ปริศนา ‘ไฟป่าเชียงใหม่’​ ยอดภูเขาน้ำแข็งของระเบิดเวลาลูกใหญ่ ?

ในช่วงที่ฟีดข่าวเต็มไปด้วยเรื่อง COVID-19 และการประกาศเคอร์ฟิว อีกฟากหนึ่งของประเทศกำลังลุกเป็นไฟ

เชียงใหม่-เมืองที่คนจากทั่วสารทิศชอบไปพักผ่อนหย่อนใจ ขึ้นดอยสัมผัสหมอก ชมดอกไม้ ถ่ายรูปชิคๆ ตอนนี้กลายเป็นภูเขาไฟมาสักพักแล้ว ตั้งแต่อำเภอจอมทอง เชียงดาว สะเมิง ไล่มาถึงเชิงดอยสุเทพ-ปุย

เอาเข้าจริงแล้วไฟป่าไม่ใช่เรื่องใหม่ แทบจะเรียกว่าเป็นของคู่กันด้วยซ้ำ เมื่อมีป่าย่อมมีไฟ เมื่อเชื้อเพลิงถูกกระตุ้นด้วยปัจจัยที่เหมาะสม สภาพอากาศเป็นใจ เปลวเพลิงก็พร้อมจะลุกไหม้ได้ทันที

มีทั้งแบบที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งนานครั้งจะเกิดขึ้นสักที กับอีกแบบที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ซี่งเกิดขึ้นถี่กว่า

ในรายงานพิเศษของ The Curator ชิ้นนี้ จะโฟกัสไปที่แบบหลัง โดยตั้งต้นจากสถานการณ์ไฟป่าล่าสุดที่เชียงใหม่ ซึ่งรุนแรงและลุกลามมากกว่าทุกปี โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมา

คำถามคลาสสิกที่ว่า ‘ใครเผา’ และ ‘เผาทำไม’ นำไปสู่การค้นหาคำตอบจากนักวิชาการและคนทำงานในพื้นที่ พร้อมกับการรวบรวมข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง ปรากฏว่าสิ่งที่เราได้เห็นได้ฟังมา สร้างทั้งความประหลาดใจและชวนให้ตาสว่างไปพร้อมๆ กัน

หากเปรียบประเทศไทยเป็นป่า ไฟที่กำลังโหมอยู่ตอนนี้ อาจคล้ายระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่ใกล้ระเบิดเต็มที ยังไม่นับว่ามีใครบางคนที่กำลัง ‘เล่นกับไฟ’ โดยมีประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เป็นตัวประกัน

 

ที่มาภาพ: วีรเดช ทองสุวรรณ

 

ไฟปริศนา กับค่าฝุ่นละอองระดับโลก

“ผมเองยังไม่ค่อยแน่ใจเรื่องสาเหตุของไฟป่าในครั้งนี้ เพราะยังไม่มีใครทราบสาเหตุจริงๆ เหมือนกัน เท่าที่ทราบคือปีนี้มีความชื้นในอากาศต่ำมาก อากาศมันจึงแห้งมาก ซึ่งเป็นผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศของโลก ไฟป่ามันจึงเกิดถี่ขึ้นมากๆ แต่อย่างไรก็ดี มันมีความแปลกบางอย่าง โดยเฉพาะในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะไฟไปไหม้ในป่าที่ปกติไม่เคยไหม้”

ข้างต้นคือข้อสังเกตของ นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ ‘หมอหม่อง’ อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ผู้พำนักอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ นักอนุรักษ์เจ้าของรางวัลลูกโลกสีเขียว เขาน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่ออกมาชี้ให้เห็นถึงสัญญาณอันตรายจากปัญหาฝุ่นควันที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่คนทั่วไปยังไม่รู้ว่า PM 2.5 คืออะไรด้วยซ้ำ

“ปกติแล้วไฟป่าทางภาคเหนือ มันจะเกิดในป่าที่ปรับตัวกับไฟได้ ไหม้ไปก็ไม่เสียหายมาก แต่ปีนี้กลับไปไหม้ในป่าดิบ บนเขาที่อยู่ระดับสูงขึ้นไปซึ่งน่าจะมีความชื้นมากพอ และการเกิดไฟมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ อย่างพวกกิ่งไม้เสียดสีกัน หรือเกิดจากฟ้าผ่า แต่มันเกิดจากคนเผา สิ่งที่น่าสงสัยคือ ทำไมปีนี้ไฟมันไปลุกลามนอกเขตที่เราคุ้นเคย ผมเลยสงสัยว่าอาจมีเหตุอะไรที่ไม่ปกติ หรือมีการกลั่นแกล้งกันหรือเปล่า ผมไม่รู้ แต่มันคงไม่ได้เกิดการจากหาของป่าของชาวบ้าน หรือการเผาไร่อะไรทำนองนั้น ซึ่งมันสามารถระบุพื้นที่ได้”

สอดคล้องกับความเห็นของ ธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานร่มบินและโดรนอาสา จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีส่วนในการเผยแพร่ภาพดอยสุเทพกำลังลุกเป็นไฟให้ประชาชนทั่วประเทศได้เห็น ซึ่งให้สัมภาษณ์กับทางไทยรัฐ ทีวี เมื่อวันที่ 28 มีนาคมว่า

