Category Archives: Book Review

จากปีศาจสู่เชื้อโรค: ประวัติศาสตร์การแพทย์ กับโรคระบาดในสังคมไทย

สรุปประวัติศาสตร์โรคระบาด ปีศาจที่คร่าชีวิตคนจำนวนมาก สู่ยารักษาโรค กำเนิดสถาบันการแพทย์ในรัฐไทยยุคสร้างชาติของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ใช้ระบบสาธารณสุขเป็นเครื่องมือ

ความตายเป็นปลายทางของมนุษย์ ตั้งแต่รวมตัวกันเป็นชุมชน เกิดสังคม มนุษย์รู้จักความตายที่เกิดขึ้นกับคนหมู่มาก ความตายที่เกิดขึ้นกะทันหัน เป็นความทุกข์ทรมานประหนึ่งปีศาจออกเก็บเกี่ยววิญญาณอย่างสนุกสนาน

โรคร้ายเดินทางข้ามโลกผ่านการค้าและล่าอาณานิคม การโยกย้ายของผู้คนที่มีพันธุกรรมและภูมิคุ้มกันแตกต่างตามถิ่นอาศัย นำมาซึ่งความตายจากการแพร่ระบาดวงกว้าง

อย่างเป็นเหตุเป็นผล เมื่อมนุษย์เกิดมาพร้อมกับโรค สงครามเริ่มจากลมหายใจแรก เราตอบโต้ด้วยความพยายามเอาชนะ ไม่ให้ความตายจากโรคร้ายพรากลมหายใจสุดท้าย เกิดเป็นศาสตร์แห่งการแพทย์ซึ่งมีพัฒนาการรุดหน้าตามเวลาที่ผ่านไป

ในยุโรปยุคกลาง โรคระบาดเป็นเสมือนบาปกำเนิดทางคริสตศาสนา การแพทย์เริ่มต้นที่องค์กรทางศาสนาภายใต้สังกัดของโบสถ์ ก่อนมาสู่ยุครัฐสมัยใหม่ เกิดเป็นสถาบันการแพทย์ภายใต้ความควบคุมของรัฐ ในฐานะเครื่องมือสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งของรัฐชาติ

‘โรคห่า’ ไม่ได้หมายถึงโรคใดโรคหนึ่ง แต่เป็นนิยามการระบาดในบริบทสังคมไทย เช่น อหิวาตกโรค ที่ระบาดในหลายพื้นที่นับสิบครั้ง และไม่ต่างจากยุโรป บาปกำเนิดในคริสตศาสนามีค่าเท่ากับภูติผีในสังคมไทย

การแพทย์สมัยใหม่และความรู้ด้านระบาดวิทยาของไทยเกิดขึ้นในยุคมิชชันนารี และหมอบรัดเลย์ พิธีทางศาสนาอย่างพระราชพิธีอาพาธพินาศและสวดอาฏานาฏิยสูตรถูกยกเลิกในสมัยรัชกาลที่ 5 ถูกทดแทนด้วยการจัดการสาธารณสุขและการแพทย์สมัยใหม่

จากปีศาจสู่เชื้อโรค: ประวัติศาสตร์การแพทย์กับโรคระบาดในสังคมไทย ไล่เรียงประวัติศาสตร์โรคระบาดในสากลโลก ก่อนย่อยลงมาหารายละเอียดสังคมไทย ความเปลี่ยนแปลงของรัฐและความเปลี่ยนแปลงด้านสังคมการเมืองส่งผลต่อการแพทย์อย่างแยกกันไม่ออก จากรัฐจารีตที่ชนชั้นปกครองไม่จำเป็นต้องใส่ใจประชาชน มาสู่ ‘รัฐเวชกรรม’ รัฐสมัยใหม่ที่ต้องพัฒนาเพื่อ ‘สร้างชาติ’ จึงเข้าควบคุมกำกับเรือนร่างและสุขภาพของพลเมือง ผ่านการสาธารณสุข การแพทย์ และนโยบายด้านสุขภาพต่างๆ

หนังสือเล่มนี้จึงเป็นคู่มือทางประวัติศาสตร์เล่มสำคัญ หากอยากค้นคว้าหารากการจัดการของรัฐที่มีต่อโรคระบาดในปัจจุบัน

จากปีศาจสู่เชื้อโรค: ประวัติศาสตร์การแพทย์ กับโรคระบาดในสังคมไทย
ชาติชาย มุกสง: เขียน
สำนักพิมพ์: มติชน

จากปีศาจสู่เชื้อโรค

สังหารจอมทัพอัศวิน

สังหารจอมทัพอัศวิน

สังหารจอมทัพอัศวิน นิยายลำดับที่ 14 ของ ฮารูกิ มูราคามิ ซึ่งแสนอลังการและทะเยอทะยานอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่ในแง่ของความยาวขนาด 1,000 หน้าทั้งสองเล่มจบ การผูกโยงเรื่องราวเข้ากับประวัติศาสตร์อันเป็นบาดแผลของญี่ปุ่นอย่างสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ยังรวมถึงการสร้างเรื่องราวให้มีขึ้นมาจากสิ่งที่ไม่มีได้ นั่นคือการตั้งต้นเขียนนิยายจากชื่อเรื่อง สังหารจอมทัพอัศวิน

เอกลักษณ์สำคัญของตัวละครจากปลายปากกาของมูราคามิคือตัวละครเว้าแหว่ง มีบางสิ่งขาดหาย ปรากฏชัดเจนผ่านเรื่องราวของ ศิลปินวาดรูปพอร์เทรต ที่มีอดีตเจ็บปวดเมื่อน้องสาวตาย โตมาถูกเมียขอหย่าแบบตั้งตัวไม่ติด ออกเดินทางไปพำนักในบ้านบนภูเขาจนพาตัวเองไปเจอกับเรื่องชวนพิศวงอันเกิดจากการเชื่อมร้อยพื้นที่ เวลาและมโนสำนึกอันบิดเพี้ยน

โลกนี้ไม่มีชีวิตใครสำเร็จสมบูรณ์หรอก ทุกคนอยู่ในสภาพเว้าแหว่งกันทั้งนั้น

แน่แท้ เป็นเรื่องย่อที่ฟังดูประหลาด และเรื่องเต็มก็ยิ่งน่าประหลาดกว่านั้นเพราะยังมีชายรูปงามผมขาวโพลนราวหิมะ, เด็กหญิงผู้วิตกกับหน้าอกแบนราบ แถมยังมีคุณอาสาวหน้าอกใหญ่เต่งตึงอยู่ในเสื้อแนบเนื้อ และอดีตชายหนุ่มที่เผชิญผ่านความรุนแรงของสงครามโลกจนกลายเป็นคนอีกคนที่กาลเวลาไม่อาจเยียวยาได้

สังหารจอมทัพอัศวิน เล่าถึงช่วงระยะเวลาราวเก้าเดือนที่ศิลปินวาดรูปพอร์เทรตใช้ชีวิตเพียงลำพังหลังถูกเมียรักที่อยู่กินด้วยกันมาหกปีขอหย่าในคืนวันอันแสนธรรมดาวันหนึ่ง เขาจับต้นชนปลายไม่ถูก หากก็เคารพการตัดสินใจของเธอจึงขอถอยออกมาอย่างสงบ ขึ้นรถยนต์คันเล็กแล้วขับไกลออกไปจากบ้านอย่างไร้จุดหมาย ข้ามเขตแดน ข้ามเมืองใหญ่มากมาย เหนื่อยก็แวะจอดนอนในโรงแรมเล็กๆ เช้ามาก็ออกเดินทางต่อ จนเมื่อความจริงบีบคั้นว่าเขาไม่อาจไปต่อได้อีกแล้ว (ในหลายๆ ความหมาย ไม่ว่าจะในแง่เครื่องยนต์หมดสภาพ หรือแม้แต่เขตแดนที่สิ้นสุด) เขาจึงหวนกลับมายังเมืองเกิด

โชคดีที่เพื่อนรักสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเขารู้เรื่องนี้ และเอื้อเฟื้อให้ชายหนุ่มมาอยู่กินในบ้านพักบนภูเขาของพ่อซึ่งเป็นจิตรกรใหญ่ของญี่ปุ่น หากก็ชราภาพจนเลอะเลือนเต็มทน จนต้องปล่อยบ้านนั้นทิ้งไว้อย่างร้างๆ การได้ศิลปินพอร์เทรต เมียทิ้ง แถมมีเวลาเหลือเฟือมาอยู่บ้าน จึงเป็นเรื่องเหมาะเจาะ เขาย้ายมาอยู่อย่างสงบ ตื่นมาดื่มกาแฟ คิดถึงเมียเก่า หลับนอนกับหญิงแปลกหน้าบ้างหากวาระเหมาะสม ฟังเพลงโอเปร่า ทำอาหารเรียบง่ายกินเอง แต่ไม่อาจวาดรูปได้เลยไม่ว่าจะพยายามอย่างไร

กระทั่งเมื่อ วาตารุ เม็นชิกิ มหาเศรษฐีซึ่งพำนักอยู่ในบ้านใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปบนเขาอีกลูกติดต่อเขาให้วาดภาพพอร์เทรตให้ พร้อมเงินก้อนยักษ์ที่ทำให้ปฏิเสธลำบาก เขาจึงรับปากวาดภาพเม็นชิกิ -ชายรูปหล่อที่ผมสีขาวโพลนทั้งหัว มีอดีตอันลึกลับและเป้าประสงค์อันยากจะเข้าใจ- พร้อมๆ กันกับที่ทั้งสองไปพบเจอหลุมประหลาดในป่าแถวบ้าน เชื่อกันว่าเป็นหลุมที่พระญี่ปุ่นสมัยก่อนเข้าไปนั่งเพื่อบำเพ็ญเพียร ไม่ดื่ม ไม่กิน และแห้งตายกลายเป็นซากมัมมี่ ตามมาด้วยการปรากฏตัวของ มาริเอะ เด็กหญิงหน้าตาสะสวยที่กังวลใจกับหน้าอกแบนราบของตัวเองเสียเหลือเกิน

