“หน้าที่ของสื่อคือสร้างความเข้าใจ ไม่ใช่ความเกลียดชัง” จับชีพจรสื่อไทย กับกลุ่ม Media Inside Out

 

  • “ต่างฝ่ายอาจอยู่ในโลกคู่ขนานกันก็ได้ แต่ต้องฉายออกมาให้เห็นว่าทำไมมันจึงคู่ขนานกัน นี่คือหน้าที่สำคัญของสื่อในช่วงเวลาแบบนี้”
  • “สมมติว่ามีเสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องสำคัญแบบนี้สื่อจะไม่นำเสนอได้อย่างไร อย่างน้อยคุณต้องหาวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะนำเสนอ นั่นคือการทำหน้าที่”
  • “ถามว่าจะเกิดความรุนแรงอีกไหม ถ้ามองในแง่ดีก็หวังว่าจะไม่เกิด แต่ไม่มีอะไรรับประกัน ส่วนหนึ่งเพราะในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เหตุการณ์พฤษภาฯ 2535 หรือกระทั่งปี 2553 คนทำผิดไม่เคยถูกลงโทษ”

 

ข้างต้นคือส่วนหนึ่งของบทสนทนาระหว่าง The Curator กับกลุ่ม Media Inside Out ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของนักวิชาการและสื่อมวลชนผู้คร่ำหวอดในวงการมายาวนาน

“กลุ่ม Media Inside Out เกิดขึ้นในปีที่สงครามเหลือง-แดงเข้มข้นมาก ซึ่งทำให้เราสงสัยว่า คนทำสื่อไทยหลายคนคิดอะไรอยู่ จึงลงสนามรบไปร่วมโจมตีใส่ร้ายคนเสื้อแดงกับเขาด้วย มันคืองานของสื่อสารมวลชนตั้งแต่เมื่อใด” นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม เล่าถึงที่มาที่ไปของการตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมา

ในวาระที่เดือนตุลาฯ เวียนมาบรรจบ เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวระลอกใหม่ของกลุ่มนักศึกษาและประชาชน เราล้อมวงคุยกับสมาชิกกลุ่ม 4 คน ประกอบด้วย นวลน้อย ธรรมเสถียร ผู้​ร่วม​ก่อตั้ง​กลุ่ม​ Media Inside​ Out​ อดีตผู้สื่อข่าว BBC และผู้ก่อตั้งเพจ Patani NOTES, พรรษาสิริ กุหลาบ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ชุติมา นิ่มสุวรรณสิน อดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโส ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Media Inside Out เพื่อทบทวนบทบาทและการทำหน้าที่ของสื่อ ในช่วงเวลาที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางประวัติศาสตร์

มีโอกาสที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นอีกไหม? สื่อจะตกเป็นจำเลยอีกหรือไม่? สิ่งใดที่สื่อควรทำและไม่ควรทำในช่วงเวลานี้? คือคำถามใหญ่ๆ ที่เราโยนให้พวกเธอช่วยกันขบคิด

 

 

ทุกวันนี้มีสื่อใหม่เกิดขึ้นมากมาย รวมถึงสื่อทางเลือกที่มุ่งทำประเด็นเฉพาะเจาะจง อยากทราบมุมมองแต่ละคนว่า สื่อหลักยังมีความสำคัญอยู่ไหมในสภาวะแบบนี้

นิธินันท์: คีย์เวิร์ดคือความน่าเชื่อถือ แบรนด์ที่อยู่มานานมีความน่าเชื่อถือ และความน่าเชื่อถือมันทำให้แบรนด์ใหญ่ที่อยู่มานาน ไม่ได้เป็นแค่ปากเสียงคนกลุ่มเล็ก แต่สามารถเข้าถึงศูนย์กลางอำนาจได้

ชุติมา: ในทางปฏิบัติ สื่อแบบนี้ยังมีความเป็นสถาบันอยู่ ในแง่ที่ว่าเวลาสื่อหลักยกเรื่องอะไรมาเล่น มันจะบูมขึ้นมาทันที ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเรื่องเด็กอนุบาลถูกครูทำร้าย ถ้าสื่อกระแสหลักไม่เอามาขยายความ ยกขึ้นมาเป็น agenda ของสังคม โอกาสที่มันจะได้รับการแก้ไขก็อาจไม่รวดเร็วขนาดนี้ เพราะคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจแก้ปัญหานี้เขายังให้ความสำคัญต่อสื่อกระแสหลักอยู่ ความได้เปรียบของสื่อกระแสหลักตรงนี้ยังเป็นแต้มต่อมากกว่าสื่อที่เราเรียกกันว่าเป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม

พรรษาสิริ: ถ้าเราไม่ได้แยกว่า mass media กับ journalism ต่างกันอย่างไร ก็อาจลำบาก เพราะ mass media ก็มีหน้าที่อื่นๆ เช่น ให้การศึกษา สร้างความบันเทิง แต่ถ้าคุณเป็นสื่อวารสารศาสตร์ ในความหมายของ journalism สิ่งที่คุณต้องยึดโยงอย่างชัดเจน คือคุณยึดโยงอยู่กับหลักการประชาธิปไตยหรือเปล่า

ถามว่าทำไมต้องยึดหลักการประชาธิปไตย ก็เพราะวารสารศาสตร์มันเกิดมาจากสิ่งนี้ จากการที่สังคมต้องการข้อเท็จจริง ทำไมสังคมต้องการข้อเท็จจริง ก็เพราะประชาชนในสังคมจะได้เอาข้อเท็จจริงไปตัดสินใจว่าฉันจะใช้ชีวิตอย่างไร จะเลือกผู้นำคนไหนมาเป็นผู้บริหารประเทศ หรือฉันจะมีอำนาจในการตัดสินว่าฉันจะจัดการทรัพยากรในชุมชนของฉันยังไง วารสารศาสตร์จึงเกิดขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ให้ข้อเท็จจริงกับประชาชน เพื่อให้ประชาชนจะได้นำข้อมูลเหล่านั้นไปตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้

 