“ปีนี้ถือว่าแรงมาก ดอยสุเทพไม่เคยไหม้มา 3-4 ปี ปีนี้ผิดปกติมาก มันไม่ใช่แค่การเผาป่าล่าสัตว์ หรือขยายที่ทำกินอย่างเดียว แต่อาจมีความขัดแย้งอะไรสักอย่าง ซึ่งยังหาคำตอบไม่ได้ มีไฟจุดใหม่เกิดเป็นวันละร้อยจุด จนทำให้ค่าฝุ่นควันติดอันดับหนึ่งของโลกมาร่วมเดือน ที่แน่ๆ คือไม่ใช่การเผาไร่ข้าวโพด ไม่ใช่ควันจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นไฟที่เกิดขึ้นในเขตป่าอนุรักษ์ เขตอุทยาน”

สำหรับไฟป่าที่เกิดขึ้นล่าสุดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายของหลายฝ่าย เพราะแม้คณะรัฐมนตรีจะประกาศให้ ‘การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง’ เป็นวาระแห่งชาติ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 โดยออกมาตรการทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ให้แต่ละจังหวัดนำไปบังคับใช้ในพื้นที่ แต่ดูเหมือนสถานการณ์ด้านฝุ่นควันในรอบปีที่ผ่านมา กลับยังไม่ดีขึ้นเท่าไรนัก

ตรงกันข้าม ดัชนีชี้วัดคุณภาพอากาศในพื้นที่เชียงใหม่ รวมถึงหลายจังหวัดในภาคเหนือ เช่น เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน หากนับเฉพาะช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พุ่งทะยานเป็นอันดับหนึ่งของโลกเป็นที่เรียบร้อย หลายพื้นที่อยู่ในระดับที่ ‘เกินคำว่าอันตราย’ วัดค่าได้เกิน 500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จากค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกตั้งไว้ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

พูดง่ายๆ คือเกินค่ามาตรฐานประมาณ 10 เท่า และพุ่งไปถึง 20 เท่าในบางช่วงเวลา ดังที่ปรากฏในพื้นที่อำเภอสะเมิง เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2563 เวลา 11.00 น. วัดค่าได้ 1,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

 

 

หากยังจำกันได้ ช่วงที่ฝุ่น PM 2.5 ปกคลุมเมืองกรุงและปริมณฑลเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เพียงแค่ได้เห็นหมอกหนาบดบังตึกระฟ้า หรือเห็นค่าดัชนีชี้วัดคุณภาพอากาศแตะหลัก 200-300 ชาวกรุงทั้งหลายก็ตกอยู่ในภาวะระส่ำระสาย หายใจไม่เต็มปอด บางรายพบผลกระทบชัดเจนจากเลือดที่ปนออกมากับน้ำมูกและเสมหะ ทว่านั่นเป็นเพียงเสี้ยวเดียวของสภาวะที่คนเชียงใหม่กำลังเผชิญอยู่

“เรื่องพวกนี้มันกระทบสุขภาพอยู่แล้ว อย่างเรื่องมลพิษทางอากาศ ฝุ่น PM 2.5 ผลกระทบระยะสั้นมันยังไม่โผล่มาให้เห็นเยอะเท่าไหร่ เหมือนคุณสูบบุหรี่น่ะ ยังไม่ป่วยวันนี้หรอก อาจเจ็บคอบ้าง ไอบ้าง แต่การสูบบุหรี่เรื้อรังจะทำให้เราป่วยเป็นมะเร็งปอด เป็นโรคหัวใจ” นพ.รังสฤษฎ์ ขยายความถึงผลกระทบด้านสุขภาพที่ร้ายแรง แต่น้อยคนนักที่จะตระหนัก

“แล้วการหายใจเอาอากาศปนเปื้อนฝุ่น PM 2.5 ที่ทุกๆ 22 ไมโครกรัมมันเท่ากับบุหรี่มวนหนึ่งเข้าไปทุกวันแบบนี้ เท่ากับว่าเด็กที่เกิดมา ก็เหมือนสูบบุหรี่อยู่ทุกวัน เพราะไม่มีใครที่ไม่หายใจ นี่คือผลกระทบระยะยาว เราสูญเสียคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากรไป แต่รัฐไม่เข้าใจเรื่องนี้ เพราะรัฐไม่เห็นโลงศพก็ไม่หลั่งน้ำตา”

“อย่างเรื่องไฟป่า ในระยะสั้นมันก็ต้องช่วยกันดับ แต่ไฟมันดับได้ ก็ไหม้ขึ้นมาใหม่ได้เหมือนกัน ดังนั้น กำลังคนจึงต้องมากกว่านี้ รัฐส่งคนลงมาช่วยเหลือก็จริง แต่มันไม่มีประสิทธิภาพเลย คนทำงานถึงได้เหนื่อยมาก สิ่งที่ผมพยายามบอกคือระดับรัฐ ระดับจังหวัด ไม่ประสานความร่วมมือเลย ที่ผ่านมาภาคประชาชนพยายามจะช่วย แต่ถูกปฏิเสธและโดนมองในแง่ลบ เราเผยภาพไฟไหม้ป่าออกไป จังหวัดก็บอกเสียหน้า ไม่พอใจ มันจึงเป็นเรื่องของวิธีคิดที่ล้าสมัย และเป็นการทำงานเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของตัวเองมากกว่า”

“ว่ากันตามตรง ผมก็ท้อนะ พูดเรื่องนี้มาสิบปี แต่แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร จนรู้สึกว่าประชาชนก็ต้องทนเอาแล้วกัน”

 

