ถ้าใจยังไม่เปิด อาการตาสว่างก็ไม่เกิด เป็นเอก รัตนเรือง และการเมืองไทยร่วมสมัยในภาวะคลุกฝุ่น

ถอยหลังย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เจ็ดปี ประชาธิป’ไทย หนังสารคดีว่าด้วยการเมืองไทยร่วมสมัยของ เป็นเอก รัตนเรือง และ ภาสกร ประมูลวงศ์ ออกฉายเป็นวงกว้าง หนึ่งปีถัดมา ประเทศไทยถูกรัฐประหารเป็นครั้งที่ 13 ในปี 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คล้ายเป็นการขมวดฉากจบให้หนังของเป็นเอกซึ่งทิ้งความเงียบงันปลายเปิดไว้ในหนังถึงการต่อสู้อันยาวนานและยืดเยื้อของกลุ่มขั้วอำนาจในไทย

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในเวลานั้น ตัวเป็นเอกเคยเกริ่นไว้กลายๆ ว่า การกระโดดลงมาทำสารคดีหนังเรื่องนี้ทำให้เขา ‘เบิกเนตร’ ในหลายๆ ความหมาย และผลัดเปลี่ยนจากการเป็นชนชั้นกลางวัยผู้ใหญ่ที่รู้สึกว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว ไกลหัวใจ มาสู่การเป็นผู้จ้องมองมันในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของชีวิตมนุษย์

ท่ามกลางการต่อสู้ทางการเมืองที่ระเบิดตัวขึ้นมาอีกหน เราชวนเป็นเอกมานั่งคุยถึงการเมืองไทยในปี 2563 ที่หากเปรียบเป็นเกมฟุตบอล ตอนนี้ฝั่งราษฎรบุกขึ้นแดนหน้ากับแท็กติกใหม่ๆ สับขาหลอกให้ฝั่งอำนาจที่ครองผู้เล่นจำนวนมากกว่างุนงง จับต้นชนปลายไม่ถูก จนเป็นห้วงเวลาอันน่าจับตาอย่างยิ่งของการเมืองไทยร่วมสมัย ผ่านสายตาของคนทำหนังไทยที่ครั้งหนึ่งเคยจับจ้องมันในฐานะซับเจ็กต์ของงานภาพยนตร์

ครั้งหนึ่งคุณเคยบอกว่า ก่อนหน้าที่จะมาทำ ประชาธิป’ไทย ก็สายตาสั้นเรื่องการเมืองไทยมาตลอด คิดว่าอะไรทำให้เกิดภาวะนั้นขึ้น

เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เราเกิดทัน แต่ก็เด็กมากเลยนะ เด็กเกินกว่าจะรู้เรื่อง ตอนนั้นก็ราวๆ 10-11 ขวบ เตะบอลอย่างเดียวเลยตอนนั้น ไม่ได้สนใจอะไรเลย

หลังจากนั้นก็ไปเรียนเมืองนอก ไม่ได้อยู่กับการเมืองไทย ไม่ได้สนใจอะไร แล้วเราก็ไปมีโลกอีกใบ เข้าไปอยู่ในโลกศิลปะอะไรไป อยู่เมืองนอกไปอีก 10 ปีได้ เราเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางที่ไม่ได้เดือดร้อน ขัดสน ไม่ได้ร่ำรวยนะแต่ก็ไม่ได้ขัดสน เราไม่ได้เป็นลูกชาวนา ชาวสวน เรื่องที่เดือดร้อนของเราแม่งเป็นเรื่อง abstract ไม่ใช่เรื่องปากท้อง มันเป็นเรื่องแบบทำไมพ่อแม่ไม่เข้าใจกูวะ ซึ่งพอคนที่เติบโตมาในครอบครัวแบบนั้น แบ็กกราวด์แบบนั้น ในบรรยากาศแบบนั้น ส่วนใหญ่นะ (เน้นเสียง) -เดี๋ยวนี้พูดเหี้ยอะไรก็กลัวทัวร์ลงไปหมด ต้องเน้นว่าส่วนใหญ่ไม่ใช่ทุกคน- ส่วนใหญ่ก็จะกลายเป็นคนไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองโดยธรรมชาติ เป็น ignorant เรื่องการเมือง คือใครจะมาเป็นนายกฯ ใครจะรัฐประหารหรือไม่รัฐประหาร อย่างน้อยก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเราเดี๋ยวนั้น ทั้งที่ถ้ามันลากยาวไปในที่สุดทุกคนก็อาจต้องเจอผลกระทบอยู่ดี

แล้วอีกอย่างคือ คนเจเนอเรชั่นเราเป็นเจนเนอเรชั่นที่ไม่ได้มีอิสรภาพทางความคิด ฉะนั้นไอ้อาการที่จะมามีความสนใจหรือครุ่นคิดเรื่องการเมืองได้นี่คือ คนที่จะไปถึงจุดนั้นได้ด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่ก็ต้องมีเวลา ด้านอื่นๆ ของชีวิตน่าจะ settle แล้ว

แต่คนเจเนอเรชั่นผมเป็นแบบ… ไม่มีอิสรภาพทางความคิด ทางการพูดการจา เพราะเราโดนตีตลอดเวลา อยู่โรงเรียนก็โดนครูตี กลับบ้านก็โดนพ่อแม่ตี แล้วตลอดชีวิตมันจะมีแต่คำว่า หน้าที่ หน้าที่ แล้วเราก็เชื่อมัน

คือคุณก็ทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เกิด จนเดี๋ยวนี้ก็ยังมีความรู้สึกเป็นหน้าที่ที่ต้องทำโน่นทำนี่ ไอ้คนนี้กำลังจะแย่ เป็นหน้าที่เราต้องไปช่วยเขา

หรืออย่างตอนเด็กมีหน้าที่เรียนหนังสือก็เรียน เรียนไป เป็นนักฟุตบอล อยู่ในทีมฟุตบอล หน้าที่กูต้องทำอย่างนี้นะ อย่าไปเสือกยิงประตู เพราะมึงไม่ได้เล่นศูนย์หน้า มีหน้าที่เล่นกีฬามึงก็เล่นให้ดีที่สุด ตลอดชีวิตมันจะมีแต่คำว่าหน้าที่ มันไม่มีแสงสว่างที่จู่ๆ มาปิ๊งแล้วบอกว่า ไอ้เหี้ย นี่มันมีความไม่ยุติธรรมอยู่นี่หว่า มันไม่มีโมเมนต์แบบนั้นเลย

พอไปเรียนเมืองนอก ได้กลับมาทันเหตุการณ์พฤษภาทมิฬไหม

โอ๊ย ออกไปม็อบด้วย โดนน้ำฉีดด้วย สมัยนั้นเวลาเขาฉีดน้ำเขาไม่ได้ผสมสารเคมีแบบนี้นะ เขาผสมทรายครับ เจ็บสัตว์ ครั้งนั้นเราไปม็อบบ่อยนะ แต่ไม่ได้ไปเรียกร้องอะไร ไปเพราะความเป็นวัยรุ่น อยากไปดู แต่เราเข้าใจบริบททางการเมือง

 

แล้วมันเดินทางยังไง จากคนไม่สนใจการเมืองมาทำหนังสารคดีการเมือง

อย่างที่บอกว่าเราเป็นคน ignorant เรื่องการเมืองมาตลอด แล้วจะว่าไปก็เป็นสลิ่มมาตลอดทั้งชีวิต เป็นสลิ่มแบบชอบความสงบ (ยิ้ม) แต่อย่างสถาบันเราก็จะรู้สึกว่า มีก็โอเค ก็ไม่เคยรู้จักกับเขาจริงๆ ไม่เคยได้สัมผัสกัน มันก็เป็นอาการต่างคนต่างอยู่ เหมือนตอนผมเลิกกับแฟนแล้วจะเป็นจะตาย เขาก็ไม่ได้มาช่วยอะไร หรือตอนหนังเราอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายละ โพสต์โปรดักชั่นแล้ว แม่งยังไม่มีเงินเลย เป็นหนี้อยู่เลย เขาก็ไม่ได้มาช่วยอะไร ฉะนั้น ความรู้สึกเลยเหมือนคนที่ไม่ได้รู้จักกัน

แต่รู้ว่าประเทศนี้มีการปกครองแบบนี้ แล้วก็รู้ว่าถ้าเกิดไปก้าวล่วงหรือพูดจาในลักษณะทำนองว่า ไม่รัก อาจจะโดนมาตรา 112 กฎหมายอาญาซึ่งมีบทลงโทษที่รุนแรงมาก เราก็รู้แค่นั้น

ความสนใจเรื่องการเมืองมันมาเริ่มที่ทักษิณถูก kick out ออกไป แล้วตอนนั้นประเทศมันแตกแยกชนิดแบบแดงกับเหลือง เราไม่เข้าใจด้วยว่าแม่งเป็นเหี้ยอะไรกัน ทำไมมันแตกแยกขนาดนี้ มันเป็นเพราะอะไร ที่แปลกคือทำไมแทบทุกคนเค้าเลือกสีกันได้หมด คนนี้เป็นเหลือง คนนี้เป็นแดง แต่ทำไมกูเลือกไม่ได้วะ

พอดี เอก-ภาสกร ประมูลวงศ์ ที่เป็นเพื่อนกับเรา เขาก็มาชวนไปทำหนังเรื่องนี้ เราเลยบอกว่าดี เพราะเรากำลังสงสัย แล้วคนทำหนังน่ะ อะไรจะดีไปกว่า find out สิ่งที่ตัวเองสงสัยด้วยการทำหนัง เลยบอกว่าก่อนเราจะลงมือถ่ายทำใดๆ ก็ตาม ขอเวลาปีหนึ่งเลยได้ไหม เตรียมตัว อ่านแหลกเลย อ่านหนังสือกองเท่านี้ (ยกมือสูงท่วมหัว) ดูวิดีโอ ดูโน่นดูนี่ แล้วสุดท้ายเราก็ไม่ได้รู้สึกว่าพร้อมหรอก แต่ก็รู้สึกว่าดีขึ้น เริ่มเข้าใจว่าไทม์ไลน์มันเป็นแบบนี้ 24 มิถุนายน 2475 มันเกิดอันนี้ขึ้น กบฎบวรเดชมาตอนนี้ๆ พอรู้ไทม์ไลน์ทั้งหมดคร่าวๆ เลยรู้สึกว่า โอเค แล้ววิธีทำหนังเรื่องนั้นก็ทำแบบคนรู้น้อยจริงๆ เลยใช้วิธีถามคนรู้เยอะดีกว่า มีใครบ้าง ก็ไปรวบรวมรายชื่อมา แล้วที่เราเรียกว่าอาการตาสว่างมันก็เกิดขึ้นตอนนี้แหละ

ตัดฟุตเทจออกไปเยอะไหม

ไม่นะ ส่วนใหญ่ก็ได้ใช้แหละ แต่มีบ้างที่มันใส่ไปไม่ได้แน่ๆ

 

ขนาดที่ใส่ไปยังมีลูกเซ็นเซอร์อยู่เลย?

นั่นกองเซ็นเซอร์เขาบอกให้ทำ โคตรดีเลย มันไปทำหนังมีแผล

ต้องขอบคุณกองเซ็นเซอร์นะที่ช่วยให้เราทำหนังได้ดีขึ้น คือด้วยตัวเองกูคิดมุกนี้ไม่ได้แน่ๆ อันนี้กองเซ็นเซอร์คิดให้เสร็จเลย แล้วหนังมันมีพลังตรงนั้นจริงๆ พลังแม่งกลับไปอยู่ตรงความเงียบ ความเงียบมันกลายเป็นพลังของหนังที่พูดกันทั้งเรื่อง

การต่อสู้ของเหลือง-แดง มันทำให้คุณสนใจการเมืองจนปลายทางได้มาเป็นหนังเรื่องหนึ่ง ถ้าเป็นตอนนี้ คิดว่าภาวะคลุกฝุ่นแบบนี้ทำหนังได้ไหม

เราว่ามันจะเป็นหนังอีกแบบหนึ่งนะ จริงๆ หนังมันมีหลายแบบเลยเวลาเราจะ find out อะไร อย่างเราที่เราทำหนังตอนนั้นมันเป็นช่วงเวลาแบบไม่ถึงกับสงบหรอก แต่ก็ไม่ได้ตึงเครียดขนาดตอนนี้ และทั้งสองฝั่ง เหลือง-แดงก็ค่อยๆ เริ่มจะเฟดออกไป ฝั่งเหลืองเขาจะเป็นฝั่งที่คล้ายๆ กับว่าจะออกมาก็ต่อเมื่ออีกฝั่งหนึ่งแม่งแอ็กทีฟ คือด้วยตัวเขา เขาชอบความสงบมากกว่า ตอนนี้ก็เหมือนกัน พอเยาวชน นักศึกษาออกมากันเยอะๆ ฝั่งนี้เขาเลยมีแอ็กชั่นต่อต้าน

แต่นั่นแหละ คนเราพอมันตาสว่างแล้วจะกลับไปตาบอดยาก มันเหมือนคล้ายๆ พอว่ายน้ำเป็นแล้วจะกลับไปว่ายน้ำไม่เป็นก็ไม่ได้ หรือขี่จักรยานเป็นแล้ว ปล่อยมือได้แล้ว จะกลับไปขี่ไม่เป็นก็ไม่ได้น่ะ

 

มีสิ่งไหนที่เคยเชื่อแล้วเปลี่ยนไปเป็นไม่เชื่อเลยไหม

ก็ความเชื่อในสถาบันเสริมความงามเอลิดา ปารีส เมื่อก่อนเราจะถูกฉายภาพให้เห็นแต่ด้านบวก แต่พอข้อมูลมันเยอะขึ้นก็ตามนั้น

แต่เราอาจเป็นคนไม่ค่อยเกลียดอะไรละมั้ง สมมุติต่อให้เราตาสว่าง เราก็เหมือนรับรู้ไว้ว่ามันไม่ได้สวยงามอย่างที่เขาฉายภาพ แต่เราก็ไม่ใช่ activist จะว่าไปก็เป็นคนค่อนข้างสันโดษด้วยซ้ำ เวลาไปม็อบแล้วคนเยอะ เสียงดังก็ไม่ชอบอีก ชอบอยู่เงียบๆ แต่ความเชื่อมันก็เปลี่ยนไปเยอะ แล้วหลายเรื่องด้วย

เมื่อก่อนผมไม่เคยรู้เรื่องชีวิตคนที่อยู่ต่างจังหวัดเลย สงครามเสื้อเหลือง-เสื้อแดงมันก็เปิดโลกทัศน์ของชนชั้นกลางที่ค่อนข้างสบายอย่างเรา ตั้งแต่เกิดแล้วเติบโตมา เราไม่เคยสนใจเรื่องชีวิตคนต่างจังหวัดเลย แล้วการไปคุยกับคนเหล่านั้นในช่วงทำหนัง มันเลยเริ่มเห็นว่า แม่ง มันมีแบบนี้ว่ะ มันมีการ propaganda ที่ทำให้พวกเค้าสยบอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจแบบหนึ่ง

เริ่มค้นพบว่าไอ้เหี้ย จริงๆ แล้วคนต่างจังหวัดแม่งรับรู้เรื่องการเมืองมากกว่าพวกกูเยอะมาก แล้วมึงก็ไปด่าเขาว่าไม่มีการศึกษา คือเขาได้รับผลตรงๆ ไง

 

มีภาวะอกหักไหม มันมีหลายคนเลยที่รู้สึกว่าต่อให้หลักฐานตรงหน้า แต่ก็ยังอยากปิดตาไว้อยู่

เราไม่เป็นนะ เราเห็นทุกอย่างเคลียร์ เราชื่นชมความกล้าหาญของเด็กแก๊งนี้มาก สำหรับเรา แก๊งนักศึกษา นิสิต เยาวชนปลกแอก หรือราษฎรพวกนี้ มันเป็นความรู้สึกชื่นชมในความกล้าหาญผสมความอิจฉาคล้ายๆ ว่า ไอ้เหี้ย รุ่นกูแม่งไม่มีอย่างนี้เลยว่ะ (ยิ้ม) แต่ชื่นชมเลยว่าเขาไปสถานีปลายทางเลย สมัยเรา เราถูกบอกให้เชื่อว่าสถานีปลายทางมันคือป้ายนี้นะ แล้วเราก็หยุดแค่นี้

แต่เพื่อนๆ รอบตัวโกรธกันเยอะ เพราะส่วนใหญ่เป็นสลิ่ม ซึ่งไม่แปลก อายุขนาดนี้ มีชีวิตดีประมาณนี้ ก็ต้องคอนเซอร์เวทีฟเป็นธรรมดา ไม่มีใครรู้สึกต้องการความเปลี่ยนแปลง

มีคนที่บอกว่าไม่สบายใจเวลาได้ยินคนวิพากษ์วิจารณ์ มันเป็นความรู้สึกระคายเคืองแบบนั้น?

เราเข้าใจพวกเขาพันเฟอร์เซ็นต์เลย คุณต้องอย่าลืมว่าความเชื่ออันนี้เขามีมาตั้งแต่เกิด คือถูกบอกว่า นี่ อย่างนี้ๆ นะ แตะไม่ได้นะ เมื่อเทียบกันแล้วเราเป็นแค่ฝุ่นละอองนะ สิ่งนี้มันถูกหล่อหลอมมาจนแข็งแรงมาก

หนุ่มเมืองจันท์ (สรกล อดุลยานนท์ – นักเขียนและคอลัมนิสต์) ซึ่งคงอายุรุ่นๆ เรานี่แหละ เคยเขียนไว้ดีมากว่า เขาเข้าใจคนรุ่นเขาที่เหมือนกับรู้สึกรับไม่ได้ มันเหมือนเอาตีนไปเหยียบหมอน เขาบอกว่า คนรุ่นเขาถูกสอนมาตลอดว่า หมอนมีไว้รองหัว แล้วหัวมันเป็นของสูง คนรุ่นเราจะไม่เหยียบหมอน ยากมากที่จะเอาตีนไปเหยียบหมอน แต่ถ้ามองดู หมอนก็คือสิ่งของ หมอนก็คือกางเกงใน ก็คือแก้วน้ำ คือที่เขี่ยบุหรี่ หมอนก็คือหมอนน่ะ ทำไมมันจะเหยียบไม่ได้ ถึงแม้ว่าความจริงข้อนี้ประจักษ์ต่อเขา เขาก็บอกว่า เขาเข้าใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลย แต่ก็ไม่ค่อยกล้าเหยียบ ซึ่งเราว่าเป็นการเปรียบเทียบที่ดี คิดว่าความรู้สึกระคายเคืองที่ว่าน่าจะมาจากตรงนี้

คนรุ่นผมเติบโตมาในโครงสร้างสังคมแบบบนลงล่าง ผู้ใหญ่อยู่บนเด็กอยู่ล่าง เจ้านายอยู่บน-ลูกน้องอยู่ล่าง เจ้าอยู่บน-คนธรรมดาอยู่ล่าง คนรวยอยู่บน-คนจนอยู่ล่าง แบบนี้ แต่มันไม่ใช่สังคมที่คนรุ่นนี้มันต้องการ มันต้องการสังคมที่ออกไปข้างๆ ออกไปซ้ายขวา ทุกคนแตกต่างกัน คิดต่างกัน ชอบต่างกัน ทำหน้าที่ต่างกัน แต่ไม่มีใครอยู่บนไม่มีใครอยู่ล่าง ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร ไม่มีนายไม่มีบ่าว ไม่มีเจ้าไม่มีไพร่ มันเป็น new order แล้วมันอาจนำมาซึ่งความไม่สบายใจของคนที่ไม่เข้าใจ

ต้องอย่าลืมว่าเวลาเราพูดเรื่องอาการตาสว่างของคน คือก่อนคุณจะตาสว่างได้นี่คุณต้องมีใจที่เปิดกว้างนะ ถ้าใจยังไม่เปิด อาการตาสว่างก็ไม่เกิดหรอก เป็นไปไม่ได้เลย

หรือบางครั้งคนที่อ่อนกว่าเราเป็นสิบปีด้วยซ้ำ เขาก็รู้  แต่เขาบอกว่าเขาทำใจไม่ได้จริงๆ ที่จะตั้งคำถาม เพราะฉะนั้น ขอให้เขาหลับตาไปข้างหนึ่งเถอะ หรือบางคนก็บอกว่าฉันไม่ยุ่งเรื่องการเมืองไปเลย

กลุ่มเด็กที่ไปม็อบมักโดนด่าว่าชังชาติ ล้มเจ้า คือใครจะไปล้มเจ้าได้ เป็นไปไม่ได้ นี่คือสถาบันที่แข็งแรงมากๆ อันนี้เป็นวาทกรรมที่ประหลาด

แล้วก็มีด่าว่าเด็กมันหยาบคาย ไม่รู้จักกาลเทศะ แต่เดี๋ยวก่อนนะ ก็มันก็ต้องหยาบคายสิ มันกำลังด่าอยู่ มึงจะด่ายังไงไม่ให้หยาบคาย มันกำลังต่อสู้ ต้องสุภาพด้วยเหรอ แล้วฉีดน้ำใส่ม็อบนี่สุภาพไหม แต่สำหรับเด็กคือกูกวนตีนมึง ทุกคนก็ใช้อาวุธที่ตัวเองถนัดไง ฝั่งมีอำนาจรวมทั้งผู้ที่สนับสนุนเขาก็ใช้อาวุธพวก รถน้ำ มีปืน กระสุนยาง แก๊สน้ำตา มีทหารไม่รู้กี่พันกี่หมื่นคน มีอาวุธยุโธปกรณ์ เด็กมันก็ใช้โทรศัพท์มือถือ ความกวนตีน แล้วก็สมอง ทุกคนก็ใช้อาวุธที่ตัวเองถนัดน่ะ

แต่มันมีเหตุผลนึงนะ ที่ได้ยินทีไรแล้วอมยิ้มทุกทีเลย มันเป็นเหตุผลคลาสสิกมากๆ ของฝั่งที่นิยมอำนาจ

 

เหตุผลแบบไหน?

คือจะบอกว่าเด็กพวกนี้น่าสงสาร ถูกใช้ให้ออกมา ถูกหลอก ถูกล้างสมอง ไอ้การที่ไปพูดว่าเด็กมันน่าสงสาร มันโดนหลอก โดนจ้าง มันเท่ากับคุณไปบอกว่าความคิดความอ่านของเขาเหล่านี้ไม่มีเลย ชีวิตไม่มี ศักดิ์ศรีไม่มี มึงถูกจ้างมา มึงถูกกล่อมถูกล้างสมองให้ออกมา คือมันไปลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีของเขา อันนี้ไม่แฟร์อย่างแรง  แต่จากมุมมองเด็ก คนที่โดนกล่อมคือรุ่นลุงตะหาก (ชี้ไปที่ตัวเอง) โดนกล่อมมาตลอดชีวิตน่ะ ทุกวันนี้มึงยังไม่ฟื้นเลย อันนี้คิดทีไรก็อมยิ้มทุกที

เราไม่รู้ว่าอนาคตจะจบลงอย่างไร หรืออนาคตของเด็กพวกนี้หลังพวกเราตายห่ากันไปหมดแล้วจะเป็นอย่างไร สังคมที่มันอยู่อาจจะเหี้ยกว่าเดิมก็ได้ แต่มันอนาคตพวกเค้าไง มันอยากเลือกเอง เพราะมันเห็นว่าไอ้ที่เป็นอยู่มันไม่เวิร์ค มันรู้ว่าไอ้แบบของรุ่นลุงน่ะกูไม่เอานะ ไอ้แบบบนลงล่างน่ะ

ตอนนี้ในสังคมมีความเงียบบางอย่าง มันมีผลอะไรไหม

คุณปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้มันคือสงครามแล้ว ไม่ว่าใครจะพูดสวยหรูหลบไปหลบมายังไง มันก็คือสงครามแล้ว คุณก็เห็นความเคลื่อนไหวของที้งสองฝั่ง แต่ตอนนี้มันอาจเป็นสงครามเย็นอยู่ แต่มันเริ่มแล้วล่ะ

เวลาเราอยู่ในบริบทของสงคราม มันเหมือนกับว่า คนที่ชนะสงครามมันไม่ได้ชนะด้วยตัวมันเอง ส่วนมากชนะเพราะอีกฝ่ายหนึ่งพลาด แล้วบางครั้งการทำท่าเงียบบ้าง การทำท่าประนีประนอมบ้าง มันก็เป็นแท็กติกส์อย่างหนึ่งซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องใช้

แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่มี แต่เด็กมีแน่ๆ คือเด็กมันมีเวลา พวกมึงหายใจก็ตายไปเรื่อยๆ แล้ว ที่นั่งประชุมสภาอยู่นี่บางคนก็ใส่ผ้าอ้อมเยี่ยวแล้ว ย้อมผมกันแล้ว น้ำลายยืดกันแล้ว แต่สิ่งที่เด็กมีคือเวลา แล้วจะมีแต่แข็งแรงขึ้น โตขึ้น ไอ้ฝั่งนี้มีแต่จะร่วงไปเรื่อยๆ คุณคิดว่าใครจะชนะ ฝั่งที่เป็นผู้มีอำนาจต้องคิดแล้วว่า หรือว่าแม่งต้องคุยแล้ววะ คือเราพูดถึงทั้งยวงเลยนะ อีกอย่างถ้าไม่ยอมอ่อนข้อคือคุณเห็นแก่ตัวมาก เห็นแก่ตัวกับลูกหลานของพวกคุณเองด้วย ฝั่งลูกหลานของผู้มีอำนาจทั้งหมดมันจะอยู่ยากมาก เมื่อเวลานั้นมาถึง

 

ถ้าไปม็อบแล้วโดนสื่อเอาไปเล่นว่า ‘เป็นเอกไปม็อบ’ กลัวทัวร์ลงไหม

เรายังไม่ได้ไปม็อบนี้เลยนะ ยุ่งมาก แต่คงต้องไปแน่ๆ สักวัน

ถ้ากลัวก็ไม่คุยเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นแล้วสิ เพราะเราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่รู้จักเราก็มีความคลางแคลงตรงนี้อยู่แล้ว และอีกอย่างคือมันไม่ได้มีอะไรผิดนี่ที่เราจะเห็นด้วยกับเด็ก ที่เราจะชื่นชมในความกล้าหาญ ไม่ได้มีอะไรผิด

 

คือเดี๋ยวนี้คนจะกลัวการโดนทัวร์ลงมาก?

