ธนวรรธน์ สุวรรณปาล

ธนวรรธน์ สุวรรณปาล: การมองหาพื้นที่สนทนาตรงกลาง ในวันที่นิยาม ‘ครู-นักเรียน’ ถูกท้าทาย

ครูทิว – ว่าที่เรือตรีธนวรรธน์ สุวรรณปาล บอกกับเราว่า ตลอดสองวันที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาที่ความรู้สึกของเขากระโดดขึ้นลงอย่างยากจะบรรยาย หลังตื้นตันสุดขีดจากการเห็นพลังนักเรียนที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องสิทธิเสรีภาพหน้ากระทรวงศึกษาธิการ พร้อมผูกโบว์ขาวเป็นสัญลักษณ์ และพบว่าในอีกวันต่อมา บุ๊ค – ธนายุทธ ณ อยุธยา ลูกศิษย์ของเขาถูกรวบขึ้นโรงพักจากกรณีขึ้นแร็ปในชุมนุมเยาวชนปลดแอกตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคม

“ผมเป็นครูสอนบุ๊ค เป็นครูที่ปรึกษาเขาตั้งแต่ตอนมัธยม 2” ธนวรรธน์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ‘ครูขอสอน’ แคมเปญและเพจเฟซบุ๊คของกลุ่มครูไทยที่รวมตัวกันสร้างพื้นที่สื่อสารบนโลกออนไลน์เล่า “เราคุยกันตลอด สนับสนุนเขาตลอดทั้งในที่โรงเรียน หรือใครไม่เข้าใจอะไรเขาก็คุยกัน

“อย่างเมื่อวาน เราก็พยายามบอกว่ายังมีเราข้างๆ เขา ผมว่าเขาพร้อมนะ ลักษณะที่เขาตัดสินใจคือเขาไม่กลัว เราก็ชื่นชมเขา อยากให้ดูแลตัวเองแค่นั้นเอง และถ้ามีอะไรก็ให้บอกกัน อย่างวันนี้ สภาพจิตใจเขาโอเค แต่แค่จังหวะที่ออกมาหน้าประตูศาล ก่อนที่สื่อจะไปสัมภาษณ์ เราก็เข้าไปหาเขาบอกว่าอยู่ข้างกันนะ เขาก็ร้องไห้ ไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียใจนะ แต่มันร้องด้วย…” ท้ายประโยคนั้นเงียบหายคล้ายเขาเองก็ไม่รู้ว่าต้องใช้ถ้อยคำไหนบรรยาย

ธนวรรธน์ใช้เวลาช่วงบ่ายไล่เรื่อยไปจนถึงดึกดื่นในยื่นเรื่องประกันตัวลูกศิษย์โดยใช้ตำแหน่งตัวเอง ก่อนจะสละการทำหน้าที่ครูมาพูดคุยกับ The Curator ในประเด็นละเอียดอ่อนอย่างการหาพื้นที่ตรงกลางระหว่างครูกับนักเรียน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยคำถามและการท้าทายของยุคสมัย

ธนวรรธน์ สุวรรณปาล

ในสภาวะที่นักเรียนออกมาเรียกร้องหาประชาธิปไตยหรือสิทธิของตัวเอง คุณครูจะวางตัวอย่างไรได้บ้าง

ถ้าครูพูดว่า ครูต้องเป็นกลางทางการเมืองจริงๆ ครูจะต้องไม่ห้ามเด็ก ถ้าครูเป็นกลาง ครูต้องไม่ไปขัด ไม่ไปห้าม ไม่ไปลิดรอนเขา เพราะนี่มันคือการเลือกปฏิบัติ ถ้าสมมุติว่ามีเด็กสองกลุ่ม คือเด็กที่เห็นด้วยกับแคมเปญนี้ กับเด็กที่เฉยๆ หรือไม่เห็นด้วย แล้วเมื่อเด็กกลุ่มแรกแสดงออกมาแล้วครูไปยับยั้งการแสดงออกของเด็กกลุ่มนี้ แสดงว่าครูเลือกปฏิบัติแล้วนะ เพราะเด็กอีกกลุ่มหนึ่งเขาไม่ได้รับผลกระทบ แต่กลายเป็นมันไปกระทบเด็กกลุ่มที่ต้องการจะแสดงออก ซึ่งมันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน

ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ต่อให้เขาเป็นเด็ก ต่อให้เขาเข้าใจเรื่องนี้ตื้นลึกหนาบางมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ควรไปลดทอนคุณค่าสิทธิในการแสดงออกของเขา

ยังมีครูอีกจำนวนมากนะครับ ที่สนับสนุนและเคียงข้างเด็ก ผมขอแบ่งออกเป็นสามกลุ่มแล้วกัน คือกลุ่มที่ครูสนับสนุน เปิดใจ มีอะไรบอก ครูจะเคียงข้าง ปกป้องพวกหนูเอง กลุ่มที่สองคือเฉยๆ กลางๆ ไม่ได้สนใจอะไร และกลุ่มที่สามคือไม่เห็นด้วยแบบรุนแรงเลย เพราะว่าครูเขามีความคิดเห็นหรือรสนิยมทางการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกับเด็ก และเอาสิ่งที่เขารับรู้ มองเห็นมาตัดสินเด็ก มันเลยเกิดการห้ามปรามรุนแรง

 

ต้นธารของปรากฏการณ์เหล่านี้มันมาจากไหน

วันที่เด็กนักเรียนเขาไปเป่านกหวีดหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ผมก็ไปนะ (หัวเราะ) ตื้นตัน น้ำตาจะไหล

ผมพยายามมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปีสองปีมานี้ และตั้งสมมุติฐานว่า ทวิตเตอร์ โซเชียลมีเดียพวกนี้เป็นปัจจัยสำคัญ เด็กเขาถูกกระทำอยู่แล้ว เขาอัดอั้นตันใจ แต่โดยปกติ ตัวโรงเรียนก็ไม่ได้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เด็กจะสามารถพูดเรื่องนี้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าเขาโชคดี เจอครูที่ไว้ใจได้ เป็นพื้นที่ปลอดภัยของเขา ก็จะไปคุยได้และคลี่คลายไป

แต่พอมันมีทางเลือกที่นอกเหนือจากครูหรือเพื่อน มันมีทวิตเตอร์ที่เขาสามารถปิดบังตัวตนและไประบาย ส่งความรู้สึก แสดงออกความคิดในนี้ได้ และมีฟังก์ชั่นแฮชแท็ก มันทำให้เขารับรู้ว่าสิ่งที่เขาเจอ สิ่งที่เขาเผชิญและเจ็บปวดอยู่นั้น มันมีคนเจอเหมือนกัน สู้อยู่เหมือนกัน มันทำให้เกิดสังคม เกิดการเกาะเกี่ยวกัน เกิดความเชื่อร่วมกันบางอย่างและมีพลัง

รวมไปถึงการเกิดขึ้น …ผมไม่อยากโยงนะ การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่หรือพรรคก้าวไกลในปัจจุบันที่เริ่มมาใช้ soft power คือพยายามให้เห็นความหวัง กำหนดคุณค่า ให้คุณค่าเรื่องความหลากหลาย เรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องประชาธิปไตยแบบจริงๆ มันทำให้หลายๆ คนเริ่มเห็นว่ามันมีคนให้ความสำคัญเรื่องนี้ด้วยว่ะ มันมีคนที่ต่อสู้ ยืนหยัดเรื่องนี้ และคนมันก็มีความหวังหลังจากเจ็บปวดกับเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว และทำให้มันเกิดจินตภาพใหม่ที่เรามีร่วมกัน เหมือนเมื่อก่อนเราจะพูดเรื่องชาติ รักชาติ ชาติมันก็เป็นจินตนาการที่ถูกสร้างขึ้นและทำให้คนต่อสู้ เสียสละ ทำอะไรก็ตามเพื่อเป้าหมายคือชาติ

ทีนี้ มันมีคุณค่าชุดใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาและทำให้เราต่อสู้ร่วมกันเพื่อสิ่งนี้ มันทำให้เกิดพลังตรงนี้ขึ้นมา

 

มันมีวิธีพูดคุยหรือประนีประนอมเพื่อหาจุดที่อยู่ร่วมกันได้ไหม

การที่ครูส่วนใหญ่คุ้นเคยอยู่กับวัฒนธรรมอำนาจนิยมในระบบการศึกษาหรือในสังคมที่มักจะให้คุณค่ากับคนที่มีอำนาจมากกว่า ไม่ว่าจะจากอายุ ความอาวุโส ตำแหน่ง โดยเฉพาะบทบาทการเป็นครูเป็นนักเรียน มันค่อนข้างที่จะสูงกว่าและรู้สึกมีอำนาจนำบางอย่างมากกว่า และการที่เด็กเขาแสดงออกไม่ตรงกับที่ครูเห็นหรือคิด มันไปสร้างความผิดปกติบางอย่างขึ้นมา

