ไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์: เจาะเส้นทางสู่ Blue Ocean ในสมรภูมิการขนส่งของ ‘SCG Logistics’

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกในศตวรรษที่ 21 นี้ อุตสาหกรรมที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าจับตา คืออุตสาหกรรมการขนส่งหรือโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในโลกที่การสั่งซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ตกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายดายในชีวิตประจำวัน และในทุกครัวเรือน การขนส่งจึงกลายเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของการทำธุรกิจเหล่านี้

เงื่อนไขสำคัญที่มักจะถูกพิจารณาเสมอในการขนส่งคือความเร็ว ความปโลดภัย และการลดต้นทุนของผู้ผลิตเอง ซึ่งในโลกของการแข่งขันที่รุนแรง มีบริษัทโลจิสติกส์จำนวนไม่น้อยที่ต้องปรับตัว หาลู่ทางเพื่อบริการลูกค้า จัดหาที่ทางการขนส่งและจัดเก็บ และอาจมีไม่กี่เจ้าเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม พร้อมกรุยทางไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่าและแข็งแรงกว่า

หนึ่งในนั้นคือ ‘SCG Logistics’ ภายใต้การนำทัพของ คุณไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ที่แม้จะเล็งเห็นถึงความเติบโตงอกงามของธุรกิจในเครือ แต่ก็พร้อมหยิบจับเอาองค์ประกอบอื่นๆ มาปรับใช้ในการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือแม้แต่การหาพาร์ตเนอร์มาร่วมงานด้วยกันในส่วนต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าแบบ end-to-end solution ภายใต้แนวคิดสำคัญที่ว่า “Customer Centric” ลูกค้าต้องได้รับบริการที่ดีที่สุด สิ่งไหนที่เราไม่เก่ง เราจะหาพาร์ตเนอร์มาช่วย และเติบโตไปด้วยกัน

 

 

 

 

ในปัจจุบันธุรกิจโลจิสติกส์เริ่มบูมขึ้นมา และมีการแข่งขันสูงมาก อยากทราบว่า SCG Logistics มีกลยุทธ์ในการเข้าสู่สมรภูมินี้อย่างไร

ภาพรวมของธุรกิจโลจิสติกส์ของเรา ในภาพใหญ่เรามีธุรกิจที่เป็นทั้ง B2B (Business to Business) กับ B2C (Business to Consumer) เรามีบริการที่หลากหลายตั้งแต่สินค้านำเข้า ถ้าลูกค้าจะนำสินค้าเข้ามา เราก็มีบริการที่ทำเรื่องนี้ให้ จากนั้นเมื่อสินค้าเข้ามาถึงไทย เราก็มีท่าเรือ ซึ่งเราร่วมทุนกับ PSA (Port of Singapore) เป็นบริษัทที่บริหารท่าเรืออันดับต้นๆ ของโลก

จากนั้นพอสินค้าของลูกค้าถึงท่าเรือ เราก็มีบริการขนส่งสินค้าภายในประเทศ ด้วยรถหลากหลายประเภท ตั้งแต่เทรลเลอร์ 18 ล้อ 10 ล้อ 6 ล้อ และ อื่นๆ เพื่อส่งสินค้าของลูกค้าไปยังโรงงานผลิตสินค้า รวมถึงส่งสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วไปยังลูกค้าของลูกค้า ทั้งในไทย และ ต่างประเทศ

อีกส่วนคือคลังสินค้า เราก็มีบริการคลังสินค้าให้ลูกค้าทั่วประเทศ ทำให้การขนส่งสินค้ารวดเร็วมากขึ้น

ถ้าลูกค้าของลูกค้าเป็น B หรือเป็นธุรกิจ เราสามารถทำการส่งของให้แบบ B (Business) แต่ถ้าเป็นลูกค้าที่เป็น C (Consumer) เราก็มีธุรกิจอีกตัวคือแมวดำ หรือ SCG Express เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง SCG กับบริษัท Yamato Asia Pte. Ltd. จากญี่ปุ่น ที่มีโลโก้เป็นตัวแมวดำ ใครที่ไปญี่ปุ่นบ่อยๆ จะเห็นโลโก้นี้ทั่วประเทศเลย เป็นบริษัทที่มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น เราไปร่วมทุนกับเขาเพื่อทำธุรกิจทางด้านนี้โดยเฉพาะ

อีกส่วนที่เรามีบริการให้ คือธุรกิจที่เรียกว่า cold chain เป็นห้องเย็น ห้องเย็นของเราเป็นห้องเย็นระดับมาตรฐานโลก สำหรับรองรับสินค้าจำพวกอาหารส่งออกและนำเข้า เราร่วมทุนกับบริษัทญี่ปุ่นอีกบริษัทหนึ่ง คือนิชิเร (Nichirei Logistics) เป็นบริษัทที่มีส่วนแบ่งตลาดด้าน cold chain ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นเหมือนกัน และมีเครือข่ายอยู่ต่างประเทศด้วย

นอกจากนี้ เรายังมีบริการที่ช่วยตอบโจทย์ธุรกิจ e-commerce ในส่วนของ fulfillment ด้วย ซึ่งเป็นตัวเชื่อมระหว่างแพลตฟอร์มขายของที่เรารู้จักกันดีอย่าง Lazada หรือ Shopee กับผู้บริโภค ในส่วนนี้เราไม่ได้ทำคนเดียว เรามีคนมาร่วมด้วย เป็นสตาร์ตอัพที่เชี่ยวชาญแต่ละด้านโดยเฉพาะ อย่างเรื่องหน้าบ้าน เราร่วมกับสตาร์ตอัพที่ชื่อว่า Interprid ส่วนงานหลังบ้าน มีสตาร์ทอัพที่ชื่อว่า MyCloud Fulfillment เข้ามาช่วยจัดการ ส่วนตัวเราเองเก่งส่วนที่ทำเรื่อง operations เราก็รับผิดชอบด้านนี้เป็นหลัก

