Dead Poets Society

Dead Poets Society: เด็กขบถหรือกฎไม่เข้าท่า

ท็อดด์ แอนเดอร์สัน เป็นเด็กหนุ่มขี้อายที่ย้ายเข้ามาเรียนในโรงเรียนเตรียมเข้ามหาวิทยาลัยชายล้วนกลางภาค เขาปรารถนาจะซุกซ่อนตัวอยู่ในความเงียบกับบทกวีและข้อเขียนเล็กๆ น้อยๆ รอคอยวันเวลาอันเครียดเขม็งผ่านไปให้พ้นๆ ท่ามกลางบรรยากาศคร่ำเคร่งของสถาบันอันทรงเกียรติและกฎระเบียบมากมาย และเขาประสบความสำเร็จกับความต้องการในอันจะไร้ตัวตนของตัวเองได้ดี… หากแต่นั่นคือเรื่องราวก่อนหน้าการมาถึงของคุณครู จอห์น คีตติง และวลี carpe diem หรือ ‘จงฉกฉวยวันเวลาไว้’ อันเปลี่ยนแปลงชีวิตวัยเยาว์ของเขาและผองเพื่อนนับแต่นั้นโดยไม่อาจหวนคืนได้อีก

Dead Poets Society คือหนังยาวลำดับที่เก้าของ ปีเตอร์ เวียร์ คนทำหนังสัญชาติออสเตรเลียและเขียนบทโดย ทอม ชูลแมน ซึ่งหนังเรื่องนี้ส่งเขาคว้ารางวัลคนเขียนบทยอดเยี่ยมของออสการ์ด้วย โดยต้นธารของมันนั้นมาจากประสบการณ์วัยเด็กของเขาสมัยเรียนที่สถาบันมอนต์โกเมอร์รี เบลล์ (Montgomery Bell) ในแนชวิลล์ และพบกับ ซามูเอล ไพเกอร์ริง ซึ่งกลายมาเป็นต้นแบบของครูคีตติงผู้สร้างแรงบันดาลใดให้นักเรียนมัธยมผ่านการอ่านบทกวี การค้นหาตัวตนและการขบถต่อกฎเกณฑ์อันไร้แก่นสารที่พวกผู้ใหญ่ขีดเส้นไว้ให้

หนังเปิดเรื่องด้วยการไล่กล้องไปตามบรรยากาศสงบนิ่งและเครียดเขม็งในห้องประชุมของครูใหญ่ขณะทำพิธีเปิดภาคเรียน และเอ่ยอ้างถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎระเบียบต่างๆ ในโรงเรียนประจำแห่งนี้ท่ามกลางสีหน้าอึดอัดไปจนถึงเบื่อหน่ายของเด็กๆ ผ่านสายตาของ ท็อดด์ (อีธาน ฮอว์ค) เด็กหนุ่มที่ย้ายมาเรียนกลางภาคตามพี่ชายซึ่งเป็นนักเรียนดีเด่นของที่นี่ กับรูมเมตหนุ่มหัวดี นีล เพอร์รี (โรเบิร์ต ฌอน ลีโอนาร์ด) ซึ่งฝันใฝ่อย่างลับๆ ว่าอยากเป็นนักแสดงแต่พ่อแม่ไม่อนุญาต ทั้งยังกดดันให้เขาสอบติดคณะแพทย์ให้ได้

ท่ามกลางบรรยากาศซึมกระทือเช่นนี้ พวกเขากลับพบว่าครูคีตติง (โรบิน วิลเลียมส์) คุณครูคนใหม่ประจำวิชาภาษาอังกฤษ อดีตศิษย์เก่าของมอนต์โกเมอร์รี เดินผิวปากเข้ามา พาพวกเขาไปยังห้องของนักเรียนดีเด่นในวันวาน ก่อนกระซิบกระซาบวลีภาษาละติน “carpe diem.” ซึ่งหมายความว่า “จงฉกฉวยวันเวลาไว้” (seize the day)

“พวกเขาไม่ได้ต่างอะไรจากพวกเธอเลยใช่ไหม ตัดผมทรงเดียวกัน ฮอร์โมนพลุ่งพล่านเหมือนกัน รู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งแบบที่พวกเธอก็รู้สึก โลกทั้งใบรอให้ไปพิชิต เชื่อมั่นว่าตัวเองถูกกำหนดมาให้คู่ควรกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่แบบที่พวกเธอหลายคนก็เชื่อกัน ประกายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวังแบบเดียวกับเธอเหมือนกัน

แต่พวกเขารอจนสายไป สายไปที่จะใช้ชีวิตให้สมกับความสามารถของตัวเอง เพราะอย่างที่พวกเธอก็เห็น ร่างกายของคนในภาพเหล่านี้ล้วนผุพัง และหากเธอตั้งใจฟัง ก็จะได้ยินเสียงกระซิบของพวกเขาดังมาว่า carpe diem จงฉกฉวยวันเวลาเหล่านั้นไว้เสีย เด็กหนุ่มทั้งหลาย

ไม่เพียงเท่านั้น บทเรียนต่อมาของครูคีตติงยังชักชวนให้นักเรียนทั้งชั้น ‘ฉีกตำรา’ ที่ว่าด้วยการประเมินค่าบทกวีเป็นตัวเลข ท่ามกลางสายตากังขาของเหล่าครูคนอื่นๆ ในห้องเรียน ทั้งยังชักชวนให้เด็กๆ ได้ค้นหาตัวตน แผ้วถางเส้นทางและความต้องการของตัวเองที่อยู่นอกเหนือจากตำราเรียนเล่มใดๆ ในโลก นีล เพอร์รี กัดฟันแอบพ่อไปคัดตัวละครเวทีขณะที่ท็อดด์เริ่มปลดม่านความเขินอายของตัวเอง และเขียนบทกวีให้คนอื่นได้อ่าน เช่นเดียวกันกับเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ที่ประท้วงกฎระเบียบของโรงเรียนซึ่งมาในนามของผู้อาวุโสและศักดิ์สิทธิ์อย่างหาญกล้า แม้จะแลกมาด้วยบทเรียนราคาแพงและคราบน้ำตาก็ตามที