เส้นเรื่องทั้งหมดนี้เกี่ยวพันกันยุ่งเหยิง และสางร้อยให้เป็นระเบียบเมื่อศิลปินพอร์เทรตเจอเข้ากับภาพเขียนโบราณของจิตรกรใหญ่ (ซึ่งตอนนี้นอนสงบที่เตียงด้วยโรคชราภาพ) เป็นภาพที่วาดยั่วล้อกับอุปราการ ดอน โจวันนี อันเลื่องชื่อของฝั่งตะวันตก หากแต่ดัดแปลงให้มีบรรยากาศของความเป็นญี่ปุ่น ชื่อภาพ สังหารจอมทัพอัศวิน ซึ่งเป็นใจกลางสำคัญของเรื่องและกุมความลับของตัวละครทุกตัวไว้อย่างแน่นหนา

หากว่าคุณคุ้นเคยกับจังหวะ น้ำเสียง และท่าทีของนิยายแบบมูราคามิ ไม่ว่าจะเป็นความเว้าแหว่ง กลิ่นอายความขาดๆ เกินๆ ของตัวละคร และความรุ่มรวยทางรสนิยมบางอย่างของตัวละคร เช่น การใช้เวลาครึ่งเช้านั่งฟังเพลงโอเปร่าจากแผ่นเสียงพลางละเมียดกาแฟ หรือตกเย็นแล้วเปิดไวน์ ดื่มด่ำแสงอัสดง ก็คงได้อิ่มเอมกับฉากเหล่านี้ใน สังหารจอมทัพอัศวิน อย่างแน่นอน เพราะกว่าครึ่งเรื่อง นิยายดำเนินไปภายใต้การบรรยายถึงแผ่นเสียง บทเพลงที่ฟัง หนังสือที่อ่านตลอดจนเสื้อผ้าของตัวละครอย่างละเอียดลออ มากไปกว่านั้นยังหมายรวมถึงเครื่องยนต์แบบที่นำเข้าจากตะวันตก และรถยนต์ญี่ปุ่นคันน้อยที่เห็นดาษดื่นทั่วไป หากเมื่อมันปรากฏกายในนิยายของมูราคามิ รถธรรมดาเหล่านี้ก็ดูจะกลายร่างเป็นตัวละครหลักขึ้นมาได้ภายในไม่กี่ย่อหน้า

สังหารจอมทัพอัศวิน พาคนดูเลาะริมขอบประวัติศาสตร์อันเลวร้ายที่ญี่ปุ่นหวาดหวั่นจะจ้องมองเสมอมา นั่นคือการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองกับฝ่ายอักษะ และการบุกเข้าจีนยึดเมืองนานกิง จนเป็นเหตุให้เกิดการสังหารหมู่ที่หลอนหลอกตัวละคร ทั้งยังเอ่ยถึงการพยายามจะคัดง้างกับอำนาจเผด็จการที่ฝั่งจักรวรรดิญี่ปุ่นเลือกจะจับมือด้วย หากก็ลงเอยด้วยความล้มเหลวไม่เป็นท่าดังที่บันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ผู้ที่มีชีวิตรอดจากเหตุการณ์นั้นจึงกอดเอาห้วงเวลาในอดีตยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นบาดแผลทิ่มแทงจนต้องหาทางระเบิดมันออกมาเป็นผลงานภาพอลังการอย่าง สังหารจอมทัพอัศวิน ในที่สุด

ดังที่กล่าวไปแล้ว สังหารจอมทัพอัศวิน เป็นภาพที่มูราคามิใช้ต้นแบบเป็นอุปราการ ดอน โจวานนี เป็นต้นแบบ หลายคนอาจจะทราบต้นเรื่องดีอยู่แล้ว โดยมันว่าด้วย ดอน ฆวน (หรือ ดอน โจวานนี) หนุ่มรูปงามนักรักชาวสเปนที่หมายจะครองหัวใจ ดอนนา อันนา สาวชั้นสูงผู้เพียบพร้อมจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เธอมาเคียงข้าง ไม่ว่าจะต้องบุกป่าฝ่าดง หรือแม้แต่สังหารชายใดก็ตามที่บังอาจขวางทางรัก ไม่เว้นแม้แต่ ดอน เปโดร บิดาของ ดอนนา อันนา ผู้เป็นแม่ทัพผู้ได้รับความยำเกรงของหมู่ทหาร ที่ถูก ดอน ฆวน สังหารอย่างดุดัน เพื่อจะชิงตัวผู้เป็นลูกสาวมาไว้ในอ้อมกอด

ซึ่งทั้งหมดนี้คงจะดีไม่น้อย หากว่าผู้อ่านมีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปะร่วมสมัยและประวัติศาสตร์สงครามโลก เพื่อจะเห็นภาพรวมที่มูราคามิใช้เป็นฉากหลัง (อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่รู้ก็ไม่นับเป็นข้อบกพร่องแต่อย่างใด มันเป็นฉากหลังในนิยายเรื่องนี้ของมูราคามิเท่านั้น ซึ่งหากจะต้องรู้ ‘ฉากหลัง’ ที่มูราคามิอ้างถึงทั้งหมด เห็นทีต้องศึกษาศาสตร์การประพันธ์เพลงของตะวันตกเรี่อยไปจนประวัติศาสตร์ของกรุงเวียนนาอีกยาว)

จุดเด่นประการสำคัญมากๆ ของนิยายมหากาพย์เรื่องนี้คือการที่มันเล่นกับประเด็นพื้นที่ เวลาและความมีกับไม่มีได้อย่างน่าสนใจ ไม่แน่ชัดว่ามูราคามิมองงานเขียนของตัวเองหรืองานศิลปะเป็นแบบไหน แต่วัดจาก สังหารจอมทัพอัศวิน เป็นไปได้ว่าเขารู้สึกอัศจรรย์กับงานประพันธ์ระดับโลกอยู่ไม่น้อยในแง่ที่ว่า ศิลปินเหล่านั้นรังสรรค์สร้างงานศิลปะขึ้นมาจากความไม่มีทั้งสิ้น ถ่ายทอดผ่านบทเพลงคลาสสิก (ซึ่งตัวละคร -เช่นเดียวกับเรื่องก่อนๆ ของมูราคามิ- มีเวลาว่างถมถืดจนพาคนอ่านฟังเพลงไปสักครึ่งร้อยได้) หรือภาพวาดที่อาจต้องร่างเส้นแรกขึ้นมาจากความไม่มี เช่นเดียวกันกับนิยายเรื่องนี้ของมูราคามิที่เขาอ้างว่าร่างโครงเรื่อง เรียงร้อยถ้อยคำและตัวละครจากชื่อเรื่องอย่าง สังหารจอมทัพอัศวิน ซึ่งตำแหน่งจอมทัพนั้นเป็นตำแหน่งที่ไม่มีอยู่จริงในญี่ปุ่น จึงน่าสนใจอย่างยิ่งหากคนอ่านจะตีความสิ่งที่เขาซุกซ่อนไว้ในเนื้อเรื่องว่าแท้จริงแล้ว มูราคามิมีนัยยะต่อประเด็นต่างๆ (พื้นที่ เวลาหรือแม้แต่ประวัติศาสตร์) อย่างไร

ตัวละครศิลปินพอร์เทรต เผชิญสภาวะหมดความภูมิใจในงานของตนเอง เนื่องมาจากรู้สึกว่างานวาดภาพพอร์เทรตของเขานั้นปราศจากเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นได้แค่งานพานิชย์ที่ทำขึ้นเพื่อเงิน รับจ้างวาดภาพพอร์เทรตของคนมีเงินเลี้ยงชีพไปแต่ละวัน แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่น่าสนใจและเป็นเอกลักษณ์ (ไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่) คือวิธีการทำงานเพื่อดึงเอาบุคลิกเฉพาะตัวของซับเจ็กต์ตรงหน้า ตัวละครเอกเล่าว่า เขามักใช้เวลานับชั่วโมงเพื่อพูดคุยกับซับเจ็กต์ จดจำรายละเอียดบนใบหน้าและลักษณะเฉพาะก่อนจะเอามาถ่ายทอดลงผ้าใบ ด้านหนึ่งเราอาจจะพอกล่าวได้ว่า เอกลักษณ์การทำงานของเขาคือการดึงเอาเอกลักษณ์ -ไม่ว่าจะใช้เชิงบุคลิกหรือใบหน้า- ออกมาแล้วถ่ายทอดลงเป็นภาพพอร์เทรต

อย่างไรก็ดี ตัวละครเอกของมูราคามิไม่ได้ภูมิใจกับงานของตัวเองนัก โดยเฉพาะเมื่อเขาไปบังเอิญเจอภาพเขียน สังหารจอมทัพอัศวิน ของจิตรกรเอกเจ้าของบ้านซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นชายชราเลอะเลือน เห็นความอลังการของภาพที่มีขึ้นเพื่อรับใช้เรื่องราว จิตวิญญาณและประวัติศาสตร์อันเข้มข้นในอดีต เขาจึงยิ่งรู้สึกสะท้อนใจและเป็นแรงผลักในการจะสร้างสรรค์ผลงานเพื่อตัวเองบ้าง นำไปสู่การพบเจอเหตุการณ์มหัศจรรย์พันลึก (หากจะเรียกอย่างนั้น) ที่พาเขาข้ามเส้นแบ่งระหว่างความจริงความลวง อดีตและปัจจุบันไปอย่างน่าประหลาด