ทั้งหมดนี้คือภาพรวมของสิ่งที่เราทำอยู่ คอนเซ็ปต์ของเราคือ เรื่องไหนที่เราเก่ง เราทำ เรื่องไหนที่เราไม่เก่ง เราหาพาร์ตเนอร์มาช่วยทำ ซึ่งพาร์ตเนอร์ไม่จำเป็นต้องมาร่วมทุนกันก็ได้ แค่มีความเก่งในแบบของเขา เราเองมีจุดเด่นของเรา มาร่วมมือกันแล้วก็โตไปในธุรกิจนี้ด้วยกัน นี่คือนโยบายหนึ่งของ SCG

 

เราอยากเห็นสตาร์ตอัพในไทยเติบโต อยากมีส่วนในการผลักดันให้เกิด ‘ยูนิคอร์น’ ตัวแรกในไทย

 

ทราบว่า SCG มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจนี้ค่อนข้างเยอะ อยากทราบว่ามีส่วนไหนบ้าง แต่ละส่วนมีจุดเด่นอย่างไร

ต้องเข้าใจก่อนว่า ธุรกิจโลจิสติกส์เป็นธุรกิจที่ margin บางมาก บางเหมือนกระดาษทิชชู่ คุณหายใจนิดเดียวก็ปลิวแล้ว เพราะมันมีการแข่งขันกันเยอะ แล้วเนื่องจากเราเป็นบริษัทใหญ่ ต้นทุนเรื่องคนเราเยอะ ถ้าจะให้ไปแข่งแบบปกติ เช่น รถบรรทุกที่จอดอยู่ข้างทางแล้วเขียนป้ายว่า ‘รับจ้าง’ นั่นคือธุรกิจโลจิสติกส์เหมือนกัน รถพวกนั้นมีเจ้าของเป็นอาเจ็ก อาเฮีย อาแปะ อาซ้อ เขาไม่ค่อยมีต้นทุนเรื่องคนเท่าไหร่ แต่เรามีค่าโสหุ้ยเยอะ ถ้าเราไปแข่งแล้วลูกค้าบอกว่าเอาราคาเท่านี้นะ เราทำไม่ได้หรอกครับ เจ๊งแน่นอน

ฉะนั้นเราจึงต้องไปแข่งในอีกเลเวล คือแข่งกับบรรดาผู้เล่นระดับโลก เช่น DHL หรือเจ้าอื่นๆ แต่ถ้าแข่งแบบทั่วไป ทำโลจิสติกส์แบบธรรมดา มันก็ไม่มี value จะสร้าง value ได้ก็ต้องตอบให้ได้ว่าลูกค้าต้องการอะไร

ลูกค้าสมัยใหม่ต้องการบริการที่ทั้งถูก ทั้งเร็ว และดี ซึ่งสามองค์ประกอบนี้ มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยในโลกแบบเก่า สมัยก่อนจึงมีคำพูดว่า ของถูกไม่มีดี และของดีไม่มีถูก แต่ที่เราทำได้และพยายามเสนอให้ลูกค้า คือการเป็น end-to-end solution ลูกค้ามาหาเรา เพราะเรามีบริการที่หลากหลาย คุณมาถึงปุ๊บ แค่บอกว่าปัญหาเรื่องโลจิสติกส์ในธุรกิจของคุณคืออะไร แล้วคุณอยากให้เราช่วยอะไร เราจะช่วยให้คำแนะนำและเสนอบริการให้ แล้วในเมื่อลูกค้าต้องการของถูก เร็ว และดี สิ่งที่เข้ามาช่วยเราได้คือเรื่องของ digital technology

ในแพลตฟอร์มของเรา จะมีส่วนที่เรียกว่า ‘control tower’ เป็นเหมือนหอคอยเครื่องบิน อันนี้จะเป็นเทคโนโลยีในการควบคุมการทำงานทั้งหมดที่ว่ามา

ยกตัวอย่างเช่น เวลาลูกค้าสั่งออร์เดอร์มาหาเรา ระบบจะยิงไปที่แอปพลิเคชั่นของคนขับรถ เพื่อแจ้งให้เขาทราบว่าตอนนี้มีงานเข้ามา เมื่อเขาตอบรับงาน และ โหลดสินค้าขึ้นรถเสร็จ ระบบส่งข้อมูลมายังห้องควบคุมของเราที่เรียกว่าห้อง LCC (Logistics Command Center) เป็นห้องที่ใช้ควบคุมความปลอดภัยในการขนส่งทั้งหมด ห้องนี้จะทำงานกัน 24 ชั่วโมง 7 วัน มีคนคอยดูแลตลอด จะเห็น GPS ของรถแต่ละคันว่าตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้ว หรือมีใครมีพฤติกรรมการขับรถที่ไม่ปลอดภัยบ้าง รวมถึงลูกค้าเองก็สามารถรู้ได้ว่า ตอนนี้สินค้าของตัวเองนั้นอยู่ที่ไหนแล้ว