คือส่วนใหญ่ในระบบราชการหรือในระบบการศึกษา เขาจะชอบความเป็นรูทีน ความเป็นปกติที่หมุนไปได้เรื่อยๆ แต่ถ้ามันมีอะไรที่สะดุด ที่ขัดความเป็นปกติ เช่น จากการที่ปกติต้องให้เด็กยืนตัวตรงเคารพธงชาติ บังคับเด็กได้ แต่อยู่มาวันหนึ่ง เด็กชูสามนิ้วขึ้นมา มันทำให้คณูรู้สึกว่านี่เป็นการ over control หรือเกินควบคุมของเขา มันทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่ใช่ว่าเด็กไปคุกคามครูนะ แต่หมายถึงการที่ครูเขามีอำนาจในการกำกับ ควบคุม กำหนดคุณค่าหรือจัดการเรื่องราวต่างๆ มันถูกสั่นคลอน

ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าครูสอนในชั้นเรียนแล้วเด็กยกมือตั้งคำถามที่ครูตอบไม่ได้ หรือมีชุดข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่ครูก็หักล้างหรือโต้แย้งไม่ได้ เป็นสิ่งที่สั่นคลอนอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ของความเป็นครูไปเลย

ด้วยความที่ครูถือว่าเด็กเป็นผ้าขาว เป็นแก้วเปล่า ครูจะต้องคอยเติม คอยถ่ายทอดให้ เป็นแม่พิมพ์ต่างๆ เราไปมีชุดความคิดแบบนั้นไง พอมันเกิดปรากฏการณ์อย่างนี้ ครูเลยรู้สึกไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัยและรู้สึกถูกสั่นคลอนอำนาจ โดยเฉพาะบางคนที่อาจจะเคยชินกับอำนาจก็อาจจะมีปฏิกิริยาที่โต้ตอบที่ค่อนข้างรุนแรง

ธนวรรธน์ สุวรรณปาล

บ่อเกิดสำคัญมันมาจากประเด็นอำนาจนิยมในระบบการศึกษาด้วยหรือเปล่า

ผมว่ามันต้องมองไปไกลกว่าในระบบการศึกษา รัฐราชการรวมศูนย์เองก็เป็นวิธีคิดที่ส่งต่อกันมาเป็นร้อยปีแล้วในสังคมไทยที่มันเติบโตมาจากระบบอุปถัมภ์ ระบบเจ้าขุนมูลนาย มันส่งต่อๆ กันมาและต่อให้สังคมมันเปลี่ยน บางอย่างมันยังคงถูกผลิตซ้ำโดยชนชั้นนำ โดยผู้ที่มีอำนาจ พยายามหาวิธีที่จะควบคุมพลเมือง ควบคุมความคิด

อย่างประเด็นเนื้อตัวร่างกาย ทรงผม เสื้อผ้า มันก็มีวิธีคิดอยู่ว่า หากรัฐสามารถควบคุมเนื้อตัวร่างกายได้ มันก็สามารถคุมอย่างอื่นได้เช่นกัน มันทำให้เรารู้สึกจำนน หมายความว่าเราไม่สามารถตั้งคำถามหรืออะไรอย่างอื่นได้เลย เพราะแม้แต่เรื่องสิทธิพื้นฐานอย่างเนื้อตัวร่างกาย เราเองก็ไม่สามารถกำหนด ตัดสินด้วยตัวเองได้ เราถูกทำให้เคยชิน และทำให้เราคล้อยตามเรื่องอื่นๆ ไหลไปตามคนกลุ่มใหญ่ คิดต่างแต่ไม่พูด เพื่อที่จะอยู่ได้