ดังที่กล่าวไปแล้ว สิ่งสำคัญที่ปรากฏในนิยายเรื่องนี้คือวิธีที่มูราคามิเล่นกับเส้นเรื่องของเวลาและพื้นที่ ตัวละครหลักย้ำตั้งแต่ย่อหน้าแรกๆ ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน สังหารจอมทัพอัศวิน ทั้งสองเล่มนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว จบไปแล้วในระยะเวลาเพียงเก้าเดือนซึ่งเขาแยกห่างจากเมียมาใช้ชีวิตสันโดษบนภูเขา มันจึงเป็นการมองย้อนอดีตอย่างละเอียดผ่านสายตาของศิลปินพอร์ตเทรต เป็นเรื่องราวในอดีตที่มีอดีตซึ่งเก่ากว่าแทรกตัวขึ้นมาเป็นระยะ

ประเด็นเรื่องเวลาและพื้นที่ถูกย้ำหนักอย่างมากในครึ่งแรกของเรื่อง โดยเฉพาะเมื่อตัวละครพบเจอกับหลุมประหลาดซึ่งพวกเขามารู้ทีหลังว่า มันเป็นหลุมที่พระญี่ปุ่นโบราณใช้บำเพ็ญเพียรโดยการลงไปนั่งกับกระดิ่งอันน้อย สั่งให้คนภายนอกปิดปากหลุมอย่างถาวรก่อนจะสั่นกระดิ่งไปเรื่อยๆ โดยไม่ดื่ม ไม่กิน และแห้งเหี่ยวตายไปกลายเป็นซากมัมมี่กับกระดิ่งเช่นนั้น เชื่อกันว่าแม้ ‘ละสังขาร’ ไปแล้ว แต่จิตวิญญาณอันแน่วแน่ในการบำเพ็ญเพียรของพระแต่ละรูปก็จะยังยึดโยงที่จะสั่นกระดิ่ง และหลุดพ้นจากพันธนาการเรื่องเวลาและสถานที่ทั้งมวล เพราะแม้เวลาจะผ่านมาอีกหลายร้อยปี กระดิ่งก็จะยังสั่นอยู่เช่นนั้น พร้อมกันกับที่ร่างกายซึ่งแห้งตายอยู่ในหลุมก็ปราศจากความหมายแล้วโดยสิ้นเชิง

เช่นเดียวกับการปรากฏตัวของมโนภาพ หนึ่งในตัวละครสำคัญที่มีบทบาทอย่างยิ่งต่อชะตาชีวิตของศิลปินพอร์เทรต เขาย้ำหลายครั้งว่ามโนภาพนั้นไม่รับรู้เรื่องระยะเวลาและสถานที่ ไม่มีชั่วคราวหรือยาวนาน จึงอยู่เหนือเงื่อนไขแบบมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัดบางอย่าง นำพาศิลปินพอร์เทรตก้าวไปสู่จุดแห่งความเซอร์เรียลซึ่งเส้นแบ่งระหว่างความจริงและความลวง ความมีและไม่มีนั้นพร่าเลือน

อย่างไรก็ดี กล่าวกันถึงความเซอร์เรียล สังหารจอมทัพอัศวิน ยังไปได้ไม่ถึงจุดที่มูราคามิเคยวาดลวดลายไว้ใน 1Q84 นิยายขนาดยาวสามเล่มจบที่ว่าด้วยโลกคู่ขนาน สาวงามและลัทธิประหลาด ทั้งยังมีน้ำเสียงและวิธีการเล่าเรื่องที่นุ่มนวลกว่าเรื่องก่อนอยู่มากโข ไปพร้อมกันนั้นก็ไม่ได้ดราม่าหรือโรแมนติกเท่ากับที่เคยได้อ่านใน ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย หรือแม้แต่ การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก

แต่สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ว่ามูราคามิยังฝีมือไม่ตก -อย่างน้อยก็ในสายตาคนที่หลงใหลในตัวอักษรของเขามาก่อน- คือการตรึงผู้อ่านให้อยู่กับหน้ากระดาษได้อย่างไม่รู้เบื่อ กว่าจะรู้ตัวอักที เราก็พลิกหน้ากระดาษกว่าหนึ่งพันหน้า ดูดซับเรื่องราวจากในหนังสือทุกตัวอักษร และเมื่อหนังสือจบลงพร้อมความรู้สึกใจหายมาเยือน ก็เป็นสัญญาณ เป็นกระดิ่งที่ดังบอกเราว่า ถึงเวลาหวนกลับสู่โลกของความจริงที่เวลาเดินเป็นเส้นตรงแล้ว

8 เรื่องที่คิดได้ (ตามสไตล์คนไม่โปรดักทีฟ) หลังจากอ่าน ‘No Hurry, No Worry’

ด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยโปรดักทีฟ ไม่รีบไม่ร้อน ชอบนอนมากกว่าทำงาน และมักจะข้องใจกับความทะเยอทะยานของคนบางประเภท การได้อ่านหนังสือเล่มนี้จึงเหมือนได้เจอเพื่อนที่เพียงสบตา (เห็นหน้าปก) ก็รู้ใจ

ในโลกที่ทุกคนต้องแข่งกันทำงานหนัก พยายามปักหมุดหมายบางอย่างในชีวิต หลายครั้งหลายหนก็อดคิดไม่ได้ว่า เราก้มหน้าก้มตาทำสิ่งเหล่านั้นไปเพื่ออะไร คุณค่าความหมายของมันอยู่ตรงไหน และสุดท้ายมันทำให้เรามีความสุขจริงๆ หรือ

โชคดีที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คือคุณพิชญา โชนะโต มีข้อสงสัยทำนองนี้เหมือนกัน แล้วเธอก็ขยันกว่าผมนิดหน่อย สิ่งที่เธอรวบรวมและเรียบเรียงไว้ในหนังสือเล่มนี้ จึงเป็นเหมือนบทสนทนาชั้นดีของเพื่อนที่ประสบความทุกข์และมีความฉงนสงสัยแบบเดียวกัน

หลายจังหวะที่มันทำให้รู้สึกว่า “เออใช่ กูคิดแบบมึงเลยว่ะ” แล้วก็อธิบายต่อว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น ด้วยเหตุผลและข้อมูลที่แน่นปึ้ก

และนี่คือ 8 เรื่องที่พอจะสรุปได้ (พร้อมบางเสี้ยวของบทสนทนา) หลังจากแยกย้ายกันหมาดๆ

 

1) โตขึ้นอยากเป็นอะไร?

“คำถามสุดคลิเช่ที่ผู้ใหญ่ชอบถามเด็กๆ เวลาไม่รู้จะชวนคุยอะไรดี เด็กๆ แค่ตอบตามสิ่งที่พวกเขาพบเห็นหรือรู้จัก ความบันเทิงของผู้ใหญ่คือการนำคำตอบซื่อๆ ของเรามาขำขัน เอ็นดูในความไร้เดียงสา

“แต่คำถามนั้นกลับหลอกหลอนผู้คนตลอดวัยเด็กและวัยรุ่น จนจบการศึกษาเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ คาดคั้นให้เราต้องเลือกอนาคตในโลกที่เรายังไม่แน่ใจว่าจะทำงานอย่างไร ราวกับโลกรอไม่ไหว ต้องการให้เราเติบโตและกลายเป็นอะไรสักอย่างที่ระบุตัวตนได้ชัดเจน อธิบายเส้นทางชีวิตได้ชัด”

 

2) ตัวตนอันเสมอต้นเสมอปลาย อาจไม่มีจริง

“การศึกษาวิจัยหนึ่งพบว่าสมองของเรายังคงปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงไป หลังวัยผู้ใหญ่จนกระทั่งวัยชรา กล่าวได้ว่าสมองและนิสัยใจคอของเราจะเคลื่อนไหวไม่อยู่นิ่งไปชั่วชีวิต…

“หากเราสามารถพาตัวเองในช่วงอายุต่างๆ ตั้งแต่เด็กจนโตมานั่งประชุมในห้องเดียวกัน และร่วมรีวิวทุกการตัดสินใจในชีวิต ทุกคนอาจทะเลาะ ถกเถียง มีความเห็นต่างกัน แม้ในใจเราอาจรู้สึกว่าฉันก็เป็นฉันคนเดิมในร่างเดิมที่แค่โตขึ้นตามเวลาเท่านั้นเอง”

 

3) ขยันเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ

“การเชื่อสุดใจในระบบที่ให้รางวัลผู้มีความสามารถ คนขยัน คนที่เสียสละทุกสิ่งให้กับงาน ได้ลดสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานและศักดิ์ศรีในชีวิตของคนที่ล้มเหลวว่าไม่มีคุณค่าพอ ผลักภาระและสร้างความกดดันให้คนเหล่านั้นเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าตัวเองพยายามไม่พอหรือโง่เอง…

“ระบบการแข่งขันอันดุเดือดนี้ทำร้ายคนเก่งและคนมีความสามารถด้วยเหมือนกัน คนรวยไม่เคยรู้สึกว่าพวกเขารวยพอและมีพอ ในบรรดาคนที่อยู่บนจุดสูงสุดเพียง 1% ของประชากรทั้งหมดนั้น ยังมีคนบนจุดที่สูงกว่าอีก 0.1% ให้แหงนมองดูและวิ่งตาม และคนที่อยู่บนจุด 0.1% ก็มีคนบนจุด 0.01% ให้มองดูเป็นตัวอย่างความสำเร็จอยู่เหมือนกัน”

 

4) คำสัญญาที่แสนใจร้าย

“การแนะนำให้สู้ พยายาม อดทน โดยไม่ได้สนใจความซับซ้อนของระบบเศรษฐกิจและสังคม สภาพการเมืองและเศรษฐกิจแย่ๆ กฎเกณฑ์ในโลกการทำงานที่เราต้องทำตาม รายละเอียดของบุคคลและบริบท รวมถึงสถานการณ์และความจำเป็นในชีวิต นำมาซึ่งภาระอันหนักอึ้งแก่ผู้แพ้และคนที่ล้มเหลว