SCG เรามีนโยบายเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง คือไม่ต้องเกิดอุบัติเหตุ เรามีกฎเรื่อง life saving rules คนขับรถต้องขับไม่เกินตามที่กฎหมายกำหนด คือ 75 กม./ชม. ถ้าขับติดต่อกัน 4 ชั่วโมงต้องหยุดพัก 15 นาที และ หากขับเกิน 10 ชั่วโมงต่อวัน จะต้องหยุดพักอย่างน้อย 12 ชั่วโมง รวมถึงการห้ามจอดรถบริเวรไหล่ทาง ที่สำคัญคือก่อนจะขับรถต้องเป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์และวัดความดันก่อนทุกครั้ง เมื่อคุณมีความพร้อม ระบบจึงจะอนุมัติให้คุณรับงานได้

 

บรรยากาศในห้อง LCC (Logistics Command Center)

 

สเต็ปต่อมา คือในส่วนของลูกค้า ลูกค้าจะมีแอปฯ เหมือนกัน เวลาของไปส่ง ถ้าลูกค้าเห็นว่าของมาตรงเวลา คนขับรถมารยาทดี ลูกค้าก็ให้เรตติ้งได้ผ่านตัวแอพ แล้วข้อมูลทั้งหมดจะส่งกลับมาที่ control tower ซึ่งมี AI ประมวลผลอยู่ คอยให้คะแนนการบริการ กับคะแนนความปลอดภัย แล้วถ้าลูกค้าอยากติดตามสินค้าไม่ต้องโทรหา Call Center แล้ว เรามีแชทบอทที่พร้อมบริการอยู่ตลอดเวลา ไม่มีวันหยุด สามารถเช็คตำแหน่งของสินค้าได้ตลอดเวลา

แล้วเนื่องจาก SCG Logistics เราไม่ได้มีรถของตัวเองเลยสักคันเดียว เพราะชื่อเต็มๆ ของเราคือ SCG Logistics Management แต่เรามีพาร์ตเนอร์ที่มาทำงานร่วมกับเราสามร้อยกว่าบริษัท ทั้งรายเล็กรายใหญ่ มีรถอยู่กับเรากว่าเจ็ดพันคัน ดังนั้น เมื่อเขาได้คะแนนไปแล้ว คนไหนที่ได้คะแนนสูงทั้งเรื่องคุณภาพการขนส่ง และ ความปลอดภัย ระบบจะส่งงานไปให้คนนั้นก่อน ไม่เหมือนในอดีตที่คนที่เป็นรายใหญ่คุณจะได้งานไปก่อน ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดการทุจริตได้

เทคโนโลยีอีกตัวที่เรามี คือ G7 ติดตั้งอยู่ในรถ เป็นกล้องที่เรียกว่า AI Camera กล้องตัวแรกจะมองไปข้างหน้า อีกตัวมองมาที่คนขับรถ สิ่งที่มันทำคือเมื่อเห็นรถขับไปกระชั้นคันหน้า มันจะแจ้งเตือนเป็นเสียงเลยว่าขณะนี้คุณขับรถกระชั้นเกินไปแล้ว หรือถ้ามันเห็นว่ามีรถจอดอยู่ข้างหน้าในระยะที่อันตราย มันก็จะเตือนคุณเหมือนกัน

ส่วนกล้องที่จับหน้าคนขับรถ ถ้าคุณเกาหน้า มันจะรู้ว่าคุณเกาหน้า แต่ถ้าคุณโทรศัพท์เมื่อไหร่ มันจะแจ้งเตือนว่าคุณใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ ถ้าคุณละสายตาจากถนน หรือจะหลับใน มันจะแจ้งเตือนคุณ ถ้าคุณหาว กล้องมันจะแจ้งเตือนว่าขณะนี้คุณกำลังง่วงนอน บางคนฉลาด หาอะไรมาปิดกล้อง มันจะเตือนว่าตอนนี้มีวัตถุบังกล้องอยู่ ให้เอาออก

นี่คือสิ่งที่เราพยายามทำคือเพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งช่วยลดความเสียหายบนท้องถนนไปได้เยอะ แล้วข้อมูลพวกนี้จะถูกรวบรวมออกมาเป็นสถิติให้หมดเลย มีการง่วงนอนกี่ครั้ง มีความเสี่ยงสูงกี่ครั้ง ในส่วนของผู้ร่วมขนส่งของเรา ลูกค้าเองก็สามารถดูได้เลยว่าพฤติกรรมการขับรถเหล่านี้เป็นอย่างไร สิ่งที่น่าภูมิใจคือตั้งแต่เราเอาระบบนี้เข้ามาติดตั้งใน Fleet หนึ่งของเรา อุบัติเหตุในการขนส่งของเราใน Fleet นั้นเป็นศูนย์เลย

 

 

นอกจากเรื่องการขนส่ง มีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยในด้านอื่นๆ อีกไหม

อีกอันที่เป็น technology based เราเรียกว่า RPA (Robotic Process Automation) เป็นบอทที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ที่ช่วยจัดการข้อมูลให้ถูกต้องแม่นยำขึ้น โดยปกติเวลาน้องๆ ของผมทำงานกับข้อมูล เขาต้องทำงานซ้ำๆ เอาออร์เดอร์เข้ามานั่งคีย์ทีละตัวๆ ทำแบบนี้ทั้งวันทั้งคืน งานเกิดความน่าเบื่อ แล้วก็มีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้