ตัวครูเองก็ถูกกระทำ ในฐานะที่เขาเคยเป็นนักเรียนมาก่อน แล้วมันถูกห่อหุ้มด้วยคำว่า ‘ความหวังดี’ เขาผ่านมาได้ด้วยการถูกครู ถูกผู้ใหญ่ในสังคมกระทำมาเหมือนกัน ด้วยการบอกว่าทำไปเพราะรัก เพราะหวังดี ถ้าเธอไม่ได้ฉันคอยสั่งสอนเฆี่ยนตี เธอก็ไม่มีวันนี้นะ มันก็กลายเป็นการปลูกฝังและเอามาผลิตซ้ำ ยึดถือ ไปเชื่อว่าไอ้สิ่งนั้นเป็นคุณค่าที่ควรยึดถือ เป็นสิ่งที่ดีแล้ว และส่งต่อให้เด็กรุ่นนี้ และทุกวันนี้ สังคมมันเปลี่ยน มันมีปัจจัยหลายอย่างแทรกเข้ามา ชุดคุณค่านี้มันจึงถูกท้าทาย การกระทำหรือวิธีคิดแบบนี้มันจึงถูกท้าทายมากๆ

กับงานครูเอง เราก็เคยพูดกันว่างานเอกสารไม่เหนื่อยหรอก ทำงานกับคนนั้นเหนื่อยกว่า และงานครูมีตัวเนื้องานและหัวใจคือการทำงานกับคนนะ มันจะเจอความเหนื่อยกับเพื่อนร่วมงาน ผู้บริหาร นโยบายต่างๆ และต้องเจอกับมนุษย์ที่เป็นเด็กมีความรู้สึก อารมณ์ เจอกับผู้ปกครอง มันจึงต้องใช้ความละเอียดอ่อน ละเมียดละไมกว่างานเอกสาร

แต่ธรรมชาติของงานครูในปัจจุบัน โดยเฉพาะในระบบราชการ มันไม่ได้เอื้อให้ครูมีช่องว่างหรือพื้นที่ในการทำงานกับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่จะต้องตอบสนองความหลากหลายของเด็ก เรื่องพัฒนาการเรียนรู้ เรื่องเนื้อหา และการดูแล ช่วยเหลือนักเรียนรายบุคคลอีก เด็กเขามีปัญหาแตกต่างกัน มีความถนัด ความสามารถแตกต่างกัน แต่สิ่งที่คุณต้องเจอคือเด็กต่อห้อง 40-50 คน ดังนั้น แค่ในห้อง นึกภาพครูเข้าไปสอนในห้องก็ต้องกังวลเรื่องเนื้อหาที่สอน เป้าหมายที่ต้องการให้เด็กได้เรียนรู้ ต้องควบคุมชั้นเรียน จะเงียบหรือทำกิจกรรมก็ต้องให้เด็กโฟกัสกับการเรียนรู้ได้ และต้องมาวัดประเมินผลเด็กอีกว่าเด็กทำได้ตามตัวชี้วัดไหม คุณลักษณะอีก คนนั้นคนนี้เป็นยังไง มันเหมือนครูโยนบอลหลายๆ ลูกแบบนักมายากล

อีกอย่างคือภาระงานนอกเหนือจากการสอน งานประเมิน งานเอกสาร งานธุรการ ครูบางคนเป็นเลขาฯผู้อำนวยการ เป็นฝ่ายบุคคล ต้องทำเอกสารส่งเขต ดูทะเบียนนักเรียน ดูพัสดุ ดูอาคารสถานที่ บางงานมันไม่จำเป็นต้องเป็นครูก็ได้ เป็นคนอื่นมาซัพพอร์ตก็ได้ไหม ผมว่านี่แหละเรื่องสำคัญ คือต่อให้เงินเดือนเยอะกว่านี้ แต่ให้ภาระงานแบบนี้ ต้องสอนแบบนี้ คาบเท่านี้ จำนวนเด็กเท่านี้ ประเมินแบบนี้ ทำตามนโยบายอย่างนี้ ผมว่าเงินเดือน 50,000 ก็สร้างคุณภาพในการศึกษาไทยไม่ได้หรอก มันไม่ใช่แค่เรื่องค่าตอบแทน แต่มันหมายถึงเรื่องการวางสมดุลในงาน ให้เขาได้ไปโฟกัสกับงานที่เขาควรทำจริงๆ คุณภาพชีวิตครูมันอยู่ตรงนั้น