ใครเผา เผาทำไม

เชื่อว่านี่คงเป็นคำถามที่ใครหลายคนอยากรู้ แต่การหาคำตอบที่แท้จริงดูจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก

หนึ่งในจำเลยที่ปรากฏตามสื่อกระแสหลักมาหลายปี คือชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ มีทั้งการเผาขยะ เผาเพื่อเก็บหาของป่า เผาเศษซากจากการทำการเกษตร เผาเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก การ ‘ชิงเผา’ เพื่อลดการสะสมของเชื้อเพลิงในป่า ไปจนถึงการเผาฟืนไฟในชีวิตประจำวัน

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ สื่อมวลชนอาวุโส อดีตบรรณาธิการนิตยสารสารคดี ผู้ติดตามปัญหาสิ่งแวดล้อมมายาวนาน แจกแจงสาเหตุของปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองในภาคเหนือไว้อย่างกระชับ ผ่านบทความ ‘หมอกควันพิษภาคเหนือ ความสิ้นหวังเป็นแบบนี้เอง’ เผยแพร่ลงในบล็อกส่วนตัวเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ใจความตอนหนึ่งว่า

 

“ทุกวันนี้ นอกจากความขุ่นมัวของท้องฟ้า ไฟป่า และทัศนวิสัยอันปกคลุมด้วยหมอกควันพิษแล้ว มีแต่ความเงียบราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

รัฐบาลและผู้มีอำนาจ ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการไปตรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่ มอบนโยบายพอเป็นพิธี แจกสิ่งของ และถ่ายภาพร่วมกัน แล้วบินกลับไปบัญชาการอยู่ในห้องแอร์ที่กรุงเทพฯ ต่อไป

ราวกับเป็นงานประจำที่ทำทุกวัน ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินอะไร

ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยในจังหวัดต้องออกมาดับไฟป่าอย่างหนักหน่วง

ปล่อยให้ชาวบ้านต้องช่วยเหลือตัวเอง ราวกับว่าไม่มีรัฐบาล

ไม่มีผู้นำคนไหน ออกมาร่วมทุกข์ร่วมสุข หรือดับไฟกับชาวบ้านหรือเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย

ก่อนหน้านี้หากรัฐบาลมีมาตรการระยะยาว ระยะสั้น ในการเตรียมการจัดการแก้ไขต้นเหตุของปัญหาไฟป่าอย่างจริงจัง

คุณภาพอากาศคงจะไม่เลวร้ายเท่าตอนนี้ ทั้งๆ ที่รู้มาตลอดว่า ต้นเหตุของปัญหาคืออะไร

ปัญหาการเผาพืชไร่ โดยเฉพาะตอซังข้าวโพด หลังการเก็บเกี่ยว เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่การเกษตรมาส่งเสริมให้คนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อการส่งออก พื้นที่เกษตรและการบุกรุกป่าเพื่อปลูกข้าวโพดได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

ทุกวันนี้พื้นที่ปลูกข้าวโพดทั่วประเทศมีประมาณ 7 ล้านไร่ และอยู่ในภาคเหนือถึง 4.5 ล้านไร่

หลังฤดูเก็บเกี่ยวในช่วงนี้ การเผาพืชไร่ของชาวไร่ เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกต่อไปจึงยังทำกันสม่ำเสมอ เพราะชาวไร่ไม่มีวิธีอื่น แม้ว่าจะมีการออกประกาศห้ามเผา แต่ในทางปฏิบัติ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

นอกจากเผาพืชไร่ในพื้นที่ของตัวเองแล้ว ไฟยังลุกลามเข้าไปในป่าที่ติดกันอีก ไม่รวมถึงการบุกรุกป่าเพื่อทำไร่ข้าวโพด และถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็จุดไฟเผา ลุกลามเป็นไฟป่า

อีกปัญหา คือหมอกควันพิษที่ลอยมาจากการเผาซากไร่ประเทศเพื่อนบ้านหลายล้านไร่ จากนโยบายส่งเสริมการปลูกข้าวโพด เพื่อนำมาทำอาหารสัตว์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมการเกษตร

แต่ก็ยังไม่มีการเจรจาในระดับภูมิภาคเลยว่า จะจัดการปัญหานี้อย่างไร เปรียบเทียบกับเมื่อครั้งเกิดไฟป่าที่ประเทศอินโดนีเซีย จากการเผาป่าเพื่อเปลี่ยนเป็นสวนปาล์ม จนควันลอยมาถึงประเทศสิงคโปร์ รัฐบาลสิงคโปร์กดดันประเทศเพื่อนบ้านจนประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง

อีกสาเหตุหนึ่ง เกิดขึ้นไม่นาน คือ กลุ่มนายทุนจากตัวเมือง ที่ว่าจ้างชาวบ้านชาวเขาที่อาศัยใกล้ป่าหลายแห่ง ให้เลี้ยงฝูงวัวควายหากินในป่า และพอเข้าหน้าแล้งก็จุดไฟเผาป่า หวังจะเกิดหญ้าระบัด ให้วัวควายได้กิน กลายเป็นสาเหตุสำคัญ เพราะเป็นการตั้งใจจุดไฟเผาป่า จนกลายเป็นไฟลามไปทั้งป่า

และปัญหาอีกประการคือ ความขัดแย้งของชาวบ้านผู้อาศัยอยู่รอบอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหลายแห่งกับเจ้าหน้าที่ จนเมื่อเกิดปัญหาไฟป่า คนที่ดับไฟป่ามีเพียงเจ้าหน้าที่ ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่กลับนั่งดูเฉยๆ”