แม้ทุกวันนี้จะมีสื่อทางเลือกมากมาย หรือมีคนที่ลุกขึ้นมาส่งเสียงผ่านช่องทางต่างๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วความคาดหวังของประชาชน ไม่ว่ากลุ่มใด ก็ยังอยู่ที่สื่อหลัก เพราะเขามีบทบาทในการกำหนดวาระทางสังคม

 

อย่างกรณีที่แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมยื่น 10 ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ หลังจากนั้นสื่อเองก็มีความกระอักกระอ่วนใจในการรายงานประเด็นนี้ สิ่งที่เราเห็นหลังจากนั้นคือ ตัวนักศึกษาและนักเรียนที่มาร่วมการชุมนุม ก็ออกมาเรียกร้องให้สื่อใหญ่ๆ เอาไปรายงาน เพราะเขาไม่ได้แค่อยากได้ซีนจากการจัดชุมนุม เขาคาดหวังว่าเสียงที่เขาเปล่งออกมา จะไม่ได้แค่ตกหล่นอยู่ตามทวิตเตอร์ ในคนที่เป็นกลุ่มก้อนเดียวกันหรือคิดเหมือนกันเท่านั้น แต่มันต้องไปถึงสถาบันที่มีอำนาจต่างๆ ที่มีส่วนในการตัดสินใจชะตากรรมชีวิตของเรา รวมถึงกำหนดนโยบายของประเทศชาติด้วย

ในอีกมุมหนึ่ง นักวิชาชีพรุ่นเก่าจะมีความรู้สึกว่า สื่อที่เป็นของรัฐมันไม่น่าใช่สื่อ เพราะเขาต้องทำหน้าที่เพื่อตอบสนองวาระที่รัฐเป็นคนตั้ง ดังนั้นเขาไม่ต้องไปตรวจสอบรัฐก็ได้ ถามว่าแล้วเราควรเอาอะไรมาวัดว่าใครเป็นสื่อ ใครไม่เป็นสื่อ หนึ่ง-คุณนำเสนอข้อเท็จจริงหรือเปล่า สอง-คุณตรวจสอบอำนาจในสังคมหรือเปล่า สาม-คุณนำเสนอทุกแง่มุมเท่าที่คุณพอจะนำเสนอได้หรือเปล่า

 

ในระยะหลัง โดยเฉพาะในช่วงการชุมนุมที่ผ่านมา เราเห็นกระแสที่คนเรียกร้องให้ดาราหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงออกมาแสดงจุดยืน แต่กลับไม่เห็นการเรียกร้องแบบนี้กับสื่อมวลชนเท่าไหร่ เป็นไปได้ไหมที่คนจะเสื่อมศรัทธาและสิ้นหวังกับการทำหน้าที่ของสื่อแล้ว

นิธินันท์: ถ้าคนทำสื่อเขาไม่รู้สึกอะไร เราก็ไม่จำเป็นต้องไปรู้สึกแทนเขานะคะ เขาควรจะรู้ตัวว่า ถ้าเป็นสื่อมวลชน เขาต้องทำอะไร ถ้าไม่อยากทำก็เรื่องของคุณ แล้วเดี๋ยวคุณก็จะตายไปเอง เพราะสุดท้ายแล้วสังคมมันเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเสมอ แต่ที่เกิดคำถามแบบนี้ เพราะสื่อไทยเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำหน้าที่ที่ควรทำ

คีย์เวิร์ดคือสื่อเพียงแต่ทำหน้าที่สื่อเท่านั้นแหละ การที่ประชาชนเขาเรียกร้อง เพราะหลายคนไม่ทำหน้าที่สื่อไง เราไม่ให้พื้นที่คนที่ถูกโจมตีหรือกล่าวหา เพราะเราไปฝังหัวว่าไอ้นี่มันชั่ว อคติไง และเพราะคนทำสื่อเองก็ยังติดกับดักความคิดว่าเรายุติธรรมกว่าใครๆ

นวลน้อย: เราว่าสื่อที่ทำหน้าที่ของตัวเองก็มี แต่คนอาจมองไม่เห็น และในขณะเดียวกัน สื่อก็ไม่ได้เป็น activist คุณไม่สามารถเรียกร้องให้สื่อออกไปนำการประท้วง เราไม่เห็นด้วยกับการบอกว่า สื่อต้องออกมายืนบนแถวหน้าของการต่อสู้ นั่นไม่ใช่หน้าที่สื่อ

 

สิ่งที่อยากบอกคือ อย่าไปคาดหวังนักข่าวว่าเขาจะไปเป็น activist นักข่าวไม่ใช่ เราไม่เห็นด้วยกับนักข่าวที่ออกไปแล้วก็ชี้ว่าอะไรผิดอะไรถูก เรื่องนั้นคุณรู้อยู่แก่ใจ แต่คุณต้องนำเสนอ ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม อันนี้เป็นหน้าที่

 

ในมุมกลับกัน เราก็รู้สึกว่านักข่าวกลุ่มหนึ่งก็สยบยอมมากเกินไป ทำไมยอมให้ถูกกระทำขนาดนั้น ไม่มีศักดิ์ศรีเลยเหรอ นั่นเป็นสิ่งที่วิจารณ์กันได้ ส่วนเขาจะตอบโต้หรือไม่ก็แล้วแต่ อย่างน้อยเราต้องให้ความแฟร์กับเขาด้วยว่า เขาก็ทำหน้าที่ของตัวเองอยู่เหมือนกัน ถ้าไม่มีนักข่าวที่แบกหน้าไปเอาไมค์จ่อว่านายกฯ พูดอะไร เราก็คงไม่มีทางรู้

สิ่งสำคัญคือคนทำสื่อต้องถามตัวเองตลอดว่าคุณกำลังทำอะไร หน้าที่ของคุณคืออะไร แล้วคุณจะปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองอย่างไรในฐานะผู้สื่อข่าว ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่การไปสยบยอม หรือไปอวย แต่ในทางปฏิบัติ เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องยาก เหมือนไต่บนเส้นลวด ฉะนั้นคุณจึงต้องถามตัวเองตลอดว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่