เราเคยเกิดความผิดพลาดครั้งหนึ่ง ลูกค้าสั่งให้ของชนิดที่หนึ่งไปส่งที่ดูไบ ของชนิดที่สองไปส่งที่แอฟริกาใต้ ปรากฏว่าพนักงานเขาใช้วิธีการ cut และ paste แล้วพลาด มันส่งไปคนละที่เลยครับ ที่ต้องส่งไปดูไบ ดันส่งไปแอฟริกา ที่ต้องส่งไปแอฟริกา ดันส่งไปดูไบ เสียหายไปสามล้าน

เราเลยพัฒนาตัว RPA นี้ขึ้นมา ซึ่งสามารถทำงานไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย ทำงาน 7 วัน ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถทำงานที่เป็นการ repeating ได้ไม่มีผิดพลาด จะมีกี่หมื่นกี่แสนออร์เดอร์ ไม่มีปัญหา และสามารถทำให้เราลดคนลงไปได้อีก เดิมทีบางหน่วยงานของผมมี 50-60 คน เดี๋ยวนี้ลดเหลือ 10 กว่าคนเท่านั้นเอง ทำให้ต้นทุนถูกลงไปอีก

อีกตัวคือ OCR (Optical Characteristic Recognition) เป็นกล้องที่เราใช้จับภาพคอนเทนเนอร์ ปกติข้างตู้คอนเทนเนอร์มันจะมีรหัสตัวเลขไม่เหมือนกันสักตู้ เหมือนลายนิ้วมือคน จากปกติที่เราต้องให้คนไปคอยจดเลข ตู้เบอร์อะไร มากับรถทะเบียนอะไร จดไว้ แล้วก็มานั่งคีย์ คีย์เสร็จก็ไปทำเอกสารต่อ แต่พอมีตัวนี้ ไม่ต้องทำแบบนั้นแล้วครับ เพราะกล้องมันจะทำหน้าที่แทนทั้งหมด กล้องตัวแรกจะจับรหัสบนคอนเทนเนอร์ อีกตัวจะจับทะเบียนรถ พอ matching กันเสร็จ มันคีย์ข้อมูลเข้าระบบทันที ทำเอกสารต่อได้เลย ไม่ต้องใช้คนเลย

นี่คือเทคโนโลยีที่เราเอามาใช้ทั้งหมด ซึ่งจะตอบโจทย์ strategy ของเรา คือการให้บริการที่ ถูก เร็ว ดี แก่ลูกค้า จากเดิมก่อนที่เราจะใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ เรามีพนักงานประมาณ 700 คน ตอนนี้เหลือ 600 กว่าคนแล้ว เราไม่ได้ไล่ออกนะ คือคนไหนเกษียณเขาก็ออกไปตามสเต็ป แต่เราไม่รับคนเพิ่ม เพราะใช้เทคโนโลยีมาทดแทน

 

อีกส่วนหนึ่งที่ SCG ให้ความสำคัญเหมือนกัน คือเรื่องของการใช้ Data มาขับเคลื่อนธุรกิจ อยากทราบว่ามีการวางแผนในส่วนนี้อย่างไรบ้าง

ตาม strategy ของเรา เราต้องการเป็น data-driven logistics company เฟสแรกของเราคือสามปี เราลงทุนไปประมาณ 800 กว่าล้าน ในแง่ของการ transform ธุรกิจโดยใส่เทคโนโลยีทั้งหลายที่ผมพูดถึงเข้าไป นั่นคือเฟสแรกที่เราขับเคลื่อนธุรกิจโดยใช้ digital-driven เป็นหลัก

 

ในที่สุดแล้ว สิ่งที่เราต้องการคือ data ซึ่งเป็นสิ่งล้ำค่าในโลกปัจจุบันและโลกอนาคต มีคำกล่าวไว้ว่า ‘data is a new oil’ ข้อมูลคือน้ำมันสมัยใหม่

 

ทำไมถึงเป็นน้ำมัน เพราะน้ำมันเราขุดขึ้นมา มันคือน้ำมันดิบ ยังใช้ไม่ได้ ต้องมาผ่านโรงกลั่น กลั่นเสร็จมันจะกลายเป็นดีเซล เบนซิน เป็นน้ำมันประเภทต่างๆ ที่นำมาใช้งานได้

data ก็เหมือนกัน เรามีเยอะแยะเลย เราต้องประมวลผลมัน เราต้องทำ analytic มัน เหมือนกับการเอาน้ำมันมากลั่น จากนั้นเราจึงจะเอา data ไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนางานเดิม หรือ งานขยายไปธุรกิจใหม่ๆ

ยกตัวอย่างเรื่องการขนส่ง ผมมี data เยอะมาก เพราะรถผมวิ่งอยู่ทั่วประเทศ ปีหนึ่งรถผมวิ่งรวมกันอยู่ที่ประมาณ 700-800 ล้านกิโลเมตร และมีการเก็บข้อมูลอยู่ตลอดเวลา เราจะรู้เลยว่าเส้นทางไหนเป็นยังไง มีอุบัติเหตุตรงไหน ณ เวลาเท่าไหร่ บริเวณนั้นมีความน่าจะเป็นที่จะเกิดอุบัติเหตุแค่ไหน ข้อมูลตรงนี้เราเอาไปใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่น เอาไปต่อรองกับบริษัทประกัน เพื่อให้ได้เบี้ยที่ถูกลง นี่คือการเป็น data-driven logistic company ในเฟสถัดไปเราจะโตไปในแนวทางนี้

