ถอดบทเรียน ‘อาหรับสปริง’ ถึง ‘คณะราษฎร 2563’ กับ ประจักษ์ ก้องกีรติ

ราวๆ เดือนเมษายนที่ผ่านมา ไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุการณ์ที่แฟนคลับดาราตีกันผ่านทวิตเตอร์ จะกลายมาเป็นรากสำคัญที่ทำให้เกิดพันธมิตรข้ามประเทศที่แข็งแกร่งเป็นชิ้นเป็นอันในนาม #MilkTeaAlliance หรือพันธมิตรชานม อันประกอบด้วยไทย ฮ่องกงและไต้หวัน

เป้าหมายที่มีร่วมกันคือเอาใจช่วยให้ไต้หวันและฮ่องกงปลดแอกจากการควบคุมดูแลของจีนให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่ามกลางการประท้วงที่ร้อนระอุของฝั่งฮ่องกงซึ่งดิ้นรนสู้มาตั้งแต่ต้นปี 2019

ขยับมายังกลางปี ที่ฝั่งไทยเองมีการประท้วงในนามของ ‘คณะราษฎร 2563’ เพื่อเรียกร้องให้เกิดประชาธิปไตยในประเทศ เราได้เห็นตัวแทนจากฮ่องกงเป็นกระบอกเสียง ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุน ‘ชาวม็อบ’ ฝั่งไทยมากมาย ไม่นานหลังจากนั้น ธงไต้หวันและฮ่องกงยังร่วมโบกสะบัดอยู่ในม็อบบ้านเรา

แรงกระเพื่อมไม่หยุดแค่นั้น เมื่อเดือนที่ผ่านมา กระแสแฮชแท็ก #ถ้าการเมืองดี ระเบิดตัวขึ้นในประเทศลาวภายหลังพวกเขาเฝ้าดูคนไทยต่อสู้มานานนับเดือน และเกิดการตั้งคำถามถึงการปฏิรูปการเมืองในประเทศตัวเองไล่เรื่อยเป็นลำดับ

ภาพรวมทั้งหมดนี้ เป็นลูกโซ่แห่งการเปลี่ยนแปลงที่ชวนให้นึกถึงกรณี ‘อาหรับสปริง’ ในทศวรรษก่อน ที่เริ่มจากการลุกขึ้นสู้เผด็จการของตูนิเซีย แผ่ขยายไปยังประเทศใกล้เคียงอย่างลิเบีย, อียิปต์ จนกลายเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญของการเมืองโลก

แต่ใน ‘อาหรับสปริง’ มีเพียงประเทศตูนิเซียประเทศเดียวเท่านั้นที่เปลี่ยนผ่านมาเป็นประชาธิปไตยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ขณะที่อีกหลายประเทศพบจุดจบที่ไม่สวยงามนัก หรือแม้แต่สงคราม

ในฐานะที่ ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือ และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ เฝ้าติดตามการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน เราชวนเขาคุยถึงความเคลื่อนไหว เทียบเคียงบทเรียนของคลื่นประชาธิปไตยในอาหรับสปริง สู่การต่อสู้ในประเทศไทยเองภายใต้ชื่อ ‘คณะราษฎร 2563’ กับพันธมิตรใกล้เคียงที่ล้วนยังต้องร่วมต่อสู้ด้วยกัน

ประจักษ์ ก้องกีรติ

การชุมนุมระลอกใหม่ในเอเชียสามารถเทียบกับอาหรับสปริงเมื่อปี 2011 ได้หรือเปล่า

มีบางแง่มุมที่พอเทียบได้ แต่ส่วนที่ต่างคือ อาหรับสปริงนั้นจริงๆ ไม่ได้ชุมนุมกันยืดเยื้อ บางเคสสองสัปดาห์จบก็มี อาหรับสปริงคือสี่ห้าประเทศที่ครอบคลุม เริ่มจากตูนิเซีย ลามไปอียิปต์ ลิเบีย และซีเรีย ซึ่งซีเรียเป็นเคสที่ไม่ประสบความสำเร็จในการโค่นล้มผู้นำเผด็จการ กลายเป็นสงครามกลางเมืองมาถึงทุกวันนี้

เคสที่สำเร็จในการโค่นล้มผู้นำได้คือตูนิเซีย อียิปต์ และลิเบีย แต่ลิเบียต้องตัดออกไป เพราะมันเป็นการแทรกแซงของ NATO (North Atlantic Treaty Organization – องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ) เพราะฉะนั้นโมเดลที่อาจจะใกล้เคียงคือตูนิเซียและอียิปต์ ที่เป็นการ uprising ลุกขึ้นของประชาชนเป็นแสนเป็นล้าน แล้วโค่นล้มเผด็จการลงได้ในทั้งสองประเทศ

ทั้งสองประเทศก็มีชุดปัญหาเยอะแยะนะ และรูปแบบการเคลื่อนไหวก็ใช้โซเชียลมีเดียเยอะ กระทั่งบางคนเรียกว่าตูนิเซียกับอียิปต์เป็น social media revolution เป็น Facebook Revolution หรือ Twitter revolution เพราะมันเป็นรัฐเผด็จการมาก ปิดกั้นสื่อมาเป็น 30 ปี แต่ผู้ชุมนุมก็ทะลุทะลวงการเซ็นเซอร์และการปิดกั้นเหล่านี้ด้วยทวิตเตอร์กับเฟซบุ๊คนี่แหละ ส่งคลิปและข้อความนัดหมายชุมนุม ฉะนั้นส่วนที่คล้ายกันคือโซเชียลมีเดียกับคนรุ่นใหม่ ที่มีบทบาทสูง เพราะสังคมอาหรับเป็นสังคมที่ยังไม่ใช่ ageing society มันเป็นสังคมที่สัดส่วนประชากรที่อายุน้อยเยอะ แล้วช่วงนั้น ปัญหาเศรษฐกิจไม่ดี อัตราการว่างงานสูง

คือเมื่อใดก็ตามที่คุณมีสัดส่วนประชากรวัยทำงานเยอะ แล้วรัฐไม่สามารถดูแลเรื่องเศรษฐกิจและการว่างงานได้ มันก็เหมือนเป็นลูกระเบิดที่เตรียมระเบิด เพราะคนมันไม่มีอนาคต เด็กรู้สึกว่าสังคมนี้ไม่มีอนาคตรองรับเขา ก็เป็นปัจจัยสำคัญ บวกกับผู้นำคอร์รัปชั่นและผูกขาดอำนาจสูง นั่นคืออาหรับสปริง

ประจักษ์ ก้องกีรติ

ขยับมาฝั่งเอเชีย การชุมนุมเริ่มจากฮ่องกง ไต้หวัน ไทย แล้วข้ามไปลาว การลุกลามเป็นลูกโซ่แบบนี้เกิดขึ้นในเอเชียได้อย่างไร

เวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้เราเรียกว่าเป็นคลื่นของประชาธิปไตย มันไม่ได้เกิดแค่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มันเป็น ‘คลื่น’ หรือเราจะเรียกว่า snowball ก็ได้ มันเกิดขึ้นประเทศหนึ่งแล้วพัดพาไปต่ออีกประเทศหนึ่ง ซึ่งมันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ครั้งสุดท้ายที่เราเคยเห็นคลื่นของคนหนุ่มสาวและประชาชนคือช่วงยุค 60s ซึ่งสมัยก่อนยังไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยแบบนี้ด้วยซ้ำ แต่มันก็เกิดคลื่นพัดพาไปได้

ปัจจุบัน โอกาสเกิดคลื่นประชาธิปไตยยิ่งเกิดได้ง่าย เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารมันทั่วถึงกันหมด คือพอมีการลุกฮือขึ้นที่ประเทศหนึ่ง และยิ่งล้มรัฐบาลของประเทศนั้นได้ พอคนประเทศอื่นเห็น ก็เกิดแรงบันดาลใจ เหมือนว่าตูนิเซียยังทำได้เลย ทำไมเราจะทำไม่ได้ แล้วจริงๆ อย่างอียิปต์เขาก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตูนิเซียโดยตรงเลย เพราะมีปัจจัยหลายอย่างคล้ายๆ กัน ผู้นำคอร์รัปชั่น เผด็จการผูกขาด แล้วที่ตูนิเซียเขาเคลื่อนไหวโดยสันติยังโค่นล้มได้เลย เราก็ต้องทำได้สิ มันเหมือน empower กันและกัน

ผมว่าในเอเชียก็เหมือนกัน ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าการเคลื่อนไหวปฏิวัติร่มของฮ่องกงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวในประเทศอื่นๆ เห็นว่า เราไม่ต้องยอมจำนนอยู่กับสภาพแบบนี้ตลอดไป การลุกขึ้นสู้มันเป็นไปได้ โดยเฉพาะฮ่องกงนี่สู้กับยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว คือเผด็จการจีน ซึ่งเป็นเผด็จการที่เข้มแข็งที่สุดในโลก ถ้าคุณจะสู้กับใครที่ยากที่สุด คือเผด็จการพรรคคอมมิวนิสต์จีนนี่แหละ ทีนี้ ฮ่องกงยังกล้าลุกขึ้นสู้ แล้วมันไปเขย่าได้ขนาดนั้นเลย

อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคเอเชียเป็นภูมิภาคที่รุ่มรวยไปด้วยประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน อย่าลืมว่าไทยเองก็มี 14 ตุลา, 6ตุลา มีพฤษภาทมิฬ อินโดนีเซียก็เคยมีขบวนการนักศึกษาที่เคลื่อนไหวโค่นล้มเผด็จการซูฮาร์โต (ประธานาธิบดีคนที่ 2 ของอินโดนีเซีย) ตอนปี 1998 หลังวิกฤติเศรษฐกิจไทยปีหนึ่ง ที่เขาล่มเพราะวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งบ้านเรานี่แหละ มันลามไปถึงอินโดฯ แล้วเขาจัดการไม่ได้ ตอนนั้นเป็นโดมิโน่เลย เผด็จการไม่สามารถบริหารเศรษฐกิจได้ คนก็ออกมาประท้วงต่อต้าน จนนำไปสู่การปฏิรูปทางการเมือง นั่นถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นะเพราะระบอบซูฮาร์โตเป็นระบอบเผด็จการที่เข้มแข็งที่สุดในเอเชีย อยู่ในอำนาจตั้ง 31 ปี

หรือที่ฟิลิปปินส์ก็มี เขาเคยโค่นล้มตระกูลมาร์กอสได้เมื่อปี 1986 เขาเรียกว่าเป็น people revolution จน เฟอร์ดินัน มาร์กอส กับ อีเมลดา ภรรยาต้องหนีออกนอกประเทศ อันนั้นก็เป็นการลุกฮือครั้งใหญ่ พม่าเองก็มีนักศึกษาที่เข้มแข็ง แม้ว่าจะโดนปราบ แต่ก็เคยลุกขึ้นมาท้าทายเผด็จการทหาร หรือมาเลเซีย เขาอาจไม่ได้หวือหวามาก เพราะเคลื่อนไหวผ่านระบบเลือกตั้ง แต่ในที่สุดก็สามารถโค่นล้มรัฐบาลพรรคอัมโน (UMNO) ที่ปกครองมา 60 ปีไปได้ ฉะนั้นในเอเชียมันก็มีความคึกคักแบบนี้อยู่

ประจักษ์ ก้องกีรติ

ในวงปราศรัยของการชุมนุมก็มีภาพรวมการปลดแอกตัวเองอยู่ การขยายและควบรวมอำนาจของจีน ประเด็น จีนเดียว One China, อุยกูร์, ฮ่องกง หรือไต้หวัน อยู่ด้วยเหมือนกัน?

แต่ละประเทศจะมีปัญหาเฉพาะของมันอยู่ และมีประเด็นปัญหาร่วม บางประเทศมีปัญหาเฉพาะเป็นเรื่องคอร์รัปชั่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูง ระบอบเผด็จการทางการเมือง อย่างฮ่องกงเขามีประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำสูง เราจะเห็นว่าฮ่องกงเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว คนชอบไปเที่ยว แต่จริงๆ สังคมเขาเหลื่อมล้ำสูงมาก คนชั้นล่าง กรรมกรหรือเยาวชน ถ้าคุณไม่ใช่ครอบครัวร่ำรวยหรืออีลิท สภาพชีวิตความเป็นอยู่จริงๆ มันเลวร้ายมาก อยู่ห้องรูหนู เสียค่าเช่าแพงมาก และไม่มีประชาธิปไตยเลย เลือกผู้นำเองก็ไม่ได้ เพราะจีนเลือกให้

ประเด็นมหาอำนาจจีนที่เข้ามาแทรกแซงเป็นประเด็นสำคัญ เพราะ The Rise of China เป็นปรากฏการณ์ที่ขึ้นมาเขย่าโลกช่วงหกเจ็ดปีที่ผ่านมา แล้วการขึ้นมาของจีนเขาไม่ได้พอใจที่จะเป็นแค่พี่ใหญ่ในเขตอิทธิพลของเขาอย่างฮ่องกง ทิเบต มาเก๊า แต่เขาต้องการมากกว่านั้น บางคนอาจเรียกว่าเป็นการล่าอาณานิคมสมัยใหม่ จีนต้องการแผ่ขยายไปยังประเทศอื่นๆ ที่เดิมก็ไม่ได้อยู่ในเขตอิทธิพลของเขา อย่างแอฟริกาก็ไป จีนเข้าไปทำโครงการพัฒนาต่างๆ เช่นเดียวกับที่เข้าไปในละตินอเมริกา เอเชียนี่ไม่รอดอยู่แล้ว เพราะอยู่ใกล้ชิดที่สุด

ฉะนั้น ที่บางคนเขาพูดว่าเป็นเหมือนการล่าอาณานิคมสมัยใหม่ เพราะเมื่อเข้ามาแล้วก็ต้องการแผ่อิทธิพลทางทหาร จะเห็นว่ามีการพยายามขายอาวุธให้ประเทศเหล่านี้ ฝึกซ้อมรบที่เดี๋ยวนี้เริ่มฝึกซ้อมรบทางทหารกับจีน จากเมื่อก่อนฝึกกับอเมริกาเป็นหลัก เช่นพวก Cobra Gold

นอกจากทางการทหารแล้ว ในทางการเมือง ทางเศรษฐกิจก็ด้วย เห็นชัดที่สุดคือการเข้ามาแสวงหาทรัพยากร แล้วเข้ามาครอบงำทางเศรษฐกิจ ประเด็นเรื่องแม่น้ำโขงจึงเป็นประเด็นใหญ่ ซึ่งอันนี้ทั้งลาว เวียดนาม ไทย ได้รับผลกระทบหมดเลย เพราะจีนเข้ามาสร้างเขื่อนกั้น โดยที่ตัวเองอยู่ต้นน้ำ ควบคุมหมดว่าจะปล่อยหรือกักเก็บน้ำเมื่อไหร่ พอปล่อยน้ำที ข้างล่างก็ท่วมหมด หรือถ้ากักเก็บน้ำไว้ใช้ ข้างล้างก็แล้งหมด มันเกี่ยวข้องโดยตรง

ก่อนหน้านี้มันยังเป็น NGO หรือนักสิ่งแวดล้อมที่เกาะติดประเด็นเขื่อน แต่ตอนหลัง พอเกิดภัยพิบัติ น้ำท่วม ภัยแล้ง แล้วชาวบ้านเดือดร้อนมากขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง คราวนี้คนเริ่มหาสาเหตุว่ามาจากไหน ทำไมแม่น้ำโขงแล้ง ก็ย้อนกลับไปหาสาเหตุต้นตอ จนเกิดการตระหนักมากขึ้น

ในภาคเกษตรของไทยก็เริ่มตระหนักแล้ว บางอย่างจีนเข้ามาคุมตั้งแต้ต้นทาง พวกสวนทุเรียน สวนผลไม้ เพราะเขารับซื้อไปเยอะ ถึงจุดหนึ่งนายทุนจีนก็บอกว่าทำไมเราต้องรับซื้อ ก็เข้ามาคุมกิจการนี้ตั้งแต่ต้นทางเลยดีกว่า ใช้นอมินีคนไทย แล้วซื้อสวนเลย เป็นเจ้าของสวนเอง ตั้งแต่กระบวนการส่งออกไปจนฝั่งจีน นายทุนจีนก็คุมทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หรืออุตสาหกรรมท่องเที่ยว เราก็เคยได้ยิน ‘ทัวร์ศูนย์เหรียญ’ หรือธุรกิจออนไลน์ใหญ่ๆ ในไทยก็เป็นของนายทุนจีนเกือบหมด และรุกคืบมาถึงธุรกิจการศึกษาด้วย

 

ตัวอย่างเรื่องการศึกษาเช่นอะไรบ้าง

มหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งของไทยนั้นขายให้จีนไปแล้ว จีนเป็นเจ้าของ เช่น มหาวิทยาลัยเกริก และถ้าตามข่าว จีนพยายามมากว้านซื้ออีกประมาณเป็นสิบแห่ง แล้วตอนนี้เอานักเรียนจีนมาเรียน เอาครูจีนมาสอน เพราะประเทศจีนประชากรเยอะมาก มหาวิทยาลัยรองรับไม่พอ นักเรียนที่เอ็นทรานซ์ไม่ติด ไม่รวยถึงขั้นจะไปเรียนที่อเมริกาหรืออังกฤษ ก็ส่งไปเรียนประเทศอื่นในเอเชีย วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือมาซื้อมหาวิทยาลัยเป็นของตัวเองเลย แล้วส่งนักเรียนมาเรียน ส่งครูมาสอน ตรงนี้แหละที่เป็นปรากฏการณ์ที่น่ากลัว ซึ่งทั้งหมดนี้แทรกซึมผ่านทางวัฒนธรรมด้วย

ตอนนี้มีการให้ทุนเยอะมาก กระทั่งแทรกซึมมาในมหาวิทยาลัยต่างๆ มาตั้งโครงการ ทำรายการวิทยุ ทำพอดแคสต์เพื่อประชาสัมพันธ์แต่ด้านดีของจีน ไม่ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ก็เป็นสงครามทางวัฒนธรรม เป็น soft power ที่มาพร้อมการที่วาดภาพให้อเมริกาและชาติตะวันตกเป็นผู้ร้าย กลายเป็นทฤษฎีสมคบคิด ตรงนี้ทำกับทุกประเทศ จึงไม่แปลกที่ทำไมในที่สุด หลายๆ ประเทศเริ่มตระหนักถึงการพยายามเข้ามาครอบงำของจีน และพยายามลุกขึ้นสู้ ฮ่องกงจะชัดเจนที่สุด เพราะอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีนโดยตรง

 

ในเวลานี้ การเมืองโลกไม่มีพี่ใหญ่เป็นคนนำ สหรัฐอเมริกาใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ถอยออกจากการเป็นผู้นำ ภาพรวมเลยกลายเป็นมีแค่จีนเล่นบทพี่ใหญ่ น้ำหนักขั้วการเมืองโลกจะเสียไปหรือเปล่า