“เราไม่สามารถให้คำแนะนำชีวิตได้อย่างเลื่อนลอยโดยลืมข้อจำกัดเหล่านี้ไป เราไม่มีทางรู้ว่าหากคนอื่นทำแบบเราแล้วจะได้ผลเหมือนเราหรือไม่…

“การแนะนำให้แก้ไขโชคชะตาและข้อจำกัดอันโหดร้าย ด้วยการบอกให้พยายามต่อไปแล้วจะเห็นผล จึงเป็นเพียงคำสัญญาเลื่อนลอยที่ใจร้ายเหลือเกิน”

 

5) อย่าหมกมุ่นกับการตามหาความสุขตลอดเวลา

“ใช่ เราสมควรได้รับความสุขในชีวิต แต่เราก็สมควรได้รับรู้ความจริง รวมไปถึงข้อเท็จจริงที่บางครั้งก็สวยงาม และบางครั้งก็โหดเหี้ยมทารุณ สมควรได้โศกเศร้าอาลัยในโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ สมควรได้หวั่นวิตกต่อวิกฤตการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น สมควรได้รู้สึกเสียดายและเสียใจในความผิดที่เรากระทำลงไป สมควรได้ร้องไห้เมื่อพบการลาจากหรือความสูญเสีย สมควรโกรธเคืองเมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม…

“ยอมรับให้ได้ว่าเราคือมนุษย์ หาประโยชน์จากอารมณ์ร้าย ดื่มด่ำสัมผัสช่วงเวลาที่โศกเศร้า มีอารมณ์ลบบ้างก็ไม่เป็นไร อย่าให้ใครมากดดัน กวดขัน หลอกลวง ให้เรามีความสุขตลอดเวลาเลย”

 

6) การหาประโยชน์จากความฝันและ passion ของคนหนุ่มสาว

“เรามักเห็นการเอาเปรียบจากความปรารถนาและความฝันของคนทำงานในวงการสร้างสรรค์และศิลปะ เพราะผู้คนมักมองว่าพวกเขาได้ทำงานด้วยความรัก…

“บางครั้งพวกเขาถูกลดทอนคุณค่าจากลูกค้าหรือผู้ประกอบการ ด้วยความคิดประหลาดที่ว่า ‘ก็เธอชอบทำไม่ใช่เหรอ ทำให้เราฟรี/หรือคิดราคาถูกๆ หน่อยสิ’

“เรายินดีที่ได้ทำงานที่เรารัก แต่เราก็หวังว่าเราจะสร้างคุณค่าและมูลค่ามากพอให้ดำรงชีพต่อไปได้อย่างไม่อัตคัดด้วยเช่นกัน”

 

7) เหนื่อยวันนี้ สบายวันหน้า (ถ้าไม่ตายเสียก่อน)

“ชีวิตสมัยใหม่คือการสร้างและตกแต่งโปรไฟล์ เขียนเรียงความคำคมลงเฟซบุ๊กแสดงวิสัยทัศน์ แสดงผลงานสม่ำเสมอ โพสต์เรื่องงานให้คนยังจดจำได้ว่าเราทำงานอะไร ชีวิตกลายเป็นการจัดสรรทรัพยากรหรือสินทรัพย์เพื่อการทำงานเมื่อมีโอกาส

“เมื่อเราวิ่งตามอุดมคติของการทำงานหนัก การพัก การรอ การนิ่งเฉยต่องานก็กลายเป็นบาปและความผิดพลาด ทั้งที่หลายอย่างควรจะรอได้”

 

8) อย่าหมกมุ่นกับการเติบโต จนยอมแลกทุกสิ่งในชีวิต

“วัฒนธรรมคนบ้างานติดต่อกันได้ง่ายมาก เมื่อเราเห็นคนอื่นทำงานหนักจนชีวิตจะหาไม่ คนรอบตัวก็จะรู้สึกเครียดไปด้วยว่าที่เราทำไปมันไม่พอเหรอ?

“อย่าเติบโตจนยอมแลกกระทั่งเวลา อย่าตกอยู่ในลัทธิผู้หมกมุ่นในประสิทธิผลจนเป็นบ้า อย่าให้เราเกิดมาเพียงเพื่อทำงานจนตายจากกันไป”

 


 

No Hurry, No Worry ขออภัย แต่ไม่ต้องรีบ

 

Red Dragon

Red Dragon: กำเนิดอำมหิต

โหดและดิบเถื่อนแบบไม่บันยะบันยังเลยพ่อ Red Dragon นี่มันหนังสือสำหรับคอนิยายสืบสวนและแฟนหนังของป๋า ฮันนิบาล เล็กเตอร์ ฆาตกรกินคนจอมอัจฉริยะมากๆ บวกความโหดจากเนื้อเรื่องและสำนวนแปลก็ทำเอาฝันร้ายไม่กล้ากินตับหมูไปอีกนาน

Red Dragon หรือ กำเนิดอำมหิต คือปฐมบทที่นักเขียน โธมัส แฮร์ริส แนะนำให้ผู้อ่านทั่วโลกได้รู้จักกับ ด็อกเตอร์ฮันนิบาล เล็กเตอร์ มนุษย์กินคนที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำความปลอดภัยขั้นสูงสุด แต่หนังไม่ได้ว่าด้วยการต่อสู้ระหว่างนักสืบกับฮันนิบาล แต่นักสืบต้องมาขอความช่วยเหลือจากฮันนิบาล เพราะเจอฆาตกรต่อเนื่องนอกคุกที่คิดจนหัวแทบแตกก็คิดไม่ออกว่าฆาตกรรายนี้ต้องการอะไรจากการ ‘ทำลาย’ ศพเหยื่อแบบผิดมนุษย์ขนาดนั้น

วิล แกรม เป็นนักสืบที่เคยปะทะกับฮันนิบาลสมัยยังหนุ่มฟ้อ ลงเอยด้วยการถูกฮันนิบาลกระชากอวัยวะภายในแหว่งหายไปชิ้นนึง (…) แต่ก็แลกกับการจับกุมฮันนิบาลได้ อย่างไรก็ดี ผลการต่อสู้ครั้งนั้นทำให้เขาถอนตัวออกจากการเป็นนักสืบ ไอ้เวรเอ๊ยพอกันทีอาชีพที่ต้องเอาม้ามเอาตับมาเสี่ยง

ปรากฏว่าวันหนึ่ง มิตรสหายจากวงการนักสืบก็ขอให้เขาช่วยตามสืบคดีลึกลับ เมื่อฆาตกรรายหนึ่งสังหารโหดสองครอบครัวสุขสันต์ และโหดเหี้ยมอย่างยิ่งเพราะทำลายกระจกทุกบานในบ้านเพื่อเอาเศษกระจกไปใส่ในดวงตาของเหยื่อ (!!) โดยไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร และคดีนี้เองที่กระตุ้นสัญชาติญาณนักสืบของแกรมให้หวนกลับมาอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี มันไม่ใช่นิยายสืบสวนที่ตามหาว่าใครในเรื่องคือคนร้าย เพราะ ปู่โธมัส แฮร์ริส ประกาศโต้งๆ ตั้งแต่บทแรกๆ เลยว่าอีตานี่คือคนร้ายจ้า มาทางนี้เร้ว แต่นั่นแหละที่ยิ่งทำให้ผู้อ่านขนลุกขนชัน เพราะทุกการปรากฏตัวของคนร้ายเต็มไปด้วยความหฤโหด นักสืบแกรมต้องไปขอความช่วยเหลือจากฮันนิบาล (ซึ่งถูกคุมขังอย่างสบายใจเฉิบในคุก) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมบิดเบี้ยวของฆาตกรที่นอกจากจะเอากระจกยัดใส่ดวงตาของเหยื่อแล้ว ยังจับเหยื่อมานั่งเรียงกันอย่างมีนัยยะด้วย ซึ่งแต่ละฉากบรรยายได้โหดสุดขีดจนเสียวสันหลัง อ่านจบแต่ละบทแล้วต้องลุกไปตรวจดูประตูบ้านว่าล็อคแล้วแน่หรือยัง กลัวจะมีคนร้ายมุดมาจับเอากระจกยัดเข้าเบ้าตาตอนนอน

ในอีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางความโหดเหี้ยมแบบไม่ยั้งมือ นิยายก็ค่อยๆ เผยให้เห็นต้นธารของบาดแผลที่ค่อยๆ หล่อหลอมให้ใครสักคนเติบโตมากลายเป็นฆาตกรสมกับชื่อเรื่อง ‘กำเนิดอำมหิต’ ซึ่งแต่ละบทบรรยายได้ถึงพริกถึงขิงมาก บวกสำนวนแปลที่ดิบสุดขีดจนน่าจะเป็นหนังสือแปลเพียงไม่กี่เรื่องที่เลือกใช้ศัพท์ ‘ต้องห้าม’ บางคำได้อย่างทรงพลังและสั่นสะเทือน

ใครอ่านหนังสือแล้วเราอยากแนะนำให้ตามไปดูหนัง Red Dragon (2002, เบร็ตต์ เรตเนอร์) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่องนี้ เชื่อว่าจะได้รับบรรยากาศความสยดสยองในอีกรูปรสต่างจากหนังสือแน่นอนจ้า

การปฏิวัติคอนเทนต์ในยุคของ AI

หนังสือเล่มนี้กำลังบอกว่า เราควรยอมรับความพ่ายแพ้จากการรบรากับ AI

ใช่ ยอมรับเถิดว่า AI ฉลาดกว่าเราหลายขุม หลายคนมองว่าหากปล่อยให้ AI ถูกพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ อวสานของมนุษยชาติจะมาถึง – จริงหรือ? ดูหนังมากไปหรือเปล่า มันอาจจะทำแค่จำหน้าน้องชายคุณบนเฟซบุ๊ค หรือเลือกซีรีส์เรื่องโปรดให้โผล่มาหน้าแรกของ Netflix ก็ได้