ตอนนี้เอะอะอะไรก็พูดกันว่าโดนทัวร์ลง (หัวเราะ) คือพูดอะไรก็มีอีกมุมมาตอกกลับเสมอ แต่มันแค่เหมือนกับว่า คนคนหนึ่งที่มีคนมาขอคุยด้วย เราก็มาสิ มาคุยกัน ก็ให้สัมภาษณ์ไป แต่พอเอาไปลง มึงจะคาดหวังว่าไอ้คนคนนี้ ไอ้ซับเจ็กต์คนนี้มันจะเพอร์เฟ็กต์ขนาดนั้นเลยเหรอวะ

แต่ทัวร์ลงหรือไม่ลง ถ้าไม่เดือดร้อนจริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นอะไรเพราะว่าเดี๋ยวมะรืนนี้ก็มีเรื่องอื่น มีคนอื่นโดน มีอยู่ช่วงผลัดส่งไม้ต่อกันเลย มันเหมือนที่ แอนดี วอร์ฮอล เคยพูดว่า ทุกคนจะมีชื่อเสียงอยู่คนละ 15 นาที คือว่า 15 นาทีนี้เป็นของมึงนะ (หัวเราะ) มันอยู่ที่ว่าใครจะเป็นจานเด็ด

แต่มันก็ดีอยู่นะ คือมันทำให้คนที่มีสิทธิพิเศษหน่อยในการได้ออกสื่อ ต้องคิดหน่อยเวลาพูดอะไร

งานของคุณที่กำลังแสดงอยู่ที่หอศิลป์ฯ กรุงเทพฯ มีวาดรูปภาพพิมพ์กับหนังสั้น มันเกี่ยวกันไหม

หนังที่คุณไปดูมันคือหนังสั้น ซึ่งมันถูกตัด ยกตอนมาจากหนังยาวที่ยังไม่ได้ทำ ยังหาเงินอยู่ แต่คือเป็นสคริปต์ที่เขียนไว้เมื่อสามปีที่แล้ว ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนหาเงินทุน แล้ว Bangkok Art Biennale ก็เข้ามาติดต่อให้เราแสดงงาน

มันเป็นหนังประหลาด เป็นหนังไฮบริด พูดครึ่งไม่พูดครึ่ง ไอ้ตัวเรากับทีมก็ไม่รู้ว่ามันจะเวิร์คไหม ไม่มีใครรู้เลย พอได้งบมาจากเบียนนาเล่เลยเอามาทดลองทำกัน ว่าต้องทำท่านี้ ต้องออกมาอย่างนี้ มันเลยเป็นหนังทดลองที่เอาส่วนหนึ่งจากหนังยาวมาทำ

ส่วนภาพพิมพ์ 12 ภาพที่เห็น มันเป็น key scene จากหนังใหญ่ ตรงมุมภาพพิมพ์มันจะมีคิวอาร์โค้ด ถ้าเอาไปสแกนก็จะปรากฏซีนนั้นขึ้นมาเหมือนเป็นเรากับนักแสดงนั่งอ่านซ้อมบทกัน

 

ได้ไอเดียมาจากไหน

มันเป็นเรื่องสั้นของนักเขียนฝรั่งเศส กี เดอ โมปัสซ็องต์ ตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 17 เขาเป็นนักเขียนที่เราชอบมาก ประหลาดมาก เป็นนักเขียนในศตวรรษที่ 17 แต่ว่าทุกเรื่องที่แม่งเขียนคือโคตรโมเดิร์นเลย เรามีหนังสือที่เขาเขียนเยอะมาก มีคนให้มามั่งอะไรมั่ง แต่มีเรื่องนี้แหละที่ติดอยู่ในหัวคือเรื่อง Two Little Soldiers นี่แหละ เป็นเรื่องทหารสองคนที่ไปพบรักกับสาวชาวบ้านแถวนั้น แล้วเรื่องสั้นมันสั้นมาก สักสี่หรือห้าหน้านี่แหละ เราเอามาเขียนเรื่องให้มันเป็นทหารชายแดนของไทย

แล้วในเมืองมีม็อบ แล้วก็ตามสูตร คือทุกครั้งที่ต้องการจะปราบม็อบ เขาก็จะไปเอา ตชด. เข้ามา และบอกพวกนี้ว่า มาปราบคอมมิวนิสต์ มาปราบกบฏหน่อย ซึ่งทหารไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายเป็นใคร มาถึงก็ยิง ฆ่าได้ เพราะทหารในเมืองมันไม่พอถ้าม็อบออกมาเยอะ และทหารในเมืองมันรู้จักคนในม็อบด้วย แต่ ตชด. เขาไม่รู้จักนี่ ญาติโกโหติกาก็ไม่ใช่

เขาใช้วิธีนี้มาตั้งแต่ จอมพลถนอม กิตติขจร สมัยก่อนเวลาเขาเอาทหารมาปราบม็อบ เขาจะไปเอาพวกทหารต่างจังหวัดเข้ามา แม่งขับรถถังยังหลง จะไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแต่ไปไม่ถูก เมื่อก่อน GPS ก็ไม่มี แล้วมีรถถังไปหลงอยู่แถวทรงวาด อะไรแบบนั้น

นั่นแหละ เริ่มเขียนจากเรื่องสั้นที่ติดอยู่ในหัวเมื่อนานมาแล้ว พอดีกับช่วงนั้นเป็นช่วง คสช. เขียนจากความอึดอัด ยิ่งช่วงแรกๆ ตอนที่มันมีการเรียกไปปรับทัศนคติ ถ้ามึงพูดจาไม่เข้าท่าก็ถูกเรียก โดนหมาย มันมีความดาร์กอยู่ในบรรยากาศมาก แล้วเพื่อนสองสามคนของเราก็ต้องออกนอกประเทศไป กลับเข้ามาไม่ได้ พี่วัฒน์ วรรลยางกูร ก็คนหนึ่งแล้ว เรารู้จักกันเพราะเราเอาหนังสือเขา (มนต์รักทรานซิสเตอร์) มาทำเป็นหนัง แล้วก็มีเพื่อนอีกสองสามคน เรื่องทั้งหมดมันก็ถูกแต่งมาจากความรู้สึกอันนั้นผสมเรื่องสั้นที่ติดอยู่ในหัวเรา

มุกที่คนตัวเล็กพูดแล้วไม่มีเสียงนี่คิดนานไหม

ไม่เลย มันค่อยๆ มา มันเป็นเทคนิกนี้มาตั้งแต่บทดราฟต์แรกๆ แล้ว แต่แค่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง มันอาจไม่เวิร์คเลยก็ได้นะ คนดูอาจจะบอกว่าเบื่อสัตว์เลยก็ได้นะ แต่ก็เขียนดุ่ยๆ ไป แต่ถ้ามันเสร็จแล้ว วิธีการฉายคือฉายแบบหนังใบ้ ฉายแล้วมีดนตรีสดเล่นบนเวที เป็นเพอร์ฟอร์มานซ์ เราก็จะไม่เรียกมันว่าเป็นหนัง แต่จะเป็นเพอร์ฟอร์มานซ์ที่มีดนตรีเล่นประกอบสด นี่เป็นความฝันที่จะทำให้สำเร็จ

ถอดบทเรียน ‘อาหรับสปริง’ ถึง ‘คณะราษฎร 2563’ กับ ประจักษ์ ก้องกีรติ

ราวๆ เดือนเมษายนที่ผ่านมา ไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุการณ์ที่แฟนคลับดาราตีกันผ่านทวิตเตอร์ จะกลายมาเป็นรากสำคัญที่ทำให้เกิดพันธมิตรข้ามประเทศที่แข็งแกร่งเป็นชิ้นเป็นอันในนาม #MilkTeaAlliance หรือพันธมิตรชานม อันประกอบด้วยไทย ฮ่องกงและไต้หวัน

เป้าหมายที่มีร่วมกันคือเอาใจช่วยให้ไต้หวันและฮ่องกงปลดแอกจากการควบคุมดูแลของจีนให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่ามกลางการประท้วงที่ร้อนระอุของฝั่งฮ่องกงซึ่งดิ้นรนสู้มาตั้งแต่ต้นปี 2019

ขยับมายังกลางปี ที่ฝั่งไทยเองมีการประท้วงในนามของ ‘คณะราษฎร 2563’ เพื่อเรียกร้องให้เกิดประชาธิปไตยในประเทศ เราได้เห็นตัวแทนจากฮ่องกงเป็นกระบอกเสียง ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุน ‘ชาวม็อบ’ ฝั่งไทยมากมาย ไม่นานหลังจากนั้น ธงไต้หวันและฮ่องกงยังร่วมโบกสะบัดอยู่ในม็อบบ้านเรา

แรงกระเพื่อมไม่หยุดแค่นั้น เมื่อเดือนที่ผ่านมา กระแสแฮชแท็ก #ถ้าการเมืองดี ระเบิดตัวขึ้นในประเทศลาวภายหลังพวกเขาเฝ้าดูคนไทยต่อสู้มานานนับเดือน และเกิดการตั้งคำถามถึงการปฏิรูปการเมืองในประเทศตัวเองไล่เรื่อยเป็นลำดับ

ภาพรวมทั้งหมดนี้ เป็นลูกโซ่แห่งการเปลี่ยนแปลงที่ชวนให้นึกถึงกรณี ‘อาหรับสปริง’ ในทศวรรษก่อน ที่เริ่มจากการลุกขึ้นสู้เผด็จการของตูนิเซีย แผ่ขยายไปยังประเทศใกล้เคียงอย่างลิเบีย, อียิปต์ จนกลายเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญของการเมืองโลก

แต่ใน ‘อาหรับสปริง’ มีเพียงประเทศตูนิเซียประเทศเดียวเท่านั้นที่เปลี่ยนผ่านมาเป็นประชาธิปไตยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ขณะที่อีกหลายประเทศพบจุดจบที่ไม่สวยงามนัก หรือแม้แต่สงคราม

ในฐานะที่ ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือ และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ เฝ้าติดตามการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน เราชวนเขาคุยถึงความเคลื่อนไหว เทียบเคียงบทเรียนของคลื่นประชาธิปไตยในอาหรับสปริง สู่การต่อสู้ในประเทศไทยเองภายใต้ชื่อ ‘คณะราษฎร 2563’ กับพันธมิตรใกล้เคียงที่ล้วนยังต้องร่วมต่อสู้ด้วยกัน

ประจักษ์ ก้องกีรติ

การชุมนุมระลอกใหม่ในเอเชียสามารถเทียบกับอาหรับสปริงเมื่อปี 2011 ได้หรือเปล่า

มีบางแง่มุมที่พอเทียบได้ แต่ส่วนที่ต่างคือ อาหรับสปริงนั้นจริงๆ ไม่ได้ชุมนุมกันยืดเยื้อ บางเคสสองสัปดาห์จบก็มี อาหรับสปริงคือสี่ห้าประเทศที่ครอบคลุม เริ่มจากตูนิเซีย ลามไปอียิปต์ ลิเบีย และซีเรีย ซึ่งซีเรียเป็นเคสที่ไม่ประสบความสำเร็จในการโค่นล้มผู้นำเผด็จการ กลายเป็นสงครามกลางเมืองมาถึงทุกวันนี้

เคสที่สำเร็จในการโค่นล้มผู้นำได้คือตูนิเซีย อียิปต์ และลิเบีย แต่ลิเบียต้องตัดออกไป เพราะมันเป็นการแทรกแซงของ NATO (North Atlantic Treaty Organization – องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ) เพราะฉะนั้นโมเดลที่อาจจะใกล้เคียงคือตูนิเซียและอียิปต์ ที่เป็นการ uprising ลุกขึ้นของประชาชนเป็นแสนเป็นล้าน แล้วโค่นล้มเผด็จการลงได้ในทั้งสองประเทศ

ทั้งสองประเทศก็มีชุดปัญหาเยอะแยะนะ และรูปแบบการเคลื่อนไหวก็ใช้โซเชียลมีเดียเยอะ กระทั่งบางคนเรียกว่าตูนิเซียกับอียิปต์เป็น social media revolution เป็น Facebook Revolution หรือ Twitter revolution เพราะมันเป็นรัฐเผด็จการมาก ปิดกั้นสื่อมาเป็น 30 ปี แต่ผู้ชุมนุมก็ทะลุทะลวงการเซ็นเซอร์และการปิดกั้นเหล่านี้ด้วยทวิตเตอร์กับเฟซบุ๊คนี่แหละ ส่งคลิปและข้อความนัดหมายชุมนุม ฉะนั้นส่วนที่คล้ายกันคือโซเชียลมีเดียกับคนรุ่นใหม่ ที่มีบทบาทสูง เพราะสังคมอาหรับเป็นสังคมที่ยังไม่ใช่ ageing society มันเป็นสังคมที่สัดส่วนประชากรที่อายุน้อยเยอะ แล้วช่วงนั้น ปัญหาเศรษฐกิจไม่ดี อัตราการว่างงานสูง

คือเมื่อใดก็ตามที่คุณมีสัดส่วนประชากรวัยทำงานเยอะ แล้วรัฐไม่สามารถดูแลเรื่องเศรษฐกิจและการว่างงานได้ มันก็เหมือนเป็นลูกระเบิดที่เตรียมระเบิด เพราะคนมันไม่มีอนาคต เด็กรู้สึกว่าสังคมนี้ไม่มีอนาคตรองรับเขา ก็เป็นปัจจัยสำคัญ บวกกับผู้นำคอร์รัปชั่นและผูกขาดอำนาจสูง นั่นคืออาหรับสปริง

ประจักษ์ ก้องกีรติ

ขยับมาฝั่งเอเชีย การชุมนุมเริ่มจากฮ่องกง ไต้หวัน ไทย แล้วข้ามไปลาว การลุกลามเป็นลูกโซ่แบบนี้เกิดขึ้นในเอเชียได้อย่างไร

เวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้เราเรียกว่าเป็นคลื่นของประชาธิปไตย มันไม่ได้เกิดแค่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มันเป็น ‘คลื่น’ หรือเราจะเรียกว่า snowball ก็ได้ มันเกิดขึ้นประเทศหนึ่งแล้วพัดพาไปต่ออีกประเทศหนึ่ง ซึ่งมันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ครั้งสุดท้ายที่เราเคยเห็นคลื่นของคนหนุ่มสาวและประชาชนคือช่วงยุค 60s ซึ่งสมัยก่อนยังไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยแบบนี้ด้วยซ้ำ แต่มันก็เกิดคลื่นพัดพาไปได้

ปัจจุบัน โอกาสเกิดคลื่นประชาธิปไตยยิ่งเกิดได้ง่าย เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารมันทั่วถึงกันหมด คือพอมีการลุกฮือขึ้นที่ประเทศหนึ่ง และยิ่งล้มรัฐบาลของประเทศนั้นได้ พอคนประเทศอื่นเห็น ก็เกิดแรงบันดาลใจ เหมือนว่าตูนิเซียยังทำได้เลย ทำไมเราจะทำไม่ได้ แล้วจริงๆ อย่างอียิปต์เขาก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตูนิเซียโดยตรงเลย เพราะมีปัจจัยหลายอย่างคล้ายๆ กัน ผู้นำคอร์รัปชั่น เผด็จการผูกขาด แล้วที่ตูนิเซียเขาเคลื่อนไหวโดยสันติยังโค่นล้มได้เลย เราก็ต้องทำได้สิ มันเหมือน empower กันและกัน

ผมว่าในเอเชียก็เหมือนกัน ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าการเคลื่อนไหวปฏิวัติร่มของฮ่องกงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวในประเทศอื่นๆ เห็นว่า เราไม่ต้องยอมจำนนอยู่กับสภาพแบบนี้ตลอดไป การลุกขึ้นสู้มันเป็นไปได้ โดยเฉพาะฮ่องกงนี่สู้กับยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว คือเผด็จการจีน ซึ่งเป็นเผด็จการที่เข้มแข็งที่สุดในโลก ถ้าคุณจะสู้กับใครที่ยากที่สุด คือเผด็จการพรรคคอมมิวนิสต์จีนนี่แหละ ทีนี้ ฮ่องกงยังกล้าลุกขึ้นสู้ แล้วมันไปเขย่าได้ขนาดนั้นเลย

อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคเอเชียเป็นภูมิภาคที่รุ่มรวยไปด้วยประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน อย่าลืมว่าไทยเองก็มี 14 ตุลา, 6ตุลา มีพฤษภาทมิฬ อินโดนีเซียก็เคยมีขบวนการนักศึกษาที่เคลื่อนไหวโค่นล้มเผด็จการซูฮาร์โต (ประธานาธิบดีคนที่ 2 ของอินโดนีเซีย) ตอนปี 1998 หลังวิกฤติเศรษฐกิจไทยปีหนึ่ง ที่เขาล่มเพราะวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งบ้านเรานี่แหละ มันลามไปถึงอินโดฯ แล้วเขาจัดการไม่ได้ ตอนนั้นเป็นโดมิโน่เลย เผด็จการไม่สามารถบริหารเศรษฐกิจได้ คนก็ออกมาประท้วงต่อต้าน จนนำไปสู่การปฏิรูปทางการเมือง นั่นถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นะเพราะระบอบซูฮาร์โตเป็นระบอบเผด็จการที่เข้มแข็งที่สุดในเอเชีย อยู่ในอำนาจตั้ง 31 ปี

หรือที่ฟิลิปปินส์ก็มี เขาเคยโค่นล้มตระกูลมาร์กอสได้เมื่อปี 1986 เขาเรียกว่าเป็น people revolution จน เฟอร์ดินัน มาร์กอส กับ อีเมลดา ภรรยาต้องหนีออกนอกประเทศ อันนั้นก็เป็นการลุกฮือครั้งใหญ่ พม่าเองก็มีนักศึกษาที่เข้มแข็ง แม้ว่าจะโดนปราบ แต่ก็เคยลุกขึ้นมาท้าทายเผด็จการทหาร หรือมาเลเซีย เขาอาจไม่ได้หวือหวามาก เพราะเคลื่อนไหวผ่านระบบเลือกตั้ง แต่ในที่สุดก็สามารถโค่นล้มรัฐบาลพรรคอัมโน (UMNO) ที่ปกครองมา 60 ปีไปได้ ฉะนั้นในเอเชียมันก็มีความคึกคักแบบนี้อยู่

ประจักษ์ ก้องกีรติ

ในวงปราศรัยของการชุมนุมก็มีภาพรวมการปลดแอกตัวเองอยู่ การขยายและควบรวมอำนาจของจีน ประเด็น จีนเดียว One China, อุยกูร์, ฮ่องกง หรือไต้หวัน อยู่ด้วยเหมือนกัน?

แต่ละประเทศจะมีปัญหาเฉพาะของมันอยู่ และมีประเด็นปัญหาร่วม บางประเทศมีปัญหาเฉพาะเป็นเรื่องคอร์รัปชั่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูง ระบอบเผด็จการทางการเมือง อย่างฮ่องกงเขามีประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำสูง เราจะเห็นว่าฮ่องกงเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว คนชอบไปเที่ยว แต่จริงๆ สังคมเขาเหลื่อมล้ำสูงมาก คนชั้นล่าง กรรมกรหรือเยาวชน ถ้าคุณไม่ใช่ครอบครัวร่ำรวยหรืออีลิท สภาพชีวิตความเป็นอยู่จริงๆ มันเลวร้ายมาก อยู่ห้องรูหนู เสียค่าเช่าแพงมาก และไม่มีประชาธิปไตยเลย เลือกผู้นำเองก็ไม่ได้ เพราะจีนเลือกให้

ประเด็นมหาอำนาจจีนที่เข้ามาแทรกแซงเป็นประเด็นสำคัญ เพราะ The Rise of China เป็นปรากฏการณ์ที่ขึ้นมาเขย่าโลกช่วงหกเจ็ดปีที่ผ่านมา แล้วการขึ้นมาของจีนเขาไม่ได้พอใจที่จะเป็นแค่พี่ใหญ่ในเขตอิทธิพลของเขาอย่างฮ่องกง ทิเบต มาเก๊า แต่เขาต้องการมากกว่านั้น บางคนอาจเรียกว่าเป็นการล่าอาณานิคมสมัยใหม่ จีนต้องการแผ่ขยายไปยังประเทศอื่นๆ ที่เดิมก็ไม่ได้อยู่ในเขตอิทธิพลของเขา อย่างแอฟริกาก็ไป จีนเข้าไปทำโครงการพัฒนาต่างๆ เช่นเดียวกับที่เข้าไปในละตินอเมริกา เอเชียนี่ไม่รอดอยู่แล้ว เพราะอยู่ใกล้ชิดที่สุด

ฉะนั้น ที่บางคนเขาพูดว่าเป็นเหมือนการล่าอาณานิคมสมัยใหม่ เพราะเมื่อเข้ามาแล้วก็ต้องการแผ่อิทธิพลทางทหาร จะเห็นว่ามีการพยายามขายอาวุธให้ประเทศเหล่านี้ ฝึกซ้อมรบที่เดี๋ยวนี้เริ่มฝึกซ้อมรบทางทหารกับจีน จากเมื่อก่อนฝึกกับอเมริกาเป็นหลัก เช่นพวก Cobra Gold

นอกจากทางการทหารแล้ว ในทางการเมือง ทางเศรษฐกิจก็ด้วย เห็นชัดที่สุดคือการเข้ามาแสวงหาทรัพยากร แล้วเข้ามาครอบงำทางเศรษฐกิจ ประเด็นเรื่องแม่น้ำโขงจึงเป็นประเด็นใหญ่ ซึ่งอันนี้ทั้งลาว เวียดนาม ไทย ได้รับผลกระทบหมดเลย เพราะจีนเข้ามาสร้างเขื่อนกั้น โดยที่ตัวเองอยู่ต้นน้ำ ควบคุมหมดว่าจะปล่อยหรือกักเก็บน้ำเมื่อไหร่ พอปล่อยน้ำที ข้างล่างก็ท่วมหมด หรือถ้ากักเก็บน้ำไว้ใช้ ข้างล้างก็แล้งหมด มันเกี่ยวข้องโดยตรง

ก่อนหน้านี้มันยังเป็น NGO หรือนักสิ่งแวดล้อมที่เกาะติดประเด็นเขื่อน แต่ตอนหลัง พอเกิดภัยพิบัติ น้ำท่วม ภัยแล้ง แล้วชาวบ้านเดือดร้อนมากขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง คราวนี้คนเริ่มหาสาเหตุว่ามาจากไหน ทำไมแม่น้ำโขงแล้ง ก็ย้อนกลับไปหาสาเหตุต้นตอ จนเกิดการตระหนักมากขึ้น

ในภาคเกษตรของไทยก็เริ่มตระหนักแล้ว บางอย่างจีนเข้ามาคุมตั้งแต้ต้นทาง พวกสวนทุเรียน สวนผลไม้ เพราะเขารับซื้อไปเยอะ ถึงจุดหนึ่งนายทุนจีนก็บอกว่าทำไมเราต้องรับซื้อ ก็เข้ามาคุมกิจการนี้ตั้งแต่ต้นทางเลยดีกว่า ใช้นอมินีคนไทย แล้วซื้อสวนเลย เป็นเจ้าของสวนเอง ตั้งแต่กระบวนการส่งออกไปจนฝั่งจีน นายทุนจีนก็คุมทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หรืออุตสาหกรรมท่องเที่ยว เราก็เคยได้ยิน ‘ทัวร์ศูนย์เหรียญ’ หรือธุรกิจออนไลน์ใหญ่ๆ ในไทยก็เป็นของนายทุนจีนเกือบหมด และรุกคืบมาถึงธุรกิจการศึกษาด้วย

 

ตัวอย่างเรื่องการศึกษาเช่นอะไรบ้าง

มหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งของไทยนั้นขายให้จีนไปแล้ว จีนเป็นเจ้าของ เช่น มหาวิทยาลัยเกริก และถ้าตามข่าว จีนพยายามมากว้านซื้ออีกประมาณเป็นสิบแห่ง แล้วตอนนี้เอานักเรียนจีนมาเรียน เอาครูจีนมาสอน เพราะประเทศจีนประชากรเยอะมาก มหาวิทยาลัยรองรับไม่พอ นักเรียนที่เอ็นทรานซ์ไม่ติด ไม่รวยถึงขั้นจะไปเรียนที่อเมริกาหรืออังกฤษ ก็ส่งไปเรียนประเทศอื่นในเอเชีย วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือมาซื้อมหาวิทยาลัยเป็นของตัวเองเลย แล้วส่งนักเรียนมาเรียน ส่งครูมาสอน ตรงนี้แหละที่เป็นปรากฏการณ์ที่น่ากลัว ซึ่งทั้งหมดนี้แทรกซึมผ่านทางวัฒนธรรมด้วย

ตอนนี้มีการให้ทุนเยอะมาก กระทั่งแทรกซึมมาในมหาวิทยาลัยต่างๆ มาตั้งโครงการ ทำรายการวิทยุ ทำพอดแคสต์เพื่อประชาสัมพันธ์แต่ด้านดีของจีน ไม่ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ก็เป็นสงครามทางวัฒนธรรม เป็น soft power ที่มาพร้อมการที่วาดภาพให้อเมริกาและชาติตะวันตกเป็นผู้ร้าย กลายเป็นทฤษฎีสมคบคิด ตรงนี้ทำกับทุกประเทศ จึงไม่แปลกที่ทำไมในที่สุด หลายๆ ประเทศเริ่มตระหนักถึงการพยายามเข้ามาครอบงำของจีน และพยายามลุกขึ้นสู้ ฮ่องกงจะชัดเจนที่สุด เพราะอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีนโดยตรง

 

ในเวลานี้ การเมืองโลกไม่มีพี่ใหญ่เป็นคนนำ สหรัฐอเมริกาใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ถอยออกจากการเป็นผู้นำ ภาพรวมเลยกลายเป็นมีแค่จีนเล่นบทพี่ใหญ่ น้ำหนักขั้วการเมืองโลกจะเสียไปหรือเปล่า

คือมันก็ยังไม่ใช่การเมืองขั้วเดียวที่จีนคุมได้นะ ก่อนหน้านี้มันเป็นการเมืองขั้วเดียวมายาวนาน อเมริกาเป็นมหาอำนาจคนเดียว แต่พอช่วงหลังๆ สิบปีมานี้เกิดการเสื่อมถอยของอเมริกา แล้วจีนก็ขึ้นมา เริ่มมีการแข่งขันกัน รวมถึงมีประเทศมหาอำนาจระดับกลางในยุโรป อย่างเยอรมนี รัสเซีย หรือญี่ปุ่นขึ้นมาด้วย เราเลยอยู่ในยุคที่หลายคนเรียกว่าการเมืองแบบหลายขั้ว multipolar มันไม่ใช่ unipolar ขั้วเดียวแบบที่อเมริกาครอบงำ

บางคนก็บอกว่าโลกในปัจจุบันมันเลยค่อนข้างไร้ระเบียบสูง มันค่อนข้าง disorder เพราะเดิมระเบียบการเมืองโลกมันเคยนิ่ง มีอเมริกานำ แล้วอเมริกาก็ขายไอเดียเรื่องประชาธิปไตยกับสิทธิมนุษยชนทางการเมืองและทุนนิยมทางเศรษฐกิจ พอตอนนี้มันเกิดการเมืองหลายขั้ว และประชาธิปไตยในอเมริกาเองก็เสื่อมถอยในยุคทรัมป์ จนคนก็ไม่ได้รู้สึกว่า เฮ้ย ประชาธิปไตยแบบอเมริกามันเป็นโมเดลที่ควรเดินตามหรือเอาเยี่ยงอย่าง ความเหลื่อมล้ำก็สูง ตรงนี้เป็นจังหวะทองที่จีนยิ่งทำสงครามเชิงอุดมการณ์ในการจะโจมตีประชาธิปไตย บอกว่าเป็นประชาธิปไตยแล้วก็ได้ผู้นำอย่างทรัมป์ ปั่นป่วนวุ่นวาย มีความรุนแรง ขัดแย้งระหว่างคนในชาติ

นี่เป็นโอกาสที่จีนถือโอกาสท่ามกลางความเสื่อมถอยหลายอย่างของอเมริกา คือโจมตีอุดมการณ์ประชาธิปไตย ซึ่งเคยเป็นจุดขายของอเมริกามาก่อน รวมถึงมาโจมตีเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย ก่อนหน้านี้ จีนมีจุดอ่อนเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่พอมายุคทรัมป์เอง เขาก็ไม่ได้โปรโมตเรื่อง human rights เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นคุณค่าหลัก รวมถึงในประเทศตัวเอง ภายใต้ทรัมป์นั้นก็มีการละเมิดสิทธิคนดำ ผู้หญิง กีดกันผู้อพยพ จะไปแบนไม่ให้คนมุสลิมเข้าประเทศ กลายเป็นว่าคุณค่าเรื่องสิทธิมนุษยชนซึ่งสหรัฐ เคยชูได้ว่าตัวเองเป็นพระเอก ภายใต้ยุคทรัมป์ก็ชูไม่ได้แล้ว จีนเลยมาโจมตีว่าสุดท้ายแล้วสหรัฐฯ ก็เป็นพวก hypocrite มาโจมตีคนอื่นมาละเมิดสิทธิ์แต่ตัวเองก็ยังทำไม่ได้เลย

ตรงนี้แหละ ทำให้เราต้องอยู่ในภาวะแบบนี้ที่ประชาธิปไตยโดนโจมตีในแง่อุดมการณ์ ทั้งที่มันก็ไม่แฟร์หรอก เพราะประชาธิปไตยที่ดีๆ มันก็ยังมีอยู่ในหลายประเทศ โมเดลสแกนดิเนเวีย นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ค ประชาธิปไตยก็ดี สิทธิมนุษยชนก็ดี สวัสดิการก็ดี ความเหลื่อมล้ำก็ต่ำ เยอรมนีก็โอเค แต่อเมริกากลายเป็นจุดอ่อนของโลกตะวันตกที่จีนกระหน่ำชกมา

หลายคนเลยพูดถึงการที่ประชาธิปไตยในโลกชะงักงัน ด้วยการที่จีนพยายามเสนออีกโมเดลหนึ่งมาแข่งด้วยการบอกว่า เราสามารถเป็นประเทศที่เจริญแล้วและร่ำรวยแล้วโดยเป็นเผด็จการก็ได้ เพราะก่อนหน้านี้ โมเดลแบบอเมริกาคือความเจริญทางเศรษฐกิจมาพร้อมกับประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน จีนเลยบอกว่า นี่ไง ข้าพเจ้าพิสูจน์แล้วว่าเจริญร่ำรวยได้ เศรษฐกิจก็เติบโตได้ด้วยการเป็นเผด็จการ

ประจักษ์ ก้องกีรติ

ถ้าดูตามสื่อทั้งสองฝั่งจะเห็นข้อถกเถียงประมาณนี้อยู่ว่าประชาธิปไตยอาจไม่เวิร์ค ทั้งที่เคยถูกยึดถือเป็นหลัก และช่วงหลังแนวโน้มการเมืองโลกสวิงไปทางขวาเยอะ โดยเฉพาะในยุโรป ภาวะอย่างนี้อยู่ในช่วงไหน จะยังวนขวาอยู่ไหม หรือตลบกลับมาซ้าย?