ดังนั้น ภาพรวมสุดท้ายของ SCG Logistics จากเดิมที่สัดส่วนรายได้ของเรามาจากการทำ logistics เป็นหลัก แต่อนาคตสัดส่วนอาจอยู่ที่ 60-70 เปอร์เซ็นต์ แต่อีก 20-30% จะมาจากเทคโนโลยีเหล่านี้ จากข้อมูลที่สามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มในด้านต่างๆ ได้

 

อีกกลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจ คือการไปจับมือกับพาร์ตเนอร์มากมาย อยากให้เล่าถึงแนวคิดนี้หน่อยว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร

คำตอบง่ายๆ คือเราไม่ได้เก่งทุกอย่าง คนที่เรียนได้เกรด 4 ไม่ได้หมายความว่าจะเก่งทุกวิชา บางวิชาเขาอาจจะเก่งมาก บางวิชาอาจน้อยกว่า 4 นิดหน่อย แต่เฉลี่ยยังได้ 4 อยู่ เราก็เหมือนกัน ไม่ได้เก่งทุกวิชา ส่วนที่เราเก่งคือ logistics ซึ่งโตมาจากธุรกิจใน SCG ตั้งแต่ 30-40 ปีที่แล้ว แล้วค่อย transform จากฝ่ายเล็กๆ ขึ้นมาเป็นบริษัท

บริษัทแรกๆ ที่เราจดทะเบียน ชื่อว่าบริษัท บางซื่อขนส่ง ชื่อโบราณมากนะครับ (หัวเราะ) แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น ซีเมนต์ไทย โลจิสติกส์ จนกระทั่งปัจจุบันเป็น SCG Logistics มันก็ดูทันสมัยขึ้นหน่อย นี่คือสิ่งที่เราเป็นอยู่

ถ้าดูสิ่งที่เราผ่านมาในอดีต เราเป็นเหมือน operator ให้กับงานส่วนอื่นๆ ใน SCG เท่านั้นเอง ด้านที่เราเก่งคือเรื่อง operation ดังนั้นเราจึงโฟกัสที่ operation เป็นหลัก ตอนนี้เราเริ่มเก่งเทคโนโลยีแล้ว แต่ยังเก่งไม่ทันคนข้างนอก สตาร์ทอัพหลายที่เก่งกว่าเราเยอะ ฉะนั้นแทนที่จะทำเอง เราก็ดึงเขาเข้ามาช่วยเรา

อย่าง Interprid เขาเก่งเรื่องหน้าบ้าน ลูกค้าอยากเอาของไปขายใน Shopee หรือ Lazada ไม่รู้จะทำอย่างไร เดินเข้ามาหาเรา เราก็ให้ Interprid เป็นคนแนะนำให้ จากนั้นเมื่อลูกค้า on board ได้แล้ว ต้องการทำ fulfillment เราก็ส่งต่อให้ทาง My Cloud Fulfillment

ส่วนอันที่เป็นแมวดำ SCG Express เรารู้ตัวว่าเราโตมาจาก B2B (Business to Business) เราทำเรื่องพวกนี้ไม่เป็น เราก็ต้องร่วมทุนกับเขา เราทำ cold chain ไม่เป็น เราก็ต้องร่วมทุนกับเขา เราทำท่าเรือไม่เก่ง เราก็ต้องร่วมทุนกับ PSA

 

 

ถ้ามองในแง่ของการแข่งขัน SCG Logistics วางตัวเองอยู่ตรงไหนในสมรภูมินี้

ในขาแรก คือส่วนของตัว B (Business) อย่างที่บอกว่าผมไม่สามารถไปแข่งกับพวกอาเฮีย อาเจ๊ก อาแปะ อาซ้อได้ ผมก็ต้องหันไปสู่ Blue Ocean ซึ่งยังไม่มีใครทำได้ ต้องบอกว่าในเมืองไทยตอนนี้ ยังไม่มีใครที่มีศักยภาพแบบเรา ในแง่ของการขับเคลื่อนธุรกิจโลจิสติกส์ด้วยเทคโนโลยีเต็มรูปแบบขนาดนี้

revenue ของเราอยู่ที่ประมาณสองหมื่นกว่าล้าน ในอนาคตยอดของเราจะโตจากการขายเทคโนโลยี และการใช้เทคโนโลยีพวกนี้มาทำให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งคนอื่นๆ ยังไม่มี ในขณะที่คนอื่นเขาแข่งกันอยู่ใน Red ocean แต่เรามุ่งสู่ Blue ocean เราตั้งเป้าว่าจะเป็น Regional player ของอาเซียนที่สามารถแข่งกับ Global player ได้

ต่อมาคือขาของตัว C (Consumer) ก็คือส่วนของ SCG Express เรารู้กันอยู่ว่าสมรภูมิการขนส่งพัสดุทุกวันนี้เป็นยังไง ตอนนี้มีใครบ้างล่ะครับ เยอะแยะไปหมด บางคนกำลังจะเข้าตลาดหุ้น บางคนมี funding มาลง แต่ผมบอกตามตรงว่า ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่เอาเงินมาเผาเล่นๆ เป็นหลายพันล้านนะครับ