 

เพื่อให้เห็นภาพและทำความเข้าใจปัญหาในระดับพื้นที่มากขึ้น เราต่อสายถึง บัณรส บัวคลี่ ผู้ร่วมก่อตั้ง ‘สภาลมหายใจเชียงใหม่’ และ ‘WEVO สื่อสู้ฝุ่น’ สื่อท้องถิ่นที่ติดตามและรายงานความเคลื่อนไหวสถานการณ์ไฟป่าอย่างใกล้ชิด

ในตอนแรก เราแจ้งเขาว่าจะรบกวนเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง เพื่อทำความเข้าใจภาพรวมของสถานการณ์ และข้อสันนิษฐานที่ทำให้ปัญหายืดเยื้อและรุนแรงกว่าทุกปี ทว่าเมื่อเริ่มต้นสนทนา เขาบอกว่าไฟป่าที่เห็น เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ยังมีปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้ภูเขาอีกมากมาย และการจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ ต้องค่อยๆ สางออกมาทีละปม

ต่อไปนี้คือใจความสำคัญๆ ที่กลั่นออกมาจากการสนทนากับเขาเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม

 

ที่มาภาพ: WEVO สื่อสู้ฝุ่น

เกมการเมือง ที่มีประชาชนเป็นตัวประกัน ?

ในบรรดาปัจจัยทั้งหลาย มีทั้งปัจจัยที่มันเกิดเอง และปัจจัยที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ พูดง่ายๆ คือเป็นเกม มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน แก้แค้นกัน หรือไม่พวกข้าราชการมันก็ล่อกันเอง

โดยส่วนตัว ผมให้น้ำหนักของมนุษย์ขัดแย้งกันมากกว่าปัจจัยอื่น เพราะมันชัดเจนว่าเป็นการไหม้ที่แปลกประหลาด ไม่ปกติ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ แล้วไฟจะไหม้เองได้ขนาดนี้

ถ้าดูจากสถิติ ปีนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน มันเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 30 เปอร์เซ็นต์ แล้วเกือบทั้งหมดอยู่ในป่าอนุรักษ์ จากสถิติที่รายงานมาทุกวัน ป่าอนุรักษ์นำโด่งทุกวัน วันละเป็นร้อยจุด คนก็เลยตั้งคำถามขึ้นมา

ถ้าย้อนไปช่วงปี 2550 เชียงใหม่มีพื้นที่ป่าประมาณ 12 ล้านไร่ คิดเป็นพื้นที่ 80 เปอร์เซ็นต์ ของทั้งจังหวัด ผ่านไป 10 ปี เหลืออยู่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 9 ล้านไร่ ทีนี้ในระบบของการบริหารจัดการ มันแบ่งออกเป็นสามส่วน หนึ่งคือป่าอนุรักษ์ พื้นที่อุทยานทั้งหลาย ดูแลโดยกรมอุทยาน สองคือป่าสงวน ดูแลโดยกรมป่าไม้ สามคือพื้นที่ราบ มีผู้ว่าฯ และนายอำเภอดูแล ผ่านอำนาจของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

นี่คือโครงสร้าง จังหวัดในภาคเหนือตอนบน 9 จังหวัดจะคล้ายๆ กัน ยกเว้นเชียงราย ที่มีพื้นที่ราบมากหน่อย มีพื้นที่ป่า 40 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเกิน 50 เปอร์เซ็นต์หมด

ด้วยเหตุนี้ ความซับซ้อนของการจัดการปัญหาไฟในภาคเหนือจึงรุงรังไปหมด ในทางกฎหมายมันแยกเป็นป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ และที่ทำกินของชาวบ้าน โดยมีแต่ละหน่วยงานรับผิดชอบต่างหาก แต่ในทางปฏิบัติ ในป่าสงวนก็มีที่ชองชาวบ้านเยอะแยะไปหมด มีพื้นที่ทำกิน แม้กระทั่งวัดก็อยู่ในนั้นแหละ เอาแค่ในเชียงใหม่ ก็มีเป็นพันหมู่บ้านที่อยู่ในเขตป่าสงวน ส่วนป่าอนุรักษ์ ก็มี 400 กว่าชุมชนที่อยู่ในนั้น

ในส่วนของการเผา เราเพิ่งมามีการจำแนกกันจริงๆ เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน ใช้เวลา 2-3 ปีจนเริ่มชัดเจน มีการแยกย่อยลงไป เพื่อจะระบุให้ได้ว่าปัญหาเกิดจากตรงไหน ซึ่งเมื่อก่อนเขาก็ชี้ไปที่ชาวบ้าน ทีนี้ชาวบ้านมันจับมือดมได้ง่าย เพราะเขามีที่เกษตรของเขาชัดเจน รู้ว่าของใคร ดังนั้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่ราบแทบไม่กล้าทำอะไรแล้ว จะเหลือแต่ชาวบ้านที่ทำพื้นที่เกษตรในป่า

ประมาณสองปีก่อน มีการประกาศห้ามเผา 60 วัน ซึ่งวิธีแก้ของชาวบ้านที่ง่ายที่สุด คือดูว่าถ้าลมพัดมาทางนี้ เขาก็ออกไปเผาไกลหน่อย สักสองกิโล แล้วให้ลมพัดมาทางที่ของตัวเอง ซึ่งที่ของตัวเองอาจมีแค่ 10-20 ไร่ แต่พอเผาแบบนี้จึงลามไปเป็นร้อยไร่ ก็มึงห้ามกู แล้วจะให้กูทำยังไง นี่คือส่วนชาวบ้าน