ก่อนหน้านี้ช่วงสักก่อน COVID-19 ระบาด กระแสขวามาแรง เพราะแรงเหวี่ยงสองอัน คือการขึ้นมาของทรัมป์กับ Brexit ที่อังกฤษแยกตัวออกจาก EU ขวามาแรงด้วยเหตุผลที่ว่า หนึ่ง – ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูง ความวุ่นวายบางอย่างในประเทศประชาธิปไตยเอง ทำให้ผู้นำที่ขายความเด็ดขาด ความเข้มแข็งเ สนอตัวเองเป็นโมเดลว่าประชาธิปไตยมันวุ่นวาย ระเบียบมันชักช้า เราต้องการแบบ strong man ในยุคที่ disorder

บวกกับความเป็นขวาที่มาพร้อมอุดมการณ์ชาตินิยมแบบดั้งเดิม เพราะฉะนั้น ในโลกที่ผู้คนรู้สึกไม่มั่นคง เพราะมันเปลี่ยนแปลงเร็ว เรากลับไปกอดอะไรง่ายที่สุด? ก็คือกอดอุดมการณ์ชาตินิยม

Brexit นี่ก็ชัดเจนว่าทำยังไงไม่ให้กระแสผู้อพยพมาแย่งงาน นำวัฒนธรรมใหม่ๆ ศาสนาใหม่ๆ เข้ามา ทำให้วัฒนธรรมชาติไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป ก็เลยกลับไปอยู่ของเรา แยกตัวเองต่างหาก หรืออเมริกาเองทรัมป์ก็บอกว่า “Make America great again.” คือขายชาตินิยม แล้วชาตินิยมของทรัมป์มันเป็นเชื้อชาตินิยมด้วย มัน racist คือคนขาว เวลาพูดว่า “Make America great again” ก็ไม่ได้มีภาพอเมริกันทุกคน ไม่ได้นับ black American ไม่ได้นับ Asian American หรือคนลาติโน่ ชาตินิยมแบบทรัมป์เลยนำไปสู่ความแตกแยก ไปปลุกกระแสคนขาว

เหมือนชาตินิยมไทยตอนนี้ก็เป็นแบบแตกแยก ไม่ได้ชาตินิยมแบบ inclusive คือถ้าคุณจะรักชาติคุณต้องมีอุดมการณ์แบบความเป็นไทยที่แน่นอนแบบหนึ่ง

แต่พอ COVID-19 มา มันเปลี่ยนทุกอย่าง เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเลยนะ กลายเป็นว่าฝ่ายขวาก็ไม่เป็นกระบวนเหมือนกัน เพราะพอเกิด COVID-19 พวกผู้นำเผด็จการฝ่ายขวาที่ชูตัวเองเป็น strong man แล้วก็รักชาติ กลับล้มเหลวในการแก้ปัญหา เช่น อเมริกาภายใต้ทรัมป์ บราซิลซึ่งมีคนเรียกผู้นำเขาว่าเป็นทรัมป์แห่งบราซิล คล้ายๆ กันคือเหยียดผิว เหยียดเพศ ต่อต้านผู้อพยพ ปฏิเสธวิทยาศาสตร์ บอกว่าโลกร้อนไม่มีอยู่จริง

ฟิลิปปินส์ก็มี โรดรีโก ดูแตร์เต ที่ก็คล้ายๆ ทรัมป์ และอังกฤษภายใต้รัฐบาลอนุรักษนิยมก็รับมือไม่ค่อยดี กลายเป็นว่าประเทศที่รับมือได้ดีเป็นประเทศประชาธิปไตย และมีผู้นำเป็นผู้หญิงด้วย เช่น เยอรมนี ไต้หวัน นิวซีแลนด์ หรือเกาหลีใต้ ที่มีผู้นำชาย แต่ก็เป็นประชาธิปไตย ประเทศเหล่านี้รับมือ COVID-19 ได้ดี ใช้วิทยาศาสตร์ ใช้การตัดสินใจรวมหมู่ ไม่ได้ขายความเข้มแข็งเด็ดขาด มันสู้ COVID-19 ไม่ได้ กลายเป็นว่าอย่างดูแตร์เตรับมือกับ COVID-19 ด้วยการล็อคดาวน์ ใครออกมาจากบ้านโดนยิง shoot and kill คือคนเลยเห็นว่าผู้นำฝ่ายขวานี่พอถึงเวลาวิกฤติของชาติจริงๆ มันไม่ได้เรื่องเลย อ่อนแอ รับมือไม่ได้ เลยได้รับผลกระทบ เสื่อมความนิยมไป

กระทั่งทรัมป์ก็อาจจะแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้นะ ถ้าดูจากผลสำรวจทุกสำนัก ถ้าไม่มีอะไรพลิกแบบโลกาวินาศ โจ เบเดน (ตัวแทนพรรคเดโมแครต) น่าจะชนะ

 

ผลสำรวจจากการเลือกตั้งครั้งก่อนทรัมป์ก็แพ้ ฮิลลารี คลินตัน?

แต่ก็ไม่เยอะ สูสี ครั้งนี้ค่อนข้างห่าง เราจะเห็นปรากฏการณ์หนึ่งคือ แม้แต่รีพับลิกันหลายคนก็ออกมาตั้งมูฟเมนต์ที่ชื่อว่า The Lincoln Project คือออกมารณรงค์ให้คนเลือก โจ ไบเดน อย่าเลือกทรัมป์เลย เพราะทรัมป์ไปทำลายคุณค่าหลายอย่าง กระทั่งคุณค่าแบบอนุรักษนิยมเอง อันหนึ่งคือเรื่องครอบครัว ถ้าคุณเป็นอนุรักษนิยม เป็นฝ่ายขวาจริงๆ คุณต้องชูเรื่องครอบครัว ปกป้องชีวิต แต่ทรัมป์ไม่สนใจอะไรเลย เรื่อง COVID-19 นี่เห็นเลยว่าเป็นผู้นำที่ไม่รับผิดชอบ เห็นเด็ก คนแก่ตายก็ไม่แคร์ ก็ทำลายคุณค่าฝ่ายขวา COVID-19 จึงมากระแทกฝ่ายขวาอย่างรุนแรง พวกประชานิยมฝ่ายขวากลายเป็นโมเดลที่ไม่ประสบความสำเร็จ

แต่กระแสหนึ่งกลับฟื้นคืนมาคือรัฐสวัสดิการ ท่ามกลาง COVID-19 โมเดลแบบรัฐสวัสดิการหรืออุดมการณ์แบบฝ่ายซ้ายซึ่งเคยถูกหาว่าเชยแล้ว กลับมาชีวิตชีวาขึ้นมา เพราะเห็นเลยว่าในยามที่คุณมีวิกฤติร้ายแรงขนาดนี้ คนตกงานมหาศาล เศรษฐกิจทรุด คนยากลำบาก ประเทศไหนที่มีระบบสวัสดิการที่ดี มันดูแลชีวิตคนได้ดีกว่า คนไม่ถึงกับถูกทิ้งไว้ข้างหลังจนสิ้นไร้ไม้ตอก ต้องฆ่าตัวตาย อย่างน้อยระบบที่มีประกันการว่างงาน การจ่ายค่าชดเชย การคุ้มครองแรงงาน คนยังมีชีวิตไปต่อได้ กลายเป็นว่ากระแสแบบฝ่ายซ้ายกลับมา

 

ถ้ามองในไทย เรามองได้ไหมว่าขวาก็ชะงักเหมือนกัน

พลเอกประยุทธ์ (จันทร์โอชา) เองก็เป็นแนว strong man ปลุกความรักชาติ อยู่ในกลุ่มเดียวกับทรัมป์และดูแตร์เต แล้วประยุทธ์มาตั้งแต่ 2014 ขณะที่ทรัมป์มาตอน 2016 เรามาก่อนนะ (หัวเราะ) แต่ของเราน่ะ ประยุทธ์โชคดีที่รัฐไทยมีระบบสาธารณสุขเข้มแข็ง เพราะครั้งนี้เป็นวิกฤติโรคระบาด เราเลยรับมือและคุมโรคระบาดได้ด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณะสุขและการแพทย์ที่เป็นระบบอย่างดี เราไม่มีสวัสดิการด้านอื่นแต่เรามีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล 30 บาทรักษาทุกโรคที่วางรากฐานมา 20 กว่าปี เราเลยรอดไปได้

พอคุณเป็นผู้นำแบบเผด็จการอำนาจนิยม เวลาตัดสินใจคุณไม่ฟังเสียงคนอื่น คุณมองเลนส์เดียวไง คุณคุมโรคระบาด แต่ไม่สนอย่างอื่นเลย จะคุมให้ผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ให้ได้ สมดุลด้านอื่นจึงเสียหมด คนก็ชี้ให้เห็นเยอะแล้ว เราเป็นประเทศที่ผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ แต่เศรษฐกิจดิ่งเหวเลย ภาวะความตึงเครียด สุขภาพจิต ภาวะซึมเศร้า การฆ่าตัวตายพุ่งขึ้นสูง วิกฤติทางสังคมพุ่งขึ้นสูง ยังไม่ต้องพูดถึงวิกฤติทางการเมืองเลย เพราะคุณรักษาสมดุลไม่ได้

ระบอบเผด็จการก็มักจะเป็นอย่างนี้ ยิ่งถ้าคุณเป็นเผด็จการที่ผู้นำเป็นทหาร เลนส์เดียวที่เขาใช้มองเวลาบริหารประเทศคือเลนส์เรื่องความมั่นคง คุณจะคาดหวังให้ทหารมีเลนส์เรื่องนวัตกรรม หรือเรื่องสวัสดิการ มันไม่ได้ เขาถูกเทรนด์มาให้มองทุกอย่างเป็นปัญหาความมั่นคง แล้วผลกระทบอย่างอื่น ทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต การว่างงานที่สูงขึ้น มันก็มาเชื่อมโยงกับการเมือง เพราะคนเห็นแล้วว่ารัฐนี้มันล้มเหลวโดยภาพรวม มันไม่เห็นอนาคตที่สดใสหลังจากนี้

ประจักษ์ ก้องกีรติ

ความยืดเยื้อของพลเอกประยุทธ์ที่ไม่ยอมลาออก จะส่งผลอย่างไรต่อการชุมนุมหรือแนวทางการเรียกร้องใดๆ หรือเปล่า

ยิ่งพลเอกประยุทธ์อยู่ ม็อบก็จะเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ มันยิ่งทำให้ประชาชนมีประเด็นในการเคลื่อนไหวเรียกร้องต่อไป ตราบใดที่พลเอกประยุทธ์ยังไม่ออก เพราะเขากลายเป็นเป้าหลัก เป็นศูนย์รวมของปัญหา ยิ่งไม่ออก คนยิ่งมีแรงจูงใจที่จะประท้วงต่อไป สมมุติเขาลาออกประเด็นมันจะเบี่ยงไปทางอื่น

คือผู้ชุมนุมมาด้วยเหตุผลอันหลากหลาย หลายระดับ บางคนอาจพอใจกับการที่พลเอกประยุทธ์ลาออก แต่ตราบใดที่เขายังอยู่ก็จะเป็นศูนย์รวมของปัญหาทุกอย่าง คนก็ยังออกไป แค่เป้าแรกยังไม่สำเร็จเลย (หัวเราะ) แค่ข้อหนึ่งยังไม่ได้ ก็ต้องเรียกร้องต่อไปเรื่อยๆ แล้วยิ่งถ้าอยู่ต่อไป ฝืนด้วยการที่เศรษฐกิจดิ่งเหว การบริหารอย่างอื่นก็ไม่ประสบความสำเร็จ ยิ่งทำให้แกกลายเป็นศูนย์รวมของปัญหาทุกอย่างจริงๆ ถ้าไม่ออกก็ยิ่งปลุกม็อบ คือแกเป็นตัวเลี้ยงม็อบที่ดีนะ

อย่าลืมว่าถ้าไม่มีการรัฐประหารตั้งแต่ต้น ถ้าไม่มีพลเอกประยุทธ์ก็ไม่มีม็อบคณะราษฎรวันนี้หรอก คือถ้าบ้านเมืองเป็นกลไกตามปกติตอนนั้น สมมุติยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร) อยู่ครบวาระ เลือกตั้งใหม่ สู้กันไปในระบบ ถ้าประเทศเราเป็นแบบเกาหลีใต้ ไต้หวัน ก็ไม่มีม็อบหรอก จะมามีม็อบเป็นหมื่นเป็นแสนคนเหรอ ทุกคนก็คาดหวังว่าเปลี่ยนแปลงในระบบ เพราะทุกคนก็ต้องไปทำงาน ต้องไปเรียนหนังสือ มันไม่ได้มีใครอยากมาม็อบ ประเทศไหนที่มีม็อบขนาดนี้ ไม่ว่าจะอาหรับสปริง ฮ่องกง ก็แปลว่าประเทศนั้นมีวิกฤติบางอย่าง

ม็อบแค่เป็นอาการของโรค แสดงว่าคุณต้องป่วยบางอย่าง เพราะถ้าสังคมที่ไม่ป่วย เหมือนประเทศอื่นๆ ที่ดำเนินไปได้อย่างปกติ ก็ไม่มีคนเป็นแสนออกมาบนท้องถนนหรอก

 

ความล้มเหลวของอาหรับสปริง เป็นเพราะรากของปัญหายังไม่หมดไป หรือไม่เปลี่ยนโครงสร้าง สำหรับไทย เป้าหมายต้องไปถึงขั้นปฏิวัติระบบทหารหรือระบบอำนาจนิยมไหม

คือการแตะไปที่รากฐานของปัญหาเลยมันดี เพียงแต่วิธีการต้องสันติ ถ้าเราไปดูแล้วในอาหรับสปริง เคสเดียวที่สำเร็จคือตูนิเซีย เพราะสุดท้ายลิเบียเปลี่ยนโดยที่ประชาชนไม่ได้ชนะจริง แต่มหาอำนาจข้างนอกอย่าง NATO เอาเครื่องบินมาทิ้งระเบิด ที่ มูอัมมาร์ กัดดาฟี (อดีตผู้นำลิเบีย) แพ้ก็แพ้ด้วยกำลังอาวุธ ไม่ได้แพ้ที่คลื่นมหาประชาชนชนะ แล้วชนชั้นนำยอมถอย ยอมปฏิรูป การทิ้งระเบิดไปบอมบ์จนกัดดาฟีหลุดจากอำนาจ หลังจากนั้นสังคมมันไม่มีฉันทามติ ลิเบียเลยกลายเป็นรัฐล้มเหลว รัฐอนาธิปไตยแตกสลาย กลุ่มใครกลุ่มมัน เละเทะมาถึงทุกวันนี้ มันไม่ได้ชนะกันทางความคิด แล้วทำให้สังคมมาเห็นร่วมกันว่านี่คือฉันทามติใหม่ที่ฉันจะปฏิรูปสังคมการเมืองแบบนี้ มันเปลี่ยนด้วยข้างนอกเอาบอมบ์มาทิ้ง อันนี้คือไม่เวิร์คที่สุด

อียิปต์กับตูนิเซีย จุดต่างอยู่ที่สุดท้ายทั้งสองประเทศก็สันติตอนเปลี่ยนผ่านทั้งคู่ ซึ่งถูกแล้ว เพราะชนะด้วยพลังของประชาชนจริงๆ มันหมายความว่าคุณเปลี่ยนด้วยการทำให้โน้มนำคนในสังคมมาอยู่ข้างคุณได้ในทางความคิด แล้วคุณล้มเผด็จการด้วยการที่คนในสังคมมันมีมุมมองว่าจะเปลี่ยนสังคมไปแบบนี้ร่วมกัน ไม่ใช่การเอาชนะด้วยกำลัง การเอาชนะด้วยกำลังมันไม่ยั่งยืน เพราะรัฐมีกลไกด้านกำลังมากกว่าประชาชนอยู่แล้ว ยิ่งทหารเขาโต้กลับมาได้ การเปลี่ยนแปลงด้วยสันติวิธีจึงสำคัญ เพราะมันยั่งยืนกว่า

แต่เวลาพูดถึงวันติวิธี คนไทยชอบเข้าใจผิดตลอด คำมันถูก hijack ไปแล้ว มันควรใช้คำว่าการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง สันติวิธีไม่ได้หมายความว่าให้คุณ passive เวลาคนฟังคำว่าสันติวิธีคือนั่งสวดมนต์ภาวนา ไม่ใช่นะ ไปนึกถึงแค่บางสายของสันติวิธีเลยนะ มันไม่เกี่ยวอะไรกับศาสนาเลย ไม่ได้เกี่ยวกับจิตวิญญาณ

สันติวิธีคือ fighting อย่างหนึ่ง มันเป็นการต่อสู้ที่คุณจะไม่ใช้อาวุธ เพราะคุณรู้ว่าการใช้อาวุุธนั้นประชาชนสู้ฝ่ายตำรวจทหารไม่ได้ ถ้าเป็นเกมของการสู้กันด้วยกำลังอาวุธ สู้ยังไงคุณก็จะแพ้ แล้วประชาชนจะสูญเสีย

สันติวิธีจริงๆ คือปฏิบัติการทางการเมืองในการต่อสู้ แต่ต่อสู้ด้วยวิธีหลากหลาย พลิกแพลงโดยไม่ใช้อาวุธ มีเป็นร้อยแปดวิธีเลย

 

ยกตัวอย่างการการโค่นรูปปั้นหรือทุบทำลายอนุสาวรีย์ในต่างประเทศ แบบนี้นับเป็นสันติวิธีไหม

ก็ไม่ทำร้ายร่างกายคนไง

สมัยสงครามเวียดนามในอเมริกายุค 60s เข้าไปยึดมหาวิทยาลัย กดดันผู้บริหารให้ต้องเห็นด้วยกับนักศึกษา หรือขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ คนดำประท้วงด้วยการขึ้นไปนั่งบนรถเมล์ซึ่งสงวนไว้ให้คนขาว คือดื้อแพ่ง แต่มันก็ท้าทายแล้ว หรือในร้านอาหารที่เขากันที่ไว้ให้คนดำนั่ง คนขาวนั่ง แต่เข้าไปถึงพวกวัยรุ่นคนดำไปนั่งจับจองที่หมดแล้ว ทำไมล่ะ ก็ฉันไม่ยอมลุก ฉันก็คน มีสิทธิในการนั่ง มันคือสันติวิธี ก็สู้นั่นแหละ แต่มีวิธีที่หลากหลาย

คำว่าสันติวิธีในไทยมันถูกทำให้คับแคบจากฝ่ายนักสันติวิธีเองกับฝ่ายขวา จริงๆ มันคือการต่อสู้ แล้วถ้าเราไปศึกษาจริงๆ มันยังมีการใช้อารมณ์ขัน การล้อเลียน การกดดันไม่ให้คนไปร่วมมือกับฝ่ายเผด็จการ สมมุติถ้ามีนักกฎหมายไปรับใช้ระบอบเผด็จการ คุณก็สามารถทำ social sanction ได้ ร้านอาหารไม่ขาย ซูเปอร์มาเก็ตไม่ขายของ เพื่อนบ้านไม่ทักทาย คุณไปไหนก็ซื้อของไม่ได้เลย ท้ายที่สุดก็เกิดแรงกดดันจนคนรู้สึกว่าการไปร่วมกับเผด็จการมันมีต้นทุนสูง มันจะมีคนทยอยถอนตัวออกมาเรื่อยๆ เป็นปฏิบัติการที่ทำได้ทั้งสิ้น

ในตูนิเซีย นอกจากจะใช้วิธีพวกนี้ สุดท้ายมันก็มีภาคประชาสังคมสี่ห้าฝ่าย แล้วจริงๆ พวกนี้ต่างกันนะ มีทั้งกลุ่มแรงงาน นักศึกษา ศาสนา แต่มาตกลงกันว่าอย่างน้อยเราไม่เอาเผด็จการ แล้วเราจะสร้างสังคมใหม่ด้วยการยึดถือระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีฉันทามติร่วมกัน แล้วแต่ละกลุ่มก็ไปตั้งพรรคของตัวเองนั่นแหละ ก็ไม่ได้เป็นเอกภาพนัก แต่จะสู้ภายใต้กติกานี้ มันเลยทำให้ตูนิเซียเปลี่ยนผ่านไปได้อย่างราบรื่น แล้วเขาได้โนเบลสันติภาพด้วย คนที่ได้คือกลุ่มประชาสังคมสี่กลุ่มที่มาจับมือกันเปลี่ยนผ่านตูนิเซียไปได้อย่างราบรื่น

อียิปต์มันล้มเหลว สุดท้ายก็รู้ใช่ไหมว่าพอเปลี่ยนไปก็มาเกิดรัฐประหารอีกรอบ คือพอล้มเผด็จการไปได้ ภาคประชาสังคมมันแตกกันเอง ระหว่างกลุ่มสายอิสลามกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ชนชั้นกลางเสรีนิยม ฝ่ายหนึ่งจะเอาศาสนามานำ อีกฝ่ายบอกว่าต้องแยกศาสนากับรัฐ ทะเลาะกันเอง แล้วสุดท้ายฝ่ายเสรีนิยมดันไปกวักมือทหารให้มารัฐประหาร เพราะสู้ฝ่ายอิสลามไม่ได้ คือพอภาคประชาสังคมไม่มีฉันทามติ แล้วก็ไปเรียกทหารกลับมา ทีนี้ทหารเลยกลับมาปกครองอีกครั้ง แล้วคล้ายๆ ไทยเลย ก็คือพอรัฐประหารเสร็จ นายพลอัล-ซีซี (อับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซีซี) หัวหน้ารัฐประหารทำรัฐธรรมนูญใหม่ ร่างเองด้วย ทำประชามติที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม แล้วจัดการเลือกตั้งที่ตัวเองคุม แล้วตัวเองก็ชนะเลือกตั้งกลับมา เป็นฝาแฝดของพลเอกประยุทธ์เลย ตอนนี้ก็ยังครองอำนาจอยู่

ไทยจึงคล้ายกับอียิปต์มากกว่าตูนิเซีย ตอนนี้สังคมเราก็ยังแตกแยกอยู่

ประจักษ์ ก้องกีรติ

ประเมินการชุมนุมอย่างไร มีแนวโน้มจะยืดเยื้อแค่ไหน และทางลงจะเป็นอย่างไร

(คิด) ไปได้หลายทิศทางเลยนะ เราอยู่ในยุคประวัติศาสตร์ใหม่จริงๆ แล้ว ทุกคน รวมทั้งผมด้วย ไม่มีใครคาดการณ์ได้หรอกว่าบทจบนี้จะเป็นอย่างไร เพราะเหมือนว่าทุกคนเป็นแค่ประจักษ์พยานของ chapter ใหม่ทางประวัติศาสตร์ที่กำลังถูกเขียนขึ้น ซึ่งกลุ่มหลักที่เขามีพลังในการเขียนในตอนนี้คือพวกนักศึกษาประชาชนที่ออกมาประท้วง เขาชัดเจนแล้วว่าเขาจะไม่เอาแบบเดิม ไม่ต้องการจบแบบเดิม

มูฟเมนต์ปัจจุบันมันต่างจากอดีตอย่างมีนัยยะสำคัญตรงที่มันเป็นมูฟเมนต์ที่มีสำนึกทางประวัติศาสตร์เยอะ คนออกมาเคลื่อนไหวโดยศึกษาประวัติศาสตร์แล้วรู้ว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาล้มเหลวอย่างไร จึงเคลื่อนไหวด้วยการที่มีจิตสำนึกเรื่องนี้ชัดเจน เช่น ฉันไม่เอาแบบ 14 ตุลา 16 กับพฤษภา 35 แล้วนะ ที่กำจัดผู้นำทหารแล้วได้รัฐบาลพระราชทานมาแทน เด็กรุ่นนี้เขาไม่เอาแล้ว เขาตั้งใจจะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ จึงนำมาสู่ข้อเรียกร้องใหม่ๆ ที่ไม่เคยโผล่มาก่อนในอดีต

ฉะนั้น มันไม่จบแบบ 14 ตุลา 16 และพฤษภา 35 แน่นอน แต่ว่าจะจบอย่างไร ตอนนี้ทางมันหลายแพร่งมากเลย จะเลี้ยวไปตรงไหน ทุกอย่างมีความสำคัญหมด นักศึกษาจะเคลื่อนอย่างไรต่อจากนี้ ฝ่ายรัฐจะตอบสนองอย่างไร แล้วฝ่ายรัฐก็ไม่เป็นเอกภาพอีก พลเอกประยุทธ์ไม่ได้คุมทุกอย่างได้แล้ว ไม่สามารถกดปุ่มกองทัพบอกให้หันซ้ายขวาได้ ภาวะที่รัฐไม่เป็นเอกภาพก็น่ากลัวอีก

 

น่ากลัวสำหรับรัฐหรือประชาชน?

ทั้งสองฝั่งเลย ความรุนแรงจะเกิดขึ้นได้ง่าย ความรุนแรงอาจจะเกิดขึ้นโดยที่พลเอกประยุทธ์ พลเอกประวิตร (วงษ์สุวรรณ – รองนายกรัฐมนตรี) ไม่ต้องการก็ได้ แต่คุมไม่ได้ เพราะคำสั่งมาจากทางอื่น มันอาจจะเกิดขึ้นได้ หรือว่าอุบัติเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด หลายครั้งประวัติศาสตร์มันเปลี่ยนเพราะอุบัติเหตุเหล่านี้ เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไร อย่างที่เขาเรียกว่าน้ำผึ้งหยดเดียวหรือชนวน

เคสอาหรับสปริงที่ตูนิเซีย จุดกำเนิดเกิดจากการที่มีผู้ชายคนหนึ่ง (โมฮาเหม็ด บูอาซีซี) เผาตัวตาย เขาเป็นเด็กจบมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ตกงาน หางานไม่ได้ แต่เป็นที่พึ่งของครอบครัว ต้องกระเสือกกระสนไปเข็นผักขายในตลาด แล้วไปเจอตำรวจมาไล่เหมือนหมูเหมือนหมา บอกว่าคุณไม่ได้รับอนุญาตให้ขายในตลาด เลยสิ้นไร้ไม้ตอก จุดไฟเผาฆ่าตัวตาย แต่มีคนถ่ายคลิปไว้ได้พอดีแล้วเอาไปโพสต์ลงเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์จนกลายเป็นไวรัล หลังจากนั้นเลยเป็นจุดกำเนิดของอาหรับสปริง

เหตุการณ์แบบนี้เราไม่รู้หรอก ไม่มีใครรู้ได้ก่อนล่วงหน้า แต่ว่าปัจจัยความไม่พอใจพื้นฐานมันมีอยู่แล้ว มันรอระเบิดอยู่แล้วแค่ต้องมีชนวน อย่างของเรามันก็คุกรุ่น แค่อะไรจะเป็นอีกชนวนหนึ่งเท่านั้นเอง เราไม่รู้ล่วงหน้า

 

นึกถึงกรณี #MilkTeaAlliance หรือ #พันธมิตรชานม คือไม่มีใครรู้เลยว่าการที่แฟนคลับนักแสดงตีกันจะกลายเป็นชนวน ถึงขั้นตอนนี้เราชูธงไต้หวันกับฮ่องกงในม็อบเพื่อให้กำลังใจพวกเขาแล้ว

ถูก แต่ก็หมายความว่า มันจะต้องมีกระแสความไม่พอใจบทบาทของจีนอยู่ก่อน พอมีเหตุการณ์หนึ่งคนมันเลยลุกขึ้นมาทันที คนเก็ตปัญหาพื้นฐาน ความไม่พอใจต่อการแผ่ขยายอิทธิพลของจีนมันมีอยู่แล้ว แต่อะไรจะเป็นชนวน

จริงๆ ครั้งหนึ่งมันเคยเกิดมูฟเมนต์แบบนี้ในเอเชียนะ แต่ตอนนั้นต่อต้านอเมริกา คือยุคสงครามเย็น ยุคนั้นอเมริกาแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามา เข้ามาตั้งฐานทัพในไทยแถวอุดรธานี แถวขอนแก่น แล้วตอนนั้นไปรบกับเวียดนาม ลาว กัมพูชาด้วย ก็เข้ามาครอบงำในภูมิภาคนี้ทั้งหมด ขบวนการนักศึกษาในตอนนั้นมันเกิดขึ้นในเอเชีย จุดร่วมคือแอนตี้อเมริกา เป็นจักรวรรดินิยมอเมริกาหรือ American Imperialism แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นจีนแทน เปลี่ยนจากพญาอินทรีมาเป็นพญามังกร

ประจักษ์ ก้องกีรติ

จุดหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องฉันทามติ ฉันทามติเก่าคือสิ่งที่ อาจารย์เกษียร เตชะพีระ เรียกว่า ‘The Bhumibol Consensus’ ซึ่งจบไปแล้ว ตอนนี้มีโอกาสที่จะเกิดฉันทามติใหม่ในสังคมขึ้นไหม

ยังไม่ง่ายนะ ขึ้นชื่อว่าฉันทามติคือมันก็ต้องมีโอกาสที่มานั่งคุยกัน มีเวที ให้มาถกเถียงแลกเปลี่ยน ปรึกษาหารือ ฉันทามติเกิดขึ้นได้สองแบบ คือมีความรุนแรงก่อนแล้วถึงได้สติ รู้แล้วว่าไปต่อแบบเดิมไม่ได้ ต้องมาหาข้อตกลงใหม่ กับอีกแบบคือถ้าชนชั้นนำฉลาด จะสร้างฉันทามติเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับปฏิวัติที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ ถ้าฉลาด คุณต้องยอมบางอย่าง ต้องเจรจา ประนีประนอมบางอย่างแล้วสร้างฉันทามติใหม่ ซึ่งในฉันทามติใหม่นั้นคุณที่เป็นผู้ปกครองอาจไม่ได้ทุกอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์นะ แต่คุณจะยอมเสียบ้างไหมล่ะ ไม่อย่างนั้นถ้าคุณควบคุมไม่ได้ คุณจะเหลือศูนย์เลยนะ ตรงนี้แหละที่เป็นสติปัญญาของชนชั้นนำ และวุฒิภาวะว่าคุณจะอ่านสถานการณ์ออกไหม ว่าตอนนี้สังคมมันเคลื่อนตัวไปถึงไหนแล้ว ความคิดของเด็ก เยาวชนคนรุ่นใหม่มันเคลื่อนไปถึงไหนแล้ว ถ้าคุณอ่านสถานการณ์ไม่ออกมันก็อันตรา ถ้าคุณยังอยู่ในโหมดความคิดแบบยุคสงครามเย็น ฉันก็เคยปราบมาได้แล้วนี่ใน 6 ตุลา เดี๋ยวฉันก็เอามวลชนมาปะทะ สร้างสถานการณ์ปลุกความรักชาติแบบเดิม แล้วพอวุ่นวายฉันก็เอาทหารมารัฐประหาร ตอนนั้นมันคุมได้ แล้วถ้ายังอยู่ในโหมดนั้นโดยคิดว่าฉันทำได้อีกแบบ 6 ตุลาภาคสอง รีเมคใหม่ ถ้ายังมีวิธีคิดแบบนี้เราก็จะไม่เห็นฉันทามติ

แต่ผมเชื่อว่ามันจะไม่ได้แบบนั้นอีกแล้ว ด้วยโซเชียลมีเดีย ด้วยสื่อที่จะเซ็นเซอร์แบบนั้นไม่ได้อีกต่อไป รวมถึงในโลกปัจจุบัน คุณใช้ความรุนแรงแบบนั้นไม่ได้แล้ว จีนยังไม่กล้าทำกับฮ่องกงเลย ยังไงก็ต้องใช้การจับกุมและดำเนินคดี แต่คุณจะมาสังหารหมู่แบบเทียนอันเหมินมันทำไม่ได้แล้ว แล้วรัฐไทยจะทำได้เหรอ ตอนนี้ the whole world is watching Thailand สถานทูตทุกประเทศ องค์กรสิทธิมนุษยชน สำนักข่าวทุกประเทศมารายงานข่าวในประเทศไทย มันไม่ใช่แค่สำนักหลักๆ แบบ Al Jazeera, BBC, The New York Times นะ ตอนนี้สื่ออะไรไม่รู้ที่ไม่เคยได้ยินชื่อเลย สื่อออสเตรเลีย สื่อเยอรมัน สื่อฝรั่งเศสมันก็มาเกาะติดประเทศไทยแล้ว ฉะนั้น มันไม่ง่ายหรอก ต้นทุนที่คุณจะทำสังหารหมู่ในยุคนี้ ชนชั้นนำเองนั่นแหละจะเสียความชอบธรรมในสายตาชาวโลก

ฉะนั้น ฝั่งชนชั้นนำเอง คุณจะรีเมค 6 ตุลาไม่ได้แล้ว หรือคุณจะรีเมคแบบปราบเสื้อแดงก็ลำบาก ผมหวังว่าชนชั้นนำจะรู้นะ แต่ถ้าไม่รู้ ผมก็กลัวว่ากว่าที่เราจะมีฉันทามติใหม่ขึ้นมาได้มันจะเสียเลือดเนื้อกันเสียก่อน

 

ประเด็นการปฏิรูปสถาบันฯ ที่ถูกชูขึ้นมาในการชุมนุมครั้งนี้ เชื่อว่าคงไม่มีใครคาดคิดมาก่อน แม้แต่ในวงวิชาการ?