ทีนี้ในส่วนของเรา ธุรกิจของแมวดำที่ทำร่วมกับเราอยู่ จะมีสองแบบ ส่งแบบธรรมดา กับส่งแบบเย็นโดยใช้กล่องปกติ จากเดิมเวลาคุณจะส่งของเย็น คุณต้องซื้อกล่องโฟมแล้วเอาน้ำแข็งแห้งใส่เข้าไป แต่นี่ไม่ต้อง ใส่กล่องปกติได้เลย สมมติคุณทำไร่สตรอเบอร์รีที่เชียงใหม่ เพื่อนอยากกินแบบเย็นๆ เหมือนเพิ่งเอาออกมาจากตู้เย็นเลย คุณสามารถส่งมาจากที่เชียงใหม่ได้เลย พอถึงปุ๊บ เปิดกล่องออกมา มันจะเหมือนออกมาจากตู้เย็นเลย นี่คือเทคโนโลยีที่ทางญี่ปุ่นมี แล้วตอนนี้เราก็มีเหมือนเขา เราเรียกการส่งแบบนี้ว่า Cool Ta-Q-Bin เป็นเทคโนโลยีที่ SCG Express มีอยู่เจ้าเดียว เป็นสนามที่ยังมีผู้เล่นน้อยรายอยู่ ซึ่งไม่ใช่ blue ocean หรอกครับ ต้องเรียกกว่า pink มากกว่า เลือดมันน้อยหน่อย เลยออกชมพูๆ

 

ขยับมาคุยเรื่องบุคลากรบ้าง ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นแบบนี้ SCG พัฒนาคนยังไง มีการปรับเปลี่ยนหรือเสริมทักษะอะไรบ้าง

แน่นอนว่าพนักงานก็ย่อมกังวลกันเป็นปกติ โดยเฉพาะในสถานการณ์แบบนี้ จู่ๆ จะให้หุ่นยนต์มาทำงาน แปลว่าเราก็ต้องว่างงานสิ อย่างที่ผมเล่าให้ฟังว่าคนเราหายไปส่วนหนึ่งเลย แต่กับคนที่เรามีอยู่ เราก็มีกระบวนการในการพัฒนาเขาให้เก่งขึ้น ตอบโจทย์ธุรกิจมากขึ้น เป็นกระบวนการที่เรียกว่า upskill กับ reskill

โดยหลักทางบัญชี คิดง่ายๆ ว่า รายได้ลบต้นทุน เท่ากับกำไร นี่คือสมการง่ายๆ เดิมทีถ้าช่องว่างระหว่างรายได้กับต้นทุนยิ่งห่าง กำไรก็ยิ่งเยอะ แต่ของผมคือช่องว่างระหว่างรายได้กับต้นทุนมันแคบ พอมีเทคโนโลยีเข้ามา มันช่วยลดต้นทุนก็จริง แต่รายได้ยังอยู่ที่เดิม คำถามถ้าผมอยากเพิ่มกำไรอีก จะทำยังไง ผมก็ต้องเพิ่มรายได้ เพื่อให้ช่องว่างมันใหญ่ขึ้น กำไรจะได้มากขึ้น ผมก็เลย reskill พนักงาน

พนักงานของผม อย่างที่เรียนให้ทราบ เขาเก่งมาทางด้าน operation สิ่งที่ผมทำคือผม reskill เขาให้เป็นเซลล์ ถามว่า reskill ยังไง เราก็มี process ของเรา แบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกเราใช้คอนเซ้ปต์ 70-20-10 แบ่งเป็น 10 คือ classroom training เรียนในห้องเรียน เรียนทฤษฎี ส่วนอีก 20 เรียนจาก best practice ที่เหลืออีก 70 คุณไปเรียนจากการทำงานจริง ออกไปลุยจริงๆ

การออกไปลุย แบ่งเป็นอีกสองสเต็ป สเต็ปแรก เราให้เขาเรียนเรื่องการเจรจาต่อรองก่อน ก่อนที่คุณจะขายเป็น คุณต้องเจรจาต่อรองเป็น ในทุกหน่วยงานเลย คุณต้องมาผ่านด่านนี้ เรียนเสร็จแล้วคุณออกไปต่อรอง มีน้องบางคนไปต่อรองซื้อที่นอนในห้าง ซึ่งตามปกติแล้วในห้างมันจะต่อราคาไม่ค่อยได้ แต่คนนี้เก่ง หลังจากที่เรียนแล้วร้อนวิชา เขาก็ไปต่อรองจนเขายอมลดราคาให้ได้ จะมีเคสทำนองนี้ให้เห็นเรื่อยๆ แบบนี้คือคุณ success แล้ว ถือว่าผ่านด่านแรกได้แล้ว

ต่อมาคือด่านสอง ด่านสองคือเมื่อคุณเจรจาต่อรองเป็นแล้ว ไม่ว่าคุณจะอยู่หน่วยงานไหน คุณก็ต้องเอาไปใช้ เช่นคุณอยู่หน่วยงานที่ต้องจ้างผู้รับเหมา คุณก็ต้องเจรจาต่อรองกับผู้รับเหมา เดิมทีบางคนไม่เคยต่อรองเลย ผู้รับเหมาเสนอราคามาเท่าไหร่ อ่า โอเค เรียบร้อยครับ แต่ตอนนี้ทุกคนต่อรองเป็นหมด

พอคุณผ่านเรื่องการเจรจาต่อรองแล้ว ก็มาสู่ช่วงที่สอง ตอนนี้คุณต้องไปฝึกการเป็นเซลล์ เรียนแบบ 70-20-10 เหมือนกัน เขาจะได้เรียนรู้ว่าสัญญาณการขายมันเกิดขึ้นได้อย่างไร สมมติไปคุยกับลูกค้า ลูกค้าบอก สินค้าคุณน่าสนใจ นี่คือการบ่งบอกว่าสัญญาณซื้อจะเกิดขึ้นแล้ว

 

 