ถ้าสื่อทำหน้าที่ของตัวเอง คือนำเสนอสิ่งที่ควรถูกนำเสนอ อันนี้เป็นประโยชน์มากที่สุด ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ถ้ามีเสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องสำคัญแบนนี้สื่อไม่นำเสนอได้เหรอ อย่างน้อยๆ คุณต้องหาวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะนำเสนอ นี่คือประเด็นว่าคุณทำหน้าที่สื่อหรือยัง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการออกไปยืนข้างหน้า แล้วไปตามจิกตามกัดคนบางกลุ่มเพื่อจะบอกว่าคนเหล่านั้นไม่มีความชอบธรรมในการพูด นั่นไม่ใช่หน้าที่ของสื่อ

 

นวลน้อย ธรรมเสถียร – อดีตผู้สื่อข่าว BBC และผู้ก่อตั้งเพจ Patani NOTES

 

แล้วความเป็นอำนาจนิยม โดยเฉพาะจากฝ่ายรัฐ ส่งผลต่อการทำงานของสื่อแค่ไหน

นวลน้อย: ข่าวที่ผู้มีอำนาจไม่ชอบคือข่าวที่คัดง้างและบอกว่าเขาผิด ข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์เขา ข่าวที่บอกว่าเขาละเมิดสิทธิ ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องทั้งหลายแหล่ และนี่คือข่าวที่จะทำให้สื่อมีปัญหา แต่ทั้งนี้ มันขึ้นอยู่กับความใจกว้างของผู้บริหารประเทศด้วย คือถ้าเราอยู่ในสังคมประชาธิปไตย สิทธิในการสื่อสารเหล่านี้มันถูกการันตี แต่สังคมที่มันไม่เป็นประชาธิปไตย มันไม่มีเครื่องค้ำประกัน ถามว่าคุณทำได้ไหม ก็ต้องทำแหละ แต่คุณจะหาช่องทางของตัวเองในการทำสิ่งเหล่านี้ได้ยังไง เป็นเรื่องที่ลำบากเหมือนกัน

ฉะนั้นอาการที่เราเห็นตอนนี้ คืออาการของสื่อที่อยู่ภายใต้ระบบที่ไม่มีอะไรมาค้ำประกันเสรีภาพของตัวเอง ถ้าคุณเล่น คุณต้องดูแลตัวเอง ถ้าคุณถูกฟ้อง ถูกอำนาจเล่นงาน ก็ไม่มีใครมาช่วยเหลืออะไรคุณได้ คุณต้องต่อสู้อย่างลำพัง จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นอาการกล้าๆ กลัวๆ หรือไปไม่สุด

ชุติมา: ระบบการปกครองมีส่วนในการทำหน้าที่ของสื่อเยอะมาก คือถ้าคุณเป็นประชาธิปไตย การทำหน้าที่ของสื่อมันก็สามารถที่จะกล้าตั้งคำถามสิ่งที่มันแทงใจดำ การทำงานมันจะมีศักดิ์ศรี จะไม่รู้สึกว่าตัวเล็ก

มีช่วงนึงที่นักข่าวทั้งทำเนียบใส่เสื้อดำไปประท้วงนายกฯ นั่นคือความเป็นประชาธิปไตยไง เขาทำได้ แต่พอเป็นนายกฯ ที่ยึดอำนาจมา คุณเจอขว้างกล้วย เอาแฟ้มเขวี้ยง ขู่จะทุ่มด้วยโพเดียม แต่คุณก็เงียบไง เพราะมันเป็นระบบเผด็จการอำนาจนิยม คุณทำอะไรไม่ได้เลย ถามว่าโรงพิมพ์จะปกป้องคุณไหม ก็ไม่

ในยุคสมัยหนึ่ง การทำข่าวทหารเป็นเรื่องยุ่งยากมาก จะโดนผลัก โดนเบียดกระเด็นไปข้างหลัง ช่างภาพเขาก็ประท้วงไม่ทำข่าวเลยสามวัน ตาต่อตา ฟันต่อฟันกันเลย ซึ่งก็ถูกวิจารณ์แหละ เพราะสื่อที่เป็นสื่ออาวุโสบางคนเขาก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีแบบนี้ แต่สื่อก็สามารถตอบโต้ได้ไง นั่นคือยุคที่มีเสรีภาพ ทำให้คุณก็กล้าแสดงออก แต่พอคุณไม่มีเสรีภาพ คุณก็ทำตัวหงิมๆ มีอะไรก็ตามน้ำไป เพราะอยากได้ข่าว แต่ข่าวนั้นมีคุณค่ากับประชาชนมั้ย ไม่รู้

 

เราต้องยอมรับความจริงว่าสื่อมันเป็นธุรกิจ เขาอิงแอบกับอำนาจ เขาต้องรักษาตัว เขาไม่ไปทำอะไรที่มันไปต่อต้านเชิงอำนาจหรอกถ้ามองในเชิงธุรกิจ แต่ถ้าเป็นระบอบประชาธิปไตย ระบอบมันจะมาค้ำคุณเอง ประเด็นคือโดยพื้นฐาน นักข่าวควรฝักใฝ่ประชาธิปไตยหรือเปล่า เรื่องนี้เราว่ามันจำเป็น

 

นิธินันท์: โดยหลักการแล้วมันต้องเป็นอย่างนั้น เรียกว่าเป็น a must เลย แต่อยากเสริมว่า ความกล้าๆ กลัวๆ แบบนี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในเชิงธุรกิจของผู้บริหารสื่อ เพราะสภาพเศรษฐกิจสมัยนั้นกับสมัยนี้มันไม่เหมือนกัน เมื่อก่อนมันไม่ได้หาเงินยากหรือต้องใช้เงินเยอะมากในการตั้งองค์กร แล้วก็ไม่ได้เป็นองค์กรมหาชน ถามว่ายากมั้ย ก็ยากแหละ แต่ไม่ได้ยากเท่าตอนนี้ ผู้บริหารไม่ต้องแบกรับปากท้องคนเยอะแยะเท่านี้ นี่อาจเป็นส่วนหนึ่ง

