ถ้าใจยังไม่เปิด อาการตาสว่างก็ไม่เกิด เป็นเอก รัตนเรือง และการเมืองไทยร่วมสมัยในภาวะคลุกฝุ่น

ถอยหลังย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เจ็ดปี ประชาธิป’ไทย หนังสารคดีว่าด้วยการเมืองไทยร่วมสมัยของ เป็นเอก รัตนเรือง และ ภาสกร ประมูลวงศ์ ออกฉายเป็นวงกว้าง หนึ่งปีถัดมา ประเทศไทยถูกรัฐประหารเป็นครั้งที่ 13 ในปี 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คล้ายเป็นการขมวดฉากจบให้หนังของเป็นเอกซึ่งทิ้งความเงียบงันปลายเปิดไว้ในหนังถึงการต่อสู้อันยาวนานและยืดเยื้อของกลุ่มขั้วอำนาจในไทย

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในเวลานั้น ตัวเป็นเอกเคยเกริ่นไว้กลายๆ ว่า การกระโดดลงมาทำสารคดีหนังเรื่องนี้ทำให้เขา ‘เบิกเนตร’ ในหลายๆ ความหมาย และผลัดเปลี่ยนจากการเป็นชนชั้นกลางวัยผู้ใหญ่ที่รู้สึกว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว ไกลหัวใจ มาสู่การเป็นผู้จ้องมองมันในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของชีวิตมนุษย์

ท่ามกลางการต่อสู้ทางการเมืองที่ระเบิดตัวขึ้นมาอีกหน เราชวนเป็นเอกมานั่งคุยถึงการเมืองไทยในปี 2563 ที่หากเปรียบเป็นเกมฟุตบอล ตอนนี้ฝั่งราษฎรบุกขึ้นแดนหน้ากับแท็กติกใหม่ๆ สับขาหลอกให้ฝั่งอำนาจที่ครองผู้เล่นจำนวนมากกว่างุนงง จับต้นชนปลายไม่ถูก จนเป็นห้วงเวลาอันน่าจับตาอย่างยิ่งของการเมืองไทยร่วมสมัย ผ่านสายตาของคนทำหนังไทยที่ครั้งหนึ่งเคยจับจ้องมันในฐานะซับเจ็กต์ของงานภาพยนตร์

ครั้งหนึ่งคุณเคยบอกว่า ก่อนหน้าที่จะมาทำ ประชาธิป’ไทย ก็สายตาสั้นเรื่องการเมืองไทยมาตลอด คิดว่าอะไรทำให้เกิดภาวะนั้นขึ้น

เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เราเกิดทัน แต่ก็เด็กมากเลยนะ เด็กเกินกว่าจะรู้เรื่อง ตอนนั้นก็ราวๆ 10-11 ขวบ เตะบอลอย่างเดียวเลยตอนนั้น ไม่ได้สนใจอะไรเลย

หลังจากนั้นก็ไปเรียนเมืองนอก ไม่ได้อยู่กับการเมืองไทย ไม่ได้สนใจอะไร แล้วเราก็ไปมีโลกอีกใบ เข้าไปอยู่ในโลกศิลปะอะไรไป อยู่เมืองนอกไปอีก 10 ปีได้ เราเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางที่ไม่ได้เดือดร้อน ขัดสน ไม่ได้ร่ำรวยนะแต่ก็ไม่ได้ขัดสน เราไม่ได้เป็นลูกชาวนา ชาวสวน เรื่องที่เดือดร้อนของเราแม่งเป็นเรื่อง abstract ไม่ใช่เรื่องปากท้อง มันเป็นเรื่องแบบทำไมพ่อแม่ไม่เข้าใจกูวะ ซึ่งพอคนที่เติบโตมาในครอบครัวแบบนั้น แบ็กกราวด์แบบนั้น ในบรรยากาศแบบนั้น ส่วนใหญ่นะ (เน้นเสียง) -เดี๋ยวนี้พูดเหี้ยอะไรก็กลัวทัวร์ลงไปหมด ต้องเน้นว่าส่วนใหญ่ไม่ใช่ทุกคน- ส่วนใหญ่ก็จะกลายเป็นคนไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองโดยธรรมชาติ เป็น ignorant เรื่องการเมือง คือใครจะมาเป็นนายกฯ ใครจะรัฐประหารหรือไม่รัฐประหาร อย่างน้อยก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเราเดี๋ยวนั้น ทั้งที่ถ้ามันลากยาวไปในที่สุดทุกคนก็อาจต้องเจอผลกระทบอยู่ดี