แต่ Dead Poets Society ไม่ได้พยายามกล่อมเราว่าปลายทางที่งดงามรอพวกเราอยู่ภายหลังการทุบกฎทิ้ง เหล่านักเรียนผู้ควานหาเส้นทางและความต้องการของตัวเองยังต้องเผชิญหน้ากับบาดแผล ความผิดหวัง และเจ็บช้ำ ซึ่งไม่มีตำราเรียนเล่มไหนบอกไว้ ในทางกลับกัน มันก็หมายถึงการที่พวกเขาได้โอบกอดประสบการณ์ล้ำค่าที่อยู่นอกเหนือรั้วโรงเรียน ได้ตั้งคำถาม ได้โกรธ ได้เสียใจและได้สู้ในวันที่พวกเขายังทำได้

ทอม ชูลแมน เล่าถึงแรงบันดาลใจในการเขียนบทหนังไว้ว่า

“ตอนมัธยมปลาย ผมเรียนในโรงเรียนชายล้วน และเจอกับครูสอนภาษาอังกฤษคนหนึ่ง เขาสุภาพและรักเด็กๆ มาก แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ค่อยมีภาพลักษณ์แบบคุณครูเท่าไหร่ ตอนผมเรียนปีสุดท้ายก็พบว่าครูไม่อยู่ที่โรงเรียนนั้นแล้ว มีข่าวลือว่าเขาแอบไปมีเรื่องกับลูกสาวกับเมียของครูใหญ่ แต่พวกเรากลัวเกินกว่าจะออกปากถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และไม่อาจรู้ได้เลยจนถึงตอนนี้ แต่ก็เชื่อกันว่าเขาได้งานที่ดีกว่าเดิม

“แต่นั่นแหละครับ เพราะเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาแน่ ผมเลยจินตนาการเรื่องราวของคุณครูที่แหกขบถธรรมเนียมมาเป็นบทหนังเรื่องนี้น่ะ” ชูลแมนว่า

และอาจจะด้วยเหตุผลใกล้เคียงกันนี้เองที่ดึงให้เวียร์กระโจนเข้ามากำกับหนังจากการเขียนบทของชูลแมน

อย่างแรกเลยคือมันว่าด้วยการลุกขึ้นยืนหยัดในสิทธิ์และเสียงของตัวเอง เพราะทั้งชีวิตวัยเด็กของผม -แม้กระทั่งในวัยผู้ใหญ่ก็ตามที- มีหลายครั้งเหลือเกินที่ผมอยากลุกขึ้นพูดในสิ่งที่คิด แต่ไม่ได้ทำ และยังเสียดายมาจนทุกวันนี้

เวียร์บอกไว้อย่างนั้น

“และอีกอย่างคือ ผมแค่อยากกำกับหนังที่มีฉากเด็กผู้ชายวิ่งลอดไปในถ้ำลับในป่าน่ะ”

(อย่างไรก็ตาม เวียร์พบว่าการรวมตัวเอานักแสดงหนุ่มๆ มาไว้ในฉากเดียวกันเป็นการจับปูใส่กระด้งมาก เขาต้องสรรหาวิธีมาละลายพฤติกรรมและกำกับนักแสดงเหล่านี้ทั้งจับยัดไว้ในห้องเดียวกัน หรือไม่ก็ปากระดาษแทนตะโกนคำว่า ‘แอ็คชั่น’ ซึ่งจะทำให้นักแสดงเกร็งจนไม่เป็นธรรมชาติ เหตุนี้ อีธาน ฮอว์ค ในวัย 19 ที่เพิ่งได้ร่วมงานกับเวียร์เป็นครั้งแรก จึงบอกว่าเวียร์เป็นผู้กำกับที่ “ตลกชะมัดเลยครับ”)

ตัวหนังประสบความสำเร็จอย่างมากด้วยการกวาดรายได้ไปทั้งสิ้น 235 ล้านดอลลาร์ ชิงออสการ์สี่สาขา (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, สมทบชายยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยมและเขียนบทยอดเยี่ยม) และยังแผ่ความนิยมไปยังโลกงานเขียนเมื่อ เฮน. เอช. เคลนบัม ดัดแปลงบทหนังของชูลแมนเป็นนิยายชื่อเดียวกัน ออกวางจำหน่ายในเวลาไล่เลี่ยกับที่หนังออกฉาย

และแม้หนังจะว่าด้วยการลุกขึ้นขบถ ปลดแอกตัวเองของคนหนุ่มสาว แต่ดังที่กล่าวไปแล้ว Dead Poets Society หาได้เคลือบน้ำตาลให้การต่อต้านนั้น เพราะท้ายที่สุด เช่นเดียวกับการลุกขึ้นสู้ในหลายๆ ครั้งของมนุษย์ เหล่าเด็กนักเรียนล้วนชอกช้ำและบาดเจ็บจากการวิ่งเข้าปะทะกรอบกรงและตั้งคำถามต่อกฎระเบียบ แต่นั่นอาจจะเป็นผลดีกับจิตวิญญาณ และดีกับตัวตนในอันจะปลดความรู้สึกเซื่องซึมและว่าง่ายดังที่ผู้ใหญ่วาดหวัง และเพื่อจะได้ไม่เติบโตกลายไปเป็นผู้ใหญ่เช่นนั้นเสียเอง

Related Books