สังหารจอมทัพอัศวิน

สังหารจอมทัพอัศวิน

สังหารจอมทัพอัศวิน นิยายลำดับที่ 14 ของ ฮารูกิ มูราคามิ ซึ่งแสนอลังการและทะเยอทะยานอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่ในแง่ของความยาวขนาด 1,000 หน้าทั้งสองเล่มจบ การผูกโยงเรื่องราวเข้ากับประวัติศาสตร์อันเป็นบาดแผลของญี่ปุ่นอย่างสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ยังรวมถึงการสร้างเรื่องราวให้มีขึ้นมาจากสิ่งที่ไม่มีได้ นั่นคือการตั้งต้นเขียนนิยายจากชื่อเรื่อง สังหารจอมทัพอัศวิน

เอกลักษณ์สำคัญของตัวละครจากปลายปากกาของมูราคามิคือตัวละครเว้าแหว่ง มีบางสิ่งขาดหาย ปรากฏชัดเจนผ่านเรื่องราวของ ศิลปินวาดรูปพอร์เทรต ที่มีอดีตเจ็บปวดเมื่อน้องสาวตาย โตมาถูกเมียขอหย่าแบบตั้งตัวไม่ติด ออกเดินทางไปพำนักในบ้านบนภูเขาจนพาตัวเองไปเจอกับเรื่องชวนพิศวงอันเกิดจากการเชื่อมร้อยพื้นที่ เวลาและมโนสำนึกอันบิดเพี้ยน

โลกนี้ไม่มีชีวิตใครสำเร็จสมบูรณ์หรอก ทุกคนอยู่ในสภาพเว้าแหว่งกันทั้งนั้น

แน่แท้ เป็นเรื่องย่อที่ฟังดูประหลาด และเรื่องเต็มก็ยิ่งน่าประหลาดกว่านั้นเพราะยังมีชายรูปงามผมขาวโพลนราวหิมะ, เด็กหญิงผู้วิตกกับหน้าอกแบนราบ แถมยังมีคุณอาสาวหน้าอกใหญ่เต่งตึงอยู่ในเสื้อแนบเนื้อ และอดีตชายหนุ่มที่เผชิญผ่านความรุนแรงของสงครามโลกจนกลายเป็นคนอีกคนที่กาลเวลาไม่อาจเยียวยาได้

สังหารจอมทัพอัศวิน เล่าถึงช่วงระยะเวลาราวเก้าเดือนที่ศิลปินวาดรูปพอร์เทรตใช้ชีวิตเพียงลำพังหลังถูกเมียรักที่อยู่กินด้วยกันมาหกปีขอหย่าในคืนวันอันแสนธรรมดาวันหนึ่ง เขาจับต้นชนปลายไม่ถูก หากก็เคารพการตัดสินใจของเธอจึงขอถอยออกมาอย่างสงบ ขึ้นรถยนต์คันเล็กแล้วขับไกลออกไปจากบ้านอย่างไร้จุดหมาย ข้ามเขตแดน ข้ามเมืองใหญ่มากมาย เหนื่อยก็แวะจอดนอนในโรงแรมเล็กๆ เช้ามาก็ออกเดินทางต่อ จนเมื่อความจริงบีบคั้นว่าเขาไม่อาจไปต่อได้อีกแล้ว (ในหลายๆ ความหมาย ไม่ว่าจะในแง่เครื่องยนต์หมดสภาพ หรือแม้แต่เขตแดนที่สิ้นสุด) เขาจึงหวนกลับมายังเมืองเกิด

