การปฏิวัติคอนเทนต์ในยุคของ AI

หนังสือเล่มนี้กำลังบอกว่า เราควรยอมรับความพ่ายแพ้จากการรบรากับ AI

ใช่ ยอมรับเถิดว่า AI ฉลาดกว่าเราหลายขุม หลายคนมองว่าหากปล่อยให้ AI ถูกพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ อวสานของมนุษยชาติจะมาถึง – จริงหรือ? ดูหนังมากไปหรือเปล่า มันอาจจะทำแค่จำหน้าน้องชายคุณบนเฟซบุ๊ค หรือเลือกซีรีส์เรื่องโปรดให้โผล่มาหน้าแรกของ Netflix ก็ได้

ภาพของจักรกลที่ฉลาดกว่าคนปรากฏในภาพยนตร์ฮอลลิวูดหลายเรื่อง ที่เด็ดดวงและเป็นฉากอนาคตสยดสยองคือ The Terminator 2: Judgment Day เมื่อคอมพิวเตอร์ SkyNet และเหล่าหุ่นยนต์ลุกขึ้นมาปฏิวัติล้างเผ่าพันธ์มนุษย์ เช่นเดียวกับนิยายวิทยาศาสตร์และหนังอีกหลายเรื่องที่สร้าง scenario ของจักรกลทรงปัญญาไว้คล้ายๆ กัน

นั่นคือ ‘จักรกลฉลาด’ ที่มีหน้าตาจับต้องได้ (แถมดูคล้ายคน) แต่ทศวรรษหลัง ความฉลาดล้ำเส้นมนุษย์นี้ปรากฏอยู่ในรูปแบบของมันสมองไอคิวสูงไร้รูปทรงที่เราเรียกว่า ‘ปัญญาประดิษฐ์’ หรือ Artificial Intelligence

สมองเราซับซ้อนก็จริง แต่มันก็มากด้วยขีดจำกัด การแทรกตัวเข้ามาในสังคมโลกของ AI ไม่ได้ทำให้ตายเหมือนในหนัง แต่ผลที่เกิดขึ้นแทบจะทันทีคือ ความกลัวตกงาน เพราะการเข้ามาทดแทนการทำงานในหลายๆ ด้านที่เกินความสามารถของมนุษย์ ทั้งใช้สมองคำนวณ คาดเดา วิเคราะห์ สร้างสรรค์ กระทั่งบังคับเครื่องจักรได้ 24 ชั่วโมง โดยไม่ขอขึ้นค่าแรงและไม่ก่อตั้งสหภาพ

จะบอกว่ามันย่องเข้ามาเงียบเชียบก็ไม่ถูกนัก เพราะ AI อยู่รอบตัวเรามานานพอควร ในเฟซบุ๊ค เป็นเพื่อนที่แนะนำเพื่อนอีกคนให้รู้จัก จดจำและระบุใบหน้าได้แม่นยำแม้เห็นเพียงเงาสะท้อน แนะนำให้ซื้อคอนโดทันทีที่บ่นอุบอิบเรื่องที่อยู่ หรือใน Netflix หากมอง AI เป็นมิตรสหายสายหนัง ก็ถือว่ารู้ใจไปเกือบทุกสิ่ง เพราะเพื่อนเล่นวิเคราะห์รสนิยมจากสิ่งที่เราเลือกดูมาเป๊ะๆ

“เฮ้ นายน่ะ ลองดูอันนี้สิ” หรืออะไรต่างๆ ในโลกออนไลน์ที่ออกแนว “คุณอาจสนใจสิ่งเหล่านี้ด้วย”

มองโลกในแง่ดี มีคนไม่น้อยปิ๊งป่องขึ้นมาว่า “ฮึ่ย ยังไงมันก็ไม่ใช่คน ไม่มีอารมณ์ ความสร้างสรรค์คือโคตรอาวุธของมนุษย์ ดังนั้น ที่ทางของเรายังมีเหลือเพียบ กลัวไปใยเล่าสหาย”

และแล้วก็ปรากฏเป็นตรงข้าม ปัญญาประดิษฐ์ฉลาดกว่านั้น โดยเฉพาะความคิดสร้างสรรค์ ที่เข้าไปมีส่วนในการผลิตคอนเทนต์ป้อนวงการสื่อและวงการบันเทิง

โคชันซู โปรดิวเซอร์ของสถานี KBS Entertainment ผู้ผลิตรายการบันเทิงของเกาหลีใต้ มองอีกด้าน ว่า AI ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นเพื่อนร่วมงานที่จะช่วยยกระดับศักยภาพการทำงานในด้านต่างๆ ดังที่จั่วหัวหนังสือว่า “งานของคุณอาจหายไปเมื่อ AI ทำงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้เหมือนมนุษย์ คนที่ปรับตัวและทำงานร่วมกับ AI เท่านั้นถึงจะอยู่รอด”

การปฏิวัติคอนเทนต์ในยุคของ AI สาธยายการนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้เป็นเครื่องมือในวงการต่างๆ นอกจากที่เรารู้จักในโลกโซเชียลมีเดียอย่างละเอียดยิบ ทั้งออกแบบ คัดกรองข่าว โต้ตอบทางแชทบอทอย่างเข้ากเข้าใจ เขียนบทภาพยนตร์ รับรู้ใบหน้าและแต่งรูป วาดภาพ แต่งเพลง ฯลฯ

บทหนึ่งของหนังสือที่น่าสนใจคือการนำ AI ไปใช้กับการถ่ายถอดสดฟุตบอล ทุกอย่างถูกแปลงเป็นตัวเลขและข้อมูล โดยมีการติดตั้งกล้องดิจิทัล 8-10 ตัว ในสนามฟุตบอลพรีเมียร์ลีก บันทึกข้อมูล 10 อย่างของนักกีฬาสองทีม รวม 12 คน และเกิดมาเป็นข้อมูล 1.4 ล้านชิ้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปพัฒนาศักยภาพของการแข่งขัน การวางแผน เห็นจุดเด่น เห็นช่องโหว่

มากกว่านั้นคือบริษัทพัฒนา AI พยายามหารูปแบบของการแข่งขันเพื่อวิเคราะห์เป็นข้อมูลมหาศาลเช่นกัน และจะถูกนำไปใช้หารายได้จากการคาดเดาผลการแข่งขัน ซึ่งก็คือวงการพนันนั่นแหละ

มองอย่างเป็นจริง มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว AI เข้ามาอยู่ปะปนกับมนุษย์ ยังมีความท้าทายอีกมากมายในยุคสมัยของ AI โดยเฉพาะสายคอนเทนต์และความคิดสร้างสรรค์ ที่เราเคยปักหลักเชื่อเสมอมาว่า จักรกลไม่มีทางทำได้ดีเท่ามนุษย์

ลองอ่านดูแล้วจะพบว่า หลักที่ปักไวัจะล้มครืน โลกไม่ใช่อย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะฉลาดล้ำมากกว่าคนจนต้องยอมศิโรราบ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่มนุษย์จะต้องลุกขึ้นมาปฏิวัติต่อสู้เหมือน The Terminator เพื่อล้มล้าง AI เพราะ “มึงแย่งงานกู!!” แต่นี่คือการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกัน และ AI ต่างหาก ที่จะถูกใช้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการ ‘ปฏิวัติ’ โลกทั้งใบไปสู่อนาคต

Related Books