เราอยู่ในภูมิทัศน์ใหม่แล้วจริงๆ ในแง่การปะทะกันทางอุดมการณ์ (คิด) ที่ผ่านมา เพดานอุดมการณ์ของสังคมไทยคือ ราชาชาตินิยม ไม่ว่าคุณจะเคลื่อนไหวยังไง ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแค่ไหน แต่ประชาธิปไตยต้องอยู่ภายใต้เพดานอันนี้แทบทุกครั้ง ให้คุณวิจารณ์ได้แค่เผด็จการทหาร โดย 14 ตุลานี่เอาราชาชาตินิยมมาสู้กับทหารด้วยซ้ำ แต่ว่าไม่อนุญาตให้คุณเลยอุดมการณ์ราชาชาตินิยมไปได้

ในแง่นี้ ราชาชาตินิยมเหมือนเป็นศาสนาหลักของสังคมไทย ยิ่งมานั่งคิดผมยิ่งเห็นว่า ในแง่นี้ ไทยเป็นรัฐศาสนาสูงนะ เรายังไปไม่พ้นจากความเป็นรัฐศาสนา เพียงแต่ความเป็นรัฐศาสนาหลักของเรามันไม่ใช่ศาสนาแบบที่เรารู้จัก พุทธ คริสต์ อิสลาม แต่ศาสนาหลักในสังคมไทยคืออุดมการณ์ความเป็นไทยที่เราเรียกว่า ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ นี่แหละ คือใครวิพากษ์วิจารณ์หรือตั้งคำถามกับอันนี้ ซึ่งจริงๆ ควรเป็นแค่อุดมการณ์ทางการเมืองอันหนึ่งที่ตั้งคำถามได้ คุณโดนจับติดคุกได้

หรือตอน 6 ตุลามีละครแขวนคอ คุณโดนสังหารในนามความเป็นไทยได้ เหมือนกลายเป็นศาสนา ในแง่นี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้เลย อภิปรายก็ไม่ได้ ถ้าเป็นศาสนาคือนี่หมิ่นศาสดาแล้ว มีได้ศาสนาเดียว การที่คุณบอกว่าไม่นับถือศาสนา คุณก็เป็นคนนอกรีต ทั้งที่จริงๆ มันควรจะทำได้ถ้ามันเป็นแค่อุดมการณ์ คุณไม่ต้องนับถืออุดมการณ์นี้ก็ได้ แต่ในสังคมไทยมันกลายเป็นศาสนาไปแล้ว ฉะนั้นถ้าพรรคการเมืองไหนถูกมองว่าท้าทายอันนี้ คุณก็ต้องโดนกำจัด ถ้าเป็นประชาชนก็ต้องโดนกำจัด คือมีได้อุดมการณ์เดียว กระทั่งพรากชีวิต พรากเสรีภาพ จองจำคุณได้ อันนี้มันกลายเป็นศาสนาแล้ว ก็จะเหมือน ซัลมัน รัชดี (นักเขียนที่ตีพิมพ์ข้อเขียนวิพากษ์ศาสนาอิสลาม) ที่ต้องลี้ภัยเพราะไปตั้งคำถาม แต่อันนั้นเป็นกรณีศาสนาจริงๆ ขณะที่ไทยคืออันนี้แหละ

ครั้งนี้จึงเป็นการเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพราะว่าอุดมการณ์หลักตรงนี้ซึ่งเคยเป็นเพดานอยู่ มันถูกตั้งคำถามอย่างเปิดเผยแล้ว

พูดถึงที่สุดมันคล้ายๆ ว่าสังคมไทยยังไม่เคยหลุดพ้นจากยุคกลางเลย ยุคกลางของยุโรปคือเกิด reform movement อย่างน้อยในศาสนาเดียวกันคุณสามารถมีต่างนิกายได้ ตีความได้ มีโปรแตสแตนต์ คาธอลิก คือไม่ต้องเหมือนกัน แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงเลย มียุค enlightenment (ยุคเรืองปัญญา) ไม่นับถือศาสนาก็ยังได้ หลุดพ้นมาเลย

สังคมไทยยังไม่พ้นจากยุคกลาง แล้วเด็กพวกนี้ไง คือแนวหน้า คือนักปฏิรูปศาสนา หรือนักวิทยาศาสตร์ในยุคกลาง

 

ถ้านับตั้งแต่ตอน ทนายอานนท์ นำภา ขึ้นพูดในม็อบแฮร์รี พ็อตเตอร์ แม้แต่ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยเองก็กลัวว่าการพูดของอานนท์จะทำให้เสียมวลชนไปหรือเปล่า แต่เมื่อกลายเป็นการสร้างแนวร่วมสนับสนุนมากมาย สิ่งนี้สะท้อนถึงอะไร

ก่อนนี้มันถูกครอบไว้ด้วยความกลัว เหมือนเรื่องศาสนา ถ้ายิ่งเคร่งศาสนาสูง ต่อให้มีคำถาม มีความสั่นคลอนแล้วในศรัทธาของคุณ แต่คุณต้องเก็บไว้ในใจเท่านั้น แสดงออกไม่ได้ ถ้าแสดงออกในที่สาธารณะอาจจะโดนปาก้อนหิน รุมประชาฑันณ์ตายได้

แต่ถ้าวันหนึ่ง มันมีคนยอมสละเสรีภาพ ยอมเสี่ยงชีวิต พูดเรื่องนี้ออกมา คนอื่นๆ มันก็เกิดความกล้าตามมาด้วย แต่มันต้องมีคนลุกขึ้นมาก่อน ประวัติศาสตร์มันเปลี่ยนเพราะอย่างนี้ มันมีเชื้อมูลอยู่แล้ว แต่ใครล่ะที่จะยอมเสียสละลุกขึ้นมา เราจะเรียกเขาว่าอะไรก็แล้วแต่ ผู้กล้า ฮีโร่ หรือบางสังคม ถ้ามันไม่สำเร็จคนเหล่านั้นก็อาจจะกลายเป็นคนบ้า เป็นแม่มดไป กาลิเลโอเองก็วางอิฐก้อนแรกไว้ แต่ตัวเขาเองอาจจะไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง เสียชีวิตไปก่อน แต่สุดท้าย ความเปลี่ยนแปลงจะค่อยๆ มาถึงในท้ายที่สุด

ตอนนี้เราอยู่ในโมเมนต์ทางประวัติศาสตร์ที่ว่า มันเปลี่ยนสำเร็จหรือเปล่าไม่รู้ แต่ในรอบสามเดือนหกเดือนนี้ไม่รู้ แต่ว่ากระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงมันได้ถูกจุดขึ้นแล้ว และมันถอยกลับไปไม่ได้แล้ว อยู่ที่จะเดินหน้าอย่างไร ในสังคมที่คนเป็นหมื่นเป็นแสนพูดเรื่องนี้อย่างเปิดเผยในที่สาธารณะแล้ว คุณจะปราบทั้งหมด เอาคนทั้งแสนคนไปติดคุกเหรอ มันคงทำไม่ได้แล้วใช่ไหมในรัฐสมัยใหม่ มันจึงเหลือวิธีเดียวว่าคุณจะคุยกับเขาอย่างไร

 

ถ้าต้องสื่อสารกับผู้ชุมนุม อยากแนะนำอะไรไหม

(คิด) ในแง่นวัตกรรมหลายอย่างก็ต้องถือว่าน่าทึ่งนะ ต้องให้เครดิต คือพวกเขาทำได้ดีอยู่แล้ว ไอ้ป้ายที่แปรอักษรในงานบอล หรือการเปิดเพลง มีการเต้นในม็อบ ใช้วัฒนธรรมของวัยรุ่น แล้วหลายอย่างผมถือว่าดีอยู่แล้ว จะเห็นว่าเขาเป็นม็อบที่เขาปรับตัว เรียนรู้ตลอด ดูภายนอกอาจดูเหมือนเด็กพวกนี้แข็งกร้าว มุทะลุดุดัน แต่จริงๆ แล้วเห็นได้ชัดเลยว่านับจากเดือนกรกฎาคมที่มีม็อบเยาวชนปลดแอกครั้งแรกมันก็ไปไกลมากแล้ว หลายอย่างมันก็มีการปรับ ปรับท่าที โน่นนี่ มันเป็นม็อบที่ด่ากันเองเยอะ มีกระบวนการวิพากษ์วิจารณ์กันเองเยอะ อย่างแบบครูใหญ่ที่เขาปราศรัยแล้วไม่เซนสิทีฟเรื่องผู้หญิง ก็โดนด่า มันเป็นม็อบที่พยายามสร้างความเป็นประชาธิปไตยภายในม็อบ สร้าง awareness กันเองให้คนตื่นตัวว่า พูดเรื่องประชาธิปไตยมันต้องไปพร้อมเรื่องสิทธิมนุษยชนและการเห็นทุกคนเท่ากัน

จริงๆ คล้ายยุค 60s คือมันไม่ใช่แค่ม็อบทางการเมือง ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่มันเป็นการปฏิวัติทางวัมนธรรม เพราะยุค 60s มันเป็นบ่อกำเนิดของเฟมมินิสต์มูฟเมนต์ บ่อเกิดเรื่องการเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพ บ่อเกิดของวัฒนธรรมแบบ Rock and Roll หรือกระทั่งในทางวิชาการ พวกแนวคิด Postmodernism มันก็มาเกิดช่วงนี้แหละ คนอย่าง

มีแชล ฟูโกต์ (นักปรัชญาฝรั่งเศส) หรือใครต่อใครก็ได้แรงบันดาลใจจากการปฏิวัติของคนหนุ่มสาว แล้วมันก็ทะลายความคิดเก่าๆ ถึงที่สุดสังคมมันเปลี่ยน แต่เราไม่เห็นทันทีตอน 1968 หรอก มาเห็นตอนอีกทศวรรษหลังจากนั้น

สิ่งที่เยาวชนเหล่านี้ทำคือมันไปเขย่าหมดเลย เขย่าวาทกรรมเดิม วิธีคิดเดิม แล้วหลังจากนั้นค่อยส่งผลต่อมา ว่าเราสามารถคิดอะไรแบบใหม่ ผลักดันประเด็นใหม่ๆ ประเด็นที่เคยเป็นชายขอบตอนนี้ก็เริ่มมาพูดได้แล้ว เรื่องเพศสภาพต่างๆ ผมคิดว่านี่เป็นการปฏิวัติทางวัฒนธรรม

แต่ถ้าอยากจะบอก อยากจะสื่อก็คือว่า ต้องขยับในการสื่อสารกับคนเห็นต่างให้มากกว่านี้ สุดท้ายการสื่อสารเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม มันสื่อสารเฉพาะกับคนที่เห็นตรงกันแล้วไม่พอหรอก ไอ้คนที่เห็นตรงกันแล้วก็ไม่ต้องสื่อสารเยอะแล้ว (หัวเราะ) มันพร้อมออกมาเย้วๆ กับคุณแล้ว คุณแค่นัดหมายมา โดนแกงแล้วยังไม่เป็นไรเลย พวกเขาคือเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของคุณแล้วไง แต่ถ้าคุณจะเปลี่ยนสังคมโดยเฉพาะสังคมไทยซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า พลังอนุรักษนิยมยังมีอยู่สูง ความคิดแบบอนุรักษนิยมเดิมยังมีสูงมาก

การเปลี่ยนแปลงสังคมคือค่อยๆ ขยายแนวร่วม แนวคิดของคุณไป หรือจะพูดว่าขยายแฟนด้อมของคุณก็ได้ จากคนที่กลางๆ ก็มา subscribe หรือกระทั่งคนที่เคยเป็นแฟนด้อมอื่นมาเห็นแล้วคิดว่าแฟนด้อมคุณดีก็ค่อยๆ เปลี่ยน อย่างนี้แหละที่ในที่สุดคุณจะชนะ อาจจะใช้เวลานานหน่อยแต่จะชนะอย่างยั่งยืน ฉะนั้นเวลาสื่อสารอาจจะต้องคิดถึงการสื่อสาร ไม่ใช่แค่กับคนที่เห็นด้วยแล้วตาสว่างแล้วฟัง แต่อาจจะกับคนที่ยังไม่มีข้อมูล ไม่รู้ หรือคนที่ยังเห็นต่าง จะทำอย่างไร ซึ่งพอสื่อสารกับคนเห็นต่าง โหมดการสื่อสารก็จะไม่เหมือนแล้ว เนื้อหาของการสื่อสารก็ไม่เหมือน

ประจักษ์ ก้องกีรติ

ล่าสุดอาจารย์โดนคนในทวิตเตอร์ไล่ไปอ่านหนังสือ นับเป็นปรากฏการณ์อะไรที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็นจริงๆ

ตอนแรกไม่เห็นเองนะ นิสัยเสียอย่างหนึ่งคือผมไม่ไล่อ่านคอมเมนต์ทั้งหมด เพราะมันเยอะ หรือเราก็กลัวจิตตก (หัวเราะ) ทวิตแล้วเราก็ผ่านไปเว้นแต่ใครเมนชั่น นี่เห็นตอนลูกศิษย์ส่งให้ดู ก็ขำดีนะ เป็นโอกาสในการขายหนังสือครับ มีคนไปช่วยขายด้วยนะ ไอ้เล่ม ‘และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ’ ก็มีคนสั่งซื้อเพิ่มจริง มันก็ขำดีนะ มันทำให้เราเห็นว่าในโลกของทวิตเตอร์ทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้

 

พูดถึงหนังสือ ‘และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ’ ที่อาจารย์ได้มาจากยุค 14 ตุลา ถ้าเทียบกับยุคนี้ อาจารย์พอจะเขียนหนังสือภาคสองจากเหตุการณ์ปัจจุบันได้ไหม

อยากเขียนนะ ตั้งใจไว้แล้วล่ะว่าถึงวันหนึ่งจะต้องเขียน ยังไม่รู้วันไหนแต่อยากบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้ มันควรค่าแก่การถูกบันทึกเพราะเป็นมูฟเมนต์ประวัติศาสตร์จริงๆ หลายอย่างที่นักศึกษาทำ เด็กทำ มันเปลี่ยนโลกไปโดยสิ้นเชิง แล้วมันก็ทะลุทะลวงมาก อันนี้มองจากแค่มุมการทำวิจัยหรือวิชาการอย่างเดียวก็ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นแล้ว ยังไงก็ต้องเขียน ต้องมีคนบันทึกและศึกษาแน่นอน

หลายด้านมันเกิน 14 ตุลาไปแล้วด้วยซ้ำ มวลชนที่ออกมาทั่วประเทศมันเกิน 14 ตุลาไปแล้ว 14 ตุลามันเกิดและจบภายใน 10 วัน ตอนนี้มันยาวมาก แล้วมีทุกภูมิภาค หลายจังหวัด มันไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ แต่ละที่ก็มีมูฟเมนต์ มีนวัตกรรมของตัวเอง หรือการก่อตัวทางความคิด

เมื่อก่อนสื่อสิ่งพิมพ์ คือคนอ่านหนังสือ วารสาร นิตยสารพวก ‘สังคมศาสตร์ปริทัศน์’ แล้วเกิดความคิด มันจำกัดแค่นั้น มี อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์, อาจารย์สุชาติ สวัสดิศรี ตัวละครในหนังสือผมภาคแรกมีสุจิตต์ วงเทศ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว เด็กอาจไม่ได้อยู่กับสื่อสิ่งพิมพ์เป็นหลักอย่างเดียวแล้ว แต่จะบันทึกยุคนี้มันยาก มันมีทวิตเตอร์ เว็บไซต์ต่างๆ มีตัวละครแปลกๆ ที่คุณต้องไปศึกษา แกะรอย มันจะเขียนยากกว่า ตัวละครมันจะเยอะ แล้วมันจะต้องใช้เครื่องมือใหม่ๆ ในการศึกษา แค่เราจะไปตามว่าใครเป็น influencer บ้าง บางทีไม่ใช่คนดัง แต่ก็มีคนตามเยอะ มันไม่ต้องเป็นแบบนักเขียนชื่อดังอะไรเลย มันกระจัดกระจายกว่า

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งต่อไปอาจไม่ใช่ 14 ตุลา แต่เป็น 2475?

ใช่ ชัดเจน ตัวนักศึกษาที่เคลื่อนไหวเขาก็เรียกตัวเองว่าคณะราษฎร กลับไปเชื่อมโยงกับอันนั้น ในแง่สัญลักษณ์หลักที่ถึงขั้นผลิตออกมาเป็นวัตถุแล้วเอาไปฝังคือหมุดคณะราษฎร แล้วตอนนี้กลายมาเป็นแบรนด์ เป็นโลโก้ แสดงว่าในเชิงความคิด ในเชิงอุดมการณ์ การเมืองเชิงสัญลักษณ์ เขากลับไปคณะราษฎรเลย กลับไป 2475

สมมุติการเมืองไทยเป็นซีรีส์นะ คือตอนนี้นักศึกษากลับไปที่ episode ที่ 1 ปฐมบทอยู่ที่นั่น ตอน 14 ตุลาอาจจะอยู่สัก episode ที่ 5 แล้ว พฤษภาทมิฬนี่สัก episode ที่ 10 นักศึกษาเห็นแล้ว ได้ดูทุกตอนแล้ว ว่าตอนไหนมันผิดพลาดล้มเหลวยังไง และตอนที่ 1 ก็ล้มเหลวเหมือนกัน นักศึกษาเลยกลับไปหา episode ที่ 1 นั่งไทม์แมชชีนไปแก้เลย เพราะเห็นแล้วว่า 2475 มันคือ unfinished revolution ที่โดนเคาน์เตอร์ ฉะนั้น หนังสืออะไรที่เกี่ยวกับ 2475 หรือยุคต้นๆ เลยขายดีไง คนไม่ได้อ่านประวัติศาสตร์สมัยใหม่เท่าไหร่

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ:  วิกฤติเศรษฐกิจ 2563 งานประจำจะไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยของมนุษย์เงินเดือนอีกต่อไป

หากเปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยเป็นระเบิดเวลา เดือนตุลาคมน่าจะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่เข็มวินาทีจะกระดิก ก่อนระเบิดลูกใหญ่จะเริ่มทำงาน เมื่อมาตรการผ่อนปรนให้สามารถเลื่อนกำหนดชำระหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมีผู้เข้าร่วมโครงการ 12.5 ล้านคน จะสิ้นสุดลง โดยปัจจุบันมี 1 ใน 3 ของลูกหนี้จากทั้งระบบของประเทศเข้ารับการพักหนี้หกเดือน นับจากเดือนเมษายน-ตุลาคมนี้

ภายใต้วิกฤติใหม่ที่ไม่มีใครเคยเจอ โดยเฉพาะช่วงระหว่างและหลังการระบาดหนักของ COVID-19 หากขยับตัวทำมาหากินก็คงทำได้ไม่เท่าแต่ก่อน นโยบายเลื่อนกำหนดชำระหนี้นับเป็นการต่อท่อหายใจของหลายๆ คน เพื่อ ‘ยื้อ’ ให้พ้นไตรมาสที่สามของปี 2563 มาได้

แต่จุดสิ้นสุดของมาตรการฯในเดือนตุลาคมนี้ จะเป็นเหมือนระเบิดลูกใหญ่ เพราะภาระหนี้จะกลับมา ขณะที่การทำกินยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ เชื่อว่าวิกฤติครั้งนี้จะลุกลามไปทั่วทุกวงการ ตั้งแต่ธุรกิจ SMEs จนถึงอนาคตของมนุษย์เงินเดือน

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ในฐานะสมาชิกกลุ่ม CARE (Creative Action for Revival & People Empowerment) ซึ่งรวมตัวขึ้นจากอดีตนักการเมืองและผู้คนหลากความเชี่ยวชาญ กล่าวถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะมาถึงว่า

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหลัง 150 วันอันตรายคือ ธนาคารจะถูกมอบหมายโดยปริยายให้เป็นคนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้โดยไม่รู้ตัว”

ดร.ศุภวุฒินิยามตัวเองว่า เกษียณตัวเองจากการเป็นนักเศรษฐศาสตร์เต็มเวลา ของบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร และเริ่มหันมาหลงใหลในเรื่องสุขภาพ “แต่ไม่มีใครคุยเรื่องนี้กับผมเลย” เขาหัวเราะ “เพราะว่าคนกลัวเงินหมดก่อน”

ความกลัวเรื่องปากท้องที่น่าหวาดหวั่นร้ายแรงยิ่งกว่าโรคภัย น่าจะเป็นมาตรวัดชั้นดีว่าวิกฤติครั้งนี้คุกคามชีวิตแค่ไหน และยังพอมีทางหรือไม่ที่เราจะหยุดระเบิดเวลาที่กำลังมาถึงในไตรมาสสุดท้ายนี้ได้

ในปีนี้ที่เจอวิกฤติหนักๆ มองไปยังปีหน้า เศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวขึ้นได้บ้างไหม

ดูก็รู้ว่านโยบายต่างๆ ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าเดี๋ยวกลางปีหน้ามันจบ เช่น รัฐบาลบอกว่าจะมีงาน Job Expo วันที่ 26-28 กันยายนที่เมืองทองธานี ก็จะจ้างไว้หนึ่งปีเท่านั้น คือจ้าง 1 ล้านคนเพียงหนึ่งปี และส่วนใหญ่รัฐบาลจ้างเอง คือรัฐบาลเขามีงบประมาณจ้างหนึ่งปีเท่านั้น

ทุกคนตั้งสมมุติฐานว่า เดี๋ยวเถอะ มีวัคซีนก็จบ แต่ผมยังไม่แน่ใจนะ ไวรัสกลายพันธุ์ตลอดเวลา มันกลายพันธุ์ให้ตัวเองติดง่าย เพราะนั่นคือหน้าที่ของไวรัส คือแพร่กระจายง่ายโดยไม่ทำให้พาหะตายและไม่แสดงอาการ มันจึงแพร่ไปได้ง่ายมาก

ประเด็นคือ พอมันทำอย่างนี้แล้วเรากลัวมาก เพราะมันจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจแน่นอน ผมยกตัวอย่าง ตอนนี้เราบอกว่ามีคนตายเพราะ COVID-19 เกือบ 1 ล้านคนโดยประมาณ แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน มีคนตายเพราะติดเชื้อจากโรคที่ติดต่อได้ทั้งโลกไม่ใช่แค่ COVID-19 จนถึงวันนี้ก็เกือบ 10 ล้านคนแล้ว

แต่ถามว่าเรารู้ไหม ว่าโรคติดต่ออื่นชื่ออะไรบ้าง (หัวเราะ) ไม่รู้เลย ไม่สนใจเลย ไม่กลัวเลย แต่ทั้งๆ ที่ COVID-19 นี่แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ของ 10 ล้านคน เรากลับสนใจแค่นี้ พูดกันทุกวัน ออกข่าวทุกวัน เราแพนิคเรื่องนี้อย่างเดียว

ย้ำนะครับ โรคติดต่อทั้งหมดที่ทำให้คนตายจากต้นปีตอนนี้ 10 ล้านคน แต่คุณสนใจอยู่แค่ 1 ล้าน

แล้วประเทศไทยเป็นประเทศพิเศษที่เราทำตัวเหมือนอยากจะอยู่โดยปลอด COVID-19 ขณะที่คนอื่นเขาอยู่ร่วมกับมันนะ หมายความว่า ประเทศไทยมีประชากร 68 ล้านคน เทียบกับประเทศที่มีประชากรใกล้เคียงกับไทยคืออังกฤษ สิ่งที่อังกฤษเขาบ่นกันคือมีคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นวันละเป็นพันคน ประเทศฝรั่งเศสมีประชากรใกล้ๆ เรา ติดไปวันละ 7,000 คน (ปลายเดือนกันยายนจำนวนผู้ป่วยใหม่ของฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 15,000 คน – กองบรรณาธิการ)

ส่วนสหรัฐฯ มีประชากร 360 ล้านคน มากกว่าเราประมาณห้าเท่า ตอนนี้มียอดคนติดเชื้ออยู่ประมาณวันละ 40,000 คน สหรัฐฯ บอกว่าขอติดวันละ 10,000 คนก็แฮปปี้แล้ว

เทียบสัดส่วนประชากรกันคือ ถ้าเป็นประเทศไทยแล้วเรามีคนติดเชื้อวันละ 2,000 คน เราควรจะยังโอเค แต่ประเทศไทยนี่อย่าว่าแต่ติด 2,000 คนเลย ลองติด 10 คนเท่านั้นแหละ โวยวายแล้ว

เพราะฉะนั้น ในไทย ความเข้าใจและแนวคิดของเราตอนนี้คือจะอยู่อย่าง ‘ปลอด’ COVID-19 คือมันก็ได้นะ แต่ว่า economics cost (ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์) จะสูงมาก เพราะทั้งโลกเขาเป็นกันอย่างนี้ แล้วต้นทุนของคุณมันไม่ได้มีแค่การท่องเที่ยวทั้งๆที่นั่นก็เป็นตัวเลขที่ใหญ่มาก

 

ปัญหาเศรษฐกิจหลักๆ ที่ได้รับผลกระทบมาจาก COVID-19 ตอนนี้มีอะไรบ้าง

ผมแบ่งออกเป็นห้าประเด็น ประเด็นแรกคือการท่องเที่ยว

ก่อน COVID-19 เรามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาประเทศไทย 40 ล้านคน รายได้ 2 ล้านล้านบาท ตกเฉลี่ยหัวละ 50,000 บาท มาวันนี้เราบอกเราจะเปิดการท่องเที่ยวแบบใหม่ long-stay แนวคิดคือให้นักท่องเที่ยวมาอยู่ที่นี่ 14 วัน ยาวมากเลย แล้วคิดว่าพวกที่มาต้องจ่ายหัวละ 800,000 บาท กะว่าจะให้นักท่องเที่ยวเข้ามาได้เดือนละเป็นพันราย

ผมสมมุติให้แบบนี้เลย ว่าถ้าปีหน้า เราโชคดี ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาได้กันล้านคน ซึ่งยากนะ คนที่จะใช้เงินในประเทศไทยถึง 800,000 บาท แต่สมมุติให้มีคนแบบนี้เยอะๆ ก็ได้ ผมให้ตัวเลขเร็วๆ 1 ล้านคน ก็ได้แค่ 800,000 ล้าน คุณยังโบ๋อยู่เลย อีก 1.2 ล้านล้านถึงจะครบ 2 ล้านล้านบาทที่เคยได้

