruptive และเทคโนโลยี คนรุ่นใหม่อยู่ท่ามกลางโลกที่มันยากขึ้น พวกเขาเป็นผลผลิตที่เราสร้างเขาขึ้นมา เด็กส่วนใหญ่เติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่เป็นคนรุ่นใหม่ เปิดรับฟังความเห็นของลูก พยายามเข้าใจลูก สร้างให้เขาเป็นคนที่ต่างไปจากพวกเราและเขาแตกต่างจากเราจริงๆ

“คนรุ่นใหม่เติบโตในโลกที่เปลี่ยนแปลง หมุนเร็วและโหดร้าย สิ่งที่พวกเขาสนใจมันไม่ใช่ตัวเขา สิ่งที่เป็นพลังผลักดันไม่ใช่ตัวเขา แต่เป็นสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวพวกเขา

“ในสถาบันการศึกษา ผู้ใหญ่หลายคนอาจมองว่าโรงเรียนไม่ได้กดขี่เด็กไปมากกว่าในอดีต แต่ที่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือความย้อนแย้ง ในโรงเรียนมันมีการปะทะกันระหว่างครูรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ครูอนุรักษนิยมแบบเดิมยังใช้อำนาจนิยมแบบเดิมๆ และขณะเดียวกันก็มีครูรุ่นใหม่ที่ไม่ได้จบครุศาสตร์ พยายามสอนไปไกลกว่าในโรงเรียน ทั้งตัวพวกเขาเองก็เติบโตมาในสังคมที่เสรีนิยมมากขึ้น เด็กๆ รุ่นใหม่เหล่านี้จึงเห็นการปะทะระหว่างครูทั้งสองรุ่น และมีการต่อสู้ของครูรุ่นใหม่เป็นแรงบันดาลใจด้วย”

โรงเรียนหรือสถานศึกษาจึงเป็นความไม่เปลี่ยนแปลงที่บีบคั้นเยาวชนอยู่ตลอดเวลาในทรรศนะของกนกรัตน์ ขณะที่ครอบครัวซึ่งมีพ่อแม่เป็นคนรุ่นใหม่ พวกเขายังรู้สึกว่าพูดคุยและถูกรับฟังมากกว่า

“แต่โรงเรียนเป็นสถาบันเดียวที่ยังอนุรักษนิยมอยู่ คิดว่าเด็กๆ จะอึดอัดแค่ไหน คนรุ่นดิฉันก็เจอการคุกคามในโรงเรียน แต่ไม่รู้สึกอะไร รู้สึกว่าการหมอบคลานหรือการกราบเป็นเรื่องดี เพราะที่บ้านก็เป็นอนุรักษนิยม กับเพื่อนก็คุยเรื่องเพศสภาพ เรื่องการเมืองด้วยไม่ได้ คนรุ่นก่อนจึงเติบโตมาในโลกอนุรักษนิยมทั้งสถาบันครอบครัวและเพื่อน แต่คนรุ่นนี้ไม่ใช่ โรงเรียนเป็นสถาบันเดียวที่ไม่เปลี่ยน มหาวิทยาลัยเองก็เช่นกัน”

เยาวชนเหล่านี้จึงมีความฝันใหญ่ร่วมกันหนึ่งเดียว นั่นคือพวกเชาเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจว่าจะเป็นตัวแทนจากการเปลี่ยนแปลงได้

“เขาเชื่อว่าโลกที่เขากำลังจะเห็นคือตัวเขาจริงๆ ที่จะเปลี่ยนแปลง เขาไม่เชื่อมั่นในระบบราชการ ไม่เชื่อในครูบาอาจารย์ เขาเชื่อว่าเขาปกป้องอนาคตตัวเองได้ และเชื่อว่าจะต้องทำ”

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล

ประชาธิปไตยคือการวิ่งผลัด

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย น่าจะเป็นหนึ่งในคนที่ได้คลุกคลีทั้งเยาวชน ทั้งคุณครูรุ่นเก่าและใหม่ ตลอดจนเห็น ‘แผล’ ของระบบการศึกษาไทยที่ทำให้เหล่าเด็กนักเรียนต้องออกมาเคลื่อนไหวกันอย่างเป็นประวัติการณ์ และนี่เองที่เป็นสาเหตุสำคัญอันจะละเลยไม่กล่าวเลยไม่ได้

“เด็กนักเรียนเขาเห็น เขาตั้งคำถาม เขาสงสัยถึงความเหลื่อมล้ำ อย่างในโรงเรียนทำไมต้องมีห้องกิฟต์ (gifted) ที่เปิดแอร์เรียน หรือห้องคิงที่เหมือนมีนักเรียนเป็นนักรบไปกวาดเหรียญรางวัล หรือห้องนักกีฬาที่ถูกทิ้งๆ ขว้างๆ แต่จะถูกใช้ให้ไปเป็นแค่ไปทำถ้วยกีฬาให้โรงเรียน เด็กๆ เขาเห็นเรื่องราวพวกนี้นะครับ”