คือมันก็ยังไม่ใช่การเมืองขั้วเดียวที่จีนคุมได้นะ ก่อนหน้านี้มันเป็นการเมืองขั้วเดียวมายาวนาน อเมริกาเป็นมหาอำนาจคนเดียว แต่พอช่วงหลังๆ สิบปีมานี้เกิดการเสื่อมถอยของอเมริกา แล้วจีนก็ขึ้นมา เริ่มมีการแข่งขันกัน รวมถึงมีประเทศมหาอำนาจระดับกลางในยุโรป อย่างเยอรมนี รัสเซีย หรือญี่ปุ่นขึ้นมาด้วย เราเลยอยู่ในยุคที่หลายคนเรียกว่าการเมืองแบบหลายขั้ว multipolar มันไม่ใช่ unipolar ขั้วเดียวแบบที่อเมริกาครอบงำ

บางคนก็บอกว่าโลกในปัจจุบันมันเลยค่อนข้างไร้ระเบียบสูง มันค่อนข้าง disorder เพราะเดิมระเบียบการเมืองโลกมันเคยนิ่ง มีอเมริกานำ แล้วอเมริกาก็ขายไอเดียเรื่องประชาธิปไตยกับสิทธิมนุษยชนทางการเมืองและทุนนิยมทางเศรษฐกิจ พอตอนนี้มันเกิดการเมืองหลายขั้ว และประชาธิปไตยในอเมริกาเองก็เสื่อมถอยในยุคทรัมป์ จนคนก็ไม่ได้รู้สึกว่า เฮ้ย ประชาธิปไตยแบบอเมริกามันเป็นโมเดลที่ควรเดินตามหรือเอาเยี่ยงอย่าง ความเหลื่อมล้ำก็สูง ตรงนี้เป็นจังหวะทองที่จีนยิ่งทำสงครามเชิงอุดมการณ์ในการจะโจมตีประชาธิปไตย บอกว่าเป็นประชาธิปไตยแล้วก็ได้ผู้นำอย่างทรัมป์ ปั่นป่วนวุ่นวาย มีความรุนแรง ขัดแย้งระหว่างคนในชาติ

นี่เป็นโอกาสที่จีนถือโอกาสท่ามกลางความเสื่อมถอยหลายอย่างของอเมริกา คือโจมตีอุดมการณ์ประชาธิปไตย ซึ่งเคยเป็นจุดขายของอเมริกามาก่อน รวมถึงมาโจมตีเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย ก่อนหน้านี้ จีนมีจุดอ่อนเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่พอมายุคทรัมป์เอง เขาก็ไม่ได้โปรโมตเรื่อง human rights เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นคุณค่าหลัก รวมถึงในประเทศตัวเอง ภายใต้ทรัมป์นั้นก็มีการละเมิดสิทธิคนดำ ผู้หญิง กีดกันผู้อพยพ จะไปแบนไม่ให้คนมุสลิมเข้าประเทศ กลายเป็นว่าคุณค่าเรื่องสิทธิมนุษยชนซึ่งสหรัฐ เคยชูได้ว่าตัวเองเป็นพระเอก ภายใต้ยุคทรัมป์ก็ชูไม่ได้แล้ว จีนเลยมาโจมตีว่าสุดท้ายแล้วสหรัฐฯ ก็เป็นพวก hypocrite มาโจมตีคนอื่นมาละเมิดสิทธิ์แต่ตัวเองก็ยังทำไม่ได้เลย

ตรงนี้แหละ ทำให้เราต้องอยู่ในภาวะแบบนี้ที่ประชาธิปไตยโดนโจมตีในแง่อุดมการณ์ ทั้งที่มันก็ไม่แฟร์หรอก เพราะประชาธิปไตยที่ดีๆ มันก็ยังมีอยู่ในหลายประเทศ โมเดลสแกนดิเนเวีย นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ค ประชาธิปไตยก็ดี สิทธิมนุษยชนก็ดี สวัสดิการก็ดี ความเหลื่อมล้ำก็ต่ำ เยอรมนีก็โอเค แต่อเมริกากลายเป็นจุดอ่อนของโลกตะวันตกที่จีนกระหน่ำชกมา

หลายคนเลยพูดถึงการที่ประชาธิปไตยในโลกชะงักงัน ด้วยการที่จีนพยายามเสนออีกโมเดลหนึ่งมาแข่งด้วยการบอกว่า เราสามารถเป็นประเทศที่เจริญแล้วและร่ำรวยแล้วโดยเป็นเผด็จการก็ได้ เพราะก่อนหน้านี้ โมเดลแบบอเมริกาคือความเจริญทางเศรษฐกิจมาพร้อมกับประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน จีนเลยบอกว่า นี่ไง ข้าพเจ้าพิสูจน์แล้วว่าเจริญร่ำรวยได้ เศรษฐกิจก็เติบโตได้ด้วยการเป็นเผด็จการ

ประจักษ์ ก้องกีรติ

ถ้าดูตามสื่อทั้งสองฝั่งจะเห็นข้อถกเถียงประมาณนี้อยู่ว่าประชาธิปไตยอาจไม่เวิร์ค ทั้งที่เคยถูกยึดถือเป็นหลัก และช่วงหลังแนวโน้มการเมืองโลกสวิงไปทางขวาเยอะ โดยเฉพาะในยุโรป ภาวะอย่างนี้อยู่ในช่วงไหน จะยังวนขวาอยู่ไหม หรือตลบกลับมาซ้าย?

ก่อนหน้านี้ช่วงสักก่อน COVID-19 ระบาด กระแสขวามาแรง เพราะแรงเหวี่ยงสองอัน คือการขึ้นมาของทรัมป์กับ Brexit ที่อังกฤษแยกตัวออกจาก EU ขวามาแรงด้วยเหตุผลที่ว่า หนึ่ง – ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูง ความวุ่นวายบางอย่างในประเทศประชาธิปไตยเอง ทำให้ผู้นำที่ขายความเด็ดขาด ความเข้มแข็งเ สนอตัวเองเป็นโมเดลว่าประชาธิปไตยมันวุ่นวาย ระเบียบมันชักช้า เราต้องการแบบ strong man ในยุคที่ disorder

บวกกับความเป็นขวาที่มาพร้อมอุดมการณ์ชาตินิยมแบบดั้งเดิม เพราะฉะนั้น ในโลกที่ผู้คนรู้สึกไม่มั่นคง เพราะมันเปลี่ยนแปลงเร็ว เรากลับไปกอดอะไรง่ายที่สุด? ก็คือกอดอุดมการณ์ชาตินิยม

Brexit นี่ก็ชัดเจนว่าทำยังไงไม่ให้กระแสผู้อพยพมาแย่งงาน นำวัฒนธรรมใหม่ๆ ศาสนาใหม่ๆ เข้ามา ทำให้วัฒนธรรมชาติไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป ก็เลยกลับไปอยู่ของเรา แยกตัวเองต่างหาก หรืออเมริกาเองทรัมป์ก็บอกว่า “Make America great again.” คือขายชาตินิยม แล้วชาตินิยมของทรัมป์มันเป็นเชื้อชาตินิยมด้วย มัน racist คือคนขาว เวลาพูดว่า “Make America great again” ก็ไม่ได้มีภาพอเมริกันทุกคน ไม่ได้นับ black American ไม่ได้นับ Asian American หรือคนลาติโน่ ชาตินิยมแบบทรัมป์เลยนำไปสู่ความแตกแยก ไปปลุกกระแสคนขาว

เหมือนชาตินิยมไทยตอนนี้ก็เป็นแบบแตกแยก ไม่ได้ชาตินิยมแบบ inclusive คือถ้าคุณจะรักชาติคุณต้องมีอุดมการณ์แบบความเป็นไทยที่แน่นอนแบบหนึ่ง

แต่พอ COVID-19 มา มันเปลี่ยนทุกอย่าง เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเลยนะ กลายเป็นว่าฝ่ายขวาก็ไม่เป็นกระบวนเหมือนกัน เพราะพอเกิด COVID-19 พวกผู้นำเผด็จการฝ่ายขวาที่ชูตัวเองเป็น strong man แล้วก็รักชาติ กลับล้มเหลวในการแก้ปัญหา เช่น อเมริกาภายใต้ทรัมป์ บราซิลซึ่งมีคนเรียกผู้นำเขาว่าเป็นทรัมป์แห่งบราซิล คล้ายๆ กันคือเหยียดผิว เหยียดเพศ ต่อต้านผู้อพยพ ปฏิเสธวิทยาศาสตร์ บอกว่าโลกร้อนไม่มีอยู่จริง

ฟิลิปปินส์ก็มี โรดรีโก ดูแตร์เต ที่ก็คล้ายๆ ทรัมป์ และอังกฤษภายใต้รัฐบาลอนุรักษนิยมก็รับมือไม่ค่อยดี กลายเป็นว่าประเทศที่รับมือได้ดีเป็นประเทศประชาธิปไตย และมีผู้นำเป็นผู้หญิงด้วย เช่น เยอรมนี ไต้หวัน นิวซีแลนด์ หรือเกาหลีใต้ ที่มีผู้นำชาย แต่ก็เป็นประชาธิปไตย ประเทศเหล่านี้รับมือ COVID-19 ได้ดี ใช้วิทยาศาสตร์ ใช้การตัดสินใจรวมหมู่ ไม่ได้ขายความเข้มแข็งเด็ดขาด มันสู้ COVID-19 ไม่ได้ กลายเป็นว่าอย่างดูแตร์เตรับมือกับ COVID-19 ด้วยการล็อคดาวน์ ใครออกมาจากบ้านโดนยิง shoot and kill คือคนเลยเห็นว่าผู้นำฝ่ายขวานี่พอถึงเวลาวิกฤติของชาติจริงๆ มันไม่ได้เรื่องเลย อ่อนแอ รับมือไม่ได้ เลยได้รับผลกระทบ เสื่อมความนิยมไป

กระทั่งทรัมป์ก็อาจจะแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้นะ ถ้าดูจากผลสำรวจทุกสำนัก ถ้าไม่มีอะไรพลิกแบบโลกาวินาศ โจ เบเดน (ตัวแทนพรรคเดโมแครต) น่าจะชนะ

 

ผลสำรวจจากการเลือกตั้งครั้งก่อนทรัมป์ก็แพ้ ฮิลลารี คลินตัน?

