คริสโตเฟอร์ โนแลน วิศวกรแห่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์

Tenet (2020) หนังยาวลำดับล่าสุดของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ดูจะจุดประกายการสนทนาให้หวนกลับมาในแวดวงภาพยนตร์อีกครั้งหลังซบเซาไปพักใหญ่หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 นับตั้งแต่ช่วงต้นปี ไม่ใช่แค่เนื้อเรื่องซับซ้อนจนดูจบต้องออกมาวิเคราะห์กันรอบนอก แต่มันยังกระตุ้นให้คนสนใจตีตั๋วเข้าไปดูหนังทั้งเรื่องในโรงภาพยนตร์หรืออาจจะถึงขั้นชมเวอร์ชั่นฉายแบบ 70 มม. เพื่อดูงานภาพแสนอลังการตามสไตล์เสด็จพ่อโนแลน กับงานสร้างที่ต้นทุนกระฉูดไปที่ 200 ล้านเหรียญฯ ซึ่งนับว่ามากที่สุดตั้งแต่เขาเคยทำหนังมา

เส้นเรื่องของ Tenet นั้นว่าด้วยสายลับนิรนาม (จอห์น เดวิด วอชิงตัน) พยายามยับยั้งไม่ให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สามจาก เทเน็ต วัตถุลึกลับที่มีอานุภาพในการย้อนกลับเวลาของสรรพสิ่ง อันนำเขาเข้ามาพัวพันกับมาเฟียตลาดมืดกับ นีล (โรเบิร์ต แพตตินสัน) นักสืบปริศนาที่โผล่เข้ามาในชีวิตของเขาอย่างไร้ที่มาที่ไป ซึ่งตามสไตล์หนังของโนแลน -มันเต็มไปด้วยรายละเอียดและข้อมูลปลีกย่อยที่ทำให้ต้องตั้งใจดูและฟังสิ่งที่ตัวละครพูดแทบทุกระเบียดนิ้ว- กับการเขย่าโครงสร้างของภาพยนตร์อย่างเฉียบคมอีกครั้งในฐานะคนทำหนัง

เป็นที่รู้กันดีว่าโนแลนนั้นสนใจและหมกมุ่นกับประเด็นเส้นเวลาและการจารกรรมในโลกภาพยนตร์อยู่แล้ว Following (1998) หนังยาวเรื่องแรกที่เขากำกับในวัย 28 ปีว่าด้วยเรื่องนักเขียนหนุ่มชาวอังกฤษที่เข้าไปพัวพันกับอาชญากรรมลึกลับ, Memento (2000) ชายที่จดจำเรื่องต่างๆ ได้ในระยะสั้นๆ จนต้องสักเหตุการณ์ทั้งหมดที่ไม่อยากลืมลงบนผิวหนังตัวเอง (อย่างไรก็ดี ความเฉียบคือเขาได้ทุนทำหนังเรื่องนี้จากการเอา Following ไปฉายในเทศกาลหนังนานาชาติฮ่องกง และถามคนดูว่าอยากสมทบทุนทำหนังเรื่องต่อไปของเขาไหม), Insomnia (2002) นักสืบที่ต้องเข้าไปอยู่ในดินแดนไร้เวลากลางคืน และทำให้เขาเริ่มสับสนระหว่างช่วงเวลาจนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคดีอาชญากรรมที่เขาติดตามอยู่

นั่นคือหนังสามเรื่องที่แจ้งเกิดโนแลนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ก่อนจะได้มากำกับไตรภาคแบตแมนที่ส่งให้เขากลายเป็นคนทำหนังชั้นนำของฮอลลีวูดทันที แม้ว่าแบตแมนของโนแลนจะไม่ได้ยึดโยงกับเส้นเวลาอย่างที่เขาถนัดนัก แต่มันก็ยังว่าด้วยเรื่องของมนุษย์ที่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนไม่อาจถอนตัวออกมาได้ อันปรากฎเป็นเอกลักษณ์สำคัญผ่านตัวละครหลายๆ เรื่องของเขา รวมถึง Tenet ซึ่งจับจ้องไปยังสายลับผู้กัดฟันไม่ปล่อยในการจะทำภารกิจเสี่ยงตาย แม้จะต้องเข้าไปพัวพันกับสิ่งที่เขาเองไม่เข้าใจตรรกะของมันแม้แต่นิดก็ตาม และอาจจะด้วยความที่โนแลนไม่ได้เรียนจบการทำภาพยนตร์มาโดยตรง (เขาจบเอกวรรณกรรม) งานของเขาจึงมักมีลวดลายบางอย่างที่แปร่งประหลาดไปจากคนทำหนังคนอื่นๆ

“ผมเริ่มทำหนังก็ตอนได้รู้จักกับพวกคนทำหนังในวิทยาลัย และเริ่มคิดว่าในโลกของงานเขียน คนเขียนมีอิสระในการเลือกทิศทางการเล่าเรื่องมาตั้งเป็นศตวรรษ และสำหรับผมซึ่งเป็นคนทำหนัง ผมก็ควรจะมีเสรีภาพในการเลือกเส้นทางการเล่าเรื่องแบบเดียวกันเหมือนกันนะ” เขาว่า

Inception (2010)