แต่ขณะเดียวกัน เราก็ตั้งคำถามเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนทำสื่อรุ่นหลังๆ เราไม่รู้ว่าอำนาจนิยมมันกลายเป็นความเคยชินของคนในสังคมหรือเปล่า แต่โดยส่วนตัว จากที่เคยทำงานมา เราไม่เคยรู้สึกว่าเราตัวเล็ก ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต เวลาเข้าทำเนียบไปสัมภาษณ์ใครต่อใคร ดิฉันเดินตัวตรง ผ่าเผย ไม่เคยมีความรู้สึกว่าตัวเองกระจอกเลย ต่อให้ใครจะพูดว่า โอ้ย พวกนักข่าวเหรอ กระจอก วิ่งตีนโรงตีนศาล ดิฉันไม่กระจอกค่ะ ดิฉันมีความรู้ ดิฉันมีหน้าที่มาสัมภาษณ์คุณ และดิฉันเตรียมตัวมาอย่างดี

การทำข่าวมันเป็นศิลปะนะคะ ไม่ใช่ว่าทุกคนทำได้ โดยเฉพาะถ้าคุณต้องเข้าพบกับผู้มีอำนาจ เราต้องไม่คิดว่าเราตัวเล็ก เราต้องเดินเข้าไปอย่างผึ่งผาย แต่ขณะเดียวกัน เราก็ต้องมีมารยาท และอาจต้องดัดจริตให้เป็น (หัวเราะ) เรียบร้อย ยิ้มหวาน พูดเพราะ เวลาไปเจอพวกผู้ใหญ่ในสังคมไทย ต้องใช้บุคลิกแบบนี้

พรรษาสิริ: เหตุที่เราคุยกันเรื่องว่าทำไมนักข่าวไม่สามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจ หรือต้องพินอบพิเทา รวมถึงเรื่องอำนาจนิยมด้วย คือเราไม่เป็นประชาธิปไตย ถ้าเราเป็นประชาธิปไตย ด้วยระบบของความเป็นนักวารสารศาสตร์ มันจะถูกเคลมให้ทำหน้าที่ ในการที่คุณจะต้องไปเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน

ฉะนั้น การต่อสู้หรือการเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยจึงไม่ใช่แค่หน้าที่ของสื่อสารมวลชน แต่ต้องเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน แล้วเราก็ควรต้องเห็นว่า การที่สื่อมวลชนออกไปทำหน้าที่ เขาไปทำหน้าที่แทนประชาชน เขาสามารถเข้าถึงสถาบันที่มีอำนาจได้มากกว่าที่ประชาชนทั่วๆ ไปจะมีศักยภาพ หรือมีความสามารถที่จะเข้าถึง

ส่วนหนึ่งเราก็เข้าใจว่านักข่าวมีข้อจำกัดต่างๆ อย่างที่แต่ละท่านได้พูดไป แต่ในขณะเดียวกัน ประชาชนก็น่าจะต้องสนับสนุนนักข่าว และรับรู้ว่าเขาอาจถูกคุกคามได้เหมือนกัน แต่ว่าก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีการเปิดเผยเท่าไหร่ ข้อเสียของการที่เราไม่สามารถเปิดเผยได้ว่านักข่าวถูกคุกคามด้วยวิธีใดบ้าง คือสาธารณชนไม่รับรู้ว่าคุณมีข้อจำกัดอะไรในการทำงาน เมื่อไม่รู้ ก็ไม่เห็นว่าฉันจะช่วยเธอได้อย่างไร เห็นแค่ว่าสื่อเป็นอาชีพหนึ่ง คุณก็ทำหน้าที่คุณไป ไม่ได้รู้ว่าจริงๆ มันมีนัยยะสำคัญทางประชาธิปไตยอย่างไร

ดังนั้นนักวิชาการในยุคหลังๆ โดยเฉพาะคนที่มองเรื่องความขัดแย้ง จึงพยายามเสนอว่า บางครั้งนักข่าวสามารถบอกได้นะว่าเราถูกคุกคาม เปิดหลังบ้านบ้างก็ได้ ให้เขาเห็นว่ามันมีข้อจำกัดแบบนี้ แล้วข้อจำกัดที่ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร เพื่อให้คนได้รับรู้ว่า สถาบันสื่อซึ่งดูเหมือนจะมีอำนาจ ก็ต้องเป็นลูกไล่เผด็จการเหมือนกัน ต้องเป็นลูกไล่กลุ่มทุนเหมือนกัน เช่นเดียวกับเราซึ่งเป็นประชาชนตาดำๆ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลย

ดังนั้น เราต้องช่วยกันสิ เรียกร้องให้มันมีประชาธิปไตยเกิดขึ้นสิ แล้วต่อไปคุณจะไปถกเถียงเรื่องการจะเลือกข้าง หรือจะมีจุดยืนทางการเมืองแบบไหน ค่อยว่ากัน

เราไม่เห็นด้วยกับคำที่ว่า สื่อต้องเลือกข้างประชาธิปไตย เพราะสื่อต้องเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น

 

พรรษาสิริ กุหลาบ – อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ชุติมา: จริงๆ แล้วอำนาจยุคก่อนมันก็ไม่ได้น้อยกว่านี้นะ มีความกดทับเหมือนกัน แต่ทำไมเรามีคนแบบ ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์) คนแบบอิศรา อมันตกุล ช่วงนั้นก็รุนแรงเหมือนกัน จับจรัง เข้าคุกจริง การทำข่าวบางทีมันขึ้นอยู่กับทัศนคติในใจคุณด้วยนะ มันเป็นส่วนหนึ่งที่จะกำหนดแนวทางการทำงานของคุณ ถ้าคุณชื่นชอบความเท่าเทียม ความยุติธรรม คุณจะมีทัศนคติที่ให้น้ำหนักต่อการมองคนเท่าเทียมกัน ไม่ได้ไปมองว่าเสื้อแดงคือคนที่ถูกซื้อได้ เป็นต้น ทัศนคติแบบนี้เราจะไม่มีเพราะเราจะมองความเดือดร้อนของพวกคนเสื้อแดงว่าทำไมรู้สึกอย่างนั้น ทำไมคนที่เขาเลือกมาถึงถูกกำจัดออกไป