แต่ก็ไม่เยอะ สูสี ครั้งนี้ค่อนข้างห่าง เราจะเห็นปรากฏการณ์หนึ่งคือ แม้แต่รีพับลิกันหลายคนก็ออกมาตั้งมูฟเมนต์ที่ชื่อว่า The Lincoln Project คือออกมารณรงค์ให้คนเลือก โจ ไบเดน อย่าเลือกทรัมป์เลย เพราะทรัมป์ไปทำลายคุณค่าหลายอย่าง กระทั่งคุณค่าแบบอนุรักษนิยมเอง อันหนึ่งคือเรื่องครอบครัว ถ้าคุณเป็นอนุรักษนิยม เป็นฝ่ายขวาจริงๆ คุณต้องชูเรื่องครอบครัว ปกป้องชีวิต แต่ทรัมป์ไม่สนใจอะไรเลย เรื่อง COVID-19 นี่เห็นเลยว่าเป็นผู้นำที่ไม่รับผิดชอบ เห็นเด็ก คนแก่ตายก็ไม่แคร์ ก็ทำลายคุณค่าฝ่ายขวา COVID-19 จึงมากระแทกฝ่ายขวาอย่างรุนแรง พวกประชานิยมฝ่ายขวากลายเป็นโมเดลที่ไม่ประสบความสำเร็จ

แต่กระแสหนึ่งกลับฟื้นคืนมาคือรัฐสวัสดิการ ท่ามกลาง COVID-19 โมเดลแบบรัฐสวัสดิการหรืออุดมการณ์แบบฝ่ายซ้ายซึ่งเคยถูกหาว่าเชยแล้ว กลับมาชีวิตชีวาขึ้นมา เพราะเห็นเลยว่าในยามที่คุณมีวิกฤติร้ายแรงขนาดนี้ คนตกงานมหาศาล เศรษฐกิจทรุด คนยากลำบาก ประเทศไหนที่มีระบบสวัสดิการที่ดี มันดูแลชีวิตคนได้ดีกว่า คนไม่ถึงกับถูกทิ้งไว้ข้างหลังจนสิ้นไร้ไม้ตอก ต้องฆ่าตัวตาย อย่างน้อยระบบที่มีประกันการว่างงาน การจ่ายค่าชดเชย การคุ้มครองแรงงาน คนยังมีชีวิตไปต่อได้ กลายเป็นว่ากระแสแบบฝ่ายซ้ายกลับมา

 

ถ้ามองในไทย เรามองได้ไหมว่าขวาก็ชะงักเหมือนกัน

พลเอกประยุทธ์ (จันทร์โอชา) เองก็เป็นแนว strong man ปลุกความรักชาติ อยู่ในกลุ่มเดียวกับทรัมป์และดูแตร์เต แล้วประยุทธ์มาตั้งแต่ 2014 ขณะที่ทรัมป์มาตอน 2016 เรามาก่อนนะ (หัวเราะ) แต่ของเราน่ะ ประยุทธ์โชคดีที่รัฐไทยมีระบบสาธารณสุขเข้มแข็ง เพราะครั้งนี้เป็นวิกฤติโรคระบาด เราเลยรับมือและคุมโรคระบาดได้ด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณะสุขและการแพทย์ที่เป็นระบบอย่างดี เราไม่มีสวัสดิการด้านอื่นแต่เรามีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล 30 บาทรักษาทุกโรคที่วางรากฐานมา 20 กว่าปี เราเลยรอดไปได้

พอคุณเป็นผู้นำแบบเผด็จการอำนาจนิยม เวลาตัดสินใจคุณไม่ฟังเสียงคนอื่น คุณมองเลนส์เดียวไง คุณคุมโรคระบาด แต่ไม่สนอย่างอื่นเลย จะคุมให้ผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ให้ได้ สมดุลด้านอื่นจึงเสียหมด คนก็ชี้ให้เห็นเยอะแล้ว เราเป็นประเทศที่ผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ แต่เศรษฐกิจดิ่งเหวเลย ภาวะความตึงเครียด สุขภาพจิต ภาวะซึมเศร้า การฆ่าตัวตายพุ่งขึ้นสูง วิกฤติทางสังคมพุ่งขึ้นสูง ยังไม่ต้องพูดถึงวิกฤติทางการเมืองเลย เพราะคุณรักษาสมดุลไม่ได้

ระบอบเผด็จการก็มักจะเป็นอย่างนี้ ยิ่งถ้าคุณเป็นเผด็จการที่ผู้นำเป็นทหาร เลนส์เดียวที่เขาใช้มองเวลาบริหารประเทศคือเลนส์เรื่องความมั่นคง คุณจะคาดหวังให้ทหารมีเลนส์เรื่องนวัตกรรม หรือเรื่องสวัสดิการ มันไม่ได้ เขาถูกเทรนด์มาให้มองทุกอย่างเป็นปัญหาความมั่นคง แล้วผลกระทบอย่างอื่น ทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต การว่างงานที่สูงขึ้น มันก็มาเชื่อมโยงกับการเมือง เพราะคนเห็นแล้วว่ารัฐนี้มันล้มเหลวโดยภาพรวม มันไม่เห็นอนาคตที่สดใสหลังจากนี้

ประจักษ์ ก้องกีรติ

ความยืดเยื้อของพลเอกประยุทธ์ที่ไม่ยอมลาออก จะส่งผลอย่างไรต่อการชุมนุมหรือแนวทางการเรียกร้องใดๆ หรือเปล่า

ยิ่งพลเอกประยุทธ์อยู่ ม็อบก็จะเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ มันยิ่งทำให้ประชาชนมีประเด็นในการเคลื่อนไหวเรียกร้องต่อไป ตราบใดที่พลเอกประยุทธ์ยังไม่ออก เพราะเขากลายเป็นเป้าหลัก เป็นศูนย์รวมของปัญหา ยิ่งไม่ออก คนยิ่งมีแรงจูงใจที่จะประท้วงต่อไป สมมุติเขาลาออกประเด็นมันจะเบี่ยงไปทางอื่น

คือผู้ชุมนุมมาด้วยเหตุผลอันหลากหลาย หลายระดับ บางคนอาจพอใจกับการที่พลเอกประยุทธ์ลาออก แต่ตราบใดที่เขายังอยู่ก็จะเป็นศูนย์รวมของปัญหาทุกอย่าง คนก็ยังออกไป แค่เป้าแรกยังไม่สำเร็จเลย (หัวเราะ) แค่ข้อหนึ่งยังไม่ได้ ก็ต้องเรียกร้องต่อไปเรื่อยๆ แล้วยิ่งถ้าอยู่ต่อไป ฝืนด้วยการที่เศรษฐกิจดิ่งเหว การบริหารอย่างอื่นก็ไม่ประสบความสำเร็จ ยิ่งทำให้แกกลายเป็นศูนย์รวมของปัญหาทุกอย่างจริงๆ ถ้าไม่ออกก็ยิ่งปลุกม็อบ คือแกเป็นตัวเลี้ยงม็อบที่ดีนะ

อย่าลืมว่าถ้าไม่มีการรัฐประหารตั้งแต่ต้น ถ้าไม่มีพลเอกประยุทธ์ก็ไม่มีม็อบคณะราษฎรวันนี้หรอก คือถ้าบ้านเมืองเป็นกลไกตามปกติตอนนั้น สมมุติยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร) อยู่ครบวาระ เลือกตั้งใหม่ สู้กันไปในระบบ ถ้าประเทศเราเป็นแบบเกาหลีใต้ ไต้หวัน ก็ไม่มีม็อบหรอก จะมามีม็อบเป็นหมื่นเป็นแสนคนเหรอ ทุกคนก็คาดหวังว่าเปลี่ยนแปลงในระบบ เพราะทุกคนก็ต้องไปทำงาน ต้องไปเรียนหนังสือ มันไม่ได้มีใครอยากมาม็อบ ประเทศไหนที่มีม็อบขนาดนี้ ไม่ว่าจะอาหรับสปริง ฮ่องกง ก็แปลว่าประเทศนั้นมีวิกฤติบางอย่าง

ม็อบแค่เป็นอาการของโรค แสดงว่าคุณต้องป่วยบางอย่าง เพราะถ้าสังคมที่ไม่ป่วย เหมือนประเทศอื่นๆ ที่ดำเนินไปได้อย่างปกติ ก็ไม่มีคนเป็นแสนออกมาบนท้องถนนหรอก

 

ความล้มเหลวของอาหรับสปริง เป็นเพราะรากของปัญหายังไม่หมดไป หรือไม่เปลี่ยนโครงสร้าง สำหรับไทย เป้าหมายต้องไปถึงขั้นปฏิวัติระบบทหารหรือระบบอำนาจนิยมไหม