แล้วอีกอย่างคือ คนเจเนอเรชั่นเราเป็นเจนเนอเรชั่นที่ไม่ได้มีอิสรภาพทางความคิด ฉะนั้นไอ้อาการที่จะมามีความสนใจหรือครุ่นคิดเรื่องการเมืองได้นี่คือ คนที่จะไปถึงจุดนั้นได้ด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่ก็ต้องมีเวลา ด้านอื่นๆ ของชีวิตน่าจะ settle แล้ว

แต่คนเจเนอเรชั่นผมเป็นแบบ… ไม่มีอิสรภาพทางความคิด ทางการพูดการจา เพราะเราโดนตีตลอดเวลา อยู่โรงเรียนก็โดนครูตี กลับบ้านก็โดนพ่อแม่ตี แล้วตลอดชีวิตมันจะมีแต่คำว่า หน้าที่ หน้าที่ แล้วเราก็เชื่อมัน

คือคุณก็ทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เกิด จนเดี๋ยวนี้ก็ยังมีความรู้สึกเป็นหน้าที่ที่ต้องทำโน่นทำนี่ ไอ้คนนี้กำลังจะแย่ เป็นหน้าที่เราต้องไปช่วยเขา

หรืออย่างตอนเด็กมีหน้าที่เรียนหนังสือก็เรียน เรียนไป เป็นนักฟุตบอล อยู่ในทีมฟุตบอล หน้าที่กูต้องทำอย่างนี้นะ อย่าไปเสือกยิงประตู เพราะมึงไม่ได้เล่นศูนย์หน้า มีหน้าที่เล่นกีฬามึงก็เล่นให้ดีที่สุด ตลอดชีวิตมันจะมีแต่คำว่าหน้าที่ มันไม่มีแสงสว่างที่จู่ๆ มาปิ๊งแล้วบอกว่า ไอ้เหี้ย นี่มันมีความไม่ยุติธรรมอยู่นี่หว่า มันไม่มีโมเมนต์แบบนั้นเลย

พอไปเรียนเมืองนอก ได้กลับมาทันเหตุการณ์พฤษภาทมิฬไหม

โอ๊ย ออกไปม็อบด้วย โดนน้ำฉีดด้วย สมัยนั้นเวลาเขาฉีดน้ำเขาไม่ได้ผสมสารเคมีแบบนี้นะ เขาผสมทรายครับ เจ็บสัตว์ ครั้งนั้นเราไปม็อบบ่อยนะ แต่ไม่ได้ไปเรียกร้องอะไร ไปเพราะความเป็นวัยรุ่น อยากไปดู แต่เราเข้าใจบริบททางการเมือง

 

แล้วมันเดินทางยังไง จากคนไม่สนใจการเมืองมาทำหนังสารคดีการเมือง

อย่างที่บอกว่าเราเป็นคน ignorant เรื่องการเมืองมาตลอด แล้วจะว่าไปก็เป็นสลิ่มมาตลอดทั้งชีวิต เป็นสลิ่มแบบชอบความสงบ (ยิ้ม) แต่อย่างสถาบันเราก็จะรู้สึกว่า มีก็โอเค ก็ไม่เคยรู้จักกับเขาจริงๆ ไม่เคยได้สัมผัสกัน มันก็เป็นอาการต่างคนต่างอยู่ เหมือนตอนผมเลิกกับแฟนแล้วจะเป็นจะตาย เขาก็ไม่ได้มาช่วยอะไร หรือตอนหนังเราอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายละ โพสต์โปรดักชั่นแล้ว แม่งยังไม่มีเงินเลย เป็นหนี้อยู่เลย เขาก็ไม่ได้มาช่วยอะไร ฉะนั้น ความรู้สึกเลยเหมือนคนที่ไม่ได้รู้จักกัน

แต่รู้ว่าประเทศนี้มีการปกครองแบบนี้ แล้วก็รู้ว่าถ้าเกิดไปก้าวล่วงหรือพูดจาในลักษณะทำนองว่า ไม่รัก อาจจะโดนมาตรา 112 กฎหมายอาญาซึ่งมีบทลงโทษที่รุนแรงมาก เราก็รู้แค่นั้น