แต่มันไม่ได้มีแค่ชาวบ้าน เมื่อปีก่อนที่เชียงดาว มีการเข้าไปไล่จับรีสอร์ทแถวบ้านนาเลา เข้าไปไล่จับแบบหักดิบกันเลย พอโดนหักดิบแบบนั้น เขาก็แค้น ก็เผากันวอดวายเลย จนต้องปิดดอยเชียงดาว อันนี้เขาเผาเพราะแค้น คุณไปทุบชามข้าวเขา

ส่วนปีนี้ ล่าสุดก็ที่ม่อนแจ่ม คล้ายๆ กันเลย ซึ่งเจ้าหน้ารัฐก็ยังจับมือใครดมไม่ได้ แต่ก็ตะหงิดๆ อยู่ว่า พวกม่อนแจ่มแก้แค้นกูรึเปล่าวะ

อีกด้านหนึ่ง ก็มีคนตั้งข้อสันนิษฐานเหมือนกันว่า ไม่ใช่ชาวบ้านหรอก แต่พวกข้าราชการนี่แหละตัวดี มันล่อกันเอง ก็เลยเผากันเอง

ถ้าดูจากเอกสารงบประมาณ ปีนี้งบของกรมอุทยานฯ มันน้อย หายไปเป็นร้อยล้านถ้าเทียบกับงบประมาณปี 2562 และเป็นไปได้ว่า การให้รัฐมนตรีมาลงพื้นที่ล่าสุด ก็เพราะอยากได้งบเพิ่มนี่แหละ

จริงๆ ปีนี้เรานึกว่าจะดีกว่าปีที่แล้ว ด้วยแนวโน้มการจัดการอะไรต่างๆ แต่มันเริ่มเฟลตั้งแต่กลางเดือนกุมภาฯ เป็นต้นมา ถามว่าเฟลเพราะอะไร ปัจจัยหนึ่งที่สังเกตคือ การต่ออายุอธิบดีกรมอุทยานฯ ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ แล้วเอาเข้า ครม. ต้นเดือนมีนา ปรากฏว่าหลังจากนั้นมันยิ่งไหม้ใหญ่เลย

ขนาดผู้ว่าฯ เองยังมึนเลย ผมไปนั่งคุยกับแกอยู่ พอยกประเด็นขึ้นมาว่า ทำไมมันไหม้ในป่าอนุรักษ์เยอะจัง ผู้ว่าฯ บอกผมก็มึนเหมือนกัน เพราะมันไม่ใช่จุดที่ชาวบ้านจะเข้าไปเผา มันอยู่กลางป่า และมันไม่เคยเกิด

ปีนี้เลยกลายเป็นปีที่เฟลมาก หดหู่มาก เราวิ่งสู้ฟัดกันมาก่อนหน้านี้ตั้งหลายเดือน กระบวนการต่างๆ ของทางราชการเอง ก็ถือว่าดีขึ้น พยายามจะกำจัดจุดอ่อนกัน แต่ไปๆ มาๆ คุมไม่ได้ เอาไม่อยู่ สุดท้ายเฟลกันหมด

จะเห็นว่ามันเป็นปัญหาที่รุงรัง ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ก็มีไฟป่า แล้วก็แห่มาดับกันง่ายๆ แต่เบื้องหลังของมันคือภูเขาน้ำแข็ง มีอะไรซ่อนอยู่อีกมากมาย ไฟที่เห็นนี่เป็นยอดภูเขาเท่านั้น

 

มองให้เห็นช้างทั้งตัว

ถ้ามองภาพกว้างขึ้นมาหน่อย ไฟป่าคือซับเซตหนึ่งของเรื่องฝุ่นควัน ซึ่งเป็นปัญหาระดับประเทศ เป็นเรื่องของอุตสาหกรรมเกษตรของมหาเศรษฐี มีคนเกี่ยวข้องตั้งแต่มหาเศรษฐีระดับแสนล้าน ร้อยล้าน สิบล้าน หนึ่งล้าน หนึ่งแสน คนรับเงินเดือนห้าหมื่น สามหมื่น ไปจนถึงชาวบ้านที่ไม่มีเงิน ตัวแปรเหล่านี้เกี่ยวกับการเผาทั้งหมด มีส่วนในการสร้างปัญหาฝุ่นควันทั้งหมด

มหาเศรษฐีที่ทำอุตสาหกรรมเกษตร ก็ต้องเผา มหาเศรษฐีที่ทำน้ำตาล ก็ต้องเผา ชาวบ้านที่ขับปิ๊กอัพที่ใช้งานมาเกินสิบปี ที่เป็นรถมาตรฐานยูโรสาม ก็มีส่วนกับการปล่อย PM 2.5 ทุกคนเกี่ยวข้องหมดเลย มันเลยเป็น conflict of interest ที่ใหญ่มาก นี่คือภาพใหญ่ของปัญหาฝุ่นควันระดับประเทศ