โชคดีที่เพื่อนรักสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเขารู้เรื่องนี้ และเอื้อเฟื้อให้ชายหนุ่มมาอยู่กินในบ้านพักบนภูเขาของพ่อซึ่งเป็นจิตรกรใหญ่ของญี่ปุ่น หากก็ชราภาพจนเลอะเลือนเต็มทน จนต้องปล่อยบ้านนั้นทิ้งไว้อย่างร้างๆ การได้ศิลปินพอร์เทรต เมียทิ้ง แถมมีเวลาเหลือเฟือมาอยู่บ้าน จึงเป็นเรื่องเหมาะเจาะ เขาย้ายมาอยู่อย่างสงบ ตื่นมาดื่มกาแฟ คิดถึงเมียเก่า หลับนอนกับหญิงแปลกหน้าบ้างหากวาระเหมาะสม ฟังเพลงโอเปร่า ทำอาหารเรียบง่ายกินเอง แต่ไม่อาจวาดรูปได้เลยไม่ว่าจะพยายามอย่างไร

กระทั่งเมื่อ วาตารุ เม็นชิกิ มหาเศรษฐีซึ่งพำนักอยู่ในบ้านใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปบนเขาอีกลูกติดต่อเขาให้วาดภาพพอร์เทรตให้ พร้อมเงินก้อนยักษ์ที่ทำให้ปฏิเสธลำบาก เขาจึงรับปากวาดภาพเม็นชิกิ -ชายรูปหล่อที่ผมสีขาวโพลนทั้งหัว มีอดีตอันลึกลับและเป้าประสงค์อันยากจะเข้าใจ- พร้อมๆ กันกับที่ทั้งสองไปพบเจอหลุมประหลาดในป่าแถวบ้าน เชื่อกันว่าเป็นหลุมที่พระญี่ปุ่นสมัยก่อนเข้าไปนั่งเพื่อบำเพ็ญเพียร ไม่ดื่ม ไม่กิน และแห้งตายกลายเป็นซากมัมมี่ ตามมาด้วยการปรากฏตัวของ มาริเอะ เด็กหญิงหน้าตาสะสวยที่กังวลใจกับหน้าอกแบนราบของตัวเองเสียเหลือเกิน

เส้นเรื่องทั้งหมดนี้เกี่ยวพันกันยุ่งเหยิง และสางร้อยให้เป็นระเบียบเมื่อศิลปินพอร์เทรตเจอเข้ากับภาพเขียนโบราณของจิตรกรใหญ่ (ซึ่งตอนนี้นอนสงบที่เตียงด้วยโรคชราภาพ) เป็นภาพที่วาดยั่วล้อกับอุปราการ ดอน โจวันนี อันเลื่องชื่อของฝั่งตะวันตก หากแต่ดัดแปลงให้มีบรรยากาศของความเป็นญี่ปุ่น ชื่อภาพ สังหารจอมทัพอัศวิน ซึ่งเป็นใจกลางสำคัญของเรื่องและกุมความลับของตัวละครทุกตัวไว้อย่างแน่นหนา

หากว่าคุณคุ้นเคยกับจังหวะ น้ำเสียง และท่าทีของนิยายแบบมูราคามิ ไม่ว่าจะเป็นความเว้าแหว่ง กลิ่นอายความขาดๆ เกินๆ ของตัวละคร และความรุ่มรวยทางรสนิยมบางอย่างของตัวละคร เช่น การใช้เวลาครึ่งเช้านั่งฟังเพลงโอเปร่าจากแผ่นเสียงพลางละเมียดกาแฟ หรือตกเย็นแล้วเปิดไวน์ ดื่มด่ำแสงอัสดง ก็คงได้อิ่มเอมกับฉากเหล่านี้ใน สังหารจอมทัพอัศวิน อย่างแน่นอน เพราะกว่าครึ่งเรื่อง นิยายดำเนินไปภายใต้การบรรยายถึงแผ่นเสียง บทเพลงที่ฟัง หนังสือที่อ่านตลอดจนเสื้อผ้าของตัวละครอย่างละเอียดลออ มากไปกว่านั้นยังหมายรวมถึงเครื่องยนต์แบบที่นำเข้าจากตะวันตก และรถยนต์ญี่ปุ่นคันน้อยที่เห็นดาษดื่นทั่วไป หากเมื่อมันปรากฏกายในนิยายของมูราคามิ รถธรรมดาเหล่านี้ก็ดูจะกลายร่างเป็นตัวละครหลักขึ้นมาได้ภายในไม่กี่ย่อหน้า