ความสนใจเรื่องการเมืองมันมาเริ่มที่ทักษิณถูก kick out ออกไป แล้วตอนนั้นประเทศมันแตกแยกชนิดแบบแดงกับเหลือง เราไม่เข้าใจด้วยว่าแม่งเป็นเหี้ยอะไรกัน ทำไมมันแตกแยกขนาดนี้ มันเป็นเพราะอะไร ที่แปลกคือทำไมแทบทุกคนเค้าเลือกสีกันได้หมด คนนี้เป็นเหลือง คนนี้เป็นแดง แต่ทำไมกูเลือกไม่ได้วะ

พอดี เอก-ภาสกร ประมูลวงศ์ ที่เป็นเพื่อนกับเรา เขาก็มาชวนไปทำหนังเรื่องนี้ เราเลยบอกว่าดี เพราะเรากำลังสงสัย แล้วคนทำหนังน่ะ อะไรจะดีไปกว่า find out สิ่งที่ตัวเองสงสัยด้วยการทำหนัง เลยบอกว่าก่อนเราจะลงมือถ่ายทำใดๆ ก็ตาม ขอเวลาปีหนึ่งเลยได้ไหม เตรียมตัว อ่านแหลกเลย อ่านหนังสือกองเท่านี้ (ยกมือสูงท่วมหัว) ดูวิดีโอ ดูโน่นดูนี่ แล้วสุดท้ายเราก็ไม่ได้รู้สึกว่าพร้อมหรอก แต่ก็รู้สึกว่าดีขึ้น เริ่มเข้าใจว่าไทม์ไลน์มันเป็นแบบนี้ 24 มิถุนายน 2475 มันเกิดอันนี้ขึ้น กบฎบวรเดชมาตอนนี้ๆ พอรู้ไทม์ไลน์ทั้งหมดคร่าวๆ เลยรู้สึกว่า โอเค แล้ววิธีทำหนังเรื่องนั้นก็ทำแบบคนรู้น้อยจริงๆ เลยใช้วิธีถามคนรู้เยอะดีกว่า มีใครบ้าง ก็ไปรวบรวมรายชื่อมา แล้วที่เราเรียกว่าอาการตาสว่างมันก็เกิดขึ้นตอนนี้แหละ

ตัดฟุตเทจออกไปเยอะไหม

ไม่นะ ส่วนใหญ่ก็ได้ใช้แหละ แต่มีบ้างที่มันใส่ไปไม่ได้แน่ๆ

 

ขนาดที่ใส่ไปยังมีลูกเซ็นเซอร์อยู่เลย?

นั่นกองเซ็นเซอร์เขาบอกให้ทำ โคตรดีเลย มันไปทำหนังมีแผล

ต้องขอบคุณกองเซ็นเซอร์นะที่ช่วยให้เราทำหนังได้ดีขึ้น คือด้วยตัวเองกูคิดมุกนี้ไม่ได้แน่ๆ อันนี้กองเซ็นเซอร์คิดให้เสร็จเลย แล้วหนังมันมีพลังตรงนั้นจริงๆ พลังแม่งกลับไปอยู่ตรงความเงียบ ความเงียบมันกลายเป็นพลังของหนังที่พูดกันทั้งเรื่อง

การต่อสู้ของเหลือง-แดง มันทำให้คุณสนใจการเมืองจนปลายทางได้มาเป็นหนังเรื่องหนึ่ง ถ้าเป็นตอนนี้ คิดว่าภาวะคลุกฝุ่นแบบนี้ทำหนังได้ไหม

เราว่ามันจะเป็นหนังอีกแบบหนึ่งนะ จริงๆ หนังมันมีหลายแบบเลยเวลาเราจะ find out อะไร อย่างเราที่เราทำหนังตอนนั้นมันเป็นช่วงเวลาแบบไม่ถึงกับสงบหรอก แต่ก็ไม่ได้ตึงเครียดขนาดตอนนี้ และทั้งสองฝั่ง เหลือง-แดงก็ค่อยๆ เริ่มจะเฟดออกไป ฝั่งเหลืองเขาจะเป็นฝั่งที่คล้ายๆ กับว่าจะออกมาก็ต่อเมื่ออีกฝั่งหนึ่งแม่งแอ็กทีฟ คือด้วยตัวเขา เขาชอบความสงบมากกว่า ตอนนี้ก็เหมือนกัน พอเยาวชน นักศึกษาออกมากันเยอะๆ ฝั่งนี้เขาเลยมีแอ็กชั่นต่อต้าน