ภาพของจักรกลที่ฉลาดกว่าคนปรากฏในภาพยนตร์ฮอลลิวูดหลายเรื่อง ที่เด็ดดวงและเป็นฉากอนาคตสยดสยองคือ The Terminator 2: Judgment Day เมื่อคอมพิวเตอร์ SkyNet และเหล่าหุ่นยนต์ลุกขึ้นมาปฏิวัติล้างเผ่าพันธ์มนุษย์ เช่นเดียวกับนิยายวิทยาศาสตร์และหนังอีกหลายเรื่องที่สร้าง scenario ของจักรกลทรงปัญญาไว้คล้ายๆ กัน

นั่นคือ ‘จักรกลฉลาด’ ที่มีหน้าตาจับต้องได้ (แถมดูคล้ายคน) แต่ทศวรรษหลัง ความฉลาดล้ำเส้นมนุษย์นี้ปรากฏอยู่ในรูปแบบของมันสมองไอคิวสูงไร้รูปทรงที่เราเรียกว่า ‘ปัญญาประดิษฐ์’ หรือ Artificial Intelligence

สมองเราซับซ้อนก็จริง แต่มันก็มากด้วยขีดจำกัด การแทรกตัวเข้ามาในสังคมโลกของ AI ไม่ได้ทำให้ตายเหมือนในหนัง แต่ผลที่เกิดขึ้นแทบจะทันทีคือ ความกลัวตกงาน เพราะการเข้ามาทดแทนการทำงานในหลายๆ ด้านที่เกินความสามารถของมนุษย์ ทั้งใช้สมองคำนวณ คาดเดา วิเคราะห์ สร้างสรรค์ กระทั่งบังคับเครื่องจักรได้ 24 ชั่วโมง โดยไม่ขอขึ้นค่าแรงและไม่ก่อตั้งสหภาพ

จะบอกว่ามันย่องเข้ามาเงียบเชียบก็ไม่ถูกนัก เพราะ AI อยู่รอบตัวเรามานานพอควร ในเฟซบุ๊ค เป็นเพื่อนที่แนะนำเพื่อนอีกคนให้รู้จัก จดจำและระบุใบหน้าได้แม่นยำแม้เห็นเพียงเงาสะท้อน แนะนำให้ซื้อคอนโดทันทีที่บ่นอุบอิบเรื่องที่อยู่ หรือใน Netflix หากมอง AI เป็นมิตรสหายสายหนัง ก็ถือว่ารู้ใจไปเกือบทุกสิ่ง เพราะเพื่อนเล่นวิเคราะห์รสนิยมจากสิ่งที่เราเลือกดูมาเป๊ะๆ

“เฮ้ นายน่ะ ลองดูอันนี้สิ” หรืออะไรต่างๆ ในโลกออนไลน์ที่ออกแนว “คุณอาจสนใจสิ่งเหล่านี้ด้วย”

มองโลกในแง่ดี มีคนไม่น้อยปิ๊งป่องขึ้นมาว่า “ฮึ่ย ยังไงมันก็ไม่ใช่คน ไม่มีอารมณ์ ความสร้างสรรค์คือโคตรอาวุธของมนุษย์ ดังนั้น ที่ทางของเรายังมีเหลือเพียบ กลัวไปใยเล่าสหาย”

และแล้วก็ปรากฏเป็นตรงข้าม ปัญญาประดิษฐ์ฉลาดกว่านั้น โดยเฉพาะความคิดสร้างสรรค์ ที่เข้าไปมีส่วนในการผลิตคอนเทนต์ป้อนวงการสื่อและวงการบันเทิง

โคชันซู โปรดิวเซอร์ของสถานี KBS Entertainment ผู้ผลิตรายการบันเทิงของเกาหลีใต้ มองอีกด้าน ว่า AI ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นเพื่อนร่วมงานที่จะช่วยยกระดับศักยภาพการทำงานในด้านต่างๆ ดังที่จั่วหัวหนังสือว่า “งานของคุณอาจหายไปเมื่อ AI ทำงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้เหมือนมนุษย์ คนที่ปรับตัวและทำงานร่วมกับ AI เท่านั้นถึงจะอยู่รอด”

การปฏิวัติคอนเทนต์ในยุคของ AI สาธยายการนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้เป็นเครื่องมือในวงการต่างๆ นอกจากที่เรารู้จักในโลกโซเชียลมีเดียอย่างละเอียดยิบ ทั้งออกแบบ คัดกรองข่าว โต้ตอบทางแชทบอทอย่างเข้ากเข้าใจ เขียนบทภาพยนตร์ รับรู้ใบหน้าและแต่งรูป วาดภาพ แต่งเพลง ฯลฯ

บทหนึ่งของหนังสือที่น่าสนใจคือการนำ AI ไปใช้กับการถ่ายถอดสดฟุตบอล ทุกอย่างถูกแปลงเป็นตัวเลขและข้อมูล โดยมีการติดตั้งกล้องดิจิทัล 8-10 ตัว ในสนามฟุตบอลพรีเมียร์ลีก บันทึกข้อมูล 10 อย่างของนักกีฬาสองทีม รวม 12 คน และเกิดมาเป็นข้อมูล 1.4 ล้านชิ้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปพัฒนาศักยภาพของการแข่งขัน การวางแผน เห็นจุดเด่น เห็นช่องโหว่

มากกว่านั้นคือบริษัทพัฒนา AI พยายามหารูปแบบของการแข่งขันเพื่อวิเคราะห์เป็นข้อมูลมหาศาลเช่นกัน และจะถูกนำไปใช้หารายได้จากการคาดเดาผลการแข่งขัน ซึ่งก็คือวงการพนันนั่นแหละ

มองอย่างเป็นจริง มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว AI เข้ามาอยู่ปะปนกับมนุษย์ ยังมีความท้าทายอีกมากมายในยุคสมัยของ AI โดยเฉพาะสายคอนเทนต์และความคิดสร้างสรรค์ ที่เราเคยปักหลักเชื่อเสมอมาว่า จักรกลไม่มีทางทำได้ดีเท่ามนุษย์

ลองอ่านดูแล้วจะพบว่า หลักที่ปักไวัจะล้มครืน โลกไม่ใช่อย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะฉลาดล้ำมากกว่าคนจนต้องยอมศิโรราบ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่มนุษย์จะต้องลุกขึ้นมาปฏิวัติต่อสู้เหมือน The Terminator เพื่อล้มล้าง AI เพราะ “มึงแย่งงานกู!!” แต่นี่คือการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกัน และ AI ต่างหาก ที่จะถูกใช้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการ ‘ปฏิวัติ’ โลกทั้งใบไปสู่อนาคต

‘วิทยาศาสตร์แห่งความสำเร็จ’ สูตรครอบจักรวาลสำหรับการทำให้โลกรู้จักและจดจำคุณ

เคยไหม ก้มหน้าก้มตาทำงานเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จสักที ขณะที่บางคนดูไม่ค่อยทำอะไร แต่กลับได้ดีเกินหน้าเกินตาเราซะงั้น!

หนังสือ ‘วิทยาศาสตร์แห่งความสำเร็จ’ เล่มนี้บอกเราว่า นอกจากนั่นจะไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาแล้ว มันยังสามารถพิสูจน์ได้ด้วยกฎทางวิทยาศาสตร์อีกต่างหาก

ใครๆ ก็รู้จักไอน์สไตน์ เช่นเดียวกับภาพวาดโมนาลิซา แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า ‘ชื่อเสียง’ ของทั้งสองสิ่งที่ว่ามานั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร

ใบ้ให้เล่นๆ ว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นเลิศของตัวบุคคลหรือผลงานแต่อย่างใด

กฎข้อหนึ่งที่คุณควรรู้คือ “ผลงานที่คุณทำ ไม่ได้เท่ากับความสำเร็จเสมอไป” นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมภาพวาดที่โด่งดังหรือราคาแพงที่สุด จึงอาจไม่ใช่ภาพที่ดีที่สุด, มหาวิทยาลัยชื่อดัง ไม่ได้ดังเพราะทำให้นักศึกษาเป็นคนเก่ง และผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย อาจไม่ได้มีความสามารถในการตัดสินหรือให้คุณค่าได้ดีไปกว่าพวกเราเลย

แอลเบิร์ต-ลาซโล บาราบาชี นักวิทยาศาสตร์ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ตั้งต้นจากการทำวิจัยเรื่อง ‘ความสำเร็จ’ เพราะอยากได้ผลงานที่ประสบความสำเร็จสักเรื่อง (ก่อนหน้านั้นเขาผิดหวังกับงานวิจัยที่คิดว่าจะเปลี่ยนโลกได้แน่ๆ แต่กลับแป้กไม่เป็นท่า)

“จากประสบการณ์ เราต่างรู้ว่าผลงานยอดเยี่ยมไม่ได้การันตีความสำเร็จเสมอไป แต่แล้วทำไมจึงมีบางคนที่ประสบความสำเร็จโดยไม่สร้างผลงานอะไรเลย” คือคำถามข้อใหญ่ที่ผลักดันให้เขาและทีมงานวิจัย ลงทุนลงแรงศึกษาฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทุกวงการ ตั้งสมมุติฐานหลากหลายรูปแบบ และสร้างสูตรคำนวณอันสลับซับซ้อน จนได้ผลลัพธ์ในระดับ ‘พลิกวงการ’ ออกมาในที่สุด

ไม่ใช่แค่วงการวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังลามไปถึงวงการอื่นๆ อย่างแวดวงศิลปะ แวดวงการศึกษา ไปจนถึงแวดวงกีฬา สิ่งหนึ่งที่แอลเบิร์ตและทีมงานค้นพบคือ ‘เครือข่าย’ หรือ ‘คอนเนคชั่น’ นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะทำให้ใครสักคนโด่งดังหรือประสบความสำเร็จในสายอาชีพนั้นๆ