สังหารจอมทัพอัศวิน พาคนดูเลาะริมขอบประวัติศาสตร์อันเลวร้ายที่ญี่ปุ่นหวาดหวั่นจะจ้องมองเสมอมา นั่นคือการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองกับฝ่ายอักษะ และการบุกเข้าจีนยึดเมืองนานกิง จนเป็นเหตุให้เกิดการสังหารหมู่ที่หลอนหลอกตัวละคร ทั้งยังเอ่ยถึงการพยายามจะคัดง้างกับอำนาจเผด็จการที่ฝั่งจักรวรรดิญี่ปุ่นเลือกจะจับมือด้วย หากก็ลงเอยด้วยความล้มเหลวไม่เป็นท่าดังที่บันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ผู้ที่มีชีวิตรอดจากเหตุการณ์นั้นจึงกอดเอาห้วงเวลาในอดีตยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นบาดแผลทิ่มแทงจนต้องหาทางระเบิดมันออกมาเป็นผลงานภาพอลังการอย่าง สังหารจอมทัพอัศวิน ในที่สุด

ดังที่กล่าวไปแล้ว สังหารจอมทัพอัศวิน เป็นภาพที่มูราคามิใช้ต้นแบบเป็นอุปราการ ดอน โจวานนี เป็นต้นแบบ หลายคนอาจจะทราบต้นเรื่องดีอยู่แล้ว โดยมันว่าด้วย ดอน ฆวน (หรือ ดอน โจวานนี) หนุ่มรูปงามนักรักชาวสเปนที่หมายจะครองหัวใจ ดอนนา อันนา สาวชั้นสูงผู้เพียบพร้อมจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เธอมาเคียงข้าง ไม่ว่าจะต้องบุกป่าฝ่าดง หรือแม้แต่สังหารชายใดก็ตามที่บังอาจขวางทางรัก ไม่เว้นแม้แต่ ดอน เปโดร บิดาของ ดอนนา อันนา ผู้เป็นแม่ทัพผู้ได้รับความยำเกรงของหมู่ทหาร ที่ถูก ดอน ฆวน สังหารอย่างดุดัน เพื่อจะชิงตัวผู้เป็นลูกสาวมาไว้ในอ้อมกอด

ซึ่งทั้งหมดนี้คงจะดีไม่น้อย หากว่าผู้อ่านมีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปะร่วมสมัยและประวัติศาสตร์สงครามโลก เพื่อจะเห็นภาพรวมที่มูราคามิใช้เป็นฉากหลัง (อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่รู้ก็ไม่นับเป็นข้อบกพร่องแต่อย่างใด มันเป็นฉากหลังในนิยายเรื่องนี้ของมูราคามิเท่านั้น ซึ่งหากจะต้องรู้ ‘ฉากหลัง’ ที่มูราคามิอ้างถึงทั้งหมด เห็นทีต้องศึกษาศาสตร์การประพันธ์เพลงของตะวันตกเรี่อยไปจนประวัติศาสตร์ของกรุงเวียนนาอีกยาว)