คือการแตะไปที่รากฐานของปัญหาเลยมันดี เพียงแต่วิธีการต้องสันติ ถ้าเราไปดูแล้วในอาหรับสปริง เคสเดียวที่สำเร็จคือตูนิเซีย เพราะสุดท้ายลิเบียเปลี่ยนโดยที่ประชาชนไม่ได้ชนะจริง แต่มหาอำนาจข้างนอกอย่าง NATO เอาเครื่องบินมาทิ้งระเบิด ที่ มูอัมมาร์ กัดดาฟี (อดีตผู้นำลิเบีย) แพ้ก็แพ้ด้วยกำลังอาวุธ ไม่ได้แพ้ที่คลื่นมหาประชาชนชนะ แล้วชนชั้นนำยอมถอย ยอมปฏิรูป การทิ้งระเบิดไปบอมบ์จนกัดดาฟีหลุดจากอำนาจ หลังจากนั้นสังคมมันไม่มีฉันทามติ ลิเบียเลยกลายเป็นรัฐล้มเหลว รัฐอนาธิปไตยแตกสลาย กลุ่มใครกลุ่มมัน เละเทะมาถึงทุกวันนี้ มันไม่ได้ชนะกันทางความคิด แล้วทำให้สังคมมาเห็นร่วมกันว่านี่คือฉันทามติใหม่ที่ฉันจะปฏิรูปสังคมการเมืองแบบนี้ มันเปลี่ยนด้วยข้างนอกเอาบอมบ์มาทิ้ง อันนี้คือไม่เวิร์คที่สุด

อียิปต์กับตูนิเซีย จุดต่างอยู่ที่สุดท้ายทั้งสองประเทศก็สันติตอนเปลี่ยนผ่านทั้งคู่ ซึ่งถูกแล้ว เพราะชนะด้วยพลังของประชาชนจริงๆ มันหมายความว่าคุณเปลี่ยนด้วยการทำให้โน้มนำคนในสังคมมาอยู่ข้างคุณได้ในทางความคิด แล้วคุณล้มเผด็จการด้วยการที่คนในสังคมมันมีมุมมองว่าจะเปลี่ยนสังคมไปแบบนี้ร่วมกัน ไม่ใช่การเอาชนะด้วยกำลัง การเอาชนะด้วยกำลังมันไม่ยั่งยืน เพราะรัฐมีกลไกด้านกำลังมากกว่าประชาชนอยู่แล้ว ยิ่งทหารเขาโต้กลับมาได้ การเปลี่ยนแปลงด้วยสันติวิธีจึงสำคัญ เพราะมันยั่งยืนกว่า

แต่เวลาพูดถึงวันติวิธี คนไทยชอบเข้าใจผิดตลอด คำมันถูก hijack ไปแล้ว มันควรใช้คำว่าการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง สันติวิธีไม่ได้หมายความว่าให้คุณ passive เวลาคนฟังคำว่าสันติวิธีคือนั่งสวดมนต์ภาวนา ไม่ใช่นะ ไปนึกถึงแค่บางสายของสันติวิธีเลยนะ มันไม่เกี่ยวอะไรกับศาสนาเลย ไม่ได้เกี่ยวกับจิตวิญญาณ

สันติวิธีคือ fighting อย่างหนึ่ง มันเป็นการต่อสู้ที่คุณจะไม่ใช้อาวุธ เพราะคุณรู้ว่าการใช้อาวุุธนั้นประชาชนสู้ฝ่ายตำรวจทหารไม่ได้ ถ้าเป็นเกมของการสู้กันด้วยกำลังอาวุธ สู้ยังไงคุณก็จะแพ้ แล้วประชาชนจะสูญเสีย

สันติวิธีจริงๆ คือปฏิบัติการทางการเมืองในการต่อสู้ แต่ต่อสู้ด้วยวิธีหลากหลาย พลิกแพลงโดยไม่ใช้อาวุธ มีเป็นร้อยแปดวิธีเลย

 

ยกตัวอย่างการการโค่นรูปปั้นหรือทุบทำลายอนุสาวรีย์ในต่างประเทศ แบบนี้นับเป็นสันติวิธีไหม

ก็ไม่ทำร้ายร่างกายคนไง

สมัยสงครามเวียดนามในอเมริกายุค 60s เข้าไปยึดมหาวิทยาลัย กดดันผู้บริหารให้ต้องเห็นด้วยกับนักศึกษา หรือขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ คนดำประท้วงด้วยการขึ้นไปนั่งบนรถเมล์ซึ่งสงวนไว้ให้คนขาว คือดื้อแพ่ง แต่มันก็ท้าทายแล้ว หรือในร้านอาหารที่เขากันที่ไว้ให้คนดำนั่ง คนขาวนั่ง แต่เข้าไปถึงพวกวัยรุ่นคนดำไปนั่งจับจองที่หมดแล้ว ทำไมล่ะ ก็ฉันไม่ยอมลุก ฉันก็คน มีสิทธิในการนั่ง มันคือสันติวิธี ก็สู้นั่นแหละ แต่มีวิธีที่หลากหลาย

คำว่าสันติวิธีในไทยมันถูกทำให้คับแคบจากฝ่ายนักสันติวิธีเองกับฝ่ายขวา จริงๆ มันคือการต่อสู้ แล้วถ้าเราไปศึกษาจริงๆ มันยังมีการใช้อารมณ์ขัน การล้อเลียน การกดดันไม่ให้คนไปร่วมมือกับฝ่ายเผด็จการ สมมุติถ้ามีนักกฎหมายไปรับใช้ระบอบเผด็จการ คุณก็สามารถทำ social sanction ได้ ร้านอาหารไม่ขาย ซูเปอร์มาเก็ตไม่ขายของ เพื่อนบ้านไม่ทักทาย คุณไปไหนก็ซื้อของไม่ได้เลย ท้ายที่สุดก็เกิดแรงกดดันจนคนรู้สึกว่าการไปร่วมกับเผด็จการมันมีต้นทุนสูง มันจะมีคนทยอยถอนตัวออกมาเรื่อยๆ เป็นปฏิบัติการที่ทำได้ทั้งสิ้น

ในตูนิเซีย นอกจากจะใช้วิธีพวกนี้ สุดท้ายมันก็มีภาคประชาสังคมสี่ห้าฝ่าย แล้วจริงๆ พวกนี้ต่างกันนะ มีทั้งกลุ่มแรงงาน นักศึกษา ศาสนา แต่มาตกลงกันว่าอย่างน้อยเราไม่เอาเผด็จการ แล้วเราจะสร้างสังคมใหม่ด้วยการยึดถือระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีฉันทามติร่วมกัน แล้วแต่ละกลุ่มก็ไปตั้งพรรคของตัวเองนั่นแหละ ก็ไม่ได้เป็นเอกภาพนัก แต่จะสู้ภายใต้กติกานี้ มันเลยทำให้ตูนิเซียเปลี่ยนผ่านไปได้อย่างราบรื่น แล้วเขาได้โนเบลสันติภาพด้วย คนที่ได้คือกลุ่มประชาสังคมสี่กลุ่มที่มาจับมือกันเปลี่ยนผ่านตูนิเซียไปได้อย่างราบรื่น

อียิปต์มันล้มเหลว สุดท้ายก็รู้ใช่ไหมว่าพอเปลี่ยนไปก็มาเกิดรัฐประหารอีกรอบ คือพอล้มเผด็จการไปได้ ภาคประชาสังคมมันแตกกันเอง ระหว่างกลุ่มสายอิสลามกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ชนชั้นกลางเสรีนิยม ฝ่ายหนึ่งจะเอาศาสนามานำ อีกฝ่ายบอกว่าต้องแยกศาสนากับรัฐ ทะเลาะกันเอง แล้วสุดท้ายฝ่ายเสรีนิยมดันไปกวักมือทหารให้มารัฐประหาร เพราะสู้ฝ่ายอิสลามไม่ได้ คือพอภาคประชาสังคมไม่มีฉันทามติ แล้วก็ไปเรียกทหารกลับมา ทีนี้ทหารเลยกลับมาปกครองอีกครั้ง แล้วคล้ายๆ ไทยเลย ก็คือพอรัฐประหารเสร็จ นายพลอัล-ซีซี (อับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซีซี) หัวหน้ารัฐประหารทำรัฐธรรมนูญใหม่ ร่างเองด้วย ทำประชามติที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม แล้วจัดการเลือกตั้งที่ตัวเองคุม แล้วตัวเองก็ชนะเลือกตั้งกลับมา เป็นฝาแฝดของพลเอกประยุทธ์เลย ตอนนี้ก็ยังครองอำนาจอยู่

ไทยจึงคล้ายกับอียิปต์มากกว่าตูนิเซีย ตอนนี้สังคมเราก็ยังแตกแยกอยู่

ประจักษ์ ก้องกีรติ

ประเมินการชุมนุมอย่างไร มีแนวโน้มจะยืดเยื้อแค่ไหน และทางลงจะเป็นอย่างไร

(คิด) ไปได้หลายทิศทางเลยนะ เราอยู่ในยุคประวัติศาสตร์ใหม่จริงๆ แล้ว ทุกคน รวมทั้งผมด้วย ไม่มีใครคาดการณ์ได้หรอกว่าบทจบนี้จะเป็นอย่างไร เพราะเหมือนว่าทุกคนเป็นแค่ประจักษ์พยานของ chapter ใหม่ทางประวัติศาสตร์ที่กำลังถูกเขียนขึ้น ซึ่งกลุ่มหลักที่เขามีพลังในการเขียนในตอนนี้คือพวกนักศึกษาประชาชนที่ออกมาประท้วง เขาชัดเจนแล้วว่าเขาจะไม่เอาแบบเดิม ไม่ต้องการจบแบบเดิม