เอาแค่เรื่องไฟที่เพิ่งเกิดขึ้นมา ก็รุงรังมากแล้วอย่างที่บอกไป เป็น conflict of interest เหมือนกัน ฉะนั้นเมื่อมันเป็นปัญหาสังคม เวลาเราสางมันออกมา ต้องค่อยๆ แกะ ต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่แค่ไฟ และต้องมองให้เห็นภาพใหญ่ที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งวิธีคิดแบบนี้ เป็นวิธีคิดที่อยู่นอกกรอบของราชการ ไม่ใช่สิ่งที่ราชการเคยชิน ราชการจะเคยชินกับภารกิจของใครของมัน ดับไฟก็คือดับไฟ รับผิดชอบเฉพาะในส่วนของตัวเอง

ถามว่าจะแก้ยังไง เอาในระยะสั้นก่อน หนึ่ง เราต้องใช้วิธีคิดใหม่ว่านี่ไม่ใช่ไฟป่าตามฤดูกาล แต่เป็นเรื่องซับซ้อน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของคน

สอง ต้องยอมรับว่าราชการมีกับดักของตัวเอง ฉะนั้นระเบียบของราชการเองก็มีปัญหาที่จะต้องสะสาง แก้ไข

สาม เราต้องขยับไปสู่การรวมพลังกันของทั้งสังคม ไม่ใช่แค่ปัญหาของราชการ ไม่ใช่แค่ปัญหาของชาวบ้าน คนใดคนหนึ่งจะมาแก้ไขเพียงลำพังไม่ได้ เพราะยังไงก็ไม่มีพลัง ต้องเปลี่ยน mindset กันใหม่

อย่างปีนี้ บอกตามตรงว่าแก้ยังไงก็ไม่ทันแล้ว ประชาชนก็รับกรรมกันไปแล้ว แต่ปีหน้า ต้องมาเซ็ตวิธีการกันใหม่ และต้องเริ่มให้เร็ว

ถึงที่สุดแล้ว การจัดการเรื่องไฟป่าให้ได้ผล ชาวบ้านต้องเอาด้วย การไปห้าม คุณไม่มีทางห้ามได้หรอก เพราะป่ามันใหญ่ จริงๆ ชาวบ้านด้วยกันเขาก็รู้แหละว่าใครเป็นใคร แต่เขาก็เอามือซุกหีบดีกว่า

เรากำลังคุยกับสำนักงานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่าจะเอา blockchain มาช่วยในการให้รางวัลชาวบ้าน แต่รัฐบาลต้องเอาด้วยนะ ชาวบ้านที่มาทำ MOU กับเรา ให้เลยไร่ละร้อย ถ้ารักษาได้เอาไปเลย ร้อยไร่ก็หมื่นนึง พันไร่ก็แสนนึง ถ้าคุณดูแลได้พันไร่ พ้นสามเดือนเอาไปเลยแสนนึง

นี่คือเรื่องที่เรากำลังคิดกันอยู่ เพราะเราเห็นแล้วว่าจิตสำนึกอย่างเดียวมันไม่พอ ต้องเอาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาล่อด้วย เพื่อให้เกิดพลังทางสังคมอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่พลังของกฎหมายและราชการ

 

บัณรส บัวคลี่ ผู้ร่วมก่อตั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่ และ WEVO สื่อสู้ฝุ่น

 

ส่วนในระยะยาว กลุ่มของผมเคยทำเป็นแผนผังง่ายๆ ถ้าเราจะมองให้เห็นช้างตัวนี้ทั้งตัว ต้องมองให้ครบอย่างน้อย 5 มิติ และผลักดันออกไปทั้ง 5 มิติ

มิติแรก อิงจากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ก็คือเรื่องการผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด มีองค์กรบริหารกลางแบบต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมทางสังคมใหม่ เหมือนกับการเปลี่ยนจากถุงพลาสติกมาใช้ถุงผ้า เพราะนี่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศครั้งใหญ่ และต้องอาศัยการปรับพฤติกรรมสังคมในระยะยาว

มิติที่สอง ลดอำนาจรวมศูนย์ ซึ่งเป็นกับดักในระบบราชการไทย เอาแค่ในเชียงใหม่ มีหน่วยงานที่ใหญ่กว่าผู้ว่าฯ เยอะแยะไปหมด เช่น กรมอุทยาน ซึ่งดูแลพื้นที่ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ แล้วกรมอุทยานก็ไม่ได้สนใจผู้ว่าฯ อะไรนักหนาหรอก เขาก็มีวิธีตั้งงบประมาณ วิธีการจัดการของเขา นี่คือปัญหาในมิติของระบบราชการไทย

มิติที่สาม คือการขยายพรมแดนการศึกษา รวมถึงข้อมูลความรู้ต่างๆ ที่ผ่านมาเราไปสนใจแค่ว่า ไฟมาจากไหน ควันมาจากไหน ทั้งที่ความจริงปัญหานี้มันเกี่ยวข้องกับภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ไม่ใช่แค่ว่า เฮ้ย มีไฟป่าแล้วต้องดับ หรือไฟมาจากไหน แต่บริบทพรมแดนความรู้เรื่องนี้ มันขึ้นไปบนชั้นฟ้าแล้ว คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ชั้นอุณหภูมิผกผัน” หรือ Temperature Inversion เป็นสภาวะอากาศที่ไม่ถ่ายเท และกักควันเอาไว้ เหมือนมีฝาครอบล่องหน ขังให้อากาศจากที่ตํ่าไม่สามารถลอยขึ้นที่สูงได้