นิธินันท์: แต่ความเชื่อที่ว่าฉันเป็นแบบศรีบูรพา เป็นแบบอิศรา อมันตกุล บางทีก็กลายเป็นพิษเหมือนกัน เพราะมันทำให้สื่อจำนวนหนึ่งมีความเชื่อว่า ฉันคือผู้พิทักษ์ความถูกต้อง พอเห็นว่าไอ้นี่ไม่ถูกต้อง ก็กระทืบเลย ประเด็นคือแม้คนๆ นั้นจะผิดจริง สื่อก็ไม่ได้มีหน้าที่ไปกระทืบเขา สื่อมีหน้าที่แค่เสนอ fact ว่าเขาทำอะไร และถ้าจะให้เป็นประโยชน์สังคม ก็ต้องนำเสนอต่อไปว่า เหตุใดจึงเกิดการกระทำแบบนี้ขึ้น มีเบื้องหน้าเบื้องหลังและองค์ประกอบยังไง แล้วจะหาทางไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ในอนาคตอีกได้ยังไง

ชุติมา: สุดท้ายมันก็กลับไปสู่เรื่องที่ว่า ถ้าคุณมาจากการเลือกตั้ง คุณจะอยากสื่อสารกับประชาชน อยากประชาสัมพันธ์ให้คนรู้ว่าทำอะไรบ้าง ถึงเขาไม่พูด ก็ต้องมีโฆษกมาพูด หรือโฆษกไม่พูด รัฐมนตรีก็ต้องพูด เพราะเขาอยากจะบอกกล่าวว่าที่ประชาชนเลือกคุณมาน่ะ คุณทำอะไรให้เขาได้บ้าง แต่ถ้าคุณลอยๆ มาจากไหนไม่รู้ คุณก็จะรู้สึกว่า ฉันทำให้เธอแล้วไง เห็นไหม ไม่ต้องมาจี้ เขาไม่จำเป็นต้องตอบคำถาม

 

ย้อนไป 40 กว่าปีก่อน ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เราจะเห็นอิทธิพลของสื่อในการปลุกปั่นความรุนแรง ลดทอนความเป็นมนุษย์และสร้างความเป็นอื่น สังเกตว่าในปัจจุบันยังมีสื่อบางแห่งที่มีการกระทำในลักษณะนี้อยู่ เราเรียกร้องอะไรจากใครได้ไหมในกรณีนี้

นวลน้อย: ถ้ามองในภาพใหญ่ เราคิดว่าการลดทอนความเป็นมนุษย์ (dehumanized) มันเกิดขึ้นโดยทั่วไป ไม่ใช่เฉพาะแค่กรณี 6 ตุลาฯ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราใช้กระบวนการทางสังคมลงโทษคนกันจนกลายเป็นความเคยชิน เวลาเราจะทำร้ายคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เราก็จะยกว่าไอ้คนนี้มันเป็นคนไม่ดี พอเป็นคนไม่ดี คุณจึงสมควรแล้วที่จะโดน

อย่างช่วง 6 ตุลาฯ มีกรณีที่พระชื่อดังพูดว่า ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป เพราะมีกระบวนการทำให้เห็นว่าคอมมิวนิสต์ไม่ใช่คน แล้วเรื่องทำนองนี้ก็เกิดขึ้นกับคนเสื้อแดงในยุคหนึ่ง เราสร้างบรรทัดฐานที่ทำให้คนรู้สึกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณถูกชี้หน้าว่าคุณเป็นคนไม่ดี หรือไม่ใช่คน คุณก็จะถูกลงโทษด้วยวิธีการนอกกฎหมายอย่างไรก็ได้ และสังคมก็ดันยอมรับด้วย

ในความเป็นจริงของชีวิต แม้กระทั่งกับคนที่ทำผิด เขายังต้องเอาขึ้นศาล แล้วรอให้ศาลตัดสินก่อน คุณถึงจะลงโทษเขา แต่สังคมไทยเรากลับเคยชินกับวิธีการอีกแบบ คือเราลงโทษมันแบบที่เราต้องการนี่แหละ จะเพื่อความสะใจหรืออะไรก็แล้วแต่ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนที่คุณไม่ชอบ คุณก็สร้างวาทกรรมขึ้นมาเพื่อตราหน้าว่าเขาเป็นคนไม่ดี แล้วอาศัยความชอบธรรมของการเป็นคนที่ดีกว่าแล้วลงโทษ

ตอนนี้ผ่านมาเกือบห้าสิบปีแล้ว แต่เราก็มีระบบคิดแบบนี้อยู่ คือถ้าคุณเป็นคนดี คุณจะทำอะไรก็ได้

ชุติมา: มันมีกระบวนการกล่อมประสาทให้คนเห็นด้วย ว่าไอ้นี่เป็นคอมมิวนิสต์ คิดร้ายทำลายชาติ ล้มเจ้า แล้วก็มีการผลิตซ้ำมาเรื่อยๆ อย่างตอนปี 2535 เราได้คุยกับทหาร เขามาจากบ้านนอก เขาบอกว่าเขาได้รับคำสั่งว่ามีผู้ก่อการร้ายอยู่ตรงบริเวณราชดำเนิน สิ่งที่เขาได้รับมอบหมายหน้าที่มา คือให้มาปราบปรามพวกทำร้ายประเทศชาติ กรณ๊คนเสื้อแดงก็เหมือนกัน มีการปลุกปั่นว่าคนเหล่านี้เป็นพวกขี้ข้า ขายสิทธิขายเสียง เห็นแก่เงิน มีกระบวนการสร้างความชอบธรรมในการปราบปราม ถ้าเทียบกับปัจจุบัน ก็คือกระบวนการที่พยายามทำให้นักศึกษาเป็นพวกชังชาติ ไม่จงรักภักดี