มูฟเมนต์ปัจจุบันมันต่างจากอดีตอย่างมีนัยยะสำคัญตรงที่มันเป็นมูฟเมนต์ที่มีสำนึกทางประวัติศาสตร์เยอะ คนออกมาเคลื่อนไหวโดยศึกษาประวัติศาสตร์แล้วรู้ว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาล้มเหลวอย่างไร จึงเคลื่อนไหวด้วยการที่มีจิตสำนึกเรื่องนี้ชัดเจน เช่น ฉันไม่เอาแบบ 14 ตุลา 16 กับพฤษภา 35 แล้วนะ ที่กำจัดผู้นำทหารแล้วได้รัฐบาลพระราชทานมาแทน เด็กรุ่นนี้เขาไม่เอาแล้ว เขาตั้งใจจะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ จึงนำมาสู่ข้อเรียกร้องใหม่ๆ ที่ไม่เคยโผล่มาก่อนในอดีต

ฉะนั้น มันไม่จบแบบ 14 ตุลา 16 และพฤษภา 35 แน่นอน แต่ว่าจะจบอย่างไร ตอนนี้ทางมันหลายแพร่งมากเลย จะเลี้ยวไปตรงไหน ทุกอย่างมีความสำคัญหมด นักศึกษาจะเคลื่อนอย่างไรต่อจากนี้ ฝ่ายรัฐจะตอบสนองอย่างไร แล้วฝ่ายรัฐก็ไม่เป็นเอกภาพอีก พลเอกประยุทธ์ไม่ได้คุมทุกอย่างได้แล้ว ไม่สามารถกดปุ่มกองทัพบอกให้หันซ้ายขวาได้ ภาวะที่รัฐไม่เป็นเอกภาพก็น่ากลัวอีก

 

น่ากลัวสำหรับรัฐหรือประชาชน?

ทั้งสองฝั่งเลย ความรุนแรงจะเกิดขึ้นได้ง่าย ความรุนแรงอาจจะเกิดขึ้นโดยที่พลเอกประยุทธ์ พลเอกประวิตร (วงษ์สุวรรณ – รองนายกรัฐมนตรี) ไม่ต้องการก็ได้ แต่คุมไม่ได้ เพราะคำสั่งมาจากทางอื่น มันอาจจะเกิดขึ้นได้ หรือว่าอุบัติเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด หลายครั้งประวัติศาสตร์มันเปลี่ยนเพราะอุบัติเหตุเหล่านี้ เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไร อย่างที่เขาเรียกว่าน้ำผึ้งหยดเดียวหรือชนวน

เคสอาหรับสปริงที่ตูนิเซีย จุดกำเนิดเกิดจากการที่มีผู้ชายคนหนึ่ง (โมฮาเหม็ด บูอาซีซี) เผาตัวตาย เขาเป็นเด็กจบมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ตกงาน หางานไม่ได้ แต่เป็นที่พึ่งของครอบครัว ต้องกระเสือกกระสนไปเข็นผักขายในตลาด แล้วไปเจอตำรวจมาไล่เหมือนหมูเหมือนหมา บอกว่าคุณไม่ได้รับอนุญาตให้ขายในตลาด เลยสิ้นไร้ไม้ตอก จุดไฟเผาฆ่าตัวตาย แต่มีคนถ่ายคลิปไว้ได้พอดีแล้วเอาไปโพสต์ลงเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์จนกลายเป็นไวรัล หลังจากนั้นเลยเป็นจุดกำเนิดของอาหรับสปริง

เหตุการณ์แบบนี้เราไม่รู้หรอก ไม่มีใครรู้ได้ก่อนล่วงหน้า แต่ว่าปัจจัยความไม่พอใจพื้นฐานมันมีอยู่แล้ว มันรอระเบิดอยู่แล้วแค่ต้องมีชนวน อย่างของเรามันก็คุกรุ่น แค่อะไรจะเป็นอีกชนวนหนึ่งเท่านั้นเอง เราไม่รู้ล่วงหน้า

 

นึกถึงกรณี #MilkTeaAlliance หรือ #พันธมิตรชานม คือไม่มีใครรู้เลยว่าการที่แฟนคลับนักแสดงตีกันจะกลายเป็นชนวน ถึงขั้นตอนนี้เราชูธงไต้หวันกับฮ่องกงในม็อบเพื่อให้กำลังใจพวกเขาแล้ว

ถูก แต่ก็หมายความว่า มันจะต้องมีกระแสความไม่พอใจบทบาทของจีนอยู่ก่อน พอมีเหตุการณ์หนึ่งคนมันเลยลุกขึ้นมาทันที คนเก็ตปัญหาพื้นฐาน ความไม่พอใจต่อการแผ่ขยายอิทธิพลของจีนมันมีอยู่แล้ว แต่อะไรจะเป็นชนวน

จริงๆ ครั้งหนึ่งมันเคยเกิดมูฟเมนต์แบบนี้ในเอเชียนะ แต่ตอนนั้นต่อต้านอเมริกา คือยุคสงครามเย็น ยุคนั้นอเมริกาแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามา เข้ามาตั้งฐานทัพในไทยแถวอุดรธานี แถวขอนแก่น แล้วตอนนั้นไปรบกับเวียดนาม ลาว กัมพูชาด้วย ก็เข้ามาครอบงำในภูมิภาคนี้ทั้งหมด ขบวนการนักศึกษาในตอนนั้นมันเกิดขึ้นในเอเชีย จุดร่วมคือแอนตี้อเมริกา เป็นจักรวรรดินิยมอเมริกาหรือ American Imperialism แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นจีนแทน เปลี่ยนจากพญาอินทรีมาเป็นพญามังกร

ประจักษ์ ก้องกีรติ

จุดหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องฉันทามติ ฉันทามติเก่าคือสิ่งที่ อาจารย์เกษียร เตชะพีระ เรียกว่า ‘The Bhumibol Consensus’ ซึ่งจบไปแล้ว ตอนนี้มีโอกาสที่จะเกิดฉันทามติใหม่ในสังคมขึ้นไหม

ยังไม่ง่ายนะ ขึ้นชื่อว่าฉันทามติคือมันก็ต้องมีโอกาสที่มานั่งคุยกัน มีเวที ให้มาถกเถียงแลกเปลี่ยน ปรึกษาหารือ ฉันทามติเกิดขึ้นได้สองแบบ คือมีความรุนแรงก่อนแล้วถึงได้สติ รู้แล้วว่าไปต่อแบบเดิมไม่ได้ ต้องมาหาข้อตกลงใหม่ กับอีกแบบคือถ้าชนชั้นนำฉลาด จะสร้างฉันทามติเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับปฏิวัติที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ ถ้าฉลาด คุณต้องยอมบางอย่าง ต้องเจรจา ประนีประนอมบางอย่างแล้วสร้างฉันทามติใหม่ ซึ่งในฉันทามติใหม่นั้นคุณที่เป็นผู้ปกครองอาจไม่ได้ทุกอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์นะ แต่คุณจะยอมเสียบ้างไหมล่ะ ไม่อย่างนั้นถ้าคุณควบคุมไม่ได้ คุณจะเหลือศูนย์เลยนะ ตรงนี้แหละที่เป็นสติปัญญาของชนชั้นนำ และวุฒิภาวะว่าคุณจะอ่านสถานการณ์ออกไหม ว่าตอนนี้สังคมมันเคลื่อนตัวไปถึงไหนแล้ว ความคิดของเด็ก เยาวชนคนรุ่นใหม่มันเคลื่อนไปถึงไหนแล้ว ถ้าคุณอ่านสถานการณ์ไม่ออกมันก็อันตรา ถ้าคุณยังอยู่ในโหมดความคิดแบบยุคสงครามเย็น ฉันก็เคยปราบมาได้แล้วนี่ใน 6 ตุลา เดี๋ยวฉันก็เอามวลชนมาปะทะ สร้างสถานการณ์ปลุกความรักชาติแบบเดิม แล้วพอวุ่นวายฉันก็เอาทหารมารัฐประหาร ตอนนั้นมันคุมได้ แล้วถ้ายังอยู่ในโหมดนั้นโดยคิดว่าฉันทำได้อีกแบบ 6 ตุลาภาคสอง รีเมคใหม่ ถ้ายังมีวิธีคิดแบบนี้เราก็จะไม่เห็นฉันทามติ

แต่ผมเชื่อว่ามันจะไม่ได้แบบนั้นอีกแล้ว ด้วยโซเชียลมีเดีย ด้วยสื่อที่จะเซ็นเซอร์แบบนั้นไม่ได้อีกต่อไป รวมถึงในโลกปัจจุบัน คุณใช้ความรุนแรงแบบนั้นไม่ได้แล้ว จีนยังไม่กล้าทำกับฮ่องกงเลย ยังไงก็ต้องใช้การจับกุมและดำเนินคดี แต่คุณจะมาสังหารหมู่แบบเทียนอันเหมินมันทำไม่ได้แล้ว แล้วรัฐไทยจะทำได้เหรอ ตอนนี้ the whole world is watching Thailand สถานทูตทุกประเทศ องค์กรสิทธิมนุษยชน สำนักข่าวทุกประเทศมารายงานข่าวในประเทศไทย มันไม่ใช่แค่สำนักหลักๆ แบบ Al Jazeera, BBC, The New York Times นะ ตอนนี้สื่ออะไรไม่รู้ที่ไม่เคยได้ยินชื่อเลย สื่อออสเตรเลีย สื่อเยอรมัน สื่อฝรั่งเศสมันก็มาเกาะติดประเทศไทยแล้ว ฉะนั้น มันไม่ง่ายหรอก ต้นทุนที่คุณจะทำสังหารหมู่ในยุคนี้ ชนชั้นนำเองนั่นแหละจะเสียความชอบธรรมในสายตาชาวโลก

ฉะนั้น ฝั่งชนชั้นนำเอง คุณจะรีเมค 6 ตุลาไม่ได้แล้ว หรือคุณจะรีเมคแบบปราบเสื้อแดงก็ลำบาก ผมหวังว่าชนชั้นนำจะรู้นะ แต่ถ้าไม่รู้ ผมก็กลัวว่ากว่าที่เราจะมีฉันทามติใหม่ขึ้นมาได้มันจะเสียเลือดเนื้อกันเสียก่อน

 

ประเด็นการปฏิรูปสถาบันฯ ที่ถูกชูขึ้นมาในการชุมนุมครั้งนี้ เชื่อว่าคงไม่มีใครคาดคิดมาก่อน แม้แต่ในวงวิชาการ?