แต่นั่นแหละ คนเราพอมันตาสว่างแล้วจะกลับไปตาบอดยาก มันเหมือนคล้ายๆ พอว่ายน้ำเป็นแล้วจะกลับไปว่ายน้ำไม่เป็นก็ไม่ได้ หรือขี่จักรยานเป็นแล้ว ปล่อยมือได้แล้ว จะกลับไปขี่ไม่เป็นก็ไม่ได้น่ะ

 

มีสิ่งไหนที่เคยเชื่อแล้วเปลี่ยนไปเป็นไม่เชื่อเลยไหม

ก็ความเชื่อในสถาบันเสริมความงามเอลิดา ปารีส เมื่อก่อนเราจะถูกฉายภาพให้เห็นแต่ด้านบวก แต่พอข้อมูลมันเยอะขึ้นก็ตามนั้น

แต่เราอาจเป็นคนไม่ค่อยเกลียดอะไรละมั้ง สมมุติต่อให้เราตาสว่าง เราก็เหมือนรับรู้ไว้ว่ามันไม่ได้สวยงามอย่างที่เขาฉายภาพ แต่เราก็ไม่ใช่ activist จะว่าไปก็เป็นคนค่อนข้างสันโดษด้วยซ้ำ เวลาไปม็อบแล้วคนเยอะ เสียงดังก็ไม่ชอบอีก ชอบอยู่เงียบๆ แต่ความเชื่อมันก็เปลี่ยนไปเยอะ แล้วหลายเรื่องด้วย

เมื่อก่อนผมไม่เคยรู้เรื่องชีวิตคนที่อยู่ต่างจังหวัดเลย สงครามเสื้อเหลือง-เสื้อแดงมันก็เปิดโลกทัศน์ของชนชั้นกลางที่ค่อนข้างสบายอย่างเรา ตั้งแต่เกิดแล้วเติบโตมา เราไม่เคยสนใจเรื่องชีวิตคนต่างจังหวัดเลย แล้วการไปคุยกับคนเหล่านั้นในช่วงทำหนัง มันเลยเริ่มเห็นว่า แม่ง มันมีแบบนี้ว่ะ มันมีการ propaganda ที่ทำให้พวกเค้าสยบอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจแบบหนึ่ง

เริ่มค้นพบว่าไอ้เหี้ย จริงๆ แล้วคนต่างจังหวัดแม่งรับรู้เรื่องการเมืองมากกว่าพวกกูเยอะมาก แล้วมึงก็ไปด่าเขาว่าไม่มีการศึกษา คือเขาได้รับผลตรงๆ ไง

 

มีภาวะอกหักไหม มันมีหลายคนเลยที่รู้สึกว่าต่อให้หลักฐานตรงหน้า แต่ก็ยังอยากปิดตาไว้อยู่

เราไม่เป็นนะ เราเห็นทุกอย่างเคลียร์ เราชื่นชมความกล้าหาญของเด็กแก๊งนี้มาก สำหรับเรา แก๊งนักศึกษา นิสิต เยาวชนปลกแอก หรือราษฎรพวกนี้ มันเป็นความรู้สึกชื่นชมในความกล้าหาญผสมความอิจฉาคล้ายๆ ว่า ไอ้เหี้ย รุ่นกูแม่งไม่มีอย่างนี้เลยว่ะ (ยิ้ม) แต่ชื่นชมเลยว่าเขาไปสถานีปลายทางเลย สมัยเรา เราถูกบอกให้เชื่อว่าสถานีปลายทางมันคือป้ายนี้นะ แล้วเราก็หยุดแค่นี้

แต่เพื่อนๆ รอบตัวโกรธกันเยอะ เพราะส่วนใหญ่เป็นสลิ่ม ซึ่งไม่แปลก อายุขนาดนี้ มีชีวิตดีประมาณนี้ ก็ต้องคอนเซอร์เวทีฟเป็นธรรมดา ไม่มีใครรู้สึกต้องการความเปลี่ยนแปลง

มีคนที่บอกว่าไม่สบายใจเวลาได้ยินคนวิพากษ์วิจารณ์ มันเป็นความรู้สึกระคายเคืองแบบนั้น?