แล้วทรัพยากรที่คุณเคยสร้างไว้สำหรับรับนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน ไม่ว่าจะโรงแรม สนามบิน รถทัวร์ ร้านอาหาร ผับบาร์ จะให้เขาไปทำอะไร เพราะสมมุติเข้ามา 1 ล้านคนจริงๆ เขาก็เข้ามาเฉพาะโรงแรมห้าดาว แล้วโรงแรมสามดาวสองดาวทำอะไรกิน นั่นคือเรื่องการท่องเที่ยว

สองคือการลงทุน ประเทศไทยลงทุนคิดเป็น  25 เปอร์เซ็นต์ของ GDP คือว่า GDP คิดเป็น 17 ล้านล้าน ก็จะประมาณ 4 ล้านล้านบาท แน่นอนว่าเงินลงทุนส่วนใหญ่เป็นเงินทุนของคนไทย แต่การลงทุนจากต่างชาติก็เป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญ แม้เม็ดเงินเขาน้อย แต่เขากระตุ้นการลงทุนภาคใหญ่ได้เยอะ เพราะมันเป็น JV (joint venture หรือกิจการร่วมค้า) คิดว่านักลงทุนเขาจะมาลงทุนในไทยหรือ ถ้าจะต้องมานั่งกักตัว 14 วัน สมมุติผมสร้างโรงงานในไทย อยากจะเจอโฟร์แมนสักวันหนึ่ง แต่ต้องมาอยู่ 14 วันบวกหนึ่งวัน ความพร้อมของเขาที่จะมาลงทุนในไทยมันจะลดลงเยอะ แล้วมันจะกระทบการลงทุน

ตอนนี้ตัวเลขการลงทุนของเราก็ฟุบเลย ลดลง 10 เปอร์เซ็นต์จากของเดิม ดังนั้น 10 เปอร์เซ็นต์จาก 4 ล้านล้านคือลดลง400,000 ล้านเท่านั้น ยังไม่ต้องพูดถึงความไม่แน่นอนอื่นอีกเยอะ ส่วนใหญ่เราลงทุนเพื่อส่งออก แต่ว่าข้างนอกเขาก็แย่กันทุกคน เวลาเขาจะกระตุ้นเศรษฐกิจเขาก็กระตุ้นให้การบริโภคภายในเขาเพิ่ม ไม่ได้กระตุ้นให้นำเข้าเพิ่มอยู่ดี ดังนั้น การส่งออกของเราก็จะแย่ ติดลบประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์อยู่

สามคือแรงงานต่างด้าว เราใช้แรงงานต่างด้าวแบบที่ทางการพูดกันหนึ่งถึง 2 ล้านคน แต่ดีไม่ดีตัวเลขจริงอาจจะมากกว่านั้น เป็นแรงงานราคาถูกที่เอาเข้ามาจากด้านพม่า ปัญหาคือ ประเทศอินเดียติดโรคกันเยอะ กำลังจะแซงสหรัฐฯ แล้วอินเดียก็ติดกับพม่า ฉะนั้น เราก็ตรึงกำลังเปรี้ยงเลย บอกว่าไม่ให้คนขับรถพม่าขับเข้ามา เปลี่ยนเป็นคนขับไทยขับเข้าไปส่งของได้วันละหกคันเท่านั้น เลยมีต้นทุนที่ติดอยู่ตรงนั้นเป็นร้อยล้านบาท

ประเทศไทยเราพึ่งแรงงานต่างด้าวเพื่อกิจกรรมหลายๆ อย่าง ทั้งการก่อสร้าง การเกษตร ฉะนั้นมันจึงมี SMEs และภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากการที่ขาดแรงงานด้วย

สี่คือ รัฐบาลเคยบอกว่า เราอยากเป็นศูนย์กลางให้ฮอลลีวูดกับบอลลีวูดมาถ่ายหนัง จะมีรายได้ปีละ 200,000 ล้าน ตอนนี้เหลือศูนย์แล้ว

ห้าคือนักศึกษาต่างด้าวที่เข้ามาศึกษาในไทย ไทยเรามีมหาวิทยาลัยเกินความต้องการเยอะมาก เลยต้องเอานักศึกษาต่างประเทศเข้ามา นี่ก็หายไปหมด 30,000 คน

ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ถ้ามองระดับนโยบาย กรณีที่ ปรีดี ดาวฉาย ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทั้งๆ ที่เพิ่งรับตำแหน่ง ส่งผลกระทบอะไรกับเศรษฐกิจไหม

สำหรับผม ผมไม่ค่อยสนใจว่าใคร ผมสนใจว่าคุณจะทำอะไร ผมจะดูสาระมากกว่าตัวบุคคล แต่ถ้าจะให้ดูในเชิงของโครงสร้างที่รัฐบาลนี้เขากำหนดมา ผมจะตอบอย่างนี้ว่า เขายกเลิก ครม. เศรษฐกิจ แล้วเขารวบอำนาจทำเป็น ศบศ. (ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ) นายกฯ เขาเห็นว่า ศบค. (ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019) มันดี การรวบอำนาจมันดี ก็เลยรวบอำนาจ ศบศ. ด้วยเลย พูดง่ายๆ คือ ศบศ. เป็น ศบค. ด้านเศรษฐกิจ แล้วใครเป็นหัวหน้า ศบศ. ล่ะ? ก็นั่นแหละ ประเด็นขึ้นอยู่กับตรงนั้นแหละ…

 

ล่าสุดรัฐบาลประกาศนโยบายหยุดยาวเพื่อหวังกระตุ้นการท่องเที่ยว?

(ถอนหายใจ) มันไม่มีทางพอเลย เดิมทีตัวเลขเดิมของกระทรวงท่องเที่ยวบอกว่าคนไทยเที่ยวไทย 1 ล้านล้าน ต่างชาติเที่ยว 2 ล้านล้าน ฉะนั้นมันแค่ 1 ใน 3 ของทั้งหมด แล้ว 1 ล้านล้านที่ว่ามันก็ฮวบลงไปเยอะ เพราะเดิมทีคนที่เที่ยวหนักๆ อาจจะเป็นพวกที่อายุน้อยด้วยซ้ำ ซึ่งตอนนี้ก็ไม่กล้าเที่ยวกันเท่าไหร่แล้ว ก็จะเหลือแต่คนแก่ๆ ซึ่งก็คงจะเที่ยวแบบ day-trip ใกล้ๆ มันเลยไม่ค่อยกระจาย คนที่อยู่แถวเชียงใหม่ก็เที่ยวแถวเชียงใหม่ คนกรุงเทพฯ ก็เที่ยวเขาใหญ่ หัวหิน พัทยา มันจะกลายเป็น localized มากกว่า มันเลยจะไปเพิ่มความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาคมากขึ้น

ผมจะเดาว่าภาคใต้จะหนักที่สุดเลย เพราะเดิมคุณมีภูเก็ตกับสมุย คุณเละเลยนะสองที่นี้ ตัวเลขที่ผมเคยคำนวณ คือเอาจำนวนคนภูเก็ตเป็นตัวหาร ตั้งด้วยรายได้จากนักท่องเที่ยว รายได้จากนักท่องเที่ยวต่อหัวคนภูเก็ตอยู่ที่ 780,000 บาทต่อปี ตกใจเลยไหม (หัวเราะ) เพราะประชากรภูเก็ตน้อย แล้วคนก็มาเที่ยวเยอะ ฉะนั้น พอนักท่องเที่ยวหายไป ตอนนี้ภูเก็ตก็เละเลย

แนวคิด Medical Tourism เป็นไปได้จริงมากน้อยแค่ไหน

ผมคิดว่าหนึ่ง mindset เราต้องเปลี่ยนก่อน ว่าเราต้องอยู่กับ COVID-19 ไม่ใช่อยู่โดยปลอดมัน ตอนนี้เราอยู่ปลอด COVID-19 ซึ่งวิธีคิดนี้มันเปลี่ยนยากมากๆ เลย

แนวคิดของผมคือ หนึ่ง – คุณต้องสร้างระบบซึ่งใช้สำหรับเจรจากับประเทศที่สอง ที่สาม ที่คุณจะทำข้อตกลง ยกตัวอย่าง คุณให้มีผู้ช่วยทูตพาณิชย์ ผู้ช่วยทูตแรงงาน ผู้ช่วยทูตด้านสาธารณสุข ไปอยู่ที่ปักกิ่งแล้วบอกว่าคนจีนคนไหนอยากมาประเทศไทย ให้กักตัวหรือใช้ระบบ certified ของคุณที่นั่น เช่น เมื่อมีนักท่อ งเที่ยวแสดงความต้องการจะมาไทยแล้ว 14 วันก่อนเดินทางก็ให้เขาตรวจกับคุณที่ปักกิ่งเลย อาจจะเทสต์อีกทีวันที่เจ็ดก่อนเดินทาง แล้ววันก่อนขึ้นเครื่องบินที่ปักกิ่งก็เทสต์อีกทีก็ได้ ถ้าเทสต์แล้วไม่มีเชื้อ มาประเทศไทยก็ไม่ต้องกักนักท่องเที่ยวคนนั้นเลย เพราะมันผ่านมาแล้ว 14 วัน

จากนั้นระหว่างทางก็ให้นักท่องเที่ยวไปอยู่ในระบบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพตลอด แล้วพอเที่ยวเสร็จก็บินกลับไป อันนี้จะเป็นการสร้างระบบเพื่อการ certified ความปลอดเชื้อระหว่างรัฐบาลจีนและรัฐบาลไทย แต่ถ้าระหว่างทางเกิดติดไวรัสขึ้นมา ก็ไม่โทษกัน เรามีระบบประกันนี่ จะติดที่ไทย หรือติดที่จีน เราก็ดูแลกันเองให้หมดเลย ทำอย่างนี้ การท่องเที่ยวมันถึงจะเดินได้

ย้ำนะครับ ว่าทำอย่างนี้แต่ไม่ต้องมาออกข่าวใหญ่ นักท่องเที่ยวอยากรู้เข้าเว็บไซต์ก็มีให้อ่าน แต่ไม่ต้องประโคมข่าวใหญ่ เป็นกระบวนการที่ทั้งสองรัฐบาลทำร่วมกัน ทางจีนมีผู้แทนสาธารณสุขอยู่ที่ไทยเพื่อ certify คนไทยไปจีน เราก็มีอย่างเดียวกัน ทำทั้งสองฝ่ายไป-กลับเรื่อยๆ ทีนี้ก็ทำอย่างเดียวกันกับสิงคโปร์ ทำกับไต้หวัน ดีไม่ดีอาจจะทำได้ทั้งอาเซียนเลย ถ้าทำได้คุณจะมีกระบวนการ แล้วเรียนรู้ว่าถ้าทำอย่างนี้ๆ เรามีความสามารถรับรองนักท่องเที่ยวได้เท่าไหร่ ทุกวันนี้ ผมคุยกับหมอเขาบอกว่า ไทยเราถ้าติดเชื้อวันละ 100 คน ระบบเรายังเอาอยู่เลย ผมว่าดีไม่ดี ติดเชื้อ 1,000 คนเราก็ยังเอาอยู่

 

ตอนนี้มีภาวะบางอย่างเกิดขึ้น คือคนในประเทศเองไม่ค่อยกล้าใช้เงิน เรื่องนี้จะส่งผลในระยะยาวอย่างไรบ้าง

สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคือคุณกำลังจะมีคนตกงานมากขึ้น ผมคิดว่าเป็นไปได้ที่คนจะตกงานสัก 4-5 ล้านคน ซึ่งพอเห็นว่ามีคนตกงาน คนก็จะเริ่มตกใจว่า เราก็ตกงานได้ สองคือ เมื่อเราเองอาจจะตกงานได้ก็ต้องเก็บเงินฝาก เดิมมีเงินเดือน 20,000 ก็ใช้หมด 20,000 เลย เพราะมั่นใจว่าไม่ตกงาน แต่ตอนนี้พอเห็นว่า เพื่อนตกงานกันหมด เราก็จะพยายามเก็บเงิน อาจจะตั้งไว้ว่าจะสำรองเงินสดไว้ให้ได้ 60,000 ดังนั้น ระหว่างที่เราพยายามเก็บเงิน 60,000 นี้ เราจะใช้เงินน้อยลง แม้เราจะไม่ตกงานก็ตามที

การเก็บเงินสดมันใช้เวลา สมมุติอยากจะมีเงินสำรองไว้สัก 60,000 โดยทะยอยเก็บเดือนละ 3,000 เรายังต้องใช้เวลาเก็บเป็นเวลาตั้งสองปี ฉะนั้น เราจะลดการใช้จ่ายตัวเองอย่างยาวไปอีกสองปีเลย เพื่อที่จะให้มีเงิน 60,000 นี้ เนื่องจากกลัวตกงาน ซึ่งเดิมทีไม่เคยคิดหรอก มี 20,000 ก็ใช้ 20,000

ทุกอย่างที่ผมเห็นในตอนนี้ มันชี้ไปสู่การซึมหมดเลย เศรษฐกิจจะซึม ปีหน้ามันไม่ฟื้นหรอก

 

หมายความว่ามนุษย์เงินเดือนต้องเริ่มเก็บเงินแล้ว?

ถามตัวเองสิ (หัวเราะ) ว่าไม่เริ่มได้หรือเปล่า

หรืออีกด้านคือ คุณจะต้องเป็นคนที่เฉียบแหลมมาก แล้วคิดเลยว่า ในโลกหลัง COVID-19 คุณจะลงทุนใหม่ยังไง ทำอาชีพใหม่ยังไง สร้างธุรกิจใหม่ยังไง ซึ่งมันยาก แต่ว่าสถานการณ์วันนี้มันนำไปสู่ทางนั้น

นี่เป็นสถานการณ์ที่คนรวยสบายที่สุดเมื่อเทียบแล้ว เขาไม่ต้องกดดันอะไรเลย แล้วตรงกันข้าม เขากลัว COVID-19 กันเพราะส่วนใหญ่พวกเขาแก่แล้ว คนแก่จะบอกว่าปิดประเทศต่อไปเถอะ ไม่ลำบากหรอก เมื่อเทียบกันแล้วมันจะเป็นแบบนี้แหละ เขาไม่ลำบาก

ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ประเด็นใหญ่อย่างการสิ้นสุดมาตรการผ่อนปรนให้สามารถเลื่อนกำหนดชำระหนี้ในเดือนตุลาคม มองว่าจะเป็นระเบิดลูกใหญ่แค่ไหน

คนที่ขอผ่อนปรนหนี้ 7.2 ล้านล้าน ทุกอย่างที่ผมพูดมันมากองอยู่ตรงนี้ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศ bank-based คือระบบการเงินที่พึ่งพาธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก ประเทศอื่นเขามีตลาดทุน เขาออกบอนด์ (bond – ตราสารหนี้) ได้ เขามีตลาดหุ้นที่ค่อนข้างใหญ่ ธุรกิจพึ่งธนาคารเป็นส่วนน้อย แต่ของเราหลายๆ อย่างพึ่งธนาคาร ธนาคารเป็นคนปล่อยกู้ให้ทุกคน ปัญหาจึงมากองอยู่ที่ธนาคาร 7.2 ล้านล้านบาท

คำตอบคือ พวกเรานั้นอยู่ภายใต้อุ้งมือของธนาคาร ดังนั้น ธนาคารทำอะไรเราก็จะไปทางนั้นแหละ 7.2 ล้านล้าน คิดเร็วๆ คือเกินกว่า 1 ใน 3 ของการปล่อยสินเชื่อทั้งระบบ ถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไร หรือทำแค่เปาะแปะๆ อย่างที่เราว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหลัง 150 วันอันตรายคือ ธนาคารจะถูกมอบหมายให้เป็นคนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้โดยโดยปริยาย เพราะว่าถ้าหนี้มันใหญ่กว่า 1 ใน 3 ของสินเชื่อทั้งระบบ แล้วหนี้พวกนี้เป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การปรับโครงสร้างหนี้ก็ย่อมมีผลเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

ปัญหาคือธนาคารต่างคนต่างปรับโครงสร้างหนี้ของตัวเองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เพราะแต่ละธนาคารเขาก็ต้องดูแลผู้ถือหุ้นตัวเอง พนักงานตัวเอง ผู้ฝากเงินตัวเอง และลูกหนี้ที่ดีของตัวเอง ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเขา พวกเขาจะต้องทำเพื่อสี่กลุ่มนี้ แต่ปัญหาคือผลประโยชน์ของสี่กลุ่มนี้กับผลประโยชน์แห่งชาติมันอาจจะไม่เหมือนกัน

ในความเห็นผม ที่กลุ่ม CARE เราเป็นห่วงคือ คุณรู้ไหมที่คุณมีสุญญากาศตรงนี้ คุณกำลังปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์เป็นคนปรับโครงสร้างประเทศ แล้วธนาคารพาณิชย์ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองได้รับหน้าที่นี้ไปแล้ว

ธนาคารชาติก็พูดคร่าวๆ ว่าให้ไปช่วยดูแลลูกหนี้ ลดดอกเบี้ยเขาหน่อย ยืดนั่นยืดนี่ไปเถอะ แต่มันไม่ใช่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่โลกหลัง COVID-19 จะกลายเป็นว่าเราจะอยู่ภายใต้การชี้นำของธนาคาร

เศรษฐกิจมันจะโดนปรับโครงสร้างโดยธนาคาร และออกมาหน้าตาเป็นหัวมังกุท้ายมังกรอะไรก็ไม่รู้  มันไม่มีทางอื่นเลย

 

หากโครงสร้างเศรษฐกิจถูกปรับโดยธนาคารจริงๆ ประชาชนที่ผ่อนบ้านผ่อนรถหรือมีหนี้ควรปรับตัวรับมืออย่างไร

เรารับมือไม่ได้หรอก ธนาคารเขาจะเป็นคนคิด เขาเป็นเจ้าหนี้ไง คุณกำลังเบี้ยวหนี้เขานะถ้าคุณมีปัญหา คุณเป็น 1 ใน 3 นั้น คือคุณมีความเสี่ยงที่จะเบี้ยวหนี้เขา แล้วถ้าคุณจะเบี้ยวหนี้เขา ธนาคารพาณิชย์เขามีอาชีพหลักคือระดมเงินฝากแล้วจ่ายดอกเบี้ยต่ำ และปล่อยเงินกู้ที่ดอกเบี้ยสูงกว่าหน่อยหนึ่งเพื่อกินส่วนต่าง ธนาคารไม่เก่งธุรกิจ ธนาคารไม่เคยรู้จักธุรกิจลูกหนี้ว่าทำอะไรจริงๆ เพียงแต่ธนาคารอยากให้เขาคืนเงินต้นแล้วก็จ่ายดอกเบี้ย ในกรณีที่เขาไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้และคืนเงินต้นไม่ได้ สิ่งที่ธนาคารจะพึ่งได้อย่างเดียวคือยึดหลักทรัพย์ค้ำประกันเขา

ฉะนั้น สำหรับธนาคารจึงต้องกลับมาดูว่าหลักทรัพย์ค้ำประกันของลูกหนี้นั้นมีหรือไม่ และเป็นลักษณะไหนที่จะยึดหรือไม่ยึด

โดยส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าผมเป็นธนาคาร ผมจะคิดว่ามีหลักทรัพย์ค้ำประกันอยู่สามประเภท ประเภทหนึ่งคือต้องรีบยึดรีบขาย เช่น รถยนต์ ไม่งั้นไปแน่ๆ หลุดเป็นชิ้น อีกอันคือไม่ยึด แล้วให้ลูกหนี้พยายามทำต่อไป คือพวกเครื่องจักรต่างๆ ที่ผมไม่มีทางเข้าไปทำแทนได้ สมมุติมีบริษัทหนึ่งทำเครื่องกระป๋องขายน้ำมะพร้าวให้นักท่องเที่ยว แต่ไม่มีนักท่องเที่ยวแล้ว ถามว่าผมจะไปนั่งปั๊มน้ำมะพร้าวมาขายเองไหม ก็ไม่หรอก ผมก็บี้ลูกหนี้ให้ทำต่อไป กับอีกอันหนึ่งคือโรงแรมสองดาวสามดาว เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ผมคงต้องยึด เพราะผมยึดแล้วผมเก็บไว้ไปขายทอดตลาดทีหลังได้

แต่สิ่งที่ผมทำทั้งสามอย่างนี้ ไม่ได้เป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสำหรับประเทศที่ดีเลย อันสุดท้ายยิ่งแย่เลย คือต้องปิดโรงแรมไว้เฉยๆ ทรัพยากรที่มีอยู่ก็ไม่มีใครใช้ GDP ไม่มีเลย ผมถึงบอกว่าเป็นห่วงว่าปล่อยไว้แบบนี้ เศรษฐกิจจะซึมยาว แล้วมีการจะทะเลาะกันในศาลตลอดทั้งลูกหนี้รายเล็กรายใหญ่ แล้วคุณจะสร้างความเหลื่อมล้ำเพราะเดี๋ยวเวลายึดทรัพย์มาขาย ธนาคารก็มักขายให้เศรษฐีใหญ่นั่นแหละ

 

ถ้าเป็นเช่นนั้น ธนาคารแห่งชาติพอจะมีบทบาทเพิ่มเติมอะไรไหมที่จะช่วยตรงนี้ได้

ก็ตอนนี้ธนาคารแห่งชาติเขาก็มีปัญหาอยู่ คือไปบอกให้ธนาคารพาณิชย์ไปช่วยๆ ลูกหนี้ แต่ธนาคารก็บอกถ้าช่วยลูกหนี้ แล้วเขาจะเอาอะไรไปจ่ายผู้ฝากเงินล่ะ ถ้าเป็นหนี้เสียเยอะแยะ ธนาคารก็ต้องตั้งสำรอง ธนาคารก็แย่สิ

ศุภวุฒิ สายเชื้อ

กรณีที่แย่ที่สุดเท่าที่จะสามารถเกิดขึ้นได้คืออะไร

ธนาคารคงจะพยายามบริหารจัดการให้ธนาคารอยู่ได้ แต่ก็อาจทำให้มีคนตกงาน และทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นเพราะว่ายึดทรัพย์ต่างๆ มาขายให้คนรวย คนรวยได้ประโยชน์

ดังนั้น รอบนี้จึงเป็นวิกฤติคนจน คนจนจะโดนกันเยอะมาก ใน 12.5 ล้านบัญชีเป็นรายย่อยเสียเยอะมาก หลายคนคงผ่อนรถ ผ่อนบ้านกันอยู่ อาจจะถูกยึดหรือไม่ถูกยึดก็ได้ แต่รับรองเลยว่าคุณถูกตัดเครดิตแน่ๆ ดีไม่ดีคุณอาจจะไปติดอยู่ในเครดิตบูโรอีก

หรือถ้าไม่ติดเครดิตบูโร รับรองว่าอีกสองปีข้างหน้า เครดิตการ์ดคุณน่ะจะใช้ได้แค่ครึ่งหนึ่งจากของเดิม หรือไม่ได้ใช้เลย เพราะคุณจะเจอแบบนี้ คือธนาคารจะ hair cut (การจ่ายชำระมูลหนี้ที่ค้างชำระกันไว้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้) 50 เปอร์เซ็นต์ แต่คุณต้องห้ามสร้างหนี้ใหม่เลย คุณก็จะไม่มีเครื่องมือในการบริหาร cash flow ของคุณเหมือนแต่ก่อน คือไม่มีเครดิตการ์ดใช้ เศรษฐกิจมันก็จะซึม และคุณจะต้องถูกบังคับให้รัดเข็มขัด

ในกรณีที่ uncollateralized loan คือสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างเครดิตการ์ดหรือ personal loan (สินเชื่อส่วนบุคคล) ธนาคารคงต้องไปคุยกับคุณ hair cut ให้คุณ แล้วให้คุณจ่ายดอกเบี้ยนิดหน่อย แต่อย่าหวังเลยว่าอีกสองปีข้างหน้าคุณจะไปกู้เงินเพิ่มได้อีก มันน่าจะออกมาเป็นลักษณะเช่นนี้

 

ทางออกสำหรับไตรมาสสุดท้ายคืออะไร

ไตรมาสที่เรากำลังจะเจอ มันจะเป็นไตรมาสที่ธนาคารจะเป็นคนชี้นำทิศทางของประเทศไทย โดยการถูกธนาคารแห่งชาติกดดันว่าให้ช่วยๆ ลูกหนี้ไปเถอะ แต่โดยหน้าที่ต่อผู้มีส่วนได้เสีย แนวคิดของธนาคารก็จะต้องเป็นอย่างที่ผมว่านั่นแหละ ถามว่าธนาคารเขาอยู่ในฐานะที่จะมาคิดไหมว่าประเทศไทยควรปรับโครงสร้างไปทางไหน เขาไม่คิดหรอก

ศุภวุฒิ สายเชื้อ

คนทำงานเป็นพ่อค้าหรือแม่ค้ารายย่อยที่ยังค้าขายไม่ได้ดีเหมือนก่อนต้องทำอย่างไร

ผมเป็นห่วงว่ามันจะเอาไม่อยู่ เพราะตัวเลขใหญ่คือ 7.2 ล้านล้านบาทมันกระทบไปทั่ว ปรับตัวไม่ถูก

ทางกลุ่ม CARE เราถึงเสนอมาตรการที่มันฟังดูแหวกแนว คือให้รัฐบาลไปเพิ่มทุนให้ SMEs เลย ไม่ใช่ปล่อยกู้ แต่เพิ่มทุน คือบอกว่าถึงเวลาแล้วนะ ถ้าคุณคิดไม่ออก ผมก็คิดไม่ออก ธนาคารก็คิดไม่ออก ก็ให้ SMEs เขาเป็นคนคิดดีกว่าว่าเขาอยากจะปรับโครงสร้างประเทศไปทางไหน

เราเสนอให้รัฐบาลออกพันธบัตรมูลค่า 2 ล้านล้านบาทโดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทยซื้อไปทั้งหมดเป็นพันธบัตรอายุ 100 ปีจ่ายดอกเบี้ย 0.01เปอร์เซ็นต์ แปลว่ารัฐบาลมีภาระจ่ายดอกเบี้ยเพียงปีละ 200 ล้านบาทมูลค่าในอนาคตก็จะต่ำจนแทบจะไม่มีความสำคัญในเชิงของภาระทางการคลังเลย

ที่เราเสนอคือ ถ้า SMEs มีความคิดดีกว่า ว่าจะพาประเทศไปทางไหน แล้วคุณกล้าเอาเงินคุณเข้าไปเสี่ยง เช่น ถ้าคุณมีเงิน 20 ล้าน แล้วคุณสามารถไปชวนธนาคารว่า มาร่วมกัน ปล่อยกู้ให้หน่อย 30 ล้าน แล้วเราจะจูงมือกันไปให้รัฐบาลเพิ่มทุนอีก 50 ล้าน รวมทั้งหมดก็ 100 ล้านบาท ที่ทาง CARE เราเสนอคือแบบนี้

นึกภาพสิ อยู่ๆ มีบริษัทใหม่ขึ้นมา มีทุนตั้ง 70 ล้าน ธนาคารย่อมกล้าปล่อย 30 ล้าน แล้วคุณจะไปทำอะไรก็ทำเลย เพราะในเมื่อคุณมั่นใจพอที่จะเอาเงินตัวเองใส่มาตั้ง 20 ล้าน แปลว่าคุณคิดมาดีแล้ว หรือสมมติคุณมีโรงแรมเล็กๆ คุณก็อาจจะชวนเพื่อนที่ทำโรงแรม เราไม่แข่งกันแล้ว โรงแรมรายเล็กสองดาว สามดาว รวมกันเป็นสิบโรงแรม แล้วสร้างเป็นพื้นที่ปลอด COVID-19 สำหรับการท่องเที่ยว สร้างความมั่นใจว่าปลอดภัยแน่ๆ มีมาตรการต่างๆ ว่าปลอดภัย แล้วก็ให้คนมาเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเป็น COVID-19 safe tourism เป็นบริเวณใหญ่มาก

ในพื้นที่นั้นก็จะมีกิจกรรมเยอะแยะ แต่คุณต้องใช้ทุนใหม่ ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการทำ ซึ่งถ้าเป็นสถานะปัจจุบันคุณไม่มีทางทำได้หรอก ทุกโรงแรม blank หมดเลย แต่ถ้ามีทุนแบบนี้อาจมีคนกล้าคิดทำก็ได้ แล้วพอทำขึ้นมาจริงๆ อาจจะไปถึงขั้นร่วมกับภาคการเกษตรที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน integrate อาหารออร์แกนิกเข้าไปในการท่องเที่ยว คุณก็จัดหาอาหารมา ผมก็ทำเป็น full health care tourism ที่ปลอด COVID-19 ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องการทุนใหม่

แล้วคนที่ระดมทุนใหม่ได้ถูกที่สุดคือรัฐบาลไทยครับ ถ้าคุณไป JV ร่วมค้ากับพวก Venture Capital Fund (ธุรกิจการร่วมลงทุน) เขาจะบอกว่าต้องการ return on equity (อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น) อีก 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ตามที่เราเสนอ รัฐบาลบอกจะเอาสักปีละ 3 เปอร์เซ็นต์เอง หมายความว่า 10 ปี คุณกลับไปซื้อหุ้นกลับคืนจากรัฐบาลได้ที่ 1.3 เท่าที่รัฐบาลใส่เข้ามา นี่คือต้องตั้งใจจะให้ไม่โหดเลยนะ แล้วถ้าจะทำตรงนี้ รัฐบาลเตรียมเงินไว้เลย 2 ล้านล้านบาท เพราะถ้ารัฐบาลเตรียมไว้ 2 ล้านล้านบาท แล้วเอกชนมาร่วมกันก็เป็น 4 ล้านล้านบาทแล้ว คิดเป็นประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ของ GDP แล้วนะครับ อันนี้เศรษฐกิจฟื้นเลยเพราะมันใหญ่พอ