เราอยู่ในภูมิทัศน์ใหม่แล้วจริงๆ ในแง่การปะทะกันทางอุดมการณ์ (คิด) ที่ผ่านมา เพดานอุดมการณ์ของสังคมไทยคือ ราชาชาตินิยม ไม่ว่าคุณจะเคลื่อนไหวยังไง ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแค่ไหน แต่ประชาธิปไตยต้องอยู่ภายใต้เพดานอันนี้แทบทุกครั้ง ให้คุณวิจารณ์ได้แค่เผด็จการทหาร โดย 14 ตุลานี่เอาราชาชาตินิยมมาสู้กับทหารด้วยซ้ำ แต่ว่าไม่อนุญาตให้คุณเลยอุดมการณ์ราชาชาตินิยมไปได้

ในแง่นี้ ราชาชาตินิยมเหมือนเป็นศาสนาหลักของสังคมไทย ยิ่งมานั่งคิดผมยิ่งเห็นว่า ในแง่นี้ ไทยเป็นรัฐศาสนาสูงนะ เรายังไปไม่พ้นจากความเป็นรัฐศาสนา เพียงแต่ความเป็นรัฐศาสนาหลักของเรามันไม่ใช่ศาสนาแบบที่เรารู้จัก พุทธ คริสต์ อิสลาม แต่ศาสนาหลักในสังคมไทยคืออุดมการณ์ความเป็นไทยที่เราเรียกว่า ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ นี่แหละ คือใครวิพากษ์วิจารณ์หรือตั้งคำถามกับอันนี้ ซึ่งจริงๆ ควรเป็นแค่อุดมการณ์ทางการเมืองอันหนึ่งที่ตั้งคำถามได้ คุณโดนจับติดคุกได้

หรือตอน 6 ตุลามีละครแขวนคอ คุณโดนสังหารในนามความเป็นไทยได้ เหมือนกลายเป็นศาสนา ในแง่นี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้เลย อภิปรายก็ไม่ได้ ถ้าเป็นศาสนาคือนี่หมิ่นศาสดาแล้ว มีได้ศาสนาเดียว การที่คุณบอกว่าไม่นับถือศาสนา คุณก็เป็นคนนอกรีต ทั้งที่จริงๆ มันควรจะทำได้ถ้ามันเป็นแค่อุดมการณ์ คุณไม่ต้องนับถืออุดมการณ์นี้ก็ได้ แต่ในสังคมไทยมันกลายเป็นศาสนาไปแล้ว ฉะนั้นถ้าพรรคการเมืองไหนถูกมองว่าท้าทายอันนี้ คุณก็ต้องโดนกำจัด ถ้าเป็นประชาชนก็ต้องโดนกำจัด คือมีได้อุดมการณ์เดียว กระทั่งพรากชีวิต พรากเสรีภาพ จองจำคุณได้ อันนี้มันกลายเป็นศาสนาแล้ว ก็จะเหมือน ซัลมัน รัชดี (นักเขียนที่ตีพิมพ์ข้อเขียนวิพากษ์ศาสนาอิสลาม) ที่ต้องลี้ภัยเพราะไปตั้งคำถาม แต่อันนั้นเป็นกรณีศาสนาจริงๆ ขณะที่ไทยคืออันนี้แหละ

ครั้งนี้จึงเป็นการเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพราะว่าอุดมการณ์หลักตรงนี้ซึ่งเคยเป็นเพดานอยู่ มันถูกตั้งคำถามอย่างเปิดเผยแล้ว

พูดถึงที่สุดมันคล้ายๆ ว่าสังคมไทยยังไม่เคยหลุดพ้นจากยุคกลางเลย ยุคกลางของยุโรปคือเกิด reform movement อย่างน้อยในศาสนาเดียวกันคุณสามารถมีต่างนิกายได้ ตีความได้ มีโปรแตสแตนต์ คาธอลิก คือไม่ต้องเหมือนกัน แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงเลย มียุค enlightenment (ยุคเรืองปัญญา) ไม่นับถือศาสนาก็ยังได้ หลุดพ้นมาเลย

สังคมไทยยังไม่พ้นจากยุคกลาง แล้วเด็กพวกนี้ไง คือแนวหน้า คือนักปฏิรูปศาสนา หรือนักวิทยาศาสตร์ในยุคกลาง

 

ถ้านับตั้งแต่ตอน ทนายอานนท์ นำภา ขึ้นพูดในม็อบแฮร์รี พ็อตเตอร์ แม้แต่ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยเองก็กลัวว่าการพูดของอานนท์จะทำให้เสียมวลชนไปหรือเปล่า แต่เมื่อกลายเป็นการสร้างแนวร่วมสนับสนุนมากมาย สิ่งนี้สะท้อนถึงอะไร

ก่อนนี้มันถูกครอบไว้ด้วยความกลัว เหมือนเรื่องศาสนา ถ้ายิ่งเคร่งศาสนาสูง ต่อให้มีคำถาม มีความสั่นคลอนแล้วในศรัทธาของคุณ แต่คุณต้องเก็บไว้ในใจเท่านั้น แสดงออกไม่ได้ ถ้าแสดงออกในที่สาธารณะอาจจะโดนปาก้อนหิน รุมประชาฑันณ์ตายได้

แต่ถ้าวันหนึ่ง มันมีคนยอมสละเสรีภาพ ยอมเสี่ยงชีวิต พูดเรื่องนี้ออกมา คนอื่นๆ มันก็เกิดความกล้าตามมาด้วย แต่มันต้องมีคนลุกขึ้นมาก่อน ประวัติศาสตร์มันเปลี่ยนเพราะอย่างนี้ มันมีเชื้อมูลอยู่แล้ว แต่ใครล่ะที่จะยอมเสียสละลุกขึ้นมา เราจะเรียกเขาว่าอะไรก็แล้วแต่ ผู้กล้า ฮีโร่ หรือบางสังคม ถ้ามันไม่สำเร็จคนเหล่านั้นก็อาจจะกลายเป็นคนบ้า เป็นแม่มดไป กาลิเลโอเองก็วางอิฐก้อนแรกไว้ แต่ตัวเขาเองอาจจะไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง เสียชีวิตไปก่อน แต่สุดท้าย ความเปลี่ยนแปลงจะค่อยๆ มาถึงในท้ายที่สุด

ตอนนี้เราอยู่ในโมเมนต์ทางประวัติศาสตร์ที่ว่า มันเปลี่ยนสำเร็จหรือเปล่าไม่รู้ แต่ในรอบสามเดือนหกเดือนนี้ไม่รู้ แต่ว่ากระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงมันได้ถูกจุดขึ้นแล้ว และมันถอยกลับไปไม่ได้แล้ว อยู่ที่จะเดินหน้าอย่างไร ในสังคมที่คนเป็นหมื่นเป็นแสนพูดเรื่องนี้อย่างเปิดเผยในที่สาธารณะแล้ว คุณจะปราบทั้งหมด เอาคนทั้งแสนคนไปติดคุกเหรอ มันคงทำไม่ได้แล้วใช่ไหมในรัฐสมัยใหม่ มันจึงเหลือวิธีเดียวว่าคุณจะคุยกับเขาอย่างไร

 

ถ้าต้องสื่อสารกับผู้ชุมนุม อยากแนะนำอะไรไหม

(คิด) ในแง่นวัตกรรมหลายอย่างก็ต้องถือว่าน่าทึ่งนะ ต้องให้เครดิต คือพวกเขาทำได้ดีอยู่แล้ว ไอ้ป้ายที่แปรอักษรในงานบอล หรือการเปิดเพลง มีการเต้นในม็อบ ใช้วัฒนธรรมของวัยรุ่น แล้วหลายอย่างผมถือว่าดีอยู่แล้ว จะเห็นว่าเขาเป็นม็อบที่เขาปรับตัว เรียนรู้ตลอด ดูภายนอกอาจดูเหมือนเด็กพวกนี้แข็งกร้าว มุทะลุดุดัน แต่จริงๆ แล้วเห็นได้ชัดเลยว่านับจากเดือนกรกฎาคมที่มีม็อบเยาวชนปลดแอกครั้งแรกมันก็ไปไกลมากแล้ว หลายอย่างมันก็มีการปรับ ปรับท่าที โน่นนี่ มันเป็นม็อบที่ด่ากันเองเยอะ มีกระบวนการวิพากษ์วิจารณ์กันเองเยอะ อย่างแบบครูใหญ่ที่เขาปราศรัยแล้วไม่เซนสิทีฟเรื่องผู้หญิง ก็โดนด่า มันเป็นม็อบที่พยายามสร้างความเป็นประชาธิปไตยภายในม็อบ สร้าง awareness กันเองให้คนตื่นตัวว่า พูดเรื่องประชาธิปไตยมันต้องไปพร้อมเรื่องสิทธิมนุษยชนและการเห็นทุกคนเท่ากัน