“และเราเริ่มได้ยินเสียงครูรุ่นใหม่ที่ออกมาพูดแทนครูด้วยกันมากขึ้น และเมื่อครูลุกขึ้นส่งเสียง ก็ทำให้เด็กๆ เชื่อว่าเขาก็ลุกขึ้นส่งเสียงได้เหมือนกัน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นรีแอ็คชั่นจากครูรุ่นเก่าที่เล่นใหญ่เล่นโตกัน เขาอยู่ในสถานภาพที่คุมทุกอย่างในโรงเรียนได้มาโดยตลอด โรงเรียนใหญ่ๆ ทั้งหลายจะกลายเป็นโรงเรียนที่ครูอาวุโสและครูฝ่ายปกครองใช้อำนาจกับเด็กมาก เนื่องจากสเกลโรงเรียนมันใหญ่ การจะเอาเด็กเข้าแถว 3,000 คนมันต้องมีมาตรการบางอย่าง

“ดังนั้นก็จะเห็นว่า การเคลื่อนไหวที่ผ่านมา โรงเรียนกลางๆ ไปจนถึงโรงเรียนเล็กๆ ไม่ค่อยมีกระแสที่เด็กลุกขึ้นมาแล้วโดนแรงอัดจากครูกลับ เพราะมันมีความเป็นมิตรระหว่างครูกับเด็กสูง”

ผศ.ประจักษ์ ก้องกีรติ

ห้องเรียนประวัติศาสตร์ห้องใหม่ในมือของเด็กๆ

ผศ.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะคนสอนหนังสือ ในฐานะคนที่เคยร่วมออกเสียงค้านรัฐบาล ประจักษ์เล่าว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของเยาวชน ‘ปลุก’ เขาขึ้นมาอีกครั้ง

“ผู้ใหญ่อย่างเราที่สอนรัฐศาสตร์ เคยเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ แต่พอหกปีผ่านไปแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เกิดความรู้สึกว่าสังคมไทยเปลี่ยนไม่ได้แล้ว ก็เรียนรู้ว่าอยู่กันไปกับสังคมแบบนี้แหละ

“แต่การเคลื่อนไหวของเยาวชนมันปลุกสังคม เกิดความรู้สึกว่าสังคมมันเปลี่ยนได้ และเขาเชื่อว่าเขาเป็นพลังในการเปลี่ยนได้ขณะที่ผู้ใหญ่ไม่เห็นพลังของตัวเองด้วย เราต้องขอบคุณเด็ก การชุมนุมไม่ว่าจะในจังหวัดไหนคือห้องเรียนขนาดใหญ่เหมือนเด็กมาเล็กเชอร์เรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนให้เราฟัง อยากให้สังคมไทยเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็ก เรามีหน้าที่ที่จะเรียนรู้ไปกับเขา ไม่เห็นด้วยก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันไป”

แน่นอนว่าเป็นสภาวะพิลึกพิลั่นที่เด็กๆ จะเป็นฝ่าย ‘เขย่า’ ผู้ใหญ่ในสังคม แต่ประจักษ์เองก็มองว่า สภาพสังคมไทยตอนนี้อยู่ห่างไกลจากคำว่าปกติอยู่มากโข ยิ่งในโมงยามที่พื้นที่การเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษาอยู่ในท้องถนนมากกว่าชั้นเรียนหรือห้องสมุด หรือแม้แต่สถานที่ท่องเที่ยวหลายๆ แห่ง

“ครั้งสุดท้ายที่เราเห็นการเคลื่อนไหวที่คึกคักขนาดนี้ของนักศึกษาคือเมื่อ 50 ปีที่แล้ว และตอนนี้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้มันไปไกลกว่ายุค 14 ตุลาอีก เพราะตอนนั้นประเด็นไม่หลากหลายขนาดนี้ ผมจึงคิดว่าอย่าไปเทียบกับ 14 ตุลาเลย มันไปไกลกว่านั้นทั้งในเชิงหลากหลายและอุดมการณ์”