เราเข้าใจพวกเขาพันเฟอร์เซ็นต์เลย คุณต้องอย่าลืมว่าความเชื่ออันนี้เขามีมาตั้งแต่เกิด คือถูกบอกว่า นี่ อย่างนี้ๆ นะ แตะไม่ได้นะ เมื่อเทียบกันแล้วเราเป็นแค่ฝุ่นละอองนะ สิ่งนี้มันถูกหล่อหลอมมาจนแข็งแรงมาก

หนุ่มเมืองจันท์ (สรกล อดุลยานนท์ – นักเขียนและคอลัมนิสต์) ซึ่งคงอายุรุ่นๆ เรานี่แหละ เคยเขียนไว้ดีมากว่า เขาเข้าใจคนรุ่นเขาที่เหมือนกับรู้สึกรับไม่ได้ มันเหมือนเอาตีนไปเหยียบหมอน เขาบอกว่า คนรุ่นเขาถูกสอนมาตลอดว่า หมอนมีไว้รองหัว แล้วหัวมันเป็นของสูง คนรุ่นเราจะไม่เหยียบหมอน ยากมากที่จะเอาตีนไปเหยียบหมอน แต่ถ้ามองดู หมอนก็คือสิ่งของ หมอนก็คือกางเกงใน ก็คือแก้วน้ำ คือที่เขี่ยบุหรี่ หมอนก็คือหมอนน่ะ ทำไมมันจะเหยียบไม่ได้ ถึงแม้ว่าความจริงข้อนี้ประจักษ์ต่อเขา เขาก็บอกว่า เขาเข้าใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลย แต่ก็ไม่ค่อยกล้าเหยียบ ซึ่งเราว่าเป็นการเปรียบเทียบที่ดี คิดว่าความรู้สึกระคายเคืองที่ว่าน่าจะมาจากตรงนี้

คนรุ่นผมเติบโตมาในโครงสร้างสังคมแบบบนลงล่าง ผู้ใหญ่อยู่บนเด็กอยู่ล่าง เจ้านายอยู่บน-ลูกน้องอยู่ล่าง เจ้าอยู่บน-คนธรรมดาอยู่ล่าง คนรวยอยู่บน-คนจนอยู่ล่าง แบบนี้ แต่มันไม่ใช่สังคมที่คนรุ่นนี้มันต้องการ มันต้องการสังคมที่ออกไปข้างๆ ออกไปซ้ายขวา ทุกคนแตกต่างกัน คิดต่างกัน ชอบต่างกัน ทำหน้าที่ต่างกัน แต่ไม่มีใครอยู่บนไม่มีใครอยู่ล่าง ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร ไม่มีนายไม่มีบ่าว ไม่มีเจ้าไม่มีไพร่ มันเป็น new order แล้วมันอาจนำมาซึ่งความไม่สบายใจของคนที่ไม่เข้าใจ

ต้องอย่าลืมว่าเวลาเราพูดเรื่องอาการตาสว่างของคน คือก่อนคุณจะตาสว่างได้นี่คุณต้องมีใจที่เปิดกว้างนะ ถ้าใจยังไม่เปิด อาการตาสว่างก็ไม่เกิดหรอก เป็นไปไม่ได้เลย

หรือบางครั้งคนที่อ่อนกว่าเราเป็นสิบปีด้วยซ้ำ เขาก็รู้  แต่เขาบอกว่าเขาทำใจไม่ได้จริงๆ ที่จะตั้งคำถาม เพราะฉะนั้น ขอให้เขาหลับตาไปข้างหนึ่งเถอะ หรือบางคนก็บอกว่าฉันไม่ยุ่งเรื่องการเมืองไปเลย

กลุ่มเด็กที่ไปม็อบมักโดนด่าว่าชังชาติ ล้มเจ้า คือใครจะไปล้มเจ้าได้ เป็นไปไม่ได้ นี่คือสถาบันที่แข็งแรงมากๆ อันนี้เป็นวาทกรรมที่ประหลาด