จริงๆ คล้ายยุค 60s คือมันไม่ใช่แค่ม็อบทางการเมือง ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่มันเป็นการปฏิวัติทางวัมนธรรม เพราะยุค 60s มันเป็นบ่อกำเนิดของเฟมมินิสต์มูฟเมนต์ บ่อเกิดเรื่องการเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพ บ่อเกิดของวัฒนธรรมแบบ Rock and Roll หรือกระทั่งในทางวิชาการ พวกแนวคิด Postmodernism มันก็มาเกิดช่วงนี้แหละ คนอย่าง

มีแชล ฟูโกต์ (นักปรัชญาฝรั่งเศส) หรือใครต่อใครก็ได้แรงบันดาลใจจากการปฏิวัติของคนหนุ่มสาว แล้วมันก็ทะลายความคิดเก่าๆ ถึงที่สุดสังคมมันเปลี่ยน แต่เราไม่เห็นทันทีตอน 1968 หรอก มาเห็นตอนอีกทศวรรษหลังจากนั้น

สิ่งที่เยาวชนเหล่านี้ทำคือมันไปเขย่าหมดเลย เขย่าวาทกรรมเดิม วิธีคิดเดิม แล้วหลังจากนั้นค่อยส่งผลต่อมา ว่าเราสามารถคิดอะไรแบบใหม่ ผลักดันประเด็นใหม่ๆ ประเด็นที่เคยเป็นชายขอบตอนนี้ก็เริ่มมาพูดได้แล้ว เรื่องเพศสภาพต่างๆ ผมคิดว่านี่เป็นการปฏิวัติทางวัฒนธรรม

แต่ถ้าอยากจะบอก อยากจะสื่อก็คือว่า ต้องขยับในการสื่อสารกับคนเห็นต่างให้มากกว่านี้ สุดท้ายการสื่อสารเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม มันสื่อสารเฉพาะกับคนที่เห็นตรงกันแล้วไม่พอหรอก ไอ้คนที่เห็นตรงกันแล้วก็ไม่ต้องสื่อสารเยอะแล้ว (หัวเราะ) มันพร้อมออกมาเย้วๆ กับคุณแล้ว คุณแค่นัดหมายมา โดนแกงแล้วยังไม่เป็นไรเลย พวกเขาคือเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของคุณแล้วไง แต่ถ้าคุณจะเปลี่ยนสังคมโดยเฉพาะสังคมไทยซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า พลังอนุรักษนิยมยังมีอยู่สูง ความคิดแบบอนุรักษนิยมเดิมยังมีสูงมาก

การเปลี่ยนแปลงสังคมคือค่อยๆ ขยายแนวร่วม แนวคิดของคุณไป หรือจะพูดว่าขยายแฟนด้อมของคุณก็ได้ จากคนที่กลางๆ ก็มา subscribe หรือกระทั่งคนที่เคยเป็นแฟนด้อมอื่นมาเห็นแล้วคิดว่าแฟนด้อมคุณดีก็ค่อยๆ เปลี่ยน อย่างนี้แหละที่ในที่สุดคุณจะชนะ อาจจะใช้เวลานานหน่อยแต่จะชนะอย่างยั่งยืน ฉะนั้นเวลาสื่อสารอาจจะต้องคิดถึงการสื่อสาร ไม่ใช่แค่กับคนที่เห็นด้วยแล้วตาสว่างแล้วฟัง แต่อาจจะกับคนที่ยังไม่มีข้อมูล ไม่รู้ หรือคนที่ยังเห็นต่าง จะทำอย่างไร ซึ่งพอสื่อสารกับคนเห็นต่าง โหมดการสื่อสารก็จะไม่เหมือนแล้ว เนื้อหาของการสื่อสารก็ไม่เหมือน

ประจักษ์ ก้องกีรติ

ล่าสุดอาจารย์โดนคนในทวิตเตอร์ไล่ไปอ่านหนังสือ นับเป็นปรากฏการณ์อะไรที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็นจริงๆ

ตอนแรกไม่เห็นเองนะ นิสัยเสียอย่างหนึ่งคือผมไม่ไล่อ่านคอมเมนต์ทั้งหมด เพราะมันเยอะ หรือเราก็กลัวจิตตก (หัวเราะ) ทวิตแล้วเราก็ผ่านไปเว้นแต่ใครเมนชั่น นี่เห็นตอนลูกศิษย์ส่งให้ดู ก็ขำดีนะ เป็นโอกาสในการขายหนังสือครับ มีคนไปช่วยขายด้วยนะ ไอ้เล่ม ‘และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ’ ก็มีคนสั่งซื้อเพิ่มจริง มันก็ขำดีนะ มันทำให้เราเห็นว่าในโลกของทวิตเตอร์ทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้

 

พูดถึงหนังสือ ‘และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ’ ที่อาจารย์ได้มาจากยุค 14 ตุลา ถ้าเทียบกับยุคนี้ อาจารย์พอจะเขียนหนังสือภาคสองจากเหตุการณ์ปัจจุบันได้ไหม

อยากเขียนนะ ตั้งใจไว้แล้วล่ะว่าถึงวันหนึ่งจะต้องเขียน ยังไม่รู้วันไหนแต่อยากบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้ มันควรค่าแก่การถูกบันทึกเพราะเป็นมูฟเมนต์ประวัติศาสตร์จริงๆ หลายอย่างที่นักศึกษาทำ เด็กทำ มันเปลี่ยนโลกไปโดยสิ้นเชิง แล้วมันก็ทะลุทะลวงมาก อันนี้มองจากแค่มุมการทำวิจัยหรือวิชาการอย่างเดียวก็ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นแล้ว ยังไงก็ต้องเขียน ต้องมีคนบันทึกและศึกษาแน่นอน

หลายด้านมันเกิน 14 ตุลาไปแล้วด้วยซ้ำ มวลชนที่ออกมาทั่วประเทศมันเกิน 14 ตุลาไปแล้ว 14 ตุลามันเกิดและจบภายใน 10 วัน ตอนนี้มันยาวมาก แล้วมีทุกภูมิภาค หลายจังหวัด มันไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ แต่ละที่ก็มีมูฟเมนต์ มีนวัตกรรมของตัวเอง หรือการก่อตัวทางความคิด

เมื่อก่อนสื่อสิ่งพิมพ์ คือคนอ่านหนังสือ วารสาร นิตยสารพวก ‘สังคมศาสตร์ปริทัศน์’ แล้วเกิดความคิด มันจำกัดแค่นั้น มี อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์, อาจารย์สุชาติ สวัสดิศรี ตัวละครในหนังสือผมภาคแรกมีสุจิตต์ วงเทศ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว เด็กอาจไม่ได้อยู่กับสื่อสิ่งพิมพ์เป็นหลักอย่างเดียวแล้ว แต่จะบันทึกยุคนี้มันยาก มันมีทวิตเตอร์ เว็บไซต์ต่างๆ มีตัวละครแปลกๆ ที่คุณต้องไปศึกษา แกะรอย มันจะเขียนยากกว่า ตัวละครมันจะเยอะ แล้วมันจะต้องใช้เครื่องมือใหม่ๆ ในการศึกษา แค่เราจะไปตามว่าใครเป็น influencer บ้าง บางทีไม่ใช่คนดัง แต่ก็มีคนตามเยอะ มันไม่ต้องเป็นแบบนักเขียนชื่อดังอะไรเลย มันกระจัดกระจายกว่า

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งต่อไปอาจไม่ใช่ 14 ตุลา แต่เป็น 2475?

ใช่ ชัดเจน ตัวนักศึกษาที่เคลื่อนไหวเขาก็เรียกตัวเองว่าคณะราษฎร กลับไปเชื่อมโยงกับอันนั้น ในแง่สัญลักษณ์หลักที่ถึงขั้นผลิตออกมาเป็นวัตถุแล้วเอาไปฝังคือหมุดคณะราษฎร แล้วตอนนี้กลายมาเป็นแบรนด์ เป็นโลโก้ แสดงว่าในเชิงความคิด ในเชิงอุดมการณ์ การเมืองเชิงสัญลักษณ์ เขากลับไปคณะราษฎรเลย กลับไป 2475

สมมุติการเมืองไทยเป็นซีรีส์นะ คือตอนนี้นักศึกษากลับไปที่ episode ที่ 1 ปฐมบทอยู่ที่นั่น ตอน 14 ตุลาอาจจะอยู่สัก episode ที่ 5 แล้ว พฤษภาทมิฬนี่สัก episode ที่ 10 นักศึกษาเห็นแล้ว ได้ดูทุกตอนแล้ว ว่าตอนไหนมันผิดพลาดล้มเหลวยังไง และตอนที่ 1 ก็ล้มเหลวเหมือนกัน นักศึกษาเลยกลับไปหา episode ที่ 1 นั่งไทม์แมชชีนไปแก้เลย เพราะเห็นแล้วว่า 2475 มันคือ unfinished revolution ที่โดนเคาน์เตอร์ ฉะนั้น หนังสืออะไรที่เกี่ยวกับ 2475 หรือยุคต้นๆ เลยขายดีไง คนไม่ได้อ่านประวัติศาสตร์สมัยใหม่เท่าไหร่

Related Books