ประจักษ์ขยายความป่วยไข้ของสังคมที่ผลักให้นักเรียนนักศึกษาต้องออกมาลงถนนในครั้งนี้ว่ามีสามประการด้วยกัน นั่นคือการเผด็จการทางการเมือง, การผูกขาดทางเศรษฐกิจ และอำนาจนิยมทางวัฒนธรรม ซึ่งเดิมทีก็ฝังตัวแน่นอยู่ในทุกซอกหลืบของสังคมอยู่แล้ว เพียงแต่ในหกปีหลังรัฐประหารมันได้ผนึกแน่นมากยิ่งกว่าที่เคย ขณะที่ผู้ใหญ่ค้อมหัวให้ด้วยความเคยชิน เยาวชนที่เติบโตมาในสภาพเช่นนี้และสำนึกรู้ถึงความผิดปกติก็พยายามทะลายมันออกไป

“คนรุ่น Baby Boomer โอบรับวัฒนธรรมแบบนี้ด้วยซ้ำ คน Gen X ก็ทำงานทำการไป ส่วนคน Gen Y ก็เริ่มสร้างฐานะ เด็กๆ นี่แหละคือคนที่ไปกระตุกให้เห็นว่ามันไม่ปกติ ไทยเป็นประเทศสุดท้ายในโลกแล้วที่ประชาชนยังต้องตระหนกทุกวันว่าจะเกิดรัฐประหารเมื่อไหร่ มันเป็นประเทศที่ล้าหลังทางการเมืองมากๆ

“โดยเฉพาะเรื่องอนุรักษนิยมและอำนาจนิยมทางวัฒนธรรมในระบบการศึกษา ผมอยากย้ำว่าในรอบหกปีที่ผ่านมา มันรุนแรงขึ้นในมาก หลังรัฐประหารมีการปรับหลักสูตรในโรงเรียน บรรจุชั่วโมงที่จะต้องสอนเรื่องค่านิยม 12 ประการ หรือเอาทหารเข้าไปสอนในโรงเรียนซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มันหนักหน่วงรุนแรงมาก

“สิ่งที่นักศึกษาและนักเรียนออกมาเคลื่อนไหวจึงเป็นปฏิกิริยาที่สนองตอบต่อการกดทับรุนแรงในโรงเรียน และพวกเขาโตมากับแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องปกติ นักการศึกษาทั้งหลายควรดีใจด้วยซ้ำกับปรากฏการณ์นี้ ที่เห็นเด็กคิดเองเป็น คิดแบบวิพากษ์วิจารณ์ได้ ตั้งคำถามได้ นี่คือสิ่งที่นักปฏิรูปการศึกษาและ NGO อยากเห็นไม่ใช่หรือ”

และในฐานะที่เป็นผู้ใช้ทวิตเตอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ประจักษ์ไม่ได้มองว่าโลกออนไลน์ผลักให้เยาวชนต้องออกมาชุมนุม มันเป็นแต่เพียงช่องทางการสื่อสารเท่านั้น

“คนที่อยู่เบื้องหลังนักศึกษาไม่ใช่อาจารย์ปวิน (ชัชวาลพงศ์พันธ์) ไม่ใช่อาจารย์สมเจียม (สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล) ไม่ใช่พรรคอนาคตใหม่ ไม่ใช่อาจารย์อย่างเราๆ ซึ่งมีอิทธิพลน้อยมาก เพราะผมยังทำให้เด็กเข้าห้องไม่ได้เลย

“สิ่งที่เห็นคือ บทสนทนาในห้องเรียนมันเปลี่ยนไป เด็กเขาเปลี่ยนไปเองอยู่แล้ว เบื้องหลังที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ปัญญาชน แต่คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, คณะรัฐประหาร และโซเชียลมูฟเมนต์ที่ไปขวางการเลือกตั้ง ไปบอกว่าถ้ารักประชาธิปไตยต้องไม่ไปเลือกตั้ง ผมว่านี่แหละที่มันผิดปกติ ผิดสามัญสำนึกจนเด็กเขาเห็น ถ้าบ้านเมืองมันปกติ เด็กก็ไม่ออกมาหรอก”

จึงนำมาสู่ประเด็นละเอียดอ่อนอย่างสามข้อเรียกร้อง และ 10 ข้อเสนอต่อการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งประจักษ์ย้ำว่าคนที่ควรออกมาพูดเรื่องนี้ไม่ใช่นักศึกษา แต่คือคนที่เรีกยตัวเองว่าเป็นรอยัลลิสต์ หรือผู้ที่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์

“ในสังคมการเมืองแบบประชาธิปไตย ข้อเสนอทางการเมืองทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปสถาบันฯ ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปศาล หรือพรรคการเมือง เป็นข้อเสนอทางการเมืองที่ควรจะถกเถียงแลกเปลี่ยนกันได้ทางสังคม และการแลกเปลี่ยนกันอย่างสันตินี่แหละที่เป็นตัวสะท้อนวุฒิภาวะทางสังคมของเรา จนสังคมเติบโตทางปัญญา ก้าวหน้าต่อไปได้”

Related Books