สิ่งเหล่านี้จะมาตอบโจทย์ว่าทำไมในการสอนของครู ครูถึงสอนแบบสาดน้ำให้เด็ก ครูไม่ได้สนใจเลยว่าเด็กจะเป็นแก้วเปล่า แก้วที่คว่ำอยู่ หรือเป็นชามใบกว้าง หรือเป็นขวดคอแคบ ครูแค่สาดน้ำไป ใครรับได้มากก็ดี พอเด็กทำไม่ได้ก็ไปบอกว่าเธอต้องทำได้สิ เพื่อนยังทำได้เลย โดยที่ตัวครูไม่ได้ปรับเปลี่ยนเลย

 

มีวิธีให้คำแนะนำเด็กอย่างไร ในวันที่พวกเขาอยากออกไปแสดงพลังหรือเรียกร้อง

เด็กมาปรึกษาผมเรื่องนี้เหมือนกัน ผมบอกพวกเขาไปว่า หนึ่ง-ลองคุยกับพ่อแม่ว่าพวกเขาโอเคไหม สอง-ถ้าไปก็ให้เกาะกลุ่มไปกับเพื่อน เราบอกเขาไปว่า ครูไม่ได้ยุยงนะ มันมีหลักการบางอย่างอยู่ที่ครูพูดอย่างนี้คือครูอยู่บนหลักการสิทธิ เสรีภาพ อยู่บนหลักการบนรัฐธรรมนูญ บนหลักการสิทธิมนุษยชน แล้วถ้าครูไปห้ามพวกนักเรียน ก็กลายเป็นว่าครูกำลังละเลยหน้าที่ที่แท้จริงของตัวเองไป คือการปกป้องและคุ้มครองสิทธิของนักเรียน

นักเรียนเขาไม่รู้หรอกว่ามีอะไรที่คุ้มครองดูแลเขาอยู่บ้าง แต่มันเป็นสิทธิของเขานะที่จะออกไป แต่หน้าที่มันเกิดกับผม หน้าที่ของผมคือต้องใช้อำนาจและความรู้ สิ่งที่มีเพื่อปกป้องเขา ช่วยสนับสนุนพวกเขา

 

จริงๆ แล้วมันยังมีพื้นที่ตรงกลางระหว่างครูกับนักเรียนอยู่ไหม ในการจะสื่อสารกันท่ามกลางสภาวะเช่นนี้

(คิด) ผมว่ามันคือการวัดใจคุณครูเลยนะ ว่าคุณเป็นผู้ใหญ่จริงๆ มีวุฒิภาวะจริงๆ มีความเข้าใจต่อโลกใบนี้มากกว่าเด็กจริงๆ คือคุณเปิดใจและรับฟังเขา การที่คุณมีอำนาจ มีความรู้หรือมีอะไรมากกว่า ก็เอาตรงนั้นมาควบคุม กำหนดเขาหรือเอามาใช้ปกป้อง สนับสนุนพวกเขา มาเปิดพื้นที่ให้เขาได้ลองปิดลองถูก เปิดพื้นที่ปลอดภัยให้นักเรียนได้กล้าพูดสิ่งที่คิด ได้กล้าทำสิ่งที่อยากทำแล้วมันจะทำให้เขาเกิดการเรียนรู้ เพราะว่าระหว่างการทำตามที่ครูบอก กับการลองทำสิ่งที่คิด ลองผิดลองถูก ได้ลงมือทำ แบบหลังมันจะเกิดการเรียนรู้ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ยั่งยืนมากกว่า ให้เขาค้นพบด้วยตัวเอง มันจะติดตัวเขาและสิ่งนั้นมันจะมีความหมาย ถ้ามันเกิดจากการบังคับ มันจะไม่มีความหมายในตัวเด็ก แต่ถ้าเราทำให้มันมีความหมาย ให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของเรื่องราวเหล่านี้ มันเกี่ยวกับตัวพวกเขา มันออกมาจากเนื้อตัวพวกเขาเองและเขามีส่วนในการตัดสินใจ เขาจะรู้สึกว่ามี sense of belonging มันเป็นของเขา

คือสุดท้ายแล้ว ในมุมเด็กเอง เขาไม่เคยเรียกร้องอะไรเลยนะ เท่าที่ผมทำงานและสัมผัสกับเด็กมา เขาแค่อยากบอกผู้ใหญ่ และไม่ได้ขออะไรมากไปกว่าฟังเขาหน่อย เขาก็มีเหตุผลนะ และอย่าตัดสินเขาได้ไหม อย่าบังคับ แค่นั้นเอง เรื่องเล็กแค่นี้เอง แต่มันดูเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ใหญ่หลายคน และเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็กด้วย

Related Books