จุดเด่นประการสำคัญมากๆ ของนิยายมหากาพย์เรื่องนี้คือการที่มันเล่นกับประเด็นพื้นที่ เวลาและความมีกับไม่มีได้อย่างน่าสนใจ ไม่แน่ชัดว่ามูราคามิมองงานเขียนของตัวเองหรืองานศิลปะเป็นแบบไหน แต่วัดจาก สังหารจอมทัพอัศวิน เป็นไปได้ว่าเขารู้สึกอัศจรรย์กับงานประพันธ์ระดับโลกอยู่ไม่น้อยในแง่ที่ว่า ศิลปินเหล่านั้นรังสรรค์สร้างงานศิลปะขึ้นมาจากความไม่มีทั้งสิ้น ถ่ายทอดผ่านบทเพลงคลาสสิก (ซึ่งตัวละคร -เช่นเดียวกับเรื่องก่อนๆ ของมูราคามิ- มีเวลาว่างถมถืดจนพาคนอ่านฟังเพลงไปสักครึ่งร้อยได้) หรือภาพวาดที่อาจต้องร่างเส้นแรกขึ้นมาจากความไม่มี เช่นเดียวกันกับนิยายเรื่องนี้ของมูราคามิที่เขาอ้างว่าร่างโครงเรื่อง เรียงร้อยถ้อยคำและตัวละครจากชื่อเรื่องอย่าง สังหารจอมทัพอัศวิน ซึ่งตำแหน่งจอมทัพนั้นเป็นตำแหน่งที่ไม่มีอยู่จริงในญี่ปุ่น จึงน่าสนใจอย่างยิ่งหากคนอ่านจะตีความสิ่งที่เขาซุกซ่อนไว้ในเนื้อเรื่องว่าแท้จริงแล้ว มูราคามิมีนัยยะต่อประเด็นต่างๆ (พื้นที่ เวลาหรือแม้แต่ประวัติศาสตร์) อย่างไร

ตัวละครศิลปินพอร์เทรต เผชิญสภาวะหมดความภูมิใจในงานของตนเอง เนื่องมาจากรู้สึกว่างานวาดภาพพอร์เทรตของเขานั้นปราศจากเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นได้แค่งานพานิชย์ที่ทำขึ้นเพื่อเงิน รับจ้างวาดภาพพอร์เทรตของคนมีเงินเลี้ยงชีพไปแต่ละวัน แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่น่าสนใจและเป็นเอกลักษณ์ (ไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่) คือวิธีการทำงานเพื่อดึงเอาบุคลิกเฉพาะตัวของซับเจ็กต์ตรงหน้า ตัวละครเอกเล่าว่า เขามักใช้เวลานับชั่วโมงเพื่อพูดคุยกับซับเจ็กต์ จดจำรายละเอียดบนใบหน้าและลักษณะเฉพาะก่อนจะเอามาถ่ายทอดลงผ้าใบ ด้านหนึ่งเราอาจจะพอกล่าวได้ว่า เอกลักษณ์การทำงานของเขาคือการดึงเอาเอกลักษณ์ -ไม่ว่าจะใช้เชิงบุคลิกหรือใบหน้า- ออกมาแล้วถ่ายทอดลงเป็นภาพพอร์เทรต

อย่างไรก็ดี ตัวละครเอกของมูราคามิไม่ได้ภูมิใจกับงานของตัวเองนัก โดยเฉพาะเมื่อเขาไปบังเอิญเจอภาพเขียน สังหารจอมทัพอัศวิน ของจิตรกรเอกเจ้าของบ้านซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นชายชราเลอะเลือน เห็นความอลังการของภาพที่มีขึ้นเพื่อรับใช้เรื่องราว จิตวิญญาณและประวัติศาสตร์อันเข้มข้นในอดีต เขาจึงยิ่งรู้สึกสะท้อนใจและเป็นแรงผลักในการจะสร้างสรรค์ผลงานเพื่อตัวเองบ้าง นำไปสู่การพบเจอเหตุการณ์มหัศจรรย์พันลึก (หากจะเรียกอย่างนั้น) ที่พาเขาข้ามเส้นแบ่งระหว่างความจริงความลวง อดีตและปัจจุบันไปอย่างน่าประหลาด

ดังที่กล่าวไปแล้ว สิ่งสำคัญที่ปรากฏในนิยายเรื่องนี้คือวิธีที่มูราคามิเล่นกับเส้นเรื่องของเวลาและพื้นที่ ตัวละครหลักย้ำตั้งแต่ย่อหน้าแรกๆ ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน สังหารจอมทัพอัศวิน ทั้งสองเล่มนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว จบไปแล้วในระยะเวลาเพียงเก้าเดือนซึ่งเขาแยกห่างจากเมียมาใช้ชีวิตสันโดษบนภูเขา มันจึงเป็นการมองย้อนอดีตอย่างละเอียดผ่านสายตาของศิลปินพอร์ตเทรต เป็นเรื่องราวในอดีตที่มีอดีตซึ่งเก่ากว่าแทรกตัวขึ้นมาเป็นระยะ