เพราะความสำเร็จไม่ใช่เรื่องตัวใครตัวมัน แต่เป็นเรื่องของสังคมรวมหมู่

“จำไว้นะครับ แค่ผลงานอย่างเดียวไม่พอ เราต้องเปลี่ยนกรอบคิดที่ว่าหากหวังอยู่ในหมู่ดาวต้องเริ่มไต่เต้าจากผืนดิน แน่ละ ถ้าในโลกการทำงานเราวัดผลงานได้ตรงไปตรงมาเหมือนโลกเทนนิสก็คงจะดี แต่การไต่เต้าขึ้นบันไดความก้าวหน้าในบริษัทไม่เป็นอย่างนั้น ผมขอเสนอให้เปลี่ยนแนวคิดไต่เต้าบันไดความก้าวหน้า เป็นการทอดสะพานทางสังคม…

“หากต้องการขยับให้โลกเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เราก็ต้องค้นหาและเชื่อมโยงกับฮับที่ส่งผลให้เราพุ่งทะยานได้ ทั้งผู้สมัครมหาวิทยาลัยไอวีลีกและนักเทนนิสหนุ่มสาวเก่งๆ ต่างทำเช่นนี้ คนใหญ่คนโตในโลกศิลปะก็เช่นกัน ไม่สำคัญว่าคุณอยู่ในสายอาชีพหรือแวดวงไหน หากต้องการความสำเร็จ คุณก็ต้องใช้เครือข่ายให้เชี่ยวชาญ”

แนวคิดที่ว่ามา อาจฟังดูทะเยอทะยานและเห็นแก่ตัวไปสักหน่อย แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ปรากฏการณ์ทำนองนี้มีให้เห็นอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะในแวดวงศิลปะ ที่คุณค่าของผลงานนั้นไม่สามารถวัดได้อย่างภววิสัย คนในแวดวงจึงต้องพึ่งพาอาศัยและเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน เพื่อสร้าง ‘มูลค่า’ ให้กับสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเพลง เป็นภาพเขียน เป็นแกลเลอรี หรือพิพิธภัณฑ์

จุดสำคัญคือ เมื่อไหร่ที่คุณสามารถขยับขยายเครือข่ายให้พ้นไปจากแวดวงที่คุณสังกัดอยู่ได้ เมื่อนั้นคุณอาจกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ แม้จะเป็นซูเปอร์สตาร์ที่คนในแวดวงพากันมองบนก็ตาม… ในทางกลับกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าการโฟกัสกับผลงานนั้นจะไม่มีความหมายเลย สิ่งที่หนังสือเล่มนี้บอกเราคือ อย่าก้มหน้าก้มตาทำงานจนละเลยบริบทรอบๆ ที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จ หรือได้รับผลตอบแทนอย่างที่ควรจะเป็น

เมื่อเห็นคำว่า ‘ความสำเร็จ’ อยู่บนปก คุณอาจคิดว่านี่เป็นแค่หนังสือฮาวทูอีกเล่มที่จะช่วยให้ประสบความก้าวหน้าในชีวิตและการงาน แน่นอนว่าหนังสือเล่มนี้มีฟังก์ชันนั้นอยู่ แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีการลอยๆ หรือตัวอย่างอันเป็นนามธรรมอย่างที่คุณอาจเคยพบพานจากหลายที่ เพราะ ‘กฎแห่งความสำเร็จ’ ที่อธิบายไว้ในหนังสือเล่มนี้ คือกฎทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการทดสอบและวิจัยมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

ที่สำคัญคือมันได้ผลแม่นยำจนผู้เขียนมั่นใจพอจะพูดว่ามันคือ ‘กฎสากลที่ตายตัวและไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้’

ส่วนสิ่งที่ไม่ตายตัว คือการอ่านแล้วได้เอาไปทบทวนกับตัวเองว่า ตอนนี้เรายืนอยู่จุดไหน เชื่อมโยงกับเครือข่ายสังคมและวิชาชีพของเราอย่างไร แล้วมันจะพาเราไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้หรือไม่

 


 

สั่งซื้อ ‘วิทยาศาสตร์แห่งความสำเร็จ’ ได้ที่ : https://thecuratorclub.co/product/book-167/

The Bullet Journal Method: วิถีบันทึกแบบบูโจ

คุณเคยประสบปัญหาเหล่านี้ไหม ?

– ซื้อแพลนเนอร์มาใช้ แต่ใช้ไปได้ไม่เท่าไหร่ก็เริ่มเบื่อ รู้สึกว่ามันไม่ตอบโจทย์ชีวิต
– ใช้สมุดบันทึกจดทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต แต่ใช้ไปสักพักเริ่มตาลาย หาสิ่งที่เคยจดไว้ไม่เจอ
– ใช้แอพในมือถือช่วยเตือนความจำ บันทึกสิ่งที่ต้องทำต่างๆ นานา แต่กลับพบว่ามันไม่ช่วยให้คุณมีระเบียบหรือตรงต่อเวลามากขึ้นเลย

ไรเดอร์ แคร์รอลล์ คือคนที่ประสบกับภาวะต่างๆ ที่ว่ามาเช่นกัน ปัญหาของเขาคือสมาธิสั้น ไม่ค่อยมีระเบียบวินัย ชอบทำอะไรแบบครึ่งๆ กลางๆ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

แต่ลึกลงไปในใจ เขาก็มีความฝันที่อยากจะประสบความสำเร็จเหมือนกับคนอื่นๆ เหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงเริ่มคิดหาวิธีแก้ปัญหา โดยเริ่มจากสมุดบันทึกธรรมดาๆ เล่มหนึ่ง

หลังจากลองผิดลองถูกอยู่นาน เขาก็ค้นพบวิธีการจดบันทึกที่ตอบโจทย์ชีวิตสักที ซึ่งนอกจากจะทำให้เขาสามารถโฟกัสกับหน้าที่การงานได้ดีขึ้นแล้ว มันยังช่วยให้ค้นพบว่าชีวิตตัวเองต้องการอะไร สิ่งไหนควรเก็บ สิ่งไหนควรโยนทิ้งไป

ในตอนแรก เขาคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลกับเขาเพียงคนเดียว จนกระทั่งเขาได้แชร์วิธีการนี้ให้เพื่อนคนหนึ่งฟังอย่างละเอียด เพราะเห็นว่าเพื่อนกำลังประสบปัญหาคล้ายๆ กัน โดยหารู้ไม่ว่า นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของวิถีการบันทึกแบบ ‘Bullet Journal’ หรือ ‘บูโจ’ ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

ไอเดียของ ‘บูโจ’ คือการจัดระเบียบสมุดบันทึก (ที่มักจะไร้ระเบียบ) ให้เข้ารูปเข้ารอย และตอบสนองความต้องการของแต่ละคนให้ได้มากที่สุด ฟังดูเผินๆ เหมือนจะง่าย และเชื่อว่าน่าจะมีคนมากมายที่พยายาม ‘ออกแบบ’ สมุดบันทึกของตัวเองให้มีครบทุกฟังก์ชั่นเท่าที่ต้องกา

ข่าวดีคือ ถ้าบังเอิญคุณเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า คุณไม่จำเป็นต้องงมให้เสียเวลาอีกต่อไป เพราะไรเดอร์ได้เสียเวลามามากพอจนค้นพบวิธีการที่ว่านั้นแล้ว แล้วถ้าเกิดคุณยังลังเลว่ามันจะเวิร์คกับคุณมั้ย ลองเสิร์ชกูเกิ้ลด้วยคีย์เวิร์ด ‘Bullet Journal’ ดูเล่นๆ ก็ได้ คุณจะพบเรื่องราวของคนมากมายที่ใช้แล้วเวิร์คจริงๆ ยกตัวอย่างเช่นเรื่องราวของ ‘แซนดี’

แซนดีเป็นคุณแม่ลูกเล็กที่ไม่เคยพักผ่อนเพียงพอ นอกจากต้องกังวลว่าลูกนอนพอไหม เขารับวัคซีนครบหรือยัง โรงเรียนอนุบาลเปิดรับสมัครถึงวันไหนกันแน่ เธอยังลืมอีกหลายสิ่งในชีวิต ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างการจ่ายบิลไม่ทัน การยอมทิ้งความฝัน ไปจนถึงการละเลยศักยภาพของตัวเอง

เธอรู้ตัวดีว่าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ชีวิตเธออาจพบกับหายนะไม่ช้าก็เร็ว แค่จินตนาการว่าเมื่อถึงวัยที่ลูกต้องเข้าโรงเรียน เธอหรือสามีอาจลืมไปรับลูกกลับบ้านก็ได้ ก็ทำเอาอกสั่นขวัญแขวน

แซนดีพบกับ Bullet Journal โดยบังเอิญ เธอศึกษาแล้วหยิบกระดาษกับปากกามาลองลงมือทำทันที ผลที่ได้คือชีวิตเข้าที่เข้าทาง เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่หลงลืมอะไรอีกต่อไป และผลพลอยได้ที่น่าเหลือเชื่อที่สุดคือ เธอบีบมะนาวเองได้แล้ว!