ปีนี้กรมอุตฯ เพิ่งมีการศึกษาว่าในแต่ละวัน อากาศจะยกตัวในระดับไหน ถ้าอากาศแย่ๆ มันอาจยกแค่สองกิโล ตอนบ่ายอากาศจะไม่ดี แต่ถ้าวันไหนยกขึ้นเกิน 3.5 กิโล ตอนบ่ายจะอากาศดี ปั่นจักรยานได้ ความรู้พวกนี้เราเพิ่งมารู้กันปีนี้เอง นี่คือพรมแดนความรู้ที่คนไทยเราแทบไม่เคยรู้เลย ว่าตกลงเรากำลังเผชิญหน้ากับอะไรกันแน่

มิติที่สี่ คือการใช้กระบวนการทัศน์แบบ ‘Fire management’ ถ้าเป็นกระบวนทัศน์แบบเดิมเมื่อ 4-5 ปีก่อน เราจะได้ยินคำว่า ‘zero burning’ ที่กำหนดว่า 60 วัน ห้ามมีการเผาเด็ดขาด ซึ่งก็เกิดวิวาทะจากคนที่จำเป็นต้องใช้ไฟ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะ zero burning ในป่า ด้วยโครงสร้างภูมิประเทศของที่นี่ เกินกว่าครึ่งเป็นป่าผลัดใบ ยังไงก็ต้องเกิดไฟ เช่น ดอยสุเทพ ไม่ได้มีการจัดการเชื้อเพลิงมา 5-6 ปี พอไหม้ขึ้นมาทีนึง มันก็ลามไปใหญ่ เพราะเชื้อเพลิงมันหนา สิ่งที่ต้องคิดคือเราจะเปลี่ยนจากโหมด zero burning มาสู่โหมด fire management เต็มตัวได้อย่างไร

ทีนี้เมื่อพูดถึง fire management จริงๆ เรามีภูมิความรู้ของชาวบ้านอยู่แล้ว เช่น จะเผาตอนไหนให้เกิดควันน้อยที่สุด หรือเผายังไงให้เกลี้ยงหมดจดภายในครึ่งชั่วโมง แต่ถ้าคุณไปห้ามเผาเลย จากพื้นที่แค่ 10 ไร่ เขาก็ล่อไป 200 ไร่อย่างที่เห็นกัน เพราะเขาไม่มีทางเลือก ฉะนั้นมาปรับกันใหม่ดีมั้ย เผา 10 ไร่ยังไงให้หมดจด และเกิดควันน้อยที่สุด ภูมิปัญญาต่างๆ ชาวบ้านก็มีอยู่แล้ว

มิติสุดท้าย คือเรื่องนิยาม ต้องมาสรุปกันใหม่ว่านิยามของเรื่องนี้คืออะไร ช้างตัวนี้คืออะไร พูดโดยสรุปคือ ต้องมีการจัดการตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่สองเดือนหรือสามเดือน ภายใต้นิยามใหม่ว่านี่ไม่ใช่ปัญหาไฟป่าตามฤดูกาล แต่เป็นปัญหาของโครงสร้างการผลิตที่มี conflict of interest เต็มไปหมด

ทั้งหมดนี้คือภาพใหญ่ที่จะต้องผลักดัน และค่อยๆ ทำความเข้าใจกับสังคมไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งในกลุ่มของพวกเราเอง ก็ไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้กันทั้งหมดหรอก ต้องค่อยๆ สื่อสาร ค่อยๆ ให้ความรู้กันไป

 

ความพร้อมของไทย กับการรับมือไฟป่าครั้งใหญ่

จริงๆ แล้วการดับไฟป่า ต้องเป็นเรื่องของมืออาชีพ ถึงที่สุดแล้วประเทศไทยต้องยกระดับปฏิบัติการดับไฟให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะมีแนวโน้มที่เราจะเป็นออสเตรเลีย ตอนนี้อุปกรณ์ที่เรามีอยู่ไม่พอ คนไม่พอ อะไรก็ไม่พอทุกอย่าง นั่นข้อที่หนึ่ง

สอง สิ่งที่เป็นกระบวนการหนึ่งในการแก้ปัญหาของปีนี้ คือเราจะรอดูผลทางดาวเทียม จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ซึ่งจะส่งมาวันละสองรอบ รอบตีหนึ่งกับบ่ายโมง ถ้ารอบตีหนึ่งดาวเทียมจับภาพได้ หมายความว่ามันน่าจะไหม้ตั้งแต่สามทุ่มแล้ว รุ่งเช้าขึ้นมา เจ็ดโมงล้อหมุน ไปถึงมันก็ไหม้หมดแล้ว แล้วบางทีกว่าจะขึ้นดอยไป มันไกล เข้าไปลำบาก พอไปถึงก็ดับไม่ทัน มันจึงเหมือนการวิ่งไล่ตามปัญหาไปเรื่อยๆ

สุดท้ายแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้ มันบ่งบอกว่า ความสามารถในการดับไฟใหญ่ของเรา ยังมีไม่พอ เช่นล่าสุดที่ไหม้แถวดอยสุเทพ ลามไปจนใกล้เข้าเขตทหาร เขาก็ระดมทหารออกมาแทบทุกกรมเลย รวมกับพวกทีมดับไฟทุกหน่วย แต่ทำได้อย่างมากก็คือปล่อยให้มันไหม้ไป แล้วก็ทำแนวไว้รอบๆ แค่นั้นเอง ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น

มนุษย์มันสู้กับไฟไม่ได้หรอก จะใช้เฮลิคอปเตอร์ ตอนกลางคืนก็ขึ้นไม่ได้อีก พูดง่ายๆ ว่าศักยภาพเรายังไม่พอ ถ้าเกิดไฟไหม้ใหญ่กว่านี้ เราไม่มีทางควบคุมได้