ประเด็นเรื่องเวลาและพื้นที่ถูกย้ำหนักอย่างมากในครึ่งแรกของเรื่อง โดยเฉพาะเมื่อตัวละครพบเจอกับหลุมประหลาดซึ่งพวกเขามารู้ทีหลังว่า มันเป็นหลุมที่พระญี่ปุ่นโบราณใช้บำเพ็ญเพียรโดยการลงไปนั่งกับกระดิ่งอันน้อย สั่งให้คนภายนอกปิดปากหลุมอย่างถาวรก่อนจะสั่นกระดิ่งไปเรื่อยๆ โดยไม่ดื่ม ไม่กิน และแห้งเหี่ยวตายไปกลายเป็นซากมัมมี่กับกระดิ่งเช่นนั้น เชื่อกันว่าแม้ ‘ละสังขาร’ ไปแล้ว แต่จิตวิญญาณอันแน่วแน่ในการบำเพ็ญเพียรของพระแต่ละรูปก็จะยังยึดโยงที่จะสั่นกระดิ่ง และหลุดพ้นจากพันธนาการเรื่องเวลาและสถานที่ทั้งมวล เพราะแม้เวลาจะผ่านมาอีกหลายร้อยปี กระดิ่งก็จะยังสั่นอยู่เช่นนั้น พร้อมกันกับที่ร่างกายซึ่งแห้งตายอยู่ในหลุมก็ปราศจากความหมายแล้วโดยสิ้นเชิง

เช่นเดียวกับการปรากฏตัวของมโนภาพ หนึ่งในตัวละครสำคัญที่มีบทบาทอย่างยิ่งต่อชะตาชีวิตของศิลปินพอร์เทรต เขาย้ำหลายครั้งว่ามโนภาพนั้นไม่รับรู้เรื่องระยะเวลาและสถานที่ ไม่มีชั่วคราวหรือยาวนาน จึงอยู่เหนือเงื่อนไขแบบมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัดบางอย่าง นำพาศิลปินพอร์เทรตก้าวไปสู่จุดแห่งความเซอร์เรียลซึ่งเส้นแบ่งระหว่างความจริงและความลวง ความมีและไม่มีนั้นพร่าเลือน

อย่างไรก็ดี กล่าวกันถึงความเซอร์เรียล สังหารจอมทัพอัศวิน ยังไปได้ไม่ถึงจุดที่มูราคามิเคยวาดลวดลายไว้ใน 1Q84 นิยายขนาดยาวสามเล่มจบที่ว่าด้วยโลกคู่ขนาน สาวงามและลัทธิประหลาด ทั้งยังมีน้ำเสียงและวิธีการเล่าเรื่องที่นุ่มนวลกว่าเรื่องก่อนอยู่มากโข ไปพร้อมกันนั้นก็ไม่ได้ดราม่าหรือโรแมนติกเท่ากับที่เคยได้อ่านใน ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย หรือแม้แต่ การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก

แต่สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ว่ามูราคามิยังฝีมือไม่ตก -อย่างน้อยก็ในสายตาคนที่หลงใหลในตัวอักษรของเขามาก่อน- คือการตรึงผู้อ่านให้อยู่กับหน้ากระดาษได้อย่างไม่รู้เบื่อ กว่าจะรู้ตัวอักที เราก็พลิกหน้ากระดาษกว่าหนึ่งพันหน้า ดูดซับเรื่องราวจากในหนังสือทุกตัวอักษร และเมื่อหนังสือจบลงพร้อมความรู้สึกใจหายมาเยือน ก็เป็นสัญญาณ เป็นกระดิ่งที่ดังบอกเราว่า ถึงเวลาหวนกลับสู่โลกของความจริงที่เวลาเดินเป็นเส้นตรงแล้ว

Related Books