ก่อนหน้านี้ แซนดีมีอาการที่เรียกว่าโรคแกะผิวหนัง (dermatillomania) ซึ่งเป็นอาการทางจิตชนิดหนึ่งที่ผู้ป่วยจะวุ่นวายกับการแกะโน่นเกานี่อยู่ตลอด กรณีของเธอ มักจะแกะนิ้วจนถลอกปอกเปิก นิ้วมือเต็มไปด้วยแผล จนเธอต้องยกเลิกนัดประชุมหรือสัมภาษณ์ บางครั้งก็เจ็บแผลจนนอนไม่หลับ ทำของที่ถืออยู่ตก หรือไม่สามารถทำอะไรง่ายๆ อย่างการบีบมะนาวใส่ชาได้

แต่การทำบูโจ ทำให้เธอได้ใช้เวลากับงานอดิเรกที่เธอรัก นั่นคือการประดิษฐ์ตัวอักษร ทุกเส้น ทุกตัวอักษร ทุกภาพ ที่เธอนั่งเขียนนั่งวาดลงในสมุดบันทึก ช่วยให้มือไม่ว่าง ไม่หมกมุ่นกับการแกะโน่นเกานี่อีกต่อไป อาการของเธอดีขึ้นช้าๆ และหายในที่สุด

“เมื่อจดปากกาลงบนกระดาษ เราไม่ได้จุดไฟในหัวเท่านั้น ทว่ายังจุดไฟในตัวด้วย การเขียนทำให้เราคิดและรู้สึกไปพร้อมๆ กัน”

ถ้าถามว่าหัวใจสำคัญของการทำบูโจคืออะไร คำตอบที่แสนจะเรียบง่ายก็คือ การที่คุณได้จดจ่ออยู่กับสมุดและปากกาตรงหน้า ซึ่งนอกจากจะเป็นการ ‘ปิดสวิตช์’ จากข้อมูลที่ไหลบ่าผ่านหน้าจอมือถือหรือแล็ปท็อปของคุณแล้ว ข้อมูลจากงานวิจัยจำนวนมากยังชี้ว่า มันส่งผลในเชิงบวกต่อทั้งระบบความคิด ร่างกาย และจิตใจด้วย

หนังสือ The Bullet Journal Method: วิถีบันทึกแบบบูโจ เล่มนี้ รวบรวมทุกสิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการใช้บูโจ ตั้งแต่ต้นกำเนิดและที่มาที่ไปของมัน คู่มือสำหรับการเริ่มต้นและการใช้งานอย่างละเอียด ข้อมูลจากงานวิจัยต่างๆ ที่ช่วยสนับสนุนว่าทำไมมันถึงใช้ได้ผล ไปจนถึงกรณีตัวอย่างและบันทึกประสบการณ์อันหลากหลายจากผู้ใช้บูโจ

เหมาะสำหรับใครก็ตามที่อยากจัดระเบียบชีวิตตัวเองแบบจริงๆ จังๆ สักที นักสร้างสรรค์ที่ต้องการกรอบชัดเจน หรือคนที่กำลังค้นหาเป้าหมายของตนท่ามกลางกระแสดิจิทัลอันท่วมท้น

ถึงเวลาแล้วที่บันทึกชีวิตบทใหม่จะได้เริ่มต้น

โลกซึมเศร้า

หนังสือเล่มนี้อาจนำไปสู่วิวาทะใหญ่โต โดยเฉพาะข้อมูลที่ผู้เขียนพยายามหักล้างว่า ‘โรคซึมเศร้า’ ไม่ได้เกิดจากความบกพร่องของเซโรโทนิน – สารเคมีในสมอง และการรักษาด้วยยา ก็อาจมีค่าเท่ากับกินเม็ดแป้ง

“ออกจะฟังดูย้อนแย้งที่ผมรู้สึกเสียศูนย์เมื่อได้รู้ว่าโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลไม่ได้เกิดจากสารเคมีไม่สมดุล” คือคีย์เวิร์ดสำคัญของ โยฮันน์ ฮาริ ผู้เขียน ซึ่งผ่านการรักษาโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลด้วยยามาตั้งแต่วัยรุ่น

เราเป็นโรคซึมเศร้าได้ย่างไร เอาแบบง่ายๆ คุณไม่สามารถเป็นโรคซึมเศร้าเองได้ ถ้าแพทย์ไม่บอกว่าคุณเป็น เช็คลิสต์อาการเก้าข้อคือด่านแรกที่จะระบุว่าคุณมีแนวโน้มจะเดินเข้าหาโลกเทาๆ นี้หรือเปล่า ถ้าใช่ คุณควรเดินก้าวต่อไปแบบไหน…

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในทางปฏิบัติ สิ่งที่หลายคนเจอคือยาจำนวนไม่กี่เม็ดในขั้นตอนแรกเพื่อปลดล็อคการปรับตัวของ ‘สารเคมีในสมอง’ และมีไม่น้อยที่เวลาผ่านไปจำนวนเม็ดของยาในกำมือจะเพิ่มมากขึ้น

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่เคยกำยาเหล่านี้ไว้ในมือก่อนนอน และต้องกินมันมาหลายปี หนังสือเล่มนี้พยายามยกตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากมาตบตีมือคุณให้ผ่อนคลายสักพัก และหันมาดูโลกในมุมอื่น มองสมมุติฐานใหม่ๆ ที่ว่า โลกที่มืดมนลงอาจไม่ได้ตั้งต้นมาจากสมอง

เพื่อไขปริศนา ฮาริขุดคุ้ย ค้นคว้า และเดินทางไปหลายประเทศ พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน วิทยาศาสตร์ จิตวิทยา สังคมวิทยา และผู้มีประสบการณ์ซึมเศร้า เพื่อหาสาเหตุที่มากกว่าเซโรโทนิน และหนทางรักษาที่มากกว่ายา

หากคนกลุ่มหนึ่งสนับสนุนการรักษาโรคซึมเศร้าด้วยยา โยฮันน์ ฮาริ เลือกเดินสวนเข้ามาตรงๆ ถือค้อนที่ชื่อ Lost Connection หรือ โลกซึมเศร้า ไว้ในมือ เพื่อยืนยันว่า

“ยาต้านซึมเศร้าที่มีส่วนผสมทางเคมีอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการรักษาคนกลุ่มเล็กๆ ที่เป็นโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลก็ได้ แน่ล่ะว่าผมไม่อยากพรากสิ่งที่สร้างความสบายใจให้คนอื่นอยู่แล้ว ถ้าคุณรู้สึกว่ายาช่วยได้ และมีผลดีมากกว่าผลข้างเเคียง คุณก็ควรใช้ต่อไป แต่หลักฐานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะกล่าวว่ายาส่งผล ‘เพียงพอ’ สำหรับ ‘คนกลุ่มใหญ่’ ที่เป็นโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวล ผมยังคงยืนกรานปฏิเสธเรื่องนี้ไม่ได้อีกต่อไป”

นอกจากข้อหักล้างเรื่องยา ไล่เรียงตั้งแต่ประวัติศาสตร์ของเคมีในสมอง การทดลองของบริษัทยา และวิทยาศาสตร์ที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริง เนื้อหาส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เขียนพยายามนำมาหักล้างเรื่องสารเคมีในสมอง มันว่าด้วยสาเหตุของโรคซึมเศร้าที่ปรากฏอยู่ในตลอดรายทางการใช้ชีวิต

สิ่งที่ค้นพบคือ ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘เรา’ กับ ‘โลก’ ที่บกพร่อง ฮาริแจกแจงสาเหตุออกมาได้เก้าข้อ ทั้งด้านการงาน สังคม ผู้คน การใช้ชีวิต ความทรงจำ (แต่ผู้เขียนก็ยอมรับว่า ‘มันไม่ได้มีแค่นี้’) และเมื่อเขามีสมมุติฐานเกี่ยวกับสาเหตุว่ามาจากการ ‘ขาด’ การรักษาของเขาจึงว่าด้วยการ ‘เชื่อม’ เราเข้ากับสิ่งต่างๆ ที่หล่นหายหรือขาดสะบั้นลงโดยไม่รู้ตัว

อย่างไรก็ตาม การอ่านหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งที่ทำให้รู้สึก ‘ว้าว’ ไม่ได้หมายความว่านั่นคือคัมภีร์ คือประตู่สู่สัจจะ มองอีกด้าน หนังสือกลับเป็นเหมือนหน้าต่างหลายบาน ชวนให้ผู้อ่านได้เห็นโลกในแง่มุมหลากหลาย

โลกซึมเศร้า ก็เช่นกัน วิวาทะแห่งยุคสมัย การรักษาโรคซึมเศร้าโดย ‘ใช้ยา vs. ไม่ใช้ยา’ ยังคงต้องกางหลักฐานมาถกเถียงกันอีกยาว พอๆ กับคำถามที่ว่า “กาแฟดีต่อสุขภาพจริงไหม”

และการเริ่มต้นตั้งคำถาม ก็อาจนำไปสู่อะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจขึ้นไปอีก

หมายเหตุ: หากกำลังเผชิญปัญหาด้านสุขภาพจิต สามารถโทรหาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 และสายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300

มีอะไรในสวนหลังบ้าน

ราวกับเป็นส่วนผสมความดำมืดของหนัง Parasite (2019) และ Kim Ji-young: Born 1982 (2019) เขย่ารวมออกมาเป็นโศกนาฏกรรมอันว่าด้วยสถานะของความเป็น ‘แม่’ และ ‘เมีย’ ของหญิงสาวสองคนที่มาจากต่างชนชั้น คนหนึ่งเป็นเมียของนายแพทย์ผู้ร่ำรวยและอยู่ในแวดวงชนชั้นสูง อีกหนึ่งเป็นเมียพนักงานขายปลายแถวที่ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน ซึ่งชะตากรรมของคนทั้งหมดผูกเข้าหากันด้วยกลิ่นเหม็นเน่าราวกับกลิ่นศพที่โชยออกมาจากสวนหลังบ้าน

หากว่าในรอบปีที่แล้ว หนัง Parasite ของผู้กำกับ บอง จุนโฮ ตีแผ่ประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำและชนชั้นผ่านเรื่องราวของสองครอบครัวใหญ่ และมี Kim Ji-young: Born 1982 หนังของ คิม ดูยัง ที่ดัดแปลงจากหนังสือชื่อเดียวกันของ ชา นัมจู กระชากสถานะความเป็นหญิงที่ถูกกดทับจนหายใจแทบไม่ออกในเกาหลีใต้ มีอะไรในสวนหลังบ้าน ของ คิมจินยอง ก็ราวกับนำประเด็นหลักของหนังทั้งสองเรื่องมาผสมรวมกันจนได้เป็นโศกนาฏกรรมแสนหดหู่