แล้วก็มีด่าว่าเด็กมันหยาบคาย ไม่รู้จักกาลเทศะ แต่เดี๋ยวก่อนนะ ก็มันก็ต้องหยาบคายสิ มันกำลังด่าอยู่ มึงจะด่ายังไงไม่ให้หยาบคาย มันกำลังต่อสู้ ต้องสุภาพด้วยเหรอ แล้วฉีดน้ำใส่ม็อบนี่สุภาพไหม แต่สำหรับเด็กคือกูกวนตีนมึง ทุกคนก็ใช้อาวุธที่ตัวเองถนัดไง ฝั่งมีอำนาจรวมทั้งผู้ที่สนับสนุนเขาก็ใช้อาวุธพวก รถน้ำ มีปืน กระสุนยาง แก๊สน้ำตา มีทหารไม่รู้กี่พันกี่หมื่นคน มีอาวุธยุโธปกรณ์ เด็กมันก็ใช้โทรศัพท์มือถือ ความกวนตีน แล้วก็สมอง ทุกคนก็ใช้อาวุธที่ตัวเองถนัดน่ะ

แต่มันมีเหตุผลนึงนะ ที่ได้ยินทีไรแล้วอมยิ้มทุกทีเลย มันเป็นเหตุผลคลาสสิกมากๆ ของฝั่งที่นิยมอำนาจ

 

เหตุผลแบบไหน?

คือจะบอกว่าเด็กพวกนี้น่าสงสาร ถูกใช้ให้ออกมา ถูกหลอก ถูกล้างสมอง ไอ้การที่ไปพูดว่าเด็กมันน่าสงสาร มันโดนหลอก โดนจ้าง มันเท่ากับคุณไปบอกว่าความคิดความอ่านของเขาเหล่านี้ไม่มีเลย ชีวิตไม่มี ศักดิ์ศรีไม่มี มึงถูกจ้างมา มึงถูกกล่อมถูกล้างสมองให้ออกมา คือมันไปลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีของเขา อันนี้ไม่แฟร์อย่างแรง  แต่จากมุมมองเด็ก คนที่โดนกล่อมคือรุ่นลุงตะหาก (ชี้ไปที่ตัวเอง) โดนกล่อมมาตลอดชีวิตน่ะ ทุกวันนี้มึงยังไม่ฟื้นเลย อันนี้คิดทีไรก็อมยิ้มทุกที

เราไม่รู้ว่าอนาคตจะจบลงอย่างไร หรืออนาคตของเด็กพวกนี้หลังพวกเราตายห่ากันไปหมดแล้วจะเป็นอย่างไร สังคมที่มันอยู่อาจจะเหี้ยกว่าเดิมก็ได้ แต่มันอนาคตพวกเค้าไง มันอยากเลือกเอง เพราะมันเห็นว่าไอ้ที่เป็นอยู่มันไม่เวิร์ค มันรู้ว่าไอ้แบบของรุ่นลุงน่ะกูไม่เอานะ ไอ้แบบบนลงล่างน่ะ

ตอนนี้ในสังคมมีความเงียบบางอย่าง มันมีผลอะไรไหม

คุณปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้มันคือสงครามแล้ว ไม่ว่าใครจะพูดสวยหรูหลบไปหลบมายังไง มันก็คือสงครามแล้ว คุณก็เห็นความเคลื่อนไหวของที้งสองฝั่ง แต่ตอนนี้มันอาจเป็นสงครามเย็นอยู่ แต่มันเริ่มแล้วล่ะ

เวลาเราอยู่ในบริบทของสงคราม มันเหมือนกับว่า คนที่ชนะสงครามมันไม่ได้ชนะด้วยตัวมันเอง ส่วนมากชนะเพราะอีกฝ่ายหนึ่งพลาด แล้วบางครั้งการทำท่าเงียบบ้าง การทำท่าประนีประนอมบ้าง มันก็เป็นแท็กติกส์อย่างหนึ่งซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องใช้

แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่มี แต่เด็กมีแน่ๆ คือเด็กมันมีเวลา พวกมึงหายใจก็ตายไปเรื่อยๆ แล้ว ที่นั่งประชุมสภาอยู่นี่บางคนก็ใส่ผ้าอ้อมเยี่ยวแล้ว ย้อมผมกันแล้ว น้ำลายยืดกันแล้ว แต่สิ่งที่เด็กมีคือเวลา แล้วจะมีแต่แข็งแรงขึ้น โตขึ้น ไอ้ฝั่งนี้มีแต่จะร่วงไปเรื่อยๆ คุณคิดว่าใครจะชนะ ฝั่งที่เป็นผู้มีอำนาจต้องคิดแล้วว่า หรือว่าแม่งต้องคุยแล้ววะ คือเราพูดถึงทั้งยวงเลยนะ อีกอย่างถ้าไม่ยอมอ่อนข้อคือคุณเห็นแก่ตัวมาก เห็นแก่ตัวกับลูกหลานของพวกคุณเองด้วย ฝั่งลูกหลานของผู้มีอำนาจทั้งหมดมันจะอยู่ยากมาก เมื่อเวลานั้นมาถึง