และภายใต้การเล่าเรื่องที่ฉวัดเฉวียน เส้นเรื่องซับซ้อนชวนสับสนจนกลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์เด่นของโนแลน โดยเฉพาะการปรากฏตัวของ Inception (2010) หนังว่าด้วยการโจรกรรมความฝันซึ่งกวาดรายได้ไปทั้งสิ้นแปดร้อยล้านเหรียญฯ หรือแม้แต่ Interstellar (2014) ซึ่งเล่าถึงช่วงเวลาที่เหลื่อมกันบนดาวเคราะห์แต่ละดวงตามที่ตัวละครหลักไปเยือน โนแลนจึงดูเป็นคนทำหนังที่หมกมุ่นอยู่กับโครงเรื่องเป็นหลักเสียจนดูราวกับว่าตัวละครของเขาเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการเล่าเรื่องอันซับซ้อนในหนังแต่ละเรื่องเท่านั้น แม้กระทั่ง Dunkirk (2017) หนังสงครามอิงประวัติศาสตร์ก็ยังไม่วายขับเน้นไปยังเส้นเรื่องที่เล่าต่างมุมมองกันสามเส้น ขณะที่กล้องลากเลื้อยไปตามเหล่าตัวละครที่หนีตายจากคมกระสุน (สมกับที่โนแลนบอกว่า “สำหรับผม Dunkirk ไม่ใช่เรื่องของสงคราม มันคือเรื่องของการเอาชีวิตรอดน่ะ”)

ตัวโนแลนเองเคยกล่าวถึงสไตล์การทำหนังของเขาว่า “ปัญหาอย่างหนึ่งคือ ผมมักเริ่มต้นการทำหนังจากโครงสร้างหนังจารกรรม เพราะในตอนนั้นมันดูเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเริ่มหนังแต่ละเรื่อง เพราะเรื่องราวในหนังจารกรรมส่วนใหญ่มันมีเนื้อหาที่สนุกและบันเทิงอยู่ แต่แล้วผมก็ตระหนักว่า หนังจารกรรมส่วนมากแล้วมันปราศจากอารมณ์ความรู้สึกพอสมควร

“และสิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากๆ ในการกำกับหนังคือการได้เผชิญหน้ากับความท้าทายอยู่เสมอ ผมอยากเล่าเรื่องที่มันซับซ้อนราวกับวิ่งอยู่ในเขาวงกต มากกว่าจะเป็นผู้ลอยตัวอยู่เหนือเขาวงกตนั้น มองดูตัวละครทำผิดพลาดเรื่องแล้วเรื่องเล่าและวิ่งไปผิดเส้นทาง เราต้องลงไปอยู่ในเขาวงกตนั้นกับพวกเขาด้วย วิ่งไปผิดเส้นทางด้วยกันกับเขา ไปเจอทางตันเช่นเดียวกันกับเขา มันถึงจะรู้สึกสมจริง ผมชอบหนังที่มันมีโครงเรื่องเป็นแบบแผน เหมือนเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ต้องคำนวณ อย่างที่ผมเอามาใช้ใน Memento นั่นแหละครับ”

เหตุนี้ จึงไม่แปลกที่เขาจะถูกขนานนามว่าเป็นวิศวกรแห่งโลกภาพยนตร์ จากการที่หนังส่วนใหญ่ของเขาเต็มไปด้วยรายละเอียดปลีกย่อย การคิดคำนวณและการวางแผนมากมายของตัวละคร เช่นเดียวกันกับ Tenet ซึ่งเป็นเสมือนการกลับมาทำหนังแบบ ‘เข้ามือ’ อีกครั้งของโนแลน นั่นคือหนังที่ว่าด้วยการจารกรรม สายลับและเส้นเวลาที่พลิกผัน “นี่มันไม่ใช่หนังที่ว่าด้วยการเดินทางข้ามเวลานะครับ มันว่าด้วยคุณสมบัติของเวลาต่างหาก” เขาบอกอย่างภูมิใจ (และไม่น่าประหลาดใจเลยที่แพตตินสัน -หนึ่งในนักแสดงนำของเรื่อง- ไม่สามารถเล่าเรื่องย่อแบบเป็นเรื่องเป็นราวให้ผู้สื่อข่าวได้จนต้องออกปากว่า “ไม่รู้เหมือนกันฮะ”)

และไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบงานของคริสโตเฟอร์ โนแลน ถึงที่สุดแล้วอาจต้องยอมรับเขาว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงและสนทนาเป็นวงกว้างมากที่สุดคนหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้น ความที่เขาหลงใหลและหมกมุ่นกับการถ่ายทำด้วยฟิล์ม 70 มม. ยังทำให้หลายคนต้องตีตั๋วที่แพงขึ้นเพื่อเข้าชมหนังของเขาในระบบฟิล์มอยู่กลายๆ ดังที่ปรากฏให้เห็นใน Dunkirk หรือ Tenet เองซึ่งน่าจับตาอย่างมากว่าท่ามกลางสภาพร่อแร่ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ยังมีคนอีกไม่น้อยที่ต่อคิวกันเข้าไปดูหนังของเขาในระบบฟิล์มกันจนเต็มโรง และไม่ว่าหนังจะประสบความสำเร็จเรื่องคำวิจารณ์หรือรายรับหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือกระแสท่วมท้นเมื่อคนกลับเข้าไปดูหนังในโรง อันเป็นสิ่งที่เราไม่ได้เห็นมานานแล้วภายหลังจากเกิดโรคระบาด

Related Books