“ความสนุกที่ได้รับจากรองเท้าคู่นี้ช่างสั้นและเปราะบางเหลือเกิน”

จูรัน เป็นเด็กสาวจากชนชั้นกลางที่ได้แต่งงานกับชายหนุ่มผู้ร่ำรวย การแต่งงานจึงเป็นการยกระดับทางสังคมของเธอกลายๆ หากแต่จูรันกลับรู้สึกว่างเปล่าอยู่เสมอ เธอไม่มีอำนาจตัดสินใจอะไรมากไปกว่าเด็กรับใช้ข้างบ้าน จูรันอยากเป็นเมียและแม่ที่ดีของครอบครัวแต่เพดานของมันก็ช่างสูงเกินเอื้อมเมื่อผู้หญิงไฮโซรุ่นเดียวกันดูจะสมบูรณ์พร้อมกว่าเธอมาก เธอร่ำรวยและใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกองเงินกองทองก็จริง แต่กลับควานหาความสุขแทบไม่ได้ สิ่งที่จรรโลงใจเธอเปราะบางเหมือนฟองสบู่ เธอจะยิ้มก็เมื่อได้สวมรองเท้าคู่โปรดออกจากบ้านไปโบสถ์แค่ในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง เพื่อจะกลับมารู้สึกเคว้งคว้างและตั้งคำถามต่อการมีชีวิตของเธอไม่หยุดหย่อน -กระทั่งเมื่อกลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาที่สวนหลังบ้านนั้น

“ฉันเกลียดชังความยากไร้อันเป็นรางวัลสำหรับผู้แพ้ที่สุด”

ซังอึน เป็นพนักงานขายฟูกราคาสูงลิบที่เธอไม่มีวันได้เป็นเจ้าของในชีวิตจริง เพราะเธออยู่ในห้องพักเล็กๆ เหม็นอับ ราขึ้น และต้องกัดฟันสู้ยิบตาเพื่อหาเลี้ยงแม่ที่เป็นอัลไซเมอร์ ลูกในท้องที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังต้องรองรับอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของผัวโมโหร้าย เธอแทบไม่มีโอกาสตั้งคำถามกับหน้าที่การเป็นแม่และเมียเพราะแค่หาเลี้ยงชีวิตให้ผ่านแต่ละวันก็หนักหนามากพออยู่แล้ว สำหรับซังอึนแล้ว ความเป็นหญิงแทบจะเป็นตุ้มถ่วงแข้งขาของเธอในสังคมที่กีดกันตำแหน่งและอำนาจด้วยบทบาททางเพศ และดูจะยิ่งหนักข้อขึ้นเมื่อเธอถูกลากเข้าไปพัวพันกับ ‘กลิ่นปริศนา’ ในสวนหลังบ้านของไฮโซที่สามีของเธอไปติดต่องานไว้ด้วย

ในสวนหลังบ้าน จึงเป็นนิยายขนาดกระทัดรัดที่เหมาะสำหรับคนที่โหยหาเรื่องเล่าที่ผสานเส้นเรื่องของการสืบสวนเข้ากับโศกนาฏกรรม การหักมุมในช่วงท้ายถือว่าเด็ดขาดมากและจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากความแม่นยำในการเล่าเรื่องของผู้เขียน กระนั้น มันก็ช่างเป็นการหักมุมที่ชวนหัวใจสลายไม่น้อยหากมองจากมุมของตัวละครในเรื่อง -ที่ยังต้องดิ้นรนมีชีวิตกันต่อ

 

คิม จินยอง: เขียน
วิทิยา จันทร์พันธ์: แปล
สำนักพิมพ์: อมรินทร์

ตาสว่าง (IL RE DI BANGKOK)

พลันที่อ่านนิยายภาพเล่มนี้จบ ผมหลับตา
ไม่ใช่เพราะเหนื่อยล้าจากการอ่าน แต่เป็นอารมณ์โหวงๆ ซึมๆ คล้ายตอนเดินออกจากโรงหนังทั้งที่ตอนจบยังคาใจ
จะว่าไป มันให้ความรู้สึกเหมือนดูหนังนั่นแหละ เพียงแต่มันไม่ใช่หนังที่ดูง่ายขนาดนั้น ถามว่าสนุกไหม สนุก น่าเบื่อไหม ก็มีบางช่วงที่น่าเบื่อ วิธีเล่าเรื่องเหมือนจะล้ำ แต่ก็ไม่ได้ใหม่จนทำให้ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
ส่วนประเด็น ถ้าเป็นคนที่ติดตามการเมืองมาบ้าง แค่เห็นคำว่า ‘ตาสว่าง’ ก็น่าจะพอเดาทางออก
แต่ก็เหมือนหนังหลายเรื่องๆ บางทีสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันพิเศษ กระทั่งยกเข้าไปประดับลิสต์ในดวงใจ คือการได้รู้ถึงที่มาที่ไปและเบื้องหลังการทำงานบางอย่าง
‘ตาสว่าง’ เล่มนี้ก็เช่นกัน ถ้ามองมันในฐานะนิยายภาพเล่มหนึ่งที่เล่าถึงการเมืองไทยสมัยใหม่ผ่านคนตัวเล็กๆ ก็คงไม่น่าตื่นเต้นอะไรนัก
แต่พอได้รู้ว่า ผู้เขียนคือนักมานุษยวิทยาที่ลงไปคลุกคลีและเก็บข้อมูลจากคนจริง พื้นที่จริง อยู่หลายปี มันจึงเริ่มมีความน่าสนใจขึ้นบ้าง และยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก เมื่อนักมานุษยวิทยาที่ว่านั้นเป็นชาวอิตาลี
ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่จะมีนักวิชาการต่างชาติสนใจศึกษาการเมืองไทย แต่แปลกที่ผู้เขียนเลือกนำเสนอมันออกมาในรูปแบบนี้ ซึ่งเป็นท่าที่ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะเมื่อต้องเล่าย้อนฉากหลังตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2520 เพื่อมาขมวดปมหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553
ทั้งหมดทั้งมวล ต้องถือเป็นความพยายามที่ให้ผลลัพธ์สุดท้ายออกมาค่อนข้างดี ข้อได้เปรียบของงานชิ้นนี้คืออิงจากเรื่องจริง เก็บข้อมูลจากตัวละครที่อยู่ในเหตุการณ์จริง แล้วกลั่นออกมาเป็น ‘นก’ ตัวละครเอกของเรื่องนี้ ที่เป็นทั้งชายตาบอดขายล็อตเตอรี เป็นวินมอเตอร์ไซค์ซึ่งทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาในม็อบเสื้อแดง เป็นหนุ่มบ้านนอกที่สะพายเป้เข้ากรุงเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดี เป็นสามี และเป็นพ่อ
กระสุนนัดเดียวทำให้โลกของเขามืดดับ แต่กลับพบความจริงบางอย่างที่สว่างคาตาอันมืดบอด
แม้จะพอเดาออกว่าเนื้อเรื่องจะเคลื่อนไปทางไหน ลำดับเหตุการณ์เป็นยังไง แต่สิ่งที่ทำให้ตื่นเต้น และอยากพลินอ่านต่อไปในแต่ละหน้า คือรายละเอียดของเหตุการณ์ โดยเฉพาะช่วงที่สถานการณ์ตึงเครียด รัฐบาลตัดสินใจสลายการชุมนุม ตัวละครและมุมกล้องคล้ายดึงเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ ได้ยินได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏในข่าว ได้สัมผัสทั้งความปวดร้าวและโหดเหี้ยมของมนุษย์ และได้เผชิญกับความหดหู่เคว้งคว้างอย่างถึงที่สุด เมื่อโดนหักหลังจากคนที่เคยมอบความหวังให้ชีวิต
เอาเข้าจริงแล้ว ชีวิตของนกต้องเผชิญชะตากรรมไม่ต่างจากคนอีกนับล้านในประเทศนี้ พวกเขาใฝ่ฝันอยากมีชีวิตที่ดี และพยายามขวนขวายทุกอย่างเพื่อสร้างฝันนั้นให้เป็นจริง
สิ่งที่น่าเศร้าคือ ในเมืองแห่งแสงสี พวกเขากลับกลายเป็นคนที่ไร้ตัวตน กระทั่งไม่ถูกนับว่าเป็นคนด้วยซ้ำในสายตาของคนบางกลุ่ม
“ผมเหมือนตาบอดอยู่นานหลายปี เพราะแสงไฟเจิดจ้าของกรุงเทพฯ เพราะตึกติดผนังกระจก เพราะจอพลาสมา ครั้นตาบอดจริงๆ ถึงได้รู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ข้างใน และเข้าใจว่าผมเป็นเพียงเบี้ยในกระดาน…”
หากอ่านอย่างฉาบฉวย คุณอาจพบว่ามันเป็นหนังสือที่ภาพสวยและเนื้อหาเข้มข้นเล่มหนึ่ง แต่ถ้าลองอ่านอย่างละเมียดขึ้นหน่อย อาจพบว่ามีอะไรให้ถอดรหัสอยู่ไม่น้อย ทั้งในส่วนของภาพและตัวหนังสือ
และถ้าคุณบังเอิญเป็นคนอ่านประเภทหลัง ไม่แปลกหากคุณจะอยากหลับตานิ่งๆ สักพัก พลันที่อ่านจบหน้าสุดท้าย.
‘ตาสว่าง’ (IL RE DI BANGKOK)
คลาวดิโอ โซปรานเซตติ, เคียรา นาตาลุชชี เขียน
ซารา ฟับบรี ภาพประกอบ
นันทวรรณ์ ชาญประเสริฐ แปล
สำนักพิมพ์ อ่านอิตาลี
ราคา 395 บาท
สั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์ได้ ที่นี่