 

ถ้าไปม็อบแล้วโดนสื่อเอาไปเล่นว่า ‘เป็นเอกไปม็อบ’ กลัวทัวร์ลงไหม

เรายังไม่ได้ไปม็อบนี้เลยนะ ยุ่งมาก แต่คงต้องไปแน่ๆ สักวัน

ถ้ากลัวก็ไม่คุยเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นแล้วสิ เพราะเราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่รู้จักเราก็มีความคลางแคลงตรงนี้อยู่แล้ว และอีกอย่างคือมันไม่ได้มีอะไรผิดนี่ที่เราจะเห็นด้วยกับเด็ก ที่เราจะชื่นชมในความกล้าหาญ ไม่ได้มีอะไรผิด

 

คือเดี๋ยวนี้คนจะกลัวการโดนทัวร์ลงมาก?

ตอนนี้เอะอะอะไรก็พูดกันว่าโดนทัวร์ลง (หัวเราะ) คือพูดอะไรก็มีอีกมุมมาตอกกลับเสมอ แต่มันแค่เหมือนกับว่า คนคนหนึ่งที่มีคนมาขอคุยด้วย เราก็มาสิ มาคุยกัน ก็ให้สัมภาษณ์ไป แต่พอเอาไปลง มึงจะคาดหวังว่าไอ้คนคนนี้ ไอ้ซับเจ็กต์คนนี้มันจะเพอร์เฟ็กต์ขนาดนั้นเลยเหรอวะ

แต่ทัวร์ลงหรือไม่ลง ถ้าไม่เดือดร้อนจริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นอะไรเพราะว่าเดี๋ยวมะรืนนี้ก็มีเรื่องอื่น มีคนอื่นโดน มีอยู่ช่วงผลัดส่งไม้ต่อกันเลย มันเหมือนที่ แอนดี วอร์ฮอล เคยพูดว่า ทุกคนจะมีชื่อเสียงอยู่คนละ 15 นาที คือว่า 15 นาทีนี้เป็นของมึงนะ (หัวเราะ) มันอยู่ที่ว่าใครจะเป็นจานเด็ด

แต่มันก็ดีอยู่นะ คือมันทำให้คนที่มีสิทธิพิเศษหน่อยในการได้ออกสื่อ ต้องคิดหน่อยเวลาพูดอะไร

งานของคุณที่กำลังแสดงอยู่ที่หอศิลป์ฯ กรุงเทพฯ มีวาดรูปภาพพิมพ์กับหนังสั้น มันเกี่ยวกันไหม

หนังที่คุณไปดูมันคือหนังสั้น ซึ่งมันถูกตัด ยกตอนมาจากหนังยาวที่ยังไม่ได้ทำ ยังหาเงินอยู่ แต่คือเป็นสคริปต์ที่เขียนไว้เมื่อสามปีที่แล้ว ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนหาเงินทุน แล้ว Bangkok Art Biennale ก็เข้ามาติดต่อให้เราแสดงงาน

มันเป็นหนังประหลาด เป็นหนังไฮบริด พูดครึ่งไม่พูดครึ่ง ไอ้ตัวเรากับทีมก็ไม่รู้ว่ามันจะเวิร์คไหม ไม่มีใครรู้เลย พอได้งบมาจากเบียนนาเล่เลยเอามาทดลองทำกัน ว่าต้องทำท่านี้ ต้องออกมาอย่างนี้ มันเลยเป็นหนังทดลองที่เอาส่วนหนึ่งจากหนังยาวมาทำ

ส่วนภาพพิมพ์ 12 ภาพที่เห็น มันเป็น key scene จากหนังใหญ่ ตรงมุมภาพพิมพ์มันจะมีคิวอาร์โค้ด ถ้าเอาไปสแกนก็จะปรากฏซีนนั้นขึ้นมาเหมือนเป็นเรากับนักแสดงนั่งอ่านซ้อมบทกัน