นิธินันท์: ก่อนหน้านี้เราคุยกับเพื่อนที่อาจจะความจำดีกว่าเราหน่อย ถามเขาว่าสมัยนั้นสื่อมันเป็นยังไง เขาตอบว่า สื่อสมัย 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ก็มีทั้งสองปีก คือปีกของฝ่ายรัฐ เป็นขวาจัด เช่น ดาวสยาม ไทยรัฐ เดลินิวส์ วิทยุยานเกราะ และปีกฝ่ายก้าวหน้า คือประชาชาติ ประชาธิปไตย เสียงใหม่ อธิปัตย์ แต่วิทยุกับทีวีนั้นผูกขาดโดยรัฐอยู่แล้ว นิสิตนักศึกษาจึงมีกระบอกเสียงแค่สิ่งพิมพ์ที่ว่ามา นิตยสาร สื่อโปสเตอร์ และเวทีนิทรรศการ

ข้อโจมตีของฝ่ายขวาผ่านสื่อวิทยุ หนังสือพิมพ์ ทีวี คือนักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ ขายชาติ เป็นลาวแดง เป็นญวนแดง ล้มสถาบัน นักศึกษาถูกพวกคอมมิวนิสต์ ลาวแดง ญวนแดงล้างสมอง ทำให้นักศึกษาเป็นฝ่ายอื่นของสังคม เป็นเครื่องมือของต่างชาติ

พรรษาสิริ: ไม่รู้ว่าเรามองแบบโลกสวยไปรึเปล่า แต่จุดหนึ่งที่น่าจะเป็นความต่างระหว่างสมัยก่อนกับปัจจุบัน คือเรามีการถกเถียงกันในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น เราไม่แน่ใจว่าสมัยก่อน นอกเหนือจากแวดวงนักศึกษาปัญญาชนและประชาชนบางกลุ่มแล้ว เรื่องของประชาธิปไตย เรื่องสิทธิมนุษยชน รวมถึงเรื่องการคลี่คลายความขัดแย้งด้วยการไม่ใช้ความรุนแรง มีการถกเถียงในวงกว้างมากแค่ไหน

แต่ในปัจจุบัน เรารู้สึกว่าแนวร่วมหรือเครือข่ายในการถกเถียงประเด็นเหล่านี้มีมากขึ้น จากการพูดคุยกันในเชิงกายภาพ ตั้งแต่ระดับพื้นที่เล็กๆ ในหมู่บ้าน มีกลุ่มเครือข่ายที่มานั่งคุยกันเอง มีสถาบันการศึกษาที่จัดเสวนาในประเด็นเหล่านี้เรื่อยๆ ไปจนถึงการพูดคุยถกเถียงกันในโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจทำให้เกิดการคัดง้างกับแนวคิดที่ส่งเสริมการใช้ความรุนแรง หรือลดทอนความเป็นมนุษย์กับกลุ่มคนที่เห็นต่างหรือวิจารณ์สถาบันที่มีอำนาจได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอด้วย เรื่องแบบนี้ต้องทำไปเรื่อยๆ ให้เกิด dynamic แต่ถ้าหยุดเมื่อไหร่ โอกาสที่จะทรุดก็มีสูง ดังนั้น สิ่งที่สื่อมวลชนสามารถทำได้ ทั้งสื่อเล็กสื่อใหญ่ คือต้องเอายกประเด็นเหล่านี้มานำเสนอในพื้นที่สาธารณะในมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เกิดการถกเถียงว่าเราจะไปต่อกันอย่างไร โดยเฉพาะในเดือนตุลาคมซึ่งสถานการณ์จะยิ่งเข้มข้นขึ้นมาก อย่าให้มีประเด็นอื่นมาแซง

 

ถ้ามีประเด็นอื่นมาแซง ก็ต้องโยงเข้ามาให้ได้ว่า แล้วมันเกี่ยวข้องกับเรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตยของเราอย่างไร

 

เรื่องของเด็กถูกทำร้ายในโรงเรียนมันสะท้อนอะไร หรือว่าเรื่องที่ถูกละเลย เช่น การเปลี่ยนแปลงพื้นที่สีเขียวเป็นสีม่วงที่สงขลา มันโยงกับประเด็นที่ใหญ่กว่านั้นอย่างไร ต้องลากกลับมาตรงนี้ให้หมด ไม่งั้นมันจะหลุดจาก track ที่เราวางไว้ว่าต้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แล้วสุดท้ายจะกลายเป็นว่า เราก็ไปแก้ปัญหาปากท้องประชาชนก่อนสิ ซึ่งไม่ใช่ว่าไมดีนะ แต่ถ้าแก้ตรงนี้ได้ มันจะช่วยคลี่คลายปัญหายิบย่อยอื่นๆ ไปพร้อมๆ กันด้วย

 

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ – สื่อมวลชนอาวุโส ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Media Inside Out

 

แน่นอนว่าโซเชียลมีเดียก็มีข้อดี แต่ในทางกลับกันก็มีข้อที่น่ากังวลหลายอย่าง ทั้งเรื่อง echo chamber เรื่องข่าวลวง เรื่องการใช้ hate speech อยากถามแต่ละคนว่า ถ้าเทียบกับช่วงตุลาคม 2519 ที่สื่อมีส่วนสำคัญในการปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง ยุคนี้มีโอกาสที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยไหม

นิธินันท์: สำหรับเรา ในฐานะคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ต้องบอกว่าสมัยนั้นมันไม่มีการทำความเข้าใจในวงกว้างขนาดนั้น แล้วการสร้างหรือปั่นกระแสให้นักศึกษากลายเป็นอื่น เป็นคนชั่วร้าย จริงๆ มันเริ่มมาตั้งแต่หลัง 14 ตุลาคม 2516 แล้ว ซึ่งตัวนักศึกษาเองก็ไม่ได้ใส่ใจ มัวแต่มุ่งหน้าทำตามอุดมการณ์ของตัวเองไป ไม่ปฏิเสธว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่เห็นว่าระบบสังคมนิยมมันดีกว่าเผด็จการที่เป็นอยู่ ฉะนั้นการดำเนินการของนักศึกษา หลายครั้งก็เข้าไปสัมพันธ์กับพรรคคอมมิวนิสต์โดยไม่รู้ตัว แล้วก็เคลื่อนกันไปโดยที่ไม่ได้ฟังคนข้างนอกเลย แง่หนึ่งก็อาจเหมือน echo chamber ในยุคนี้ ขณะที่อีกฝั่งหนึ่ง กระแสที่ปลุกปั่นทุกวันว่านักศึกษาชั่วร้าย ก็ค่อยๆ สูงขึ้น แรงขึ้น