 

เพราะปัญหาตอนนี้คือเรากระตุ้นภาคเศรษฐกิจที่ใหญ่พอให้กลบรูโหว่เดิมไม่ได้ใช่ไหม

แค่การท่องเที่ยวอย่างเดียวก็มีรูโหว่ 1.2 ล้านล้านบาทแล้ว ขี้หมูขี้หมานะ แล้วผมเอาว่ารูอาจจะกว้างกว่านั้นอีก ฉะนั้น ถ้าจะให้มันเกิดความมั่นใจ เงื่อนไขผมมีแค่ รัฐบาลถือหุ้นคือถือเฉยๆ อย่ามายุ่ง อย่ามาบริหารจัดการเพราะนี่ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ (หัวเราะ) อันนี้คือรัฐบาลเป็น passive investor (นักลงทุนประเภทรอรับผล)

รัฐบาลมีเงื่อนไขจริงๆ สองเงื่อนไขเท่านั้น หนึ่งคือ บัญชีที่ถูกต้องตามกฎหมายของคุณต้องมีแค่เล่มเดียว สอง – คุณเข้าระบบเสียภาษีให้เต็มภาคภูมิ ต่อไปในอนาคตคุณจะได้เป็น SMEs ที่เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย จ้างงานโดยมีประกันสังคม พนักงานเข้าระบบเต็มที่ ตอนนี้เรามีคนในระบบประกันสังคมแค่ 11-12 ล้านคนจาก 30 กว่าล้านคน พวก SMEs ใหม่พวกนี้จะต้องเป็น SMEs รุ่นใหม่ที่มีพนักงานที่ได้ประโยชน์เต็มที่จากประกันสังคม เราเสนอแบบนี้

ตอนนี้คนที่มีศักยภาพมีอยู่สองคน คือธนาคารแห่งชาติกับรัฐบาลไทย พวกเราเดี้ยงกันหมดแล้วพูดตรงๆ แล้วสองคนที่ว่านี่มีศักยภาพมากกว่าที่คุณคิดเยอะในความเห็นของผมนะ

 

รัฐบาลจะอ้างว่าเป็นการสร้างภาระหรือเปล่า

รัฐบาลไม่มีภาระหรอกเพราะภาระคืนเงินต้นไม่มีและภาระดอกเบี้ยก็เพียง 200 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น

คนอาจจะห่วงว่าการที่ธนาคารแห่งชาติพิมพ์ธนบัตรเยอะๆ จะทำให้เงินเฟ้อไหม ปัญหาคือสี่ปีที่ผ่านมา เงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าตลอด คุณน่ะมีปัญหาคือเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าตลอด คุณจะไปกลัวเงินเฟ้อทำไม ปีนี้เงินเฟ้อติดลบ แล้วไปกลัวทำไม แล้วอย่าว่าแต่ประเทศไทยเลย ทั้งโลกนั่นแหละที่เงินเฟ้อน้อยไป มันถึงได้ทำ QE (quantitative easing – มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ) กันเละเทะ ทำขนาดนั้นแล้วเงินเฟ้อยังไม่ขึ้น แล้วมานั่งทับศักยภาพ นั่งทับความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินกันไว้ทำไม

อีกอันหนึ่งที่คนกลัวกันคือกลัวบาทอ่อน อ้าว! ก็เห็นผู้ส่งออกบ่นกันตลอดว่าบาทแข็งๆ แล้วบาทก็แข็งมา 20 เปอร์เซ็นต์ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ก็ทำให้บาทมันอ่อนไปเสียเลยสิ ให้มันเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกตัวหนึ่งด้วยซ้ำไป

ที่ผมเสนอคือคิดมาแล้ว ว่าคนที่มีศักยภาพมากที่สุดคือรัฐบาลกับธนาคารแห่งชาติ แต่เขายังไม่ได้ทำอะไรที่ช่วยพวกเราโดยตรงแรงๆ แบบนี้เลย แล้วมันผ่าน 150 วันอันตรายแล้ว และกำลังถึงจุดแล้วที่ธนาคารพาณิชย์กำลังจะต่างคนต่างทำแล้ว แล้วลูกหนี้ก็ไม่มีความสามารถปรับตัวในการจะไปทำอะไรอื่น เขาก็ติดที่ว่าหนี้ก็เยอะ กระแสเงินสดก็ไม่เข้ามาเพราะยอดขายมันต่ำกว่าเดิมเยอะ ทุกคนเป็นอย่างนั้นหมด ได้ยอดขายสัก 50 เปอร์เซ็นต์จากที่เคยได้ก็ดีใจแย่แล้ว

 

แปลว่าสิ่งที่เราคาดหวังตอนนี้คือควรให้รัฐมีหางเสือหรือทิศทางที่ชัดหน่อย?

คือถ้ารัฐเขาไม่บอก เราก็ยากจะรู้นะ เรามีหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ รัฐบาลก็มีแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีซึ่งแผนนี้น่าจะเรียบร้อยไปแล้ว เพราะในแผนมีส่วนหนึ่งบรรยายว่า ตอนนี้การท่องเที่ยวเท่ากับ 18 เปอร์เซ็นต์ของ GDP แล้วแผนบอกว่าอีก 20 ปีต้องเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ของ GDP (ยิ้ม)

ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ปัจจัยทางการเมืองที่มีการชุมนุม ส่งผลต่อเศรษฐกิจไหม

ก็คงเป็นการสร้างความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นให้การทำธุรกิจในไทย แต่ต้องยอมรับว่า มันเป็นอะไรที่พื้นฐานมากนะครับ

สำหรับผม เวลาเราพูดเรื่องการเมืองจริงๆ คือเรื่องของการจัดสรรอำนาจในประเทศ การที่คุณได้มีการรวบอำนาจในช่วงที่ผ่านมานานมาก ดูเหมือนมีคนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง คือเด็กๆ เขาตั้งคำถามว่าทำไมไปรวบอำนาจเยอะขนาดนั้น แล้วก็เรียกร้องให้คายอำนาจออกมา ซึ่งเรื่องอำนาจมันจะยากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ เพราะว่าเวลาเราคุยเรื่องเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ผมมักใช้คำว่ามันเป็น positive-sum game คือเรื่องเศรษฐกิจมันจะทำให้เค้กใหญ่ขึ้น

แต่เรื่องการเมือง ที่มันยากคือเค้กไม่เคยใหญ่ขึ้น แล้วมันจะเป็น zero-sum game คือถ้าเด็กๆ เขาจะเอาอำนาจกลับไป ผู้ใหญ่ก็ต้องให้คืนไปให้เขา ผู้ใหญ่จะมีอำนาจลดลง ฉะนั้นมันจะสู้กันแรงเพราะมัน zero-sum แต่ส่วนใหญ่แล้วเศรษฐกิจมันจะ positive-sum เช่น ถ้าสมมุติรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจดีๆ เศรษฐกิจก็โตเยอะ แล้วรัฐบาลก็เก็บภาษีได้เยอะ มันเป็น positive-sum เมื่อเทียบแล้วง่ายกว่าการเมืองนะครับ

เศรษฐกิจในเกือบทุกกรณีเป็น positive-sum แต่การเมืองเป็น zero-sum game คือผมได้มากกว่าคุณต้องได้น้อยกว่า ใช้คำว่าต้องเลย ลักษณะของอำนาจมันเป็นอย่างนั้น

คริสโตเฟอร์ โนแลน วิศวกรแห่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์

Tenet (2020) หนังยาวลำดับล่าสุดของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ดูจะจุดประกายการสนทนาให้หวนกลับมาในแวดวงภาพยนตร์อีกครั้งหลังซบเซาไปพักใหญ่หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 นับตั้งแต่ช่วงต้นปี ไม่ใช่แค่เนื้อเรื่องซับซ้อนจนดูจบต้องออกมาวิเคราะห์กันรอบนอก แต่มันยังกระตุ้นให้คนสนใจตีตั๋วเข้าไปดูหนังทั้งเรื่องในโรงภาพยนตร์หรืออาจจะถึงขั้นชมเวอร์ชั่นฉายแบบ 70 มม. เพื่อดูงานภาพแสนอลังการตามสไตล์เสด็จพ่อโนแลน กับงานสร้างที่ต้นทุนกระฉูดไปที่ 200 ล้านเหรียญฯ ซึ่งนับว่ามากที่สุดตั้งแต่เขาเคยทำหนังมา

เส้นเรื่องของ Tenet นั้นว่าด้วยสายลับนิรนาม (จอห์น เดวิด วอชิงตัน) พยายามยับยั้งไม่ให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สามจาก เทเน็ต วัตถุลึกลับที่มีอานุภาพในการย้อนกลับเวลาของสรรพสิ่ง อันนำเขาเข้ามาพัวพันกับมาเฟียตลาดมืดกับ นีล (โรเบิร์ต แพตตินสัน) นักสืบปริศนาที่โผล่เข้ามาในชีวิตของเขาอย่างไร้ที่มาที่ไป ซึ่งตามสไตล์หนังของโนแลน -มันเต็มไปด้วยรายละเอียดและข้อมูลปลีกย่อยที่ทำให้ต้องตั้งใจดูและฟังสิ่งที่ตัวละครพูดแทบทุกระเบียดนิ้ว- กับการเขย่าโครงสร้างของภาพยนตร์อย่างเฉียบคมอีกครั้งในฐานะคนทำหนัง

เป็นที่รู้กันดีว่าโนแลนนั้นสนใจและหมกมุ่นกับประเด็นเส้นเวลาและการจารกรรมในโลกภาพยนตร์อยู่แล้ว Following (1998) หนังยาวเรื่องแรกที่เขากำกับในวัย 28 ปีว่าด้วยเรื่องนักเขียนหนุ่มชาวอังกฤษที่เข้าไปพัวพันกับอาชญากรรมลึกลับ, Memento (2000) ชายที่จดจำเรื่องต่างๆ ได้ในระยะสั้นๆ จนต้องสักเหตุการณ์ทั้งหมดที่ไม่อยากลืมลงบนผิวหนังตัวเอง (อย่างไรก็ดี ความเฉียบคือเขาได้ทุนทำหนังเรื่องนี้จากการเอา Following ไปฉายในเทศกาลหนังนานาชาติฮ่องกง และถามคนดูว่าอยากสมทบทุนทำหนังเรื่องต่อไปของเขาไหม), Insomnia (2002) นักสืบที่ต้องเข้าไปอยู่ในดินแดนไร้เวลากลางคืน และทำให้เขาเริ่มสับสนระหว่างช่วงเวลาจนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคดีอาชญากรรมที่เขาติดตามอยู่

นั่นคือหนังสามเรื่องที่แจ้งเกิดโนแลนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ก่อนจะได้มากำกับไตรภาคแบตแมนที่ส่งให้เขากลายเป็นคนทำหนังชั้นนำของฮอลลีวูดทันที แม้ว่าแบตแมนของโนแลนจะไม่ได้ยึดโยงกับเส้นเวลาอย่างที่เขาถนัดนัก แต่มันก็ยังว่าด้วยเรื่องของมนุษย์ที่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนไม่อาจถอนตัวออกมาได้ อันปรากฎเป็นเอกลักษณ์สำคัญผ่านตัวละครหลายๆ เรื่องของเขา รวมถึง Tenet ซึ่งจับจ้องไปยังสายลับผู้กัดฟันไม่ปล่อยในการจะทำภารกิจเสี่ยงตาย แม้จะต้องเข้าไปพัวพันกับสิ่งที่เขาเองไม่เข้าใจตรรกะของมันแม้แต่นิดก็ตาม และอาจจะด้วยความที่โนแลนไม่ได้เรียนจบการทำภาพยนตร์มาโดยตรง (เขาจบเอกวรรณกรรม) งานของเขาจึงมักมีลวดลายบางอย่างที่แปร่งประหลาดไปจากคนทำหนังคนอื่นๆ

“ผมเริ่มทำหนังก็ตอนได้รู้จักกับพวกคนทำหนังในวิทยาลัย และเริ่มคิดว่าในโลกของงานเขียน คนเขียนมีอิสระในการเลือกทิศทางการเล่าเรื่องมาตั้งเป็นศตวรรษ และสำหรับผมซึ่งเป็นคนทำหนัง ผมก็ควรจะมีเสรีภาพในการเลือกเส้นทางการเล่าเรื่องแบบเดียวกันเหมือนกันนะ” เขาว่า

Inception (2010)

และภายใต้การเล่าเรื่องที่ฉวัดเฉวียน เส้นเรื่องซับซ้อนชวนสับสนจนกลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์เด่นของโนแลน โดยเฉพาะการปรากฏตัวของ Inception (2010) หนังว่าด้วยการโจรกรรมความฝันซึ่งกวาดรายได้ไปทั้งสิ้นแปดร้อยล้านเหรียญฯ หรือแม้แต่ Interstellar (2014) ซึ่งเล่าถึงช่วงเวลาที่เหลื่อมกันบนดาวเคราะห์แต่ละดวงตามที่ตัวละครหลักไปเยือน โนแลนจึงดูเป็นคนทำหนังที่หมกมุ่นอยู่กับโครงเรื่องเป็นหลักเสียจนดูราวกับว่าตัวละครของเขาเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการเล่าเรื่องอันซับซ้อนในหนังแต่ละเรื่องเท่านั้น แม้กระทั่ง Dunkirk (2017) หนังสงครามอิงประวัติศาสตร์ก็ยังไม่วายขับเน้นไปยังเส้นเรื่องที่เล่าต่างมุมมองกันสามเส้น ขณะที่กล้องลากเลื้อยไปตามเหล่าตัวละครที่หนีตายจากคมกระสุน (สมกับที่โนแลนบอกว่า “สำหรับผม Dunkirk ไม่ใช่เรื่องของสงคราม มันคือเรื่องของการเอาชีวิตรอดน่ะ”)

ตัวโนแลนเองเคยกล่าวถึงสไตล์การทำหนังของเขาว่า “ปัญหาอย่างหนึ่งคือ ผมมักเริ่มต้นการทำหนังจากโครงสร้างหนังจารกรรม เพราะในตอนนั้นมันดูเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเริ่มหนังแต่ละเรื่อง เพราะเรื่องราวในหนังจารกรรมส่วนใหญ่มันมีเนื้อหาที่สนุกและบันเทิงอยู่ แต่แล้วผมก็ตระหนักว่า หนังจารกรรมส่วนมากแล้วมันปราศจากอารมณ์ความรู้สึกพอสมควร

“และสิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากๆ ในการกำกับหนังคือการได้เผชิญหน้ากับความท้าทายอยู่เสมอ ผมอยากเล่าเรื่องที่มันซับซ้อนราวกับวิ่งอยู่ในเขาวงกต มากกว่าจะเป็นผู้ลอยตัวอยู่เหนือเขาวงกตนั้น มองดูตัวละครทำผิดพลาดเรื่องแล้วเรื่องเล่าและวิ่งไปผิดเส้นทาง เราต้องลงไปอยู่ในเขาวงกตนั้นกับพวกเขาด้วย วิ่งไปผิดเส้นทางด้วยกันกับเขา ไปเจอทางตันเช่นเดียวกันกับเขา มันถึงจะรู้สึกสมจริง ผมชอบหนังที่มันมีโครงเรื่องเป็นแบบแผน เหมือนเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ต้องคำนวณ อย่างที่ผมเอามาใช้ใน Memento นั่นแหละครับ”

เหตุนี้ จึงไม่แปลกที่เขาจะถูกขนานนามว่าเป็นวิศวกรแห่งโลกภาพยนตร์ จากการที่หนังส่วนใหญ่ของเขาเต็มไปด้วยรายละเอียดปลีกย่อย การคิดคำนวณและการวางแผนมากมายของตัวละคร เช่นเดียวกันกับ Tenet ซึ่งเป็นเสมือนการกลับมาทำหนังแบบ ‘เข้ามือ’ อีกครั้งของโนแลน นั่นคือหนังที่ว่าด้วยการจารกรรม สายลับและเส้นเวลาที่พลิกผัน “นี่มันไม่ใช่หนังที่ว่าด้วยการเดินทางข้ามเวลานะครับ มันว่าด้วยคุณสมบัติของเวลาต่างหาก” เขาบอกอย่างภูมิใจ (และไม่น่าประหลาดใจเลยที่แพตตินสัน -หนึ่งในนักแสดงนำของเรื่อง- ไม่สามารถเล่าเรื่องย่อแบบเป็นเรื่องเป็นราวให้ผู้สื่อข่าวได้จนต้องออกปากว่า “ไม่รู้เหมือนกันฮะ”)

และไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบงานของคริสโตเฟอร์ โนแลน ถึงที่สุดแล้วอาจต้องยอมรับเขาว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงและสนทนาเป็นวงกว้างมากที่สุดคนหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้น ความที่เขาหลงใหลและหมกมุ่นกับการถ่ายทำด้วยฟิล์ม 70 มม. ยังทำให้หลายคนต้องตีตั๋วที่แพงขึ้นเพื่อเข้าชมหนังของเขาในระบบฟิล์มอยู่กลายๆ ดังที่ปรากฏให้เห็นใน Dunkirk หรือ Tenet เองซึ่งน่าจับตาอย่างมากว่าท่ามกลางสภาพร่อแร่ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ยังมีคนอีกไม่น้อยที่ต่อคิวกันเข้าไปดูหนังของเขาในระบบฟิล์มกันจนเต็มโรง และไม่ว่าหนังจะประสบความสำเร็จเรื่องคำวิจารณ์หรือรายรับหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือกระแสท่วมท้นเมื่อคนกลับเข้าไปดูหนังในโรง อันเป็นสิ่งที่เราไม่ได้เห็นมานานแล้วภายหลังจากเกิดโรคระบาด

เสวนาวิชาการ ‘เข้าใจคนรุ่นใหม่ท่ามกลางโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง’

ดูเหมือนปี 2020 นี้จะเต็มไปด้วยปรากฏการณ์มากมาย นับเฉพาะในไทย เรามีเหตุการณ์ให้จดจำกันไม่เว้นแต่ละเดือน รวมถึงช่วงกลางปีที่คาบเกี่ยวมาถึงปัจจุบัน ที่เกิดพลวัติการขยับขับเคลื่อนทางการเมืองครั้งใหญ่ เมื่อเหล่านักเรียนนักศึกษาตื่นตัว ลงถนนเพื่อก่อแรงกระเพื่อมทางการเมือง จากคลื่นลูกเล็กๆ จนระเบิดตัวกลายเป็นคลื่นยักษ์ที่เขย่าระบบเก่าในโครงสร้างของอำนาจนิยม ซึ่งครั้งหนึ่งแทบไม่เคยถูกพูดถึงหรือมองเห็นมาก่อน ให้กลายมาเป็นประเด็นสาธารณะที่หลายคนล้วนมีประสบการณ์ร่วม

ทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว และขยายความต่อไปได้ว่า การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน

คำถามมากมายของคนรุ่นใหม่เหล่านี้ล้วนแหลมคม ทั้งวิพากษ์การเมืองไทยในอดีตและการเมืองไทยร่วมสมัย วิพากษ์ระบอบการปกครอง ตลอดจนวิพากษ์สังคมที่ปัญหาซ้ำๆ อยู่กับผู้คนมานานนับร้อยปี กลายเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ทำให้เกิดพลวัตที่น่าจับตามากที่สุดครั้งหนึ่ง

‘เข้าใจคนรุ่นใหม่ท่ามกลางโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง’ งานเสวนาของภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งต้นหัวข้อของงานจากความเคลื่อนไหวเหล่านี้ ในวันที่ 25 สิงหาคม 2563 โดยชักชวนคณาจารย์และนักศึกษา ในนามของคนรุ่นใหม่ ที่เคลื่อนไหวชุมนุมในหลายพื้นที่มาสนทนาและร่วมมอง ‘ฉากถัดไป’ ของสังคมเรานับจากนี้ได้อย่างน่าจับตา

ธนายุทธ ณ อยุธยา

ความฝัน ศักดิ์ศรีและความเท่าเทียม

บุ๊ค-ธนายุทธ ณ อยุธยา เด็กหนุ่มที่เพิ่งถูกรวบขึ้นโรงพักจากกรณีขึ้นแร็ปในชุมนุมเยาวชนปลดแอกตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคม เดินเข้าห้องมาพร้อมเพลงแร็ปที่ระบุถึงวัยเยาว์ ความฝัน และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ผ่านสายตาของเขาที่เป็นเด็กจากชุมชนคลองเตย หนึ่งในพื้นที่ที่ได้ชื่อว่าขาดแคลนโอกาสด้านต่างๆ มากที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ

“ผมใช้ชีวิตตปกติเหมือนทุกๆ คนทั่วไป เรียนก็ไม่จบมัธยม 6 ที่บ้านก็ฐานะไม่ค่อยดี แต่ผมเชื่อว่าทุกคนมีพลัง มีความฝัน มีโอกาสที่จะใช้ชีวิตร่วมกันกับคนอื่นๆ ในสังคม ไม่ว่าเราจะเป็นคนมีฐานะหรือไม่มีฐานะ ตัวผมเองต้องออกไปดิ้นรนทำงานตั้งแต่เด็ก ร้อยพวงมาลัยตามสี่แยก เช็ดกระจก”

เขาขยายความว่า ความที่คลองเตยเป็นพื้นที่สลัมแออัด อยู่ห่างจากสุขุมวิทเพียงเส้นถนนกั้น สิ่งนี้ทำให้เห็นความเหลื่อมล้ำเท่าๆ กับที่เห็นเอกลักษณ์ของชุมชนบ้านเกิดตัวเอง จนเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนเพลง ‘Klong Toey, My City.’

“ที่ผมหยิบเรื่องคลองเตยมาเล่าในบทเพลง เพราะผมอยู่กับมันมาตั้งแต่เด็ก ผมสงสัยว่าทำไมคนข้างนอกมองว่าคลองเตยเป็นสถานที่ที่มีแต่ยาเสพติด อาชญากรรม ผมอยากตีแผ่ว่าที่นี่ไม่ใช่อย่างที่ทุกคนคิด ทุกที่มันก็ต้องมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ทุกคนมีทั้งด้านขาวและดำปะปนกันไป ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดก็ตาม เรามีสิทธิเท่าเทียมกัน”

และเช่นเดียวกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน เขาเป็นอีกคนที่ถูกระบบการศึกษากดทับและผลักไส ในฐานะคนที่เรียนไม่จบชั้นมัธยมปลาย แต่ประกอบอาชีพเป็นนักร้อง เขามองย้อนกลับไปยังเส้นทางการเรียนของเขาที่ขรุขระอยู่ไม่น้อย

“ผมเรียนโรงเรียนแถวเอกมัย ผมเจอระบบการศึกษาที่ถูกกดทับมาโดยตลอด” เขาว่า “จริงๆ ตอนมัธยมต้นผมเรียนเก่งติดอันดับต้นๆ ของชั้นเลยนะ ผมเป็นเด็กเรียนจริงๆ เพราะตอนนั้นผมไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้ว่าความฝันคืออะไร แค่ทำตามที่ที่บ้านบอก ว่าเรียนแล้วจะมีอนาคตที่ดี จนขึ้นมัธยมปลายก็ได้เจอเพลงแร็ป ทีนี้เลยหมกมุ่นกับมันจนการเรียนตกลงไปมาก ที่บ้านเริ่มาสงสัยว่าเราเหลวไหลหรือเปล่า โรงเรียนเริ่มถามว่าผมเกโรงเรียนไหม เขาไม่ฟังเลยว่าผมมีความฝันอะไร

“ผมอยากอธิบายว่าในโรงเรียนมีทั้งเด็กเก่งกิจกรรม เด็กเรียน เรามีความสามารถที่แตกต่างกัน ไม่ต้องแบ่งแยกกัน อยากให้มันไปด้วยกันได้มากกว่า” เด็กหนุ่มเล่า “เคยตั้งคำถามไหมว่าทำไมโรงเรียนต้องตัดคะนนเด็กที่มาสายด้วย ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เป็นเด็กซ้ำชั้นเรียนห้องเดียวกัน เพื่อนคนนี้มาสายทุกวันเลย ผมคิดเหมือนครูและคนอื่น ว่าทำไมแค่ตื่นเช้ามาโรงเรียนยังทำไม่ได้ จนผมได้ไปเที่ยวที่บ้านเขา เขามียายแก่ๆ และน้องชายตัวเล็กๆ เขาต้องทำงานตอนดึกทุกๆ วัน และต้องตื่นเช้าทุกวัน จนผมเข้าใจว่าคนเรามันเลือกไม่ได้”

“ต่อให้ใครบอกว่า เรามีสิทธิเลือกอนาคตตัวเองได้ แต่บางคนมันเลือกไม่ได้ขนาดนั้น”

วชิรวิทย์ เทศศรีเมือง

เสียงจากความเคลื่อนไหวของนักกิจกรรมอีสาน

เซฟ – วชิรวิทย์ เทศศรีเมือง นักกิจกรรมจากกลุ่มขอนแก่นพอกันที เลือกขยับขยายประเด็นสังคมจากระบบการศึกษามาสู่การเคลื่อนไหวในพื้นที่อีสาน ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในหัวเรือสำคัญ ทั้งยังอธิบายเหตุผลและเงื่อนไขที่ทำให้การชุมนุมในภาคอีสานมีเนื้อหาและบรรยากาศต่างไปจากที่กรุงเทพฯ จนนำมาสู่กระแสข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงไม่รวมข้อเสนอแนะและแนวทางการเคลื่อนไหวให้เป็นหนึ่งเดียวกับภาคกลาง หรือตลอดจนการตอบคำถามว่า คนเสื้อแดงหายไปไหน และหายไปจริงหรือ

“ผมอยากชวนย้อนไปที่การเคลื่อนไหวปี 2549 และ 2553 ซึ่งมันก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมว่าคนเสื้อแดงไม่ได้ตายหรอก แต่เขาแค่รู้สึกว่าถูกหลงลืม ถูกด้อยค่า แม้กระทั่งศาลากลางยังไม่กล้าเข้าไปใกล้เลย เพราะตราบาปว่าเขาเป็นคนเผา ทั้งที่ยังเข้ามาถึงศาลากลางเลยด้วยซ้ำ เขาจึงไม่อยากมาแล้วสร้างสิ่งที่ไม่ดีให้กับมวลชน

“อย่าลืมว่าเพดานของการวิพากษ์วิจารณ์มันต่างกัน ในกรุงเทพฯ พูดถึงสถาบันกษัตริย์ได้เท่านี้นะ แต่ในภูมิภาคพูดได้เท่านี้ ถ้าคนจากภูมิภาคโดนหมายจับแล้วจะทำอย่างไร เช่น ถ้าคุณโดนจับที่หนองคาย ใครจะไปช่วยได้ ผมว่าเรื่องนี้มันทำให้กลยุทธ์และวิธีการต่อสู้ของฝั่งภูมิภาคต่างจากกรุงเทพฯ อย่างสิ้นเชิง ทั้งการคุกคามอาจไม่ใช่มาในรูปแบบของการโดนคดี แต่อาจจะอุ้มหายกันไปได้ง่ายๆ ซึ่งมันเป็นความเสี่ยง”

นั่นนำมาสู่ใจความสำคัญที่ว่า เหตุผลข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมในภาคอีสานจึงต่างไปจากกรุงเทพฯ

“ข้อเรียกร้องของคนต่างจังหวัดก็พูดถึงเรื่องปากท้องเป็นสำคัญ สิ่งที่เราต้องทำงานอย่างหนักในการเคลื่อนไหวคือให้เขารู้ว่าการเคลื่อนไหวในการแก้รัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นผลพลอยได้ทางเศรษฐกิจด้วย

“ผมคิดว่าข้อเรียกร้องทั้งหมดต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง บางอย่างมันอยู่ที่จังหวะเวลาเป็นสำคัญ เราต้องจัดกิจกรรมเรื่อยๆ เพื่อให้ทุกคนตระหนักว่ามันยังต้อมีการขับเคลื่อน แก้ไขอยู่เพื่อไม่ให้หลงลืมกัน”

“ส่วนการเข้าถึงเทคโนโลยีของคนอีสาน มันไม่เหมือนคนในกรุงเทพฯ นะครับ การที่เขาจะเข้าเมืองมาชุมนุมเขาต้องมีค่าน้ำมัน ค่ารถ ถ้าเขาไม่มีรถส่วนตัว เขาต้องนั่งรถจากบ้านไปอำเภอ อำเภอไปในเมือง แล้วนั่งรถตู้จากเมืองไปกรุงเทพฯ นี่คือต้นทุนที่เขาต้องจ่ายเพื่อการเปลี่ยนแปลง และนี่แหละที่ทำให้มันอาจยังไม่ถึงเวลาขนาดนั้น

“คนอีสานไม่ได้กินแค่น้ำปลาเหมือนที่ กปปส. กล่าวไว้เมื่อปี 2557 คนอีสานเขาก็ต้องอยู่ต้องกินเหมือนกัน เขาอยากให้ทุกท่านเปิดใจรับฟังพวกเขา เพียงแค่เขาหาพื้นที่พูดไม่ค่อยได้ ผมจึงอยากฝากไปยังรัฐบาลและผู้มีอำนาจว่า ผมอยากให้ยุติการคุกคามประชาชน นี่คือเรื่องสำคัญ”