ผมยกตัวอย่างให้ฟังอันนึง มีพนักงานคนนึงเขาอยู่ภาคเหนือ แถวเชียงราย เชียงใหม่ มันจะมีรถขนส่ง วิ่งส่งของจากเชียงรายไปลาว เป็น cross border คนนี้เขาก็เห็นว่ารถมันวิ่งเยอะ อยากได้ลูกค้ารายนี้จัง ทำยังไงดี เขาก็เข้าไปคุยกับเฮีย แนะนำตัวว่าผมมาจาก SCG พอได้ยินว่า SCG สิ่งที่ลูกค้าบอกคืออะไรรู้ไหมครับ เขาบอกว่าแพง นี่คือเรื่องจริง ผมถึงบอกว่าสินค้าถูกไม่มีดี สินค้าดีไม่มีถูก สมมติคุณไปซื้อไอโฟนเครื่องนึง มีคนขายคุณสามพัน คุณจะคิดว่ามันเป็นของปลอมไหม (หัวเราะ) แม้เขาอาจจะร้อนเงิน หรือขโมยมา ทั้งที่มันเป็นของจริง แต่คุณจะคิดว่ามันของปลอมแน่ๆ

ดังนั้นสิ่งที่ลูกค้ารับรู้ก่อน คือของคุณแพง พนักงานคนนี้ก็คิดว่าจะทำยังไงดี อยากได้ลูกค้ารายนี้มาก แล้วอาจารย์สั่งให้ลองมาเทสต์การขาย ปรากฏว่าเขาก็พยายามไปสืบ จนกระทั่งรู้ว่าเฮียคนนี้ชอบเล่นหุ้น แต่ตัวเองก็ไม่มีความรู้เรื่องหุ้น เขาก็เลยไปหาเพื่อนที่เล่นหุ้นเป็น แล้วชวนเพื่อนคนนี้ไปคุยกับเฮียด้วยกัน ไม่คุยเรื่องธุรกิจเลยนะ คุยเรื่องหุ้นอย่างเดียว เวลาเฮียถาม หุ้นกู้ SCG เป็นยังไง เพื่อนคนนี้มันตอบได้ คุยกันจนเริ่มสนิท คุยกันไปคุยมา เขาก็บอกเฮียว่าผมมีรถแบบนั้นแบบนี้นะ เฮียสนมั้ย ปรากฏว่าเฮียให้ lot แรก เขาขายได้ในที่สุด

บางคนเก่งขนาดที่ทำเทเลเซลล์ได้ เทเลเซลล์นี่คือสุดยอดของเซลล์นะครับ นึกง่ายๆ เวลาเราเจอเซลล์โทรมาขายของ ถ้าไม่สนใจเราก็ตัดสาย ถูกไหมครับ แต่คนนี้เขาสามารถขาย logistics ผ่านเทเลเซลล์ได้ นี่คือสุดยอด จากทักษะเดิมที่เป็น operator ตอนนี้เปลี่ยนทักษะใหม่ไปเป็นเซลล์ เราทำมาหลักสูตรนี้มาสองปี ผมไปเยี่ยมลูกน้องที่ต่างจังหวัด ถามว่าชีวิตเขาเป็นยังไง เขาบอกชีวิตผมดีขึ้น เพราะได้เห็นโลกใหม่ ได้มีอะไรใหม่ๆ ในชีวิต เขาพร้อมจะก้าวออกจาก comfort zone

สิ่งแรกที่ผมจะต้องปูให้เขาก่อน ก่อนที่จะเริ่มหลักสูตรนี้ คือผมจะเล่านิทานให้เขาฟัง เป็นนิทานจากหนังสือภาษาอังกฤษ ชื่อ Who moved my cheese ใครเอาชีสของฉันไป เป็นเรื่องของหนูที่ต้องกล้า challenge ชีวิตของมัน เพราะมันกินชีสหมดแล้ว ถ้ามันไม่ออกไปหาใหม่ ไม่กล้าออกจาก comfort zone ก็อดตาย

เทียบกับของเรา ถ้าเรายังอยู่แค่ใน operations โดยที่ไม่มี revenue ใหม่ มันจะไปต่อได้ยังไง ฉะนั้นต้องออกไปช่วยกันหา ต้องออกจาก comfort zone อย่างคนที่ผมเล่าให้ฟัง เขากล้าออกจาก comfort zone แล้วเขาเห็นเลยว่า จากเดิมที่เป็นนักปฏิบัติการ ซึ่งงานเครียดตลอดเวลา พอมาเป็นเซลล์ ชีวิตเขามีความสุขขึ้น ได้รู้จักคนใหม่ๆ รู้จักคนเยอะขึ้น นี่คือการ reskill

อีกด้านหนึ่งคือ upskill อย่างที่บอกว่าเรามีเทคโนโลยีเข้ามาทำแทนในบางหน้าที่ แล้วคนที่เคยอยู่ตรงนี้จะทำยังไง จะไปเป็นเซลล์ บางคนก็ทำไม่ได้ ไม่ถนัด ถ้างั้นคุณ upskill ไปเลย เราสอนให้เขาหัดเขียน coding แบบ low code เป็นพื้นฐานง่ายๆ เหมือนเขียนสูตรใน Excel แล้วให้บอทมันทำงาน พอเขาเรียนรู้ตรงนี้ได้ อีกหน่อยเขาก็จะควบคุมบอทพวกนี้ได้หมด นี่คือการ upskill ให้เขาเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี

 