สุดท้ายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก จะนำไปสู่ระเบียบใหม่ของทุกสังคม ทุกรัฐ รัฐจะต้องมีนโยบายใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก คนก็เหมือนกัน พฤติกรรมของคนในทุกสังคม ก็ต้องรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นด้วย

ปัญหาที่ผ่านมาคือเราแทบไม่มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอะไรเลย ไม่มีใครสนใจเรื่องนี้ เอาแค่การเตรียมรับมือกับภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง ถามว่ามีใครในรัฐบาลที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรงไหม ไม่มี เรื่องฝุ่นควันก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้

ถามว่าทำไมถึงไม่มี หนึ่ง ก็เพราะมันไม่มีเงินทอน สอง พลังทางสังคมที่สนใจเรื่องนี้ยังมีอยู่น้อยมาก ต้องรอให้ค่าฝุ่นที่กรุงเทพฯ ขึ้นเป็นสีส้ม สีแดง แล้วคนกรุงเทพฯ ออกมาโวยเพราะได้รับผลกระทบ รัฐบาลถึงจะออกมาแก้เป็นระยะ

ในทางกลับกัน เวลาที่เชียงใหม่หรือหลายๆ จังหวัดในภาคเหนือ ค่าฝุ่นขึ้นเป็นสีม่วง สีน้ำตาลแก่ กระทั่งทะลุมาตรวัด AQI ไปแล้ว แต่เสียงไม่ดังพอ เขาก็ไม่สนใจ

 

ที่มาภาพ: WEVO สื่อสู้ฝุ่น

บ้านใคร ใครก็รัก

พูดกันตามตรง สิ่งที่พวกเราทำกันอยู่ทุกวันนี้ ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีแสงสว่างในอุโมงค์อันใกล้เลย ยังอีกไกลมาก แต่มันก็ต้องทำไป เพราะมันเป็นบ้านเรา เพราะเราอยู่ที่นี่ เรายังรักเมืองนี้อยู่

เอาเข้าจริง PM 2.5 นี่มันอันตรายจะตาย แต่พอคนมองไม่เห็น ก็เลยไม่ได้สนใจมาก สังคมไม่ออกมากดดัน สู้โควิดไม่ได้ อันนั้นต้องไปนอนโรงพยาบาล ป่วยแล้วมีสิทธิ์ตาย แต่ PM 2.5 ไม่ทำให้ตายตอนนี้ก็จริง แต่มันจะทำให้คนค่อยๆ ป่วยและตายในที่สุด

มันเหมือนระเบิดเวลา สมมุติว่าอีกสามปีข้างหน้า สถิติคนเป็นโรคปอดพุ่งขึ้นมาติดอันดับโลก หรือทุกคนมีญาติพี่น้องอย่างน้อยหนึ่งคนเป็นโรคปอด ก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะคนทนไม่ไหวแล้วจนต้องลุกขึ้นมาโวยวาย

ตามธรรมชาติของการบริหาร รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องมองปัญหาที่ประชาชนโวยวายอยู่แล้ว แล้วก็ประเมินว่ามันใหญ่ขนาดไหน ซึ่งจริงๆ เขาประเมินว่าเรื่องนี้ใหญ่นะ ถึงได้กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ แต่การประเมินว่าใหญ่ของเขา ก็ยังถือว่าเล็กไป วาระแห่งชาติที่ทำออกมาก็ยังน้อยไป มันเลยกลายเป็นวาระแห่งชาติหน้า

ถามว่ารัฐควรทำอย่างไร ผมว่ามันต้องเป็นเจตจำนงเหมือนการจัดการเรื่องโควิด หมายความว่า คุณจะประกาศแค่วาระแห่งชาติไม่ได้ เพราะนี่ไม่ใช่ไข้หวัด แต่มันคือโควิด ซึ่งต้องการเจตจำนงทางการเมืองที่จะตัดสินใจว่า ตกลงจะ lockdown หรือไม่ lockdown

เรื่องนี้ก็เหมือนกัน สุดท้ายแล้วคุณต้องทำให้ชัดว่า ตกลงจะโซนนิ่งพื้นที่ป่าที่สูงเกินละติจูด 500 เมตรจากระดับน้ำทะเลรึเปล่า จะยกระดับมาตรฐานท่อไอเสียอย่างจริงจังเมื่อไหร่ จะออกกฎหมายอากาศสะอาดมั้ย จะตั้งองค์กรมาบริหารจัดการทั้งปีมั้ย จะยอมเปลี่ยนกรอบการทำงานแบบเดิมที่เป็นแท่งๆ ของระบบราชการ มาเป็นการให้ชาวบ้านและทุกพลังทางสังคมมีส่วนร่วมในการดูแลจัดการมั้ย

ถามว่าแก้ได้ไหม แก้ได้ แต่รัฐต้องมีเจตจำนงก่อน มองเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญก่อน

แต่ถ้ายังมองไม่เห็น เรื่องนี้ก็จะยังเป็นระเบิดเวลาต่อไป ถามว่าจะระเบิดเมื่อไหร่ ผมว่าใกล้แล้ว.

 


 

👍 กดติดตามเพจ The Curator เพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลข่าวสารและหนังสือดีๆ ที่เราคัดสรรมาเพื่อคุณ

 

Related Books