นัญวา สันม่าหมูด

การกดทับอันไร้ที่สิ้นสุดในนามของการศึกษา

นัญวา สันม่าหมูด นักกิจกรรมจากตรังเปิดตัวขึ้นด้วยประโยคที่ว่า “รู้ไหมคะ ที่ผ่านมาหนูพูดไม่เคยมีใครฟังหนูเลย มีแค่สามคนเท่านั้นเอง”

แม้เธอจะบอกเล่าประโยคนี้ด้วยรอยยิ้ม แต่มันสะท้อนเสียงของคนต่างจังหวัด ของเยาวชนที่ไปไม่ถึงเป้าหมายที่พวกเขาอยากสื่อสาร ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า

และเช่นเดียวกับเด็กในระบอบการศึกษา นัญวาเป็นหนึ่งในคนที่ต้องเจอกับระบบการกดขี่ของโรงเรียนไทยพุทธ ซึ่งแม้ไม่ใช่โรงเรียนของเธอโดยตรง แต่เธอก็เป็นพยานรู้เห็นในการที่โรงเรียนไม่อนุญาตให้ผู้นับถืออิสลามแต่งกายตามที่หลักศาสนากำหนด

“เรื่องศาสนาซึ่งละเอียดอ่อนมาก ในฐานะที่เป็นเด็กอิสลามคนหนึ่งอยู่ในจังหวัดที่อิสลามค่อนข้างน้อย ยังดีที่โรงเรียนให้เสรีภาพในการแต่งตัวปกติ แต่มีโรงเรียนบางแห่งที่เขาไม่อนุมัติให้เด็กแต่งตัวแบบนี้ ทั้งที่เป็นโรงเรียนรัฐซึ่งใช้ภาษีประชาชน และทุกศาสนิกชนต้องจ่ายภาษี”

นี่จึงเป็นการยิงคำถามอย่างเป็นมิตรไปยังระบบการศึกษาและศาสนาที่กินพื้นที่เข้ามายังชีวิตผู้คนรอบนอก ตลอดจนบทบาทและพื้นที่ของคุณครูซึ่งเป็นบุคลากรในโรงเรียน

“บางอย่างครูปลูกฝังมาผิดๆ เหมือนกัน เช่นเวลาเด็กทำอะไรผิด ครูมีสิทธิตำหนิ แต่เด็กไม่มีสิทธิตำหนิครู คือเด็กก็มีสิทธิออกความเห็นว่าครูคะ เมื่อกี๊ที่ครูทำกิริยาแบบนี้ใส่หนูมันไม่ถูกนะคะ”

เธอบอก “เพราะหนูก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน”

นัฐพงษ์ ตาแก้ว

#พัทลุงจะไม่ทน เรื่องของตำรวจสามนายกับนักเรียนหนึ่งคน

นัญวาน่าจะอายุไล่เลี่ยกันกับ เบล – นัฐพงษ์ ตาแก้ว เด็กหนุ่มจากพัทลุงที่เป็นหัวเรือในการจัดตั้งกลุ่มนักเคลื่อนไหวจนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามตัวถึงบ้าน และไม่ใช่แค่เขา แต่ยังรวมถึงเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันอีกด้วย

“ผมจัดชุมนุมพัทลุงจะไม่ทน มีเด็กนักเรียนคนหนึ่งแชร์โพสต์เชิญชวนให้ไปร่วมงาน หลังจากนั้นก็มีตำรวจไปหานักเรียนถึงในโรงเรียน ถามว่าแชร์ทำไม มันผิดกฎหมาย ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งผมว่าในสถานการณ์นั้นครูควรปกป้องเด็ก แต่ครูกลับไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้ตำรวจไปหาเด็ก แล้วตำรวจตั้งสามคนสอบสวนเด็กคนเดียว

“ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมครูปล่อยให้เด็กอยู่ในสภาพแบบนั้น บุคลากรทางการศึกษาต้องปกป้องเด็ก ไม่ใช่ปกป้องตำรวจหรือนายของคุณ หรือแม้แต่ตำแหน่งของคุณ”

“ตัวผมเองเคยโดนตำรวจสามนายมาหาที่บ้าน ตอนจะไปที่ตรังก็มีตำรวจมาหาถึงบ้านพร้อมผู้ช่วยและกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปถามว่าผมจะทำไปทำไม มันผิดกฎหมายนะ แต่พ่อผมถามว่ามันผิดข้อไหน เขาก็ตอบไม่ได้” เด็กหนุ่มบอก

“เด็กเขาต้องการอนาคตของตัวเอง ครูชอบบอกให้คิดถึงอนาคตของตัวเองบ้าง แต่พอเราทำ ครูก็มาปิดกั้นความคิดของพวกเรา ผมคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เราทำเพื่ออนาคตของตัวเอง”

ทัตเทพ เรืองประเพกิจเสรี

#ถ้าการเมืองดี ในสายตาของคนรุ่นใหม่

เวทีเยาวชนแลกเปลี่ยนความเห็นนั้นปิดท้ายด้วย ฟอร์ด – ทัตเทพ เรืองประเพกิจเสรี อดีตนิสิตคณะรัฐศาสตร์ ที่เพิ่งเดินทางไปยังสถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์พร้อมหมายจับเมื่อวันที่มีชุมนุมใหญ่ที่ผ่านมา เพื่อพบว่า หลังไปยืนขาแข็งอยู่สองชั่วโมง ไม่มีตำรวจคนไหนเข้ามาจับกุมเขาและเพื่อนๆ

ทัตเทพจำแนกข้อเรียกร้องไว้สามหัวข้อใหญ่ๆ คือ หนึ่ง-รัฐบาลต้องงงหยุดคุกคามประชาชน สอง-รัฐสภาต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างใจกว้าง และกล้าหาญในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชน และสาม- รัฐบาลต้องยุบสภาฯภายใต้กฎกติกาที่เป็นธรรม

“หลายคนฟังข้อเรียกร้องพวกนี้แล้วอาจคิดว่ามันดูห่างจากเรื่องในชีวิตประจำวันเหลือเกิน” เขาบอก “แต่เรื่องปากท้อง เรื่องคุณภาพชีวิตของเราล้วนเป็นผลมาจากโครงสร้างทางการเมืองทั้งสิ้น ถ้าโครงสร้างทางการเมืองบิดเบี้ยวอย่างทุกวันนี้ ก็เป็นอย่างที่เห็นในทุกวันนี้ ถ้าเรามีรัฐบาล มีผู้แทนที่ยึดโยงกับประชาชน มีผู้แทนที่มีจุดมุ่งหมายในการทำงานให้ประชาชนเราคงไม่ต้องมีชีวิตอย่างทุกวันนี้

“วิธีการเดียวที่จะรีเซ็ตระบบ รีเซ็ตทุกสิ่ง คือเราต้องกลับไปยังจุดเริ่มต้น ต้องกลับไปยังรัฐธรรมนูญ คือประชาชนร่วมกันออกแบบรัฐธรรมนูญ และรัฐต้องปกป้องเสรีภาพการแสดงออกของประชาชนตราบเท่าที่ไม่เกิดความรุนแรง”

ทัตเทพย้อนความถึงช่วงชีวิตและการเติบโตของตัวเองที่อาจผลักให้เขามีส่วนในการเห็นความเหลื่อมล้ำมาตั้งแต่ยังเด็ก โดยคร่าวๆ เขาคือเด็กที่ต้องทำงานพิเศษเก็บเงินอย่างหนัก และการกัดฟันสู้จนเรียนจบในสภาวะเช่นนี้ก็ทำให้เขาเห็นว่าโครงสร้างบิดเบี้ยวของประเทศไทยกดทับเขาและครอบครัวไว้แค่ไหน

“มันกดทับไม่ให้เราเข้าถึงทรัพยากร ทรัพยากรสองในสามของประเทศนี้อยู่ในมือคนเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ เราไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากเท่าที่ควร นี่คือสาเหตุว่าทำไมผมถึงออกมาทำอะไรแบบนี้ ทำไมคนจำนวนมากต้องออกมาเรียกร้องไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไรก็ตาม ทั้งถูกคุกคาม คดีความ เอาชีวิต มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราอยากทำ แต่เราไม่อยากส่งต่อบ้านเมือง สังคมแบบนี้ไปให้คนรุ่นต่อๆ ไป เราทำเพื่อลูกหลานของเราที่จะเกิดขึ้นมาในอนาคตด้วย”

“ที่พวกเราออกมาเคลื่อนไหว เรียกร้องกันอย่างดุเดือดเป็นเพราะเราหมดหนทางแล้ว เรามองไม่เห็นว่าเราจะมีชีวิตที่ดี ลืมตาอ้าปากในโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจแบบนี้ได้ยังไง หยุดกล่าวหาว่าเราก้าวร้าว ชังชาติ เพราะชาติคือประชาชน คนที่เอาเปรียบประชาชนต่างหากคือคนที่ชังชาติ”

หากว่านั่นคือความรู้สึก เรื่องราวและเหตุผลของคนรุ่นใหม่ที่ร่วมขบวนชุมนุมประท้วง ก็ควรย้อนกลับมาถามว่า บ้านเมืองแบบไหนที่ทำให้คนในวัยนี้ต้องออกมาเผชิญหน้ากับความผันแปรที่ดุเดือด ฝากอนาคตไว้กับการต่อสู้ซึ่งคนรุ่นก่อนหน้าของเขาทำไม่สำเร็จ

ผศ.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล

ความ(ไม่)เปลี่ยนแปลงที่คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญ

ผศ.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าปรากฏการณ์นี้ปะทุขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงและการไม่เปลี่ยนแปลงของสังคม

“มีการเปลี่ยนแปลงสามอย่าง หนึ่งคือการกล่อมเกลาทางสังคม, การเปลี่ยนแปลงในโลก disruptive และเทคโนโลยี คนรุ่นใหม่อยู่ท่ามกลางโลกที่มันยากขึ้น พวกเขาเป็นผลผลิตที่เราสร้างเขาขึ้นมา เด็กส่วนใหญ่เติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่เป็นคนรุ่นใหม่ เปิดรับฟังความเห็นของลูก พยายามเข้าใจลูก สร้างให้เขาเป็นคนที่ต่างไปจากพวกเราและเขาแตกต่างจากเราจริงๆ

“คนรุ่นใหม่เติบโตในโลกที่เปลี่ยนแปลง หมุนเร็วและโหดร้าย สิ่งที่พวกเขาสนใจมันไม่ใช่ตัวเขา สิ่งที่เป็นพลังผลักดันไม่ใช่ตัวเขา แต่เป็นสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวพวกเขา

“ในสถาบันการศึกษา ผู้ใหญ่หลายคนอาจมองว่าโรงเรียนไม่ได้กดขี่เด็กไปมากกว่าในอดีต แต่ที่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือความย้อนแย้ง ในโรงเรียนมันมีการปะทะกันระหว่างครูรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ครูอนุรักษนิยมแบบเดิมยังใช้อำนาจนิยมแบบเดิมๆ และขณะเดียวกันก็มีครูรุ่นใหม่ที่ไม่ได้จบครุศาสตร์ พยายามสอนไปไกลกว่าในโรงเรียน ทั้งตัวพวกเขาเองก็เติบโตมาในสังคมที่เสรีนิยมมากขึ้น เด็กๆ รุ่นใหม่เหล่านี้จึงเห็นการปะทะระหว่างครูทั้งสองรุ่น และมีการต่อสู้ของครูรุ่นใหม่เป็นแรงบันดาลใจด้วย”

โรงเรียนหรือสถานศึกษาจึงเป็นความไม่เปลี่ยนแปลงที่บีบคั้นเยาวชนอยู่ตลอดเวลาในทรรศนะของกนกรัตน์ ขณะที่ครอบครัวซึ่งมีพ่อแม่เป็นคนรุ่นใหม่ พวกเขายังรู้สึกว่าพูดคุยและถูกรับฟังมากกว่า

“แต่โรงเรียนเป็นสถาบันเดียวที่ยังอนุรักษนิยมอยู่ คิดว่าเด็กๆ จะอึดอัดแค่ไหน คนรุ่นดิฉันก็เจอการคุกคามในโรงเรียน แต่ไม่รู้สึกอะไร รู้สึกว่าการหมอบคลานหรือการกราบเป็นเรื่องดี เพราะที่บ้านก็เป็นอนุรักษนิยม กับเพื่อนก็คุยเรื่องเพศสภาพ เรื่องการเมืองด้วยไม่ได้ คนรุ่นก่อนจึงเติบโตมาในโลกอนุรักษนิยมทั้งสถาบันครอบครัวและเพื่อน แต่คนรุ่นนี้ไม่ใช่ โรงเรียนเป็นสถาบันเดียวที่ไม่เปลี่ยน มหาวิทยาลัยเองก็เช่นกัน”

เยาวชนเหล่านี้จึงมีความฝันใหญ่ร่วมกันหนึ่งเดียว นั่นคือพวกเชาเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจว่าจะเป็นตัวแทนจากการเปลี่ยนแปลงได้

“เขาเชื่อว่าโลกที่เขากำลังจะเห็นคือตัวเขาจริงๆ ที่จะเปลี่ยนแปลง เขาไม่เชื่อมั่นในระบบราชการ ไม่เชื่อในครูบาอาจารย์ เขาเชื่อว่าเขาปกป้องอนาคตตัวเองได้ และเชื่อว่าจะต้องทำ”

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล

ประชาธิปไตยคือการวิ่งผลัด

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย น่าจะเป็นหนึ่งในคนที่ได้คลุกคลีทั้งเยาวชน ทั้งคุณครูรุ่นเก่าและใหม่ ตลอดจนเห็น ‘แผล’ ของระบบการศึกษาไทยที่ทำให้เหล่าเด็กนักเรียนต้องออกมาเคลื่อนไหวกันอย่างเป็นประวัติการณ์ และนี่เองที่เป็นสาเหตุสำคัญอันจะละเลยไม่กล่าวเลยไม่ได้

“เด็กนักเรียนเขาเห็น เขาตั้งคำถาม เขาสงสัยถึงความเหลื่อมล้ำ อย่างในโรงเรียนทำไมต้องมีห้องกิฟต์ (gifted) ที่เปิดแอร์เรียน หรือห้องคิงที่เหมือนมีนักเรียนเป็นนักรบไปกวาดเหรียญรางวัล หรือห้องนักกีฬาที่ถูกทิ้งๆ ขว้างๆ แต่จะถูกใช้ให้ไปเป็นแค่ไปทำถ้วยกีฬาให้โรงเรียน เด็กๆ เขาเห็นเรื่องราวพวกนี้นะครับ”

“และเราเริ่มได้ยินเสียงครูรุ่นใหม่ที่ออกมาพูดแทนครูด้วยกันมากขึ้น และเมื่อครูลุกขึ้นส่งเสียง ก็ทำให้เด็กๆ เชื่อว่าเขาก็ลุกขึ้นส่งเสียงได้เหมือนกัน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นรีแอ็คชั่นจากครูรุ่นเก่าที่เล่นใหญ่เล่นโตกัน เขาอยู่ในสถานภาพที่คุมทุกอย่างในโรงเรียนได้มาโดยตลอด โรงเรียนใหญ่ๆ ทั้งหลายจะกลายเป็นโรงเรียนที่ครูอาวุโสและครูฝ่ายปกครองใช้อำนาจกับเด็กมาก เนื่องจากสเกลโรงเรียนมันใหญ่ การจะเอาเด็กเข้าแถว 3,000 คนมันต้องมีมาตรการบางอย่าง

“ดังนั้นก็จะเห็นว่า การเคลื่อนไหวที่ผ่านมา โรงเรียนกลางๆ ไปจนถึงโรงเรียนเล็กๆ ไม่ค่อยมีกระแสที่เด็กลุกขึ้นมาแล้วโดนแรงอัดจากครูกลับ เพราะมันมีความเป็นมิตรระหว่างครูกับเด็กสูง”

ผศ.ประจักษ์ ก้องกีรติ

ห้องเรียนประวัติศาสตร์ห้องใหม่ในมือของเด็กๆ

ผศ.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะคนสอนหนังสือ ในฐานะคนที่เคยร่วมออกเสียงค้านรัฐบาล ประจักษ์เล่าว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของเยาวชน ‘ปลุก’ เขาขึ้นมาอีกครั้ง

“ผู้ใหญ่อย่างเราที่สอนรัฐศาสตร์ เคยเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ แต่พอหกปีผ่านไปแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เกิดความรู้สึกว่าสังคมไทยเปลี่ยนไม่ได้แล้ว ก็เรียนรู้ว่าอยู่กันไปกับสังคมแบบนี้แหละ

“แต่การเคลื่อนไหวของเยาวชนมันปลุกสังคม เกิดความรู้สึกว่าสังคมมันเปลี่ยนได้ และเขาเชื่อว่าเขาเป็นพลังในการเปลี่ยนได้ขณะที่ผู้ใหญ่ไม่เห็นพลังของตัวเองด้วย เราต้องขอบคุณเด็ก การชุมนุมไม่ว่าจะในจังหวัดไหนคือห้องเรียนขนาดใหญ่เหมือนเด็กมาเล็กเชอร์เรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนให้เราฟัง อยากให้สังคมไทยเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็ก เรามีหน้าที่ที่จะเรียนรู้ไปกับเขา ไม่เห็นด้วยก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันไป”

แน่นอนว่าเป็นสภาวะพิลึกพิลั่นที่เด็กๆ จะเป็นฝ่าย ‘เขย่า’ ผู้ใหญ่ในสังคม แต่ประจักษ์เองก็มองว่า สภาพสังคมไทยตอนนี้อยู่ห่างไกลจากคำว่าปกติอยู่มากโข ยิ่งในโมงยามที่พื้นที่การเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษาอยู่ในท้องถนนมากกว่าชั้นเรียนหรือห้องสมุด หรือแม้แต่สถานที่ท่องเที่ยวหลายๆ แห่ง

“ครั้งสุดท้ายที่เราเห็นการเคลื่อนไหวที่คึกคักขนาดนี้ของนักศึกษาคือเมื่อ 50 ปีที่แล้ว และตอนนี้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้มันไปไกลกว่ายุค 14 ตุลาอีก เพราะตอนนั้นประเด็นไม่หลากหลายขนาดนี้ ผมจึงคิดว่าอย่าไปเทียบกับ 14 ตุลาเลย มันไปไกลกว่านั้นทั้งในเชิงหลากหลายและอุดมการณ์”

ประจักษ์ขยายความป่วยไข้ของสังคมที่ผลักให้นักเรียนนักศึกษาต้องออกมาลงถนนในครั้งนี้ว่ามีสามประการด้วยกัน นั่นคือการเผด็จการทางการเมือง, การผูกขาดทางเศรษฐกิจ และอำนาจนิยมทางวัฒนธรรม ซึ่งเดิมทีก็ฝังตัวแน่นอยู่ในทุกซอกหลืบของสังคมอยู่แล้ว เพียงแต่ในหกปีหลังรัฐประหารมันได้ผนึกแน่นมากยิ่งกว่าที่เคย ขณะที่ผู้ใหญ่ค้อมหัวให้ด้วยความเคยชิน เยาวชนที่เติบโตมาในสภาพเช่นนี้และสำนึกรู้ถึงความผิดปกติก็พยายามทะลายมันออกไป

“คนรุ่น Baby Boomer โอบรับวัฒนธรรมแบบนี้ด้วยซ้ำ คน Gen X ก็ทำงานทำการไป ส่วนคน Gen Y ก็เริ่มสร้างฐานะ เด็กๆ นี่แหละคือคนที่ไปกระตุกให้เห็นว่ามันไม่ปกติ ไทยเป็นประเทศสุดท้ายในโลกแล้วที่ประชาชนยังต้องตระหนกทุกวันว่าจะเกิดรัฐประหารเมื่อไหร่ มันเป็นประเทศที่ล้าหลังทางการเมืองมากๆ

“โดยเฉพาะเรื่องอนุรักษนิยมและอำนาจนิยมทางวัฒนธรรมในระบบการศึกษา ผมอยากย้ำว่าในรอบหกปีที่ผ่านมา มันรุนแรงขึ้นในมาก หลังรัฐประหารมีการปรับหลักสูตรในโรงเรียน บรรจุชั่วโมงที่จะต้องสอนเรื่องค่านิยม 12 ประการ หรือเอาทหารเข้าไปสอนในโรงเรียนซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มันหนักหน่วงรุนแรงมาก

“สิ่งที่นักศึกษาและนักเรียนออกมาเคลื่อนไหวจึงเป็นปฏิกิริยาที่สนองตอบต่อการกดทับรุนแรงในโรงเรียน และพวกเขาโตมากับแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องปกติ นักการศึกษาทั้งหลายควรดีใจด้วยซ้ำกับปรากฏการณ์นี้ ที่เห็นเด็กคิดเองเป็น คิดแบบวิพากษ์วิจารณ์ได้ ตั้งคำถามได้ นี่คือสิ่งที่นักปฏิรูปการศึกษาและ NGO อยากเห็นไม่ใช่หรือ”

และในฐานะที่เป็นผู้ใช้ทวิตเตอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ประจักษ์ไม่ได้มองว่าโลกออนไลน์ผลักให้เยาวชนต้องออกมาชุมนุม มันเป็นแต่เพียงช่องทางการสื่อสารเท่านั้น

“คนที่อยู่เบื้องหลังนักศึกษาไม่ใช่อาจารย์ปวิน (ชัชวาลพงศ์พันธ์) ไม่ใช่อาจารย์สมเจียม (สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล) ไม่ใช่พรรคอนาคตใหม่ ไม่ใช่อาจารย์อย่างเราๆ ซึ่งมีอิทธิพลน้อยมาก เพราะผมยังทำให้เด็กเข้าห้องไม่ได้เลย

“สิ่งที่เห็นคือ บทสนทนาในห้องเรียนมันเปลี่ยนไป เด็กเขาเปลี่ยนไปเองอยู่แล้ว เบื้องหลังที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ปัญญาชน แต่คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, คณะรัฐประหาร และโซเชียลมูฟเมนต์ที่ไปขวางการเลือกตั้ง ไปบอกว่าถ้ารักประชาธิปไตยต้องไม่ไปเลือกตั้ง ผมว่านี่แหละที่มันผิดปกติ ผิดสามัญสำนึกจนเด็กเขาเห็น ถ้าบ้านเมืองมันปกติ เด็กก็ไม่ออกมาหรอก”

จึงนำมาสู่ประเด็นละเอียดอ่อนอย่างสามข้อเรียกร้อง และ 10 ข้อเสนอต่อการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งประจักษ์ย้ำว่าคนที่ควรออกมาพูดเรื่องนี้ไม่ใช่นักศึกษา แต่คือคนที่เรีกยตัวเองว่าเป็นรอยัลลิสต์ หรือผู้ที่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์

“ในสังคมการเมืองแบบประชาธิปไตย ข้อเสนอทางการเมืองทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปสถาบันฯ ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปศาล หรือพรรคการเมือง เป็นข้อเสนอทางการเมืองที่ควรจะถกเถียงแลกเปลี่ยนกันได้ทางสังคม และการแลกเปลี่ยนกันอย่างสันตินี่แหละที่เป็นตัวสะท้อนวุฒิภาวะทางสังคมของเรา จนสังคมเติบโตทางปัญญา ก้าวหน้าต่อไปได้”

ในดนตรีเมนสตรีม เช็คสเปียร์ยังไม่ตาย

เรื่องราวของสองหนุ่มสาวกับรักต้องห้ามเมื่อครอบครัวของพวกเขาไม่ถูกกันจนนำมาสู่โศกนาฏกรรมอันร้าวลึก, เจ้าชายที่พยายามล้างแค้นลุงซึ่งลอบสังหารพ่อของเขาเพื่อได้ขึ้นครองบัลลังก์, แม่ทัพที่ถูกลูกน้องเป่าหูจนลงมือสังหารเมียรักของตัวเอง หรือหญิงสาวที่เชื่อในคำทำนายของแม่มดว่าผัวของเธอจะกลายเป็นนักรบยิ่งใหญ่แห่งสก็อตแลนด์จนนำมาสู่เหตุลอบสังหารและการฆาตกรรม

เราน่าจะคุ้นๆ กับเรื่องราวเหล่านี้ผ่านสื่อร่วมสมัย และมันได้ข้ามกาลเวลามาแล้วกว่าสี่ศตวรรษหลังเจ้าของผลงานอย่าง วิลเลียม เช็คสเปียร์ นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอังกฤษจากไปในปี 1616 เศษเสี้ยวของงานเขียนของเช็คสเปียร์ไม่เพียงปรากฏอยู่ในรูปลักษณ์แรงบันดาลใจในโลกวรรณกรรมเท่านั้น แต่ยังขยับขยายอิทธิพลไปยังศิลปะแขนงอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด ภาพยนตร์ และดนตรี! ซึ่งหลายคนอาจจะเคยฟังและคุ้นหู แต่ไม่รู้มาก่อนว่ามันได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานประพันธ์ของเช็คสเปียร์

อย่างเช่นเรื่องราวของ โรมิโอ กับ จูเลียต สองหนุ่มสาวกับความรักต้องห้ามในผลงานการประพันธ์ Romeo and Juliet กันปี 1595 ของเช็คสเปียร์ ที่ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ Romeo + Juliet (1996, บาซ เลอห์แมน) ที่ทำเงินระเบิดระเบ้อ แถมยังส่งให้ ลีโอนาโด ดิคาปริโอ ติดทำเนียบหนุ่มในฝันของสาวๆ จากบทโรมิโอรูปงาม

เรื่องราวนี้ถูกแปลงเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ในชื่อ ‘Exit Music (For A Film)’ โดยวงร็อคสัญชาติอังกฤษ Radiohead กับเสียงกีตาร์โปร่งและเสียงเศร้าๆ ของเสด็จพ่อ ธอม ยอร์ค ครวญเนื้อเพลงเล่าถึงความโศกเศร้าของคู่รักหนุ่มสาว “Pack and get dressed before your father hears us” หรือจงเก็บของและแต่งเนื้อแต่งตัวเสียก่อนที่พ่อของเธอจะได้ยินเสียงเรา อันหมายความถึงรักต้องห้ามที่ต้องเก็บให้รอดพ้นจากสายตาของเจ้าบ้าน

ในทางกลับกัน เรื่องราวของโรมิโอกับจูเลียตผ่านสายตาของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ดูจะลงเอยแบบสุขนาฏกรรมผิดจากต้นฉบับไปไกลโข โดยทั้งสองกลายเป็นตัวละครหลักในเพลง ‘Love Story’ กับธีมเทพนิยายและเรื่องราวของคู่รักเยาว์วัยที่แอบลอบพบกับที่ระเบียง ก่อนลงเอยด้วยการแต่งงานอันหวานชื่นเมื่อโรมิโอคุกเข่าขอแต่งงาน “I talked to your dad, go pick out a white dress” ซึ่งในความเป็นจริง โรมิโอไม่มีทางได้คุยกับพ่อของจูเลียต ทั้งยังไม่มีหวังจะได้คุกเข่าขอแต่งงานกับสาวเจ้าด้วยซ้ำไป

I Bet You Look Good on the Dance Floor’ เพลงจากอัลบั้มเปิดตัวเมื่อปี 2006 Whatever People Say I Am, That’s What I’m Not ของวงร็อคจากอังกฤษ Arctic Monkeys ที่แม้ในภาพรวมจะเล่าถึงความโรแมนติกของคนแปลกหน้าสองคนในงานปาร์ตี้ และการแสวงหาความโรแมนติกยามค่ำคืน แต่ท่อนบริดจ์ของเพลงพูดถึงตระกูลมองตากิวและคาปูเรต สองสกุลยักษ์ใหญ่ใน Romeo and Juliet ที่เป็นคู่อริและส่งต่อความเกลียดชังมายังรุ่นลูกหลาน ผู้ต้องรองรับผลจากความขัดแย้งของคนรุ่นก่อน จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมในท้ายที่สุด

พ้นไปจากนาฏกรรมรักต้องห้ามของสองหนุ่มสาว งานเขียนของเช็คสเปียร์อีกหลายเรื่องยังปรากฎในบทเพลงร่วมสมัยอีกหลายเพลง เอลตัน จอห์น ป๊ะป๋านักดนตรีผู้รังสรรค์บทเพลงโรแมนติกซาบซ่านมาตั้งแต่ยุค 70 เคยเอางานเขียนของเช็คสเปียร์ -รวมถึงตัวเช็คสเปียร์เอง- มาอ้างอิงไว้ใน ‘The King Must Die’ ซึ่งอยู่ในอัลบั้มชื่อเดียวกันกับเจ้าตัว ท่อนแรกของเนื้อเพลง ที่ว่าด้วยเรื่องอำนาจที่สั่นคลอนและแสนฉาบฉวยของราชา เอ่ยถึงเช็คสเปียร์ในฐานะผู้ประพันธ์บทละครให้ตัวตลกไปเล่นต่อหน้าบัลลังก์ของเจ้าเมือง รวมถึงการอ้างอิงถึง จูเลียส ซีซาร์ รัฐบุรุษแห่งกรุงโรมที่เช็คสเปียร์เขียนถึงไว้ใน The Tragedy of Julius Caesar