อย่างที่บอกว่า อนาคตเราจะเป็น data-driven logistics company นอกจากการ reskill กับ upskill แล้ว เรายังให้ทุนกับคนในบริษัทเราไปเรียนด้าน data science เพื่อให้เขาเป็นมนุษย์ทองคำ

 

ถ้าเป็นสมัยผมหนุ่มๆ คนที่เป็นมนุษย์ทองคำคือคนที่ทำงานไฟแนนซ์ ตอนนั้นคือช่วงก่อน 2540 ถ้าใครได้ทำงานไฟแนนซ์ คุณทำงาน 1 ปี ได้โบนัส 24 เดือน แต่พอถึงปี 2540 เจอวิกฤติการเงิน มนุษย์ทองคำเละหมด เพราะไฟแนนซ์เจ๊งหมด

ตอนนี้มนุษย์ทองคำใหม่ คือคนที่ทำเกี่ยวกับ data science ผมส่งลูกน้องผมไปเรียนที่ซินหัว (Xinhua) ซึ่งเป็นเหมือน MIT ของประเทศจีน ในจีนเราจะเห็นว่าเขาใช้ data เยอะมาก ไม่ว่าจะ Tencent, WeChat ถ้าคุณใช้งานแอปฯ ของเขา เขาเอาข้อมูลของคุณมาใช้ตลอด ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาเราเข้าไปดูสินค้าในแอปฯ สมมติว่าเป็นลิปสติกแท่งหนึ่ง พอคุณดูไปสักสองสามครั้งเท่านั้นแหละ มันจะตามมาหลอกหลอนคุณทั้งชีวิตเลย (หัวเราะ) นี่คือ AI มันเขียน coding เข้าไป เพื่อดึงให้คุณอยู่ในนี้ตลอด จีนเก่งเรื่องพวกนี้ เราก็ส่งคนของเราไปเรียน คนพวกนี้จะเป็นสายเลือดใหม่ของเรา ซึ่งจะเข้ามาช่วยในการนำ data มาใช้ให้เป็นประโยชน์กับบริษัท

 

สุดท้าย อยากให้ฝากถึงคนรุ่นใหม่ที่สนใจทำธุรกิจ หรืออยากเป็นผู้ประกอบการ ควรตั้งหลักยังไงในยุคสมัยนี้

เท่าที่ผมเจอ คนรุ่นใหม่นี่เก่งมาก ต้องยอมรับ เป็น Gen Y รุ่นท้ายๆ ต่อมาถึง Gen Z เป็นรุ่นลูกของพวก baby boomer หรือ Gen X แก่ๆ อย่างผม พูดง่ายๆ คือพ่อแม่เนี่ยค่อนข้าง settle มีฐานะ มีเงินพอสมควรแหละ ส่วนรุ่นลูก ก็เก่งเทคโนโลยี แล้วก็ไม่อยากทำงานประจำ อยากเป็นเจ้าของกิจการ อยากทำนั่นทำนี่ แล้วถ้าตกงานก็ไม่แคร์ เพราะยังไงพ่อแม่ก็ต้องเลี้ยง

ผมเคยถามเพื่อนที่อายุใกล้เคียงกับผม เขาบ่นให้ฟัง เบื่อจังเลยเด็กยุคใหม่ ทำงานปีสองปีก็ลาออกแล้ว เฉลี่ยคือประมาณสามปี นั่นคือช่วงก่อนโควิด-19 แต่ช่วงนี้อาจอยู่นานหน่อย ต้องเกาะไว้หน่อย เพราะหางานยาก (หัวเราะ)

ผมสังเกตอย่างหนึ่งว่าเด็กยุคใหม่ เขามีความคิดดีๆ เยอะ แต่ด้วยนิสัยของคนไทย หรืออาจเป็นนิสัยของคนประเทศอื่นๆ ด้วย เวลาทำธุรกิจ เขามักเลือกจะทำในสิ่งที่ตัวเองทำแล้วมีความสุข หรือเห็นเพื่อนๆ ทำแล้วอยากทำ เช่น เปิดร้านกาแฟ คิดอะไรไม่ออก อยากเปิดร้านกาแฟ อยากทำเบเกอรี อยากขายของแฟชั่น แล้วก็ทำเหมือนๆ กันไปหมด

ก่อนหน้านี้ผมไปจังหวัดน่าน ผมคิดว่ามันไม่ควรต้องมีอะไรที่หรูหรามากมาย แต่คุณลองไปดูตอนนี้สิครับ เดินไปทุกถนนมีร้านกาแฟเต็มไปหมด คำถามของผมคือคุณสร้างจุดแตกต่างยังไง คุณแข่งกับใคร แข่งกับสตาร์บัคส์ แข่งกับอเมซอน หรือแข่งกับใคร จุดขายของคุณคืออะไร บางคนที่จับจุดได้ ก็อาจไปต่อได้ แต่บางคนขอแค่ได้เปิด แต่ไม่มีไอเดียที่มันแตกต่าง มันจะอยู่ได้ยาวแค่ไหน

ดังนั้นสิ่งที่อยากฝากเอาไว้ ก่อนเริ่มทำธุรกิจใดๆ เราต้องหาจุดที่แตกต่างจากคนอื่นให้ได้

 

ผมมีภาษาอังกฤษอยู่สองตัวที่นำมาปรับใช้กับชีวิต คือ Change กับ Chance เปลี่ยน G เป็น C แค่ตัวเดียว นั่นคือโอกาส ถ้าเราไม่กล้า Change เราจะไม่มีทางเห็น Chance ใหม่ๆ นี่คือสิ่งที่ผมอยากฝากไว้ครับ

 

Related Books