ถามว่ายุคนี้จะเป็นแบบ 6 ตุลาฯ มั้ย ถ้ามองในแง่ร้าย ส่วนตัวคิดว่าช่วงเวลานี้ยังไม่น่ามีอะไร เพราะยังไม่แรงพอ เหมือนอยู่ในช่วงปีแรกๆ ของความเคลื่อนไหว เราเชื่อว่าครั้งนี้มันคือการปะทะทางความคิดของคนต่างรุ่น ไม่ใช่สงครามที่รู้แพ้ชนะในวันเดียว ฉะนั้นมันจะปะทะกันไปอีกยาว แปลว่าเราก็ต้องระแวดระวังไว้ว่าเขาจะปั่นอย่างไร แล้วกลุ่มคนที่เสพสื่อแต่ฝั่งนั้น เขาจะคิดอย่างไร

อย่างตัวเราเอง ก็พยายามเข้าไปฟังนะ หมอวรงค์ กลุ่มไทยภักดี ฟังเพื่อให้รู้ว่าเขาคิดอะไร แต่พอฟังแล้วก็รู้สึกว่าไม่ได้มีเหตุผลสำหรับเรา แต่สิ่งที่เห็นอย่างหนึ่งคือ ท่าทีของไทยภักดี ท่าทีของหมอวรงค์ เขาก็ปรับเหมือนกัน คือมีความสุภาพกว่าสมัยเสื้อแดง หรือสมัย 6 ตุลาฯ ไม่ได้ลุกมาชี้หน้าว่า อีนี่ ตายซะเถอะ จะมีความสุภาพนุ่มนวลกว่า

ฉะนั้นในเชิงจิตวิทยา มันอาจลดความกระเหี้ยนกระหือรือในการฆ่าได้รึเปล่า ขณะเดียวกัน เราเดาว่า เขาเองก็อาจรู้อยู่แก่ใจว่าเขาไม่ได้มีความชอบธรรมเพียงพอที่จะฆ่านักศึกษา มันไม่ได้มีพรรคคอมมิวนิสต์หรือกองกำลังเหมือนในสมัยนั้น แต่อย่างที่บอกว่าในระยะยาว ฝั่งนักศึกษาเองก็ต้องระมัดระวังในการเคลื่อนไหวเหมือนกัน ต้องค่อยๆ ไปทีละสเต็ป

 

สิ่งที่เราคาดหวังคือ มันควรเป็นการเปลี่ยนผ่านด้วยดี โดยที่ผู้ใหญ่ต้องพยายามเข้าใจเด็กให้มากขึ้น ถ้าเราเป็นสื่อ สิ่งที่เราจะทำคือเปิดพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจให้มากขึ้น ไม่ใช่เปิดพื้นที่ให้คนรู้สึกโกรธหรือเกลียดกันมากขึ้น

 

ไม่ได้แปลว่าคุณต้องมาคุยกัน แล้วเข้าใจกันทันที แต่ต้องให้พื้นที่สำหรับแต่ละฝ่ายในการทำความเข้าใจ เฮ้ย ตกลงเราโกรธกันตรงไหน ฝั่งนี้เหตุผลคืออะไร อีกฝั่งเหตุผลคืออะไร ต่างฝ่ายอาจอยู่ในโลกคู่ขนานกันก็ได้ แต่ต้องฉายออกมาให้เห็นว่าทำไมมันจึงคู่ขนานกัน นี่คือหน้าที่สำคัญของสื่อในช่วงเวลาแบบนี้

พูดแบบโลกสวยคือ ถ้าเรามีพื้นที่ที่ได้คุยกัน ทำความเข้าใจกัน เราจะเกิดสติ แล้วค่อยๆ เห็นว่าจะคลี่คลายความขัดแย้งต่างๆ ได้อย่างไรโดยไม่ต้องฆ่ากัน

ชุติมา: ถามว่าจะเกิดความรุนแรงอีกไหม ถ้ามองในแง่ดีก็หวังว่าจะไม่เกิด แต่ไม่มีอะไรรับประกัน ส่วนหนึ่งเพราะในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เหตุการณ์พฤษภาฯ 2535 หรือกระทั่งปี 2553 คนทำผิดไม่เคยถูกลงโทษ เราทำข่าวมาหลายสิบปี ทุกกรณีไม่เคยมีใครถูกลงโทษ คนทำผิดยังลอยนวล

ข้อสังเกตส่วนตัวคือ การใช้คำว่าชาติ หรือศัตรูของชาติ ความหมายของเรากับฝ่ายที่มีอำนาจก็ไม่ตรงกัน ฉะนั้นเราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทางที่ดีคือกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหว ต้องมีความระมัดระวัง ไม่สร้างเงื่อนไขให้ผู้อำนาจอ้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงได้

 

ชุติมา นิ่มสุวรรณสิน – อดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

 

พรรษาสิริ: แน่นอนว่าในยุคโซเชียลมีเดีย แต่ละคนก็จะเลือกรับสื่อที่สอดคล้องกับความคิดความเชื่อของตัวเอง ด้วยเหตุนี้เราถึงต้องเรียกร้องสื่อมวลชนให้ทำหน้าที่ของคุณ ว่าคุณต้องนำเสนอมิติที่รอบด้านของประเด็นหรือปัญหานั้นๆ ถ้าคุณไม่ทำ แล้วใครจะทำ ต้องเข้าใจว่าการรับข้อมูลทางโซเชียลมีเดียอย่างเดียว อาจไม่ช่วยให้เขาเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบด้านและมีความซับซ้อน