แต่ไม่น่าจะมีใครหรือวงไหน ‘เหวอ’ ได้มากเท่าวงร็อคแอนด์โรลสี่เต่าทองผู้โด่งดัง The Beatles กับเพลงแสนจะไซคีเดลิก ‘I am the Walrus’ ซึ่งฟรอนต์แมนผู้ล่วงลับ จอห์น เลนนอน เขียนไว้ตอนเมา LSD และหยิบเอาบทกวีของ เลวิส คาร์รอลล์ The Walrus and the Carpenter มาเป็นแรงบันดาลใจหลักในการเขียนเนื้อเพลง ทว่าขณะกำลังอัดเพลง เลนนอนหมุนวิทยุไปเจอกับช่องของ BBC ที่กำลังอ่านบทละคร King Lear ของเช็คสเปียร์พอดี

“ตอนอัดเพลงนั้น ผมได้ยินเสียงจากวิทยุที่เปิดช่อง BBC ค้างอยู่ แล้วไงไม่รู้เหมือนกัน ผมแค่เอาทุกอย่างที่ได้ยินอยู่ตอนนั้นใส่ไปในเพลงที่กำลังอัด” เลนนอนบอก “และไม่รู้เลยว่าไอ้ที่ได้ยินผ่านวิทยุมันคือ King Lear จนอีกสักปีหนึ่งได้มั้ง มีคนมาทักว่ามีบทละครนี้อยู่ในเพลงด้วย

“เอาจริงๆ นะ ผมว่ามันน่าสนใจจะตายที่เราได้อัดเสียงสารพัดในวิทยุไปในเพลงน่ะ”

ธนวรรธน์ สุวรรณปาล

ธนวรรธน์ สุวรรณปาล: การมองหาพื้นที่สนทนาตรงกลาง ในวันที่นิยาม ‘ครู-นักเรียน’ ถูกท้าทาย

ครูทิว – ว่าที่เรือตรีธนวรรธน์ สุวรรณปาล บอกกับเราว่า ตลอดสองวันที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาที่ความรู้สึกของเขากระโดดขึ้นลงอย่างยากจะบรรยาย หลังตื้นตันสุดขีดจากการเห็นพลังนักเรียนที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องสิทธิเสรีภาพหน้ากระทรวงศึกษาธิการ พร้อมผูกโบว์ขาวเป็นสัญลักษณ์ และพบว่าในอีกวันต่อมา บุ๊ค – ธนายุทธ ณ อยุธยา ลูกศิษย์ของเขาถูกรวบขึ้นโรงพักจากกรณีขึ้นแร็ปในชุมนุมเยาวชนปลดแอกตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคม

“ผมเป็นครูสอนบุ๊ค เป็นครูที่ปรึกษาเขาตั้งแต่ตอนมัธยม 2” ธนวรรธน์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ‘ครูขอสอน’ แคมเปญและเพจเฟซบุ๊คของกลุ่มครูไทยที่รวมตัวกันสร้างพื้นที่สื่อสารบนโลกออนไลน์เล่า “เราคุยกันตลอด สนับสนุนเขาตลอดทั้งในที่โรงเรียน หรือใครไม่เข้าใจอะไรเขาก็คุยกัน

“อย่างเมื่อวาน เราก็พยายามบอกว่ายังมีเราข้างๆ เขา ผมว่าเขาพร้อมนะ ลักษณะที่เขาตัดสินใจคือเขาไม่กลัว เราก็ชื่นชมเขา อยากให้ดูแลตัวเองแค่นั้นเอง และถ้ามีอะไรก็ให้บอกกัน อย่างวันนี้ สภาพจิตใจเขาโอเค แต่แค่จังหวะที่ออกมาหน้าประตูศาล ก่อนที่สื่อจะไปสัมภาษณ์ เราก็เข้าไปหาเขาบอกว่าอยู่ข้างกันนะ เขาก็ร้องไห้ ไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียใจนะ แต่มันร้องด้วย…” ท้ายประโยคนั้นเงียบหายคล้ายเขาเองก็ไม่รู้ว่าต้องใช้ถ้อยคำไหนบรรยาย

ธนวรรธน์ใช้เวลาช่วงบ่ายไล่เรื่อยไปจนถึงดึกดื่นในยื่นเรื่องประกันตัวลูกศิษย์โดยใช้ตำแหน่งตัวเอง ก่อนจะสละการทำหน้าที่ครูมาพูดคุยกับ The Curator ในประเด็นละเอียดอ่อนอย่างการหาพื้นที่ตรงกลางระหว่างครูกับนักเรียน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยคำถามและการท้าทายของยุคสมัย

ธนวรรธน์ สุวรรณปาล

ในสภาวะที่นักเรียนออกมาเรียกร้องหาประชาธิปไตยหรือสิทธิของตัวเอง คุณครูจะวางตัวอย่างไรได้บ้าง

ถ้าครูพูดว่า ครูต้องเป็นกลางทางการเมืองจริงๆ ครูจะต้องไม่ห้ามเด็ก ถ้าครูเป็นกลาง ครูต้องไม่ไปขัด ไม่ไปห้าม ไม่ไปลิดรอนเขา เพราะนี่มันคือการเลือกปฏิบัติ ถ้าสมมุติว่ามีเด็กสองกลุ่ม คือเด็กที่เห็นด้วยกับแคมเปญนี้ กับเด็กที่เฉยๆ หรือไม่เห็นด้วย แล้วเมื่อเด็กกลุ่มแรกแสดงออกมาแล้วครูไปยับยั้งการแสดงออกของเด็กกลุ่มนี้ แสดงว่าครูเลือกปฏิบัติแล้วนะ เพราะเด็กอีกกลุ่มหนึ่งเขาไม่ได้รับผลกระทบ แต่กลายเป็นมันไปกระทบเด็กกลุ่มที่ต้องการจะแสดงออก ซึ่งมันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน

ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ต่อให้เขาเป็นเด็ก ต่อให้เขาเข้าใจเรื่องนี้ตื้นลึกหนาบางมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ควรไปลดทอนคุณค่าสิทธิในการแสดงออกของเขา

ยังมีครูอีกจำนวนมากนะครับ ที่สนับสนุนและเคียงข้างเด็ก ผมขอแบ่งออกเป็นสามกลุ่มแล้วกัน คือกลุ่มที่ครูสนับสนุน เปิดใจ มีอะไรบอก ครูจะเคียงข้าง ปกป้องพวกหนูเอง กลุ่มที่สองคือเฉยๆ กลางๆ ไม่ได้สนใจอะไร และกลุ่มที่สามคือไม่เห็นด้วยแบบรุนแรงเลย เพราะว่าครูเขามีความคิดเห็นหรือรสนิยมทางการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกับเด็ก และเอาสิ่งที่เขารับรู้ มองเห็นมาตัดสินเด็ก มันเลยเกิดการห้ามปรามรุนแรง

 

ต้นธารของปรากฏการณ์เหล่านี้มันมาจากไหน

วันที่เด็กนักเรียนเขาไปเป่านกหวีดหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ผมก็ไปนะ (หัวเราะ) ตื้นตัน น้ำตาจะไหล

ผมพยายามมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปีสองปีมานี้ และตั้งสมมุติฐานว่า ทวิตเตอร์ โซเชียลมีเดียพวกนี้เป็นปัจจัยสำคัญ เด็กเขาถูกกระทำอยู่แล้ว เขาอัดอั้นตันใจ แต่โดยปกติ ตัวโรงเรียนก็ไม่ได้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เด็กจะสามารถพูดเรื่องนี้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าเขาโชคดี เจอครูที่ไว้ใจได้ เป็นพื้นที่ปลอดภัยของเขา ก็จะไปคุยได้และคลี่คลายไป

แต่พอมันมีทางเลือกที่นอกเหนือจากครูหรือเพื่อน มันมีทวิตเตอร์ที่เขาสามารถปิดบังตัวตนและไประบาย ส่งความรู้สึก แสดงออกความคิดในนี้ได้ และมีฟังก์ชั่นแฮชแท็ก มันทำให้เขารับรู้ว่าสิ่งที่เขาเจอ สิ่งที่เขาเผชิญและเจ็บปวดอยู่นั้น มันมีคนเจอเหมือนกัน สู้อยู่เหมือนกัน มันทำให้เกิดสังคม เกิดการเกาะเกี่ยวกัน เกิดความเชื่อร่วมกันบางอย่างและมีพลัง

รวมไปถึงการเกิดขึ้น …ผมไม่อยากโยงนะ การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่หรือพรรคก้าวไกลในปัจจุบันที่เริ่มมาใช้ soft power คือพยายามให้เห็นความหวัง กำหนดคุณค่า ให้คุณค่าเรื่องความหลากหลาย เรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องประชาธิปไตยแบบจริงๆ มันทำให้หลายๆ คนเริ่มเห็นว่ามันมีคนให้ความสำคัญเรื่องนี้ด้วยว่ะ มันมีคนที่ต่อสู้ ยืนหยัดเรื่องนี้ และคนมันก็มีความหวังหลังจากเจ็บปวดกับเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว และทำให้มันเกิดจินตภาพใหม่ที่เรามีร่วมกัน เหมือนเมื่อก่อนเราจะพูดเรื่องชาติ รักชาติ ชาติมันก็เป็นจินตนาการที่ถูกสร้างขึ้นและทำให้คนต่อสู้ เสียสละ ทำอะไรก็ตามเพื่อเป้าหมายคือชาติ

ทีนี้ มันมีคุณค่าชุดใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาและทำให้เราต่อสู้ร่วมกันเพื่อสิ่งนี้ มันทำให้เกิดพลังตรงนี้ขึ้นมา

 

มันมีวิธีพูดคุยหรือประนีประนอมเพื่อหาจุดที่อยู่ร่วมกันได้ไหม

การที่ครูส่วนใหญ่คุ้นเคยอยู่กับวัฒนธรรมอำนาจนิยมในระบบการศึกษาหรือในสังคมที่มักจะให้คุณค่ากับคนที่มีอำนาจมากกว่า ไม่ว่าจะจากอายุ ความอาวุโส ตำแหน่ง โดยเฉพาะบทบาทการเป็นครูเป็นนักเรียน มันค่อนข้างที่จะสูงกว่าและรู้สึกมีอำนาจนำบางอย่างมากกว่า และการที่เด็กเขาแสดงออกไม่ตรงกับที่ครูเห็นหรือคิด มันไปสร้างความผิดปกติบางอย่างขึ้นมา

คือส่วนใหญ่ในระบบราชการหรือในระบบการศึกษา เขาจะชอบความเป็นรูทีน ความเป็นปกติที่หมุนไปได้เรื่อยๆ แต่ถ้ามันมีอะไรที่สะดุด ที่ขัดความเป็นปกติ เช่น จากการที่ปกติต้องให้เด็กยืนตัวตรงเคารพธงชาติ บังคับเด็กได้ แต่อยู่มาวันหนึ่ง เด็กชูสามนิ้วขึ้นมา มันทำให้คณูรู้สึกว่านี่เป็นการ over control หรือเกินควบคุมของเขา มันทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่ใช่ว่าเด็กไปคุกคามครูนะ แต่หมายถึงการที่ครูเขามีอำนาจในการกำกับ ควบคุม กำหนดคุณค่าหรือจัดการเรื่องราวต่างๆ มันถูกสั่นคลอน

ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าครูสอนในชั้นเรียนแล้วเด็กยกมือตั้งคำถามที่ครูตอบไม่ได้ หรือมีชุดข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่ครูก็หักล้างหรือโต้แย้งไม่ได้ เป็นสิ่งที่สั่นคลอนอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ของความเป็นครูไปเลย

ด้วยความที่ครูถือว่าเด็กเป็นผ้าขาว เป็นแก้วเปล่า ครูจะต้องคอยเติม คอยถ่ายทอดให้ เป็นแม่พิมพ์ต่างๆ เราไปมีชุดความคิดแบบนั้นไง พอมันเกิดปรากฏการณ์อย่างนี้ ครูเลยรู้สึกไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัยและรู้สึกถูกสั่นคลอนอำนาจ โดยเฉพาะบางคนที่อาจจะเคยชินกับอำนาจก็อาจจะมีปฏิกิริยาที่โต้ตอบที่ค่อนข้างรุนแรง

ธนวรรธน์ สุวรรณปาล

บ่อเกิดสำคัญมันมาจากประเด็นอำนาจนิยมในระบบการศึกษาด้วยหรือเปล่า

ผมว่ามันต้องมองไปไกลกว่าในระบบการศึกษา รัฐราชการรวมศูนย์เองก็เป็นวิธีคิดที่ส่งต่อกันมาเป็นร้อยปีแล้วในสังคมไทยที่มันเติบโตมาจากระบบอุปถัมภ์ ระบบเจ้าขุนมูลนาย มันส่งต่อๆ กันมาและต่อให้สังคมมันเปลี่ยน บางอย่างมันยังคงถูกผลิตซ้ำโดยชนชั้นนำ โดยผู้ที่มีอำนาจ พยายามหาวิธีที่จะควบคุมพลเมือง ควบคุมความคิด

อย่างประเด็นเนื้อตัวร่างกาย ทรงผม เสื้อผ้า มันก็มีวิธีคิดอยู่ว่า หากรัฐสามารถควบคุมเนื้อตัวร่างกายได้ มันก็สามารถคุมอย่างอื่นได้เช่นกัน มันทำให้เรารู้สึกจำนน หมายความว่าเราไม่สามารถตั้งคำถามหรืออะไรอย่างอื่นได้เลย เพราะแม้แต่เรื่องสิทธิพื้นฐานอย่างเนื้อตัวร่างกาย เราเองก็ไม่สามารถกำหนด ตัดสินด้วยตัวเองได้ เราถูกทำให้เคยชิน และทำให้เราคล้อยตามเรื่องอื่นๆ ไหลไปตามคนกลุ่มใหญ่ คิดต่างแต่ไม่พูด เพื่อที่จะอยู่ได้

ตัวครูเองก็ถูกกระทำ ในฐานะที่เขาเคยเป็นนักเรียนมาก่อน แล้วมันถูกห่อหุ้มด้วยคำว่า ‘ความหวังดี’ เขาผ่านมาได้ด้วยการถูกครู ถูกผู้ใหญ่ในสังคมกระทำมาเหมือนกัน ด้วยการบอกว่าทำไปเพราะรัก เพราะหวังดี ถ้าเธอไม่ได้ฉันคอยสั่งสอนเฆี่ยนตี เธอก็ไม่มีวันนี้นะ มันก็กลายเป็นการปลูกฝังและเอามาผลิตซ้ำ ยึดถือ ไปเชื่อว่าไอ้สิ่งนั้นเป็นคุณค่าที่ควรยึดถือ เป็นสิ่งที่ดีแล้ว และส่งต่อให้เด็กรุ่นนี้ และทุกวันนี้ สังคมมันเปลี่ยน มันมีปัจจัยหลายอย่างแทรกเข้ามา ชุดคุณค่านี้มันจึงถูกท้าทาย การกระทำหรือวิธีคิดแบบนี้มันจึงถูกท้าทายมากๆ

กับงานครูเอง เราก็เคยพูดกันว่างานเอกสารไม่เหนื่อยหรอก ทำงานกับคนนั้นเหนื่อยกว่า และงานครูมีตัวเนื้องานและหัวใจคือการทำงานกับคนนะ มันจะเจอความเหนื่อยกับเพื่อนร่วมงาน ผู้บริหาร นโยบายต่างๆ และต้องเจอกับมนุษย์ที่เป็นเด็กมีความรู้สึก อารมณ์ เจอกับผู้ปกครอง มันจึงต้องใช้ความละเอียดอ่อน ละเมียดละไมกว่างานเอกสาร

แต่ธรรมชาติของงานครูในปัจจุบัน โดยเฉพาะในระบบราชการ มันไม่ได้เอื้อให้ครูมีช่องว่างหรือพื้นที่ในการทำงานกับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่จะต้องตอบสนองความหลากหลายของเด็ก เรื่องพัฒนาการเรียนรู้ เรื่องเนื้อหา และการดูแล ช่วยเหลือนักเรียนรายบุคคลอีก เด็กเขามีปัญหาแตกต่างกัน มีความถนัด ความสามารถแตกต่างกัน แต่สิ่งที่คุณต้องเจอคือเด็กต่อห้อง 40-50 คน ดังนั้น แค่ในห้อง นึกภาพครูเข้าไปสอนในห้องก็ต้องกังวลเรื่องเนื้อหาที่สอน เป้าหมายที่ต้องการให้เด็กได้เรียนรู้ ต้องควบคุมชั้นเรียน จะเงียบหรือทำกิจกรรมก็ต้องให้เด็กโฟกัสกับการเรียนรู้ได้ และต้องมาวัดประเมินผลเด็กอีกว่าเด็กทำได้ตามตัวชี้วัดไหม คุณลักษณะอีก คนนั้นคนนี้เป็นยังไง มันเหมือนครูโยนบอลหลายๆ ลูกแบบนักมายากล

อีกอย่างคือภาระงานนอกเหนือจากการสอน งานประเมิน งานเอกสาร งานธุรการ ครูบางคนเป็นเลขาฯผู้อำนวยการ เป็นฝ่ายบุคคล ต้องทำเอกสารส่งเขต ดูทะเบียนนักเรียน ดูพัสดุ ดูอาคารสถานที่ บางงานมันไม่จำเป็นต้องเป็นครูก็ได้ เป็นคนอื่นมาซัพพอร์ตก็ได้ไหม ผมว่านี่แหละเรื่องสำคัญ คือต่อให้เงินเดือนเยอะกว่านี้ แต่ให้ภาระงานแบบนี้ ต้องสอนแบบนี้ คาบเท่านี้ จำนวนเด็กเท่านี้ ประเมินแบบนี้ ทำตามนโยบายอย่างนี้ ผมว่าเงินเดือน 50,000 ก็สร้างคุณภาพในการศึกษาไทยไม่ได้หรอก มันไม่ใช่แค่เรื่องค่าตอบแทน แต่มันหมายถึงเรื่องการวางสมดุลในงาน ให้เขาได้ไปโฟกัสกับงานที่เขาควรทำจริงๆ คุณภาพชีวิตครูมันอยู่ตรงนั้น

สิ่งเหล่านี้จะมาตอบโจทย์ว่าทำไมในการสอนของครู ครูถึงสอนแบบสาดน้ำให้เด็ก ครูไม่ได้สนใจเลยว่าเด็กจะเป็นแก้วเปล่า แก้วที่คว่ำอยู่ หรือเป็นชามใบกว้าง หรือเป็นขวดคอแคบ ครูแค่สาดน้ำไป ใครรับได้มากก็ดี พอเด็กทำไม่ได้ก็ไปบอกว่าเธอต้องทำได้สิ เพื่อนยังทำได้เลย โดยที่ตัวครูไม่ได้ปรับเปลี่ยนเลย

 

มีวิธีให้คำแนะนำเด็กอย่างไร ในวันที่พวกเขาอยากออกไปแสดงพลังหรือเรียกร้อง

เด็กมาปรึกษาผมเรื่องนี้เหมือนกัน ผมบอกพวกเขาไปว่า หนึ่ง-ลองคุยกับพ่อแม่ว่าพวกเขาโอเคไหม สอง-ถ้าไปก็ให้เกาะกลุ่มไปกับเพื่อน เราบอกเขาไปว่า ครูไม่ได้ยุยงนะ มันมีหลักการบางอย่างอยู่ที่ครูพูดอย่างนี้คือครูอยู่บนหลักการสิทธิ เสรีภาพ อยู่บนหลักการบนรัฐธรรมนูญ บนหลักการสิทธิมนุษยชน แล้วถ้าครูไปห้ามพวกนักเรียน ก็กลายเป็นว่าครูกำลังละเลยหน้าที่ที่แท้จริงของตัวเองไป คือการปกป้องและคุ้มครองสิทธิของนักเรียน

นักเรียนเขาไม่รู้หรอกว่ามีอะไรที่คุ้มครองดูแลเขาอยู่บ้าง แต่มันเป็นสิทธิของเขานะที่จะออกไป แต่หน้าที่มันเกิดกับผม หน้าที่ของผมคือต้องใช้อำนาจและความรู้ สิ่งที่มีเพื่อปกป้องเขา ช่วยสนับสนุนพวกเขา

 

จริงๆ แล้วมันยังมีพื้นที่ตรงกลางระหว่างครูกับนักเรียนอยู่ไหม ในการจะสื่อสารกันท่ามกลางสภาวะเช่นนี้

(คิด) ผมว่ามันคือการวัดใจคุณครูเลยนะ ว่าคุณเป็นผู้ใหญ่จริงๆ มีวุฒิภาวะจริงๆ มีความเข้าใจต่อโลกใบนี้มากกว่าเด็กจริงๆ คือคุณเปิดใจและรับฟังเขา การที่คุณมีอำนาจ มีความรู้หรือมีอะไรมากกว่า ก็เอาตรงนั้นมาควบคุม กำหนดเขาหรือเอามาใช้ปกป้อง สนับสนุนพวกเขา มาเปิดพื้นที่ให้เขาได้ลองปิดลองถูก เปิดพื้นที่ปลอดภัยให้นักเรียนได้กล้าพูดสิ่งที่คิด ได้กล้าทำสิ่งที่อยากทำแล้วมันจะทำให้เขาเกิดการเรียนรู้ เพราะว่าระหว่างการทำตามที่ครูบอก กับการลองทำสิ่งที่คิด ลองผิดลองถูก ได้ลงมือทำ แบบหลังมันจะเกิดการเรียนรู้ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ยั่งยืนมากกว่า ให้เขาค้นพบด้วยตัวเอง มันจะติดตัวเขาและสิ่งนั้นมันจะมีความหมาย ถ้ามันเกิดจากการบังคับ มันจะไม่มีความหมายในตัวเด็ก แต่ถ้าเราทำให้มันมีความหมาย ให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของเรื่องราวเหล่านี้ มันเกี่ยวกับตัวพวกเขา มันออกมาจากเนื้อตัวพวกเขาเองและเขามีส่วนในการตัดสินใจ เขาจะรู้สึกว่ามี sense of belonging มันเป็นของเขา

คือสุดท้ายแล้ว ในมุมเด็กเอง เขาไม่เคยเรียกร้องอะไรเลยนะ เท่าที่ผมทำงานและสัมผัสกับเด็กมา เขาแค่อยากบอกผู้ใหญ่ และไม่ได้ขออะไรมากไปกว่าฟังเขาหน่อย เขาก็มีเหตุผลนะ และอย่าตัดสินเขาได้ไหม อย่าบังคับ แค่นั้นเอง เรื่องเล็กแค่นี้เอง แต่มันดูเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ใหญ่หลายคน และเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็กด้วย

Dead Poets Society

Dead Poets Society: เด็กขบถหรือกฎไม่เข้าท่า

ท็อดด์ แอนเดอร์สัน เป็นเด็กหนุ่มขี้อายที่ย้ายเข้ามาเรียนในโรงเรียนเตรียมเข้ามหาวิทยาลัยชายล้วนกลางภาค เขาปรารถนาจะซุกซ่อนตัวอยู่ในความเงียบกับบทกวีและข้อเขียนเล็กๆ น้อยๆ รอคอยวันเวลาอันเครียดเขม็งผ่านไปให้พ้นๆ ท่ามกลางบรรยากาศคร่ำเคร่งของสถาบันอันทรงเกียรติและกฎระเบียบมากมาย และเขาประสบความสำเร็จกับความต้องการในอันจะไร้ตัวตนของตัวเองได้ดี… หากแต่นั่นคือเรื่องราวก่อนหน้าการมาถึงของคุณครู จอห์น คีตติง และวลี carpe diem หรือ ‘จงฉกฉวยวันเวลาไว้’ อันเปลี่ยนแปลงชีวิตวัยเยาว์ของเขาและผองเพื่อนนับแต่นั้นโดยไม่อาจหวนคืนได้อีก

Dead Poets Society คือหนังยาวลำดับที่เก้าของ ปีเตอร์ เวียร์ คนทำหนังสัญชาติออสเตรเลียและเขียนบทโดย ทอม ชูลแมน ซึ่งหนังเรื่องนี้ส่งเขาคว้ารางวัลคนเขียนบทยอดเยี่ยมของออสการ์ด้วย โดยต้นธารของมันนั้นมาจากประสบการณ์วัยเด็กของเขาสมัยเรียนที่สถาบันมอนต์โกเมอร์รี เบลล์ (Montgomery Bell) ในแนชวิลล์ และพบกับ ซามูเอล ไพเกอร์ริง ซึ่งกลายมาเป็นต้นแบบของครูคีตติงผู้สร้างแรงบันดาลใดให้นักเรียนมัธยมผ่านการอ่านบทกวี การค้นหาตัวตนและการขบถต่อกฎเกณฑ์อันไร้แก่นสารที่พวกผู้ใหญ่ขีดเส้นไว้ให้

หนังเปิดเรื่องด้วยการไล่กล้องไปตามบรรยากาศสงบนิ่งและเครียดเขม็งในห้องประชุมของครูใหญ่ขณะทำพิธีเปิดภาคเรียน และเอ่ยอ้างถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎระเบียบต่างๆ ในโรงเรียนประจำแห่งนี้ท่ามกลางสีหน้าอึดอัดไปจนถึงเบื่อหน่ายของเด็กๆ ผ่านสายตาของ ท็อดด์ (อีธาน ฮอว์ค) เด็กหนุ่มที่ย้ายมาเรียนกลางภาคตามพี่ชายซึ่งเป็นนักเรียนดีเด่นของที่นี่ กับรูมเมตหนุ่มหัวดี นีล เพอร์รี (โรเบิร์ต ฌอน ลีโอนาร์ด) ซึ่งฝันใฝ่อย่างลับๆ ว่าอยากเป็นนักแสดงแต่พ่อแม่ไม่อนุญาต ทั้งยังกดดันให้เขาสอบติดคณะแพทย์ให้ได้

ท่ามกลางบรรยากาศซึมกระทือเช่นนี้ พวกเขากลับพบว่าครูคีตติง (โรบิน วิลเลียมส์) คุณครูคนใหม่ประจำวิชาภาษาอังกฤษ อดีตศิษย์เก่าของมอนต์โกเมอร์รี เดินผิวปากเข้ามา พาพวกเขาไปยังห้องของนักเรียนดีเด่นในวันวาน ก่อนกระซิบกระซาบวลีภาษาละติน “carpe diem.” ซึ่งหมายความว่า “จงฉกฉวยวันเวลาไว้” (seize the day)

“พวกเขาไม่ได้ต่างอะไรจากพวกเธอเลยใช่ไหม ตัดผมทรงเดียวกัน ฮอร์โมนพลุ่งพล่านเหมือนกัน รู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งแบบที่พวกเธอก็รู้สึก โลกทั้งใบรอให้ไปพิชิต เชื่อมั่นว่าตัวเองถูกกำหนดมาให้คู่ควรกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่แบบที่พวกเธอหลายคนก็เชื่อกัน ประกายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวังแบบเดียวกับเธอเหมือนกัน

แต่พวกเขารอจนสายไป สายไปที่จะใช้ชีวิตให้สมกับความสามารถของตัวเอง เพราะอย่างที่พวกเธอก็เห็น ร่างกายของคนในภาพเหล่านี้ล้วนผุพัง และหากเธอตั้งใจฟัง ก็จะได้ยินเสียงกระซิบของพวกเขาดังมาว่า carpe diem จงฉกฉวยวันเวลาเหล่านั้นไว้เสีย เด็กหนุ่มทั้งหลาย

ไม่เพียงเท่านั้น บทเรียนต่อมาของครูคีตติงยังชักชวนให้นักเรียนทั้งชั้น ‘ฉีกตำรา’ ที่ว่าด้วยการประเมินค่าบทกวีเป็นตัวเลข ท่ามกลางสายตากังขาของเหล่าครูคนอื่นๆ ในห้องเรียน ทั้งยังชักชวนให้เด็กๆ ได้ค้นหาตัวตน แผ้วถางเส้นทางและความต้องการของตัวเองที่อยู่นอกเหนือจากตำราเรียนเล่มใดๆ ในโลก นีล เพอร์รี กัดฟันแอบพ่อไปคัดตัวละครเวทีขณะที่ท็อดด์เริ่มปลดม่านความเขินอายของตัวเอง และเขียนบทกวีให้คนอื่นได้อ่าน เช่นเดียวกันกับเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ที่ประท้วงกฎระเบียบของโรงเรียนซึ่งมาในนามของผู้อาวุโสและศักดิ์สิทธิ์อย่างหาญกล้า แม้จะแลกมาด้วยบทเรียนราคาแพงและคราบน้ำตาก็ตามที

แต่ Dead Poets Society ไม่ได้พยายามกล่อมเราว่าปลายทางที่งดงามรอพวกเราอยู่ภายหลังการทุบกฎทิ้ง เหล่านักเรียนผู้ควานหาเส้นทางและความต้องการของตัวเองยังต้องเผชิญหน้ากับบาดแผล ความผิดหวัง และเจ็บช้ำ ซึ่งไม่มีตำราเรียนเล่มไหนบอกไว้ ในทางกลับกัน มันก็หมายถึงการที่พวกเขาได้โอบกอดประสบการณ์ล้ำค่าที่อยู่นอกเหนือรั้วโรงเรียน ได้ตั้งคำถาม ได้โกรธ ได้เสียใจและได้สู้ในวันที่พวกเขายังทำได้

ทอม ชูลแมน เล่าถึงแรงบันดาลใจในการเขียนบทหนังไว้ว่า

“ตอนมัธยมปลาย ผมเรียนในโรงเรียนชายล้วน และเจอกับครูสอนภาษาอังกฤษคนหนึ