 

ได้ไอเดียมาจากไหน

มันเป็นเรื่องสั้นของนักเขียนฝรั่งเศส กี เดอ โมปัสซ็องต์ ตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 17 เขาเป็นนักเขียนที่เราชอบมาก ประหลาดมาก เป็นนักเขียนในศตวรรษที่ 17 แต่ว่าทุกเรื่องที่แม่งเขียนคือโคตรโมเดิร์นเลย เรามีหนังสือที่เขาเขียนเยอะมาก มีคนให้มามั่งอะไรมั่ง แต่มีเรื่องนี้แหละที่ติดอยู่ในหัวคือเรื่อง Two Little Soldiers นี่แหละ เป็นเรื่องทหารสองคนที่ไปพบรักกับสาวชาวบ้านแถวนั้น แล้วเรื่องสั้นมันสั้นมาก สักสี่หรือห้าหน้านี่แหละ เราเอามาเขียนเรื่องให้มันเป็นทหารชายแดนของไทย

แล้วในเมืองมีม็อบ แล้วก็ตามสูตร คือทุกครั้งที่ต้องการจะปราบม็อบ เขาก็จะไปเอา ตชด. เข้ามา และบอกพวกนี้ว่า มาปราบคอมมิวนิสต์ มาปราบกบฏหน่อย ซึ่งทหารไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายเป็นใคร มาถึงก็ยิง ฆ่าได้ เพราะทหารในเมืองมันไม่พอถ้าม็อบออกมาเยอะ และทหารในเมืองมันรู้จักคนในม็อบด้วย แต่ ตชด. เขาไม่รู้จักนี่ ญาติโกโหติกาก็ไม่ใช่

เขาใช้วิธีนี้มาตั้งแต่ จอมพลถนอม กิตติขจร สมัยก่อนเวลาเขาเอาทหารมาปราบม็อบ เขาจะไปเอาพวกทหารต่างจังหวัดเข้ามา แม่งขับรถถังยังหลง จะไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแต่ไปไม่ถูก เมื่อก่อน GPS ก็ไม่มี แล้วมีรถถังไปหลงอยู่แถวทรงวาด อะไรแบบนั้น

นั่นแหละ เริ่มเขียนจากเรื่องสั้นที่ติดอยู่ในหัวเมื่อนานมาแล้ว พอดีกับช่วงนั้นเป็นช่วง คสช. เขียนจากความอึดอัด ยิ่งช่วงแรกๆ ตอนที่มันมีการเรียกไปปรับทัศนคติ ถ้ามึงพูดจาไม่เข้าท่าก็ถูกเรียก โดนหมาย มันมีความดาร์กอยู่ในบรรยากาศมาก แล้วเพื่อนสองสามคนของเราก็ต้องออกนอกประเทศไป กลับเข้ามาไม่ได้ พี่วัฒน์ วรรลยางกูร ก็คนหนึ่งแล้ว เรารู้จักกันเพราะเราเอาหนังสือเขา (มนต์รักทรานซิสเตอร์) มาทำเป็นหนัง แล้วก็มีเพื่อนอีกสองสามคน เรื่องทั้งหมดมันก็ถูกแต่งมาจากความรู้สึกอันนั้นผสมเรื่องสั้นที่ติดอยู่ในหัวเรา

มุกที่คนตัวเล็กพูดแล้วไม่มีเสียงนี่คิดนานไหม

ไม่เลย มันค่อยๆ มา มันเป็นเทคนิกนี้มาตั้งแต่บทดราฟต์แรกๆ แล้ว แต่แค่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง มันอาจไม่เวิร์คเลยก็ได้นะ คนดูอาจจะบอกว่าเบื่อสัตว์เลยก็ได้นะ แต่ก็เขียนดุ่ยๆ ไป แต่ถ้ามันเสร็จแล้ว วิธีการฉายคือฉายแบบหนังใบ้ ฉายแล้วมีดนตรีสดเล่นบนเวที เป็นเพอร์ฟอร์มานซ์ เราก็จะไม่เรียกมันว่าเป็นหนัง แต่จะเป็นเพอร์ฟอร์มานซ์ที่มีดนตรีเล่นประกอบสด นี่เป็นความฝันที่จะทำให้สำเร็จ

Related Books