อีกประเด็นที่เห็นคือ โซเซียลมีเดียก็มีพลังของมัน เช่น ถ้ากระแสอะไรติดเทรนด์ในทวิตเตอร์ สื่อก็ย่อมสนใจ หมายความว่ามันสามารถประสานกันได้ อย่างกรณีของคุณวันเฉลิมที่หายตัวไป สุดท้ายสื่อมวลชนก็ต้องหยิบไปเล่น ทั้งที่ก่อนหน้านั้นที่กระแสยังไม่แรง สื่อก็ไม่ได้พูดถึง ฉะนั้นในมุมของคนที่เล่นโซเชียล สิ่งที่ต้องตระหนักคือ แม้เราจะรับข้อมูลด้านเดียวก็ตาม แต่อย่าดูถูกพลังของตัวเอง แล้วก็อย่ามองในมิติของตัวเองเท่านั้น แต่ต้องคิดว่า เราจะสามารถผลักดันประเด็นเหล่านั้นให้ไปอยู่ในสื่อกระแสหลักได้อย่างไร ถ้าทำได้แบบนั้น ก็ช่วยทลาย echo chamber ลงได้บ้าง

 

คนรุ่น Baby Boomer เคยผ่านยุคที่สื่อสร้างความเกลียดชังมาแล้ว คำถามคือทำไมยุคนี้ คนรุ่นนี้จำนวนไม่น้อยถึงยังเชื่อสื่อที่สร้างความเกลียดชังอยู่

นิธินันท์: สิ่งที่ต้องยอมรับคือ คนรุ่น Baby Boomer ส่วนใหญ่ ไม่ได้มองเห็นโครงสร้างสังคมแบบที่คนรุ่นใหม่มองเห็น เขาแค่ลุกขึ้นมาสู้เพราะไม่พอใจระบอบเผด็จการที่รวบอำนาจมายาวนาน และแม้จะมีการเลือกตั้ง เปลี่ยนรัฐบาล ก็แทบไม่เคยมีรัฐบาลที่มาจากพลเรือนจริงๆ ที่อยู่ครบวาระได้จริงๆ

ถ้านับตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมา มีแค่รัฐบาลทักษิณ 1 เพียงชุดเดียวที่อยู่ครบวาระ มันสะท้อนว่าเราแทบไม่ได้คิดถึงโครงสร้างใหญ่อะไรเลย เราแค่ไม่พอใจเผด็จการในยุคนั้น ซึ่งหมายถึงแค่รัฐบาลเผด็จการจริงๆ ไม่ได้มองกว้างหรือลึกไปกว่านั้น

แต่ยุคนี้มันพัฒนาไปไกลกว่านั้นเยอะแล้ว บางคนบอกว่าดิฉันยกย่องเด็กรุ่นนี้มากเกินไป ดิฉันก็บอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของยุคสมัย สังคมต้องก้าวหน้าไป เราไม่ต้องไปอิจฉาริษยาอะไรเขา สิ่งที่ดิฉันเห็นอย่างหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจมาก คือเด็กๆ รุ่นนี้ทำในสิ่งที่คนรุ่นเราสอนทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นค่านิยมหรือความดีงามต่างๆ ที่พวกผู้ใหญ่ชอบพร่ำสอน สอนตลอดเวลา แต่ไม่ทำ คุณต้องใส่ใจมนุษย์นะ คุณต้องไม่เห็นแก่ตัวนะ คุณต้องมีจิตใจดี คุณต้องอย่างนั้นอย่างนี้ นี่คือสิ่งที่พวกคุณกำลังทำอยู่ ในขณะที่ผู้ใหญ่พากันเข้าวัด นุ่งขาวห่มขาว แต่พอออกจากวัดมา กลับชี้หน้าด่าคนอื่นเป็นสัตว์

ฉะนั้นเมื่อได้เห็นความเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ เราจึงมีความหวัง เรารักพวกคุณมากเลย แล้วเราเชื่อว่าสังคมใหม่จะต้องดีกว่าเดิม สุดท้ายแล้วหน้าที่ของการต่อสู้เพื่อสังคมที่ดี เป็นของคนทุกรุ่น

 

สิ่งที่สื่อมวลชนควรทำในวันเวลาและสถานการณ์เช่นนี้คืออะไร

นวลน้อย: การแก้ปัญหาในสังคมประชาธิปไตย ต้องจบลงที่การพูดคุยกัน การจะคุยกันได้แปลว่าต้องใจเย็น และต้องใช้เวลาปัญหาคือคนไทยเราไม่เคยมีโมเดลในการแก้ปัญหาแบบสันติวิธี โดยที่ไม่ใช่การกดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือการฆ่า

การจะแก้ปัญหาแบบสันติวิธีได้ มันต้องมานั่งคุยกัน การจะคุยกันได้แปลว่าต้องใจเย็น และต้องใช้เวลา ถามว่ามันจะจบที่รุ่นเราไหม ไม่แน่ใจ

พรรษาสิริ: เราเห็นด้วยว่าสื่อต้องไม่ไปโจมตีใครเพราะความเกลียดชัง หรือเพราะอยากให้เกิดผลบางอย่าง แต่ต้องให้พื้นที่กับทุกฝ่าย เพื่อจะได้เข้าใจว่าแต่ละฝ่ายต้องการอะไร ในมุมกลับกัน ถ้าเราเชื่อว่าประชาชนตัดสินข้อมูลต่างๆ เองได้ ก็ต้องย้อนกลับไปที่สื่อด้วยว่า ได้นำเสนอข้อมูลอย่างเพียงพอและรอบด้านหรือไม่

คีย์เวิร์ดของวันนี้ที่เรามาคุยกันว่าตกลงมันเป็นจะยังไง จุดที่เราเห็นพ้องต้องกันคือ ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้มีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงจากรัฐ ดังนั้นประเด็นที่สื่อมวลชนต้องชวนคนมาถกกันเยอะๆ ตอนนี้ คือทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดความรุนแรง สมมติถ้าคุณรู้สึกกระอักกระอ่วนในการพูดถึงการปฏิรูปต่างๆ นานา คุณยังไม่ต้องพูดก็ได้ แต่อย่างน้อยคุณต้องมองว่า แล้วเราจะเข้าใจคนกลุ่มต่างๆ ได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่ต้องย้ำ

ไม่ว่าคุณจะมีข้อจำกัดทางธุรกิจหรือทางการเมืองแบบไหน คุณสามารถพูดเรื่องนี้ได้ เพราะมันคือเรื่องของการทำความเข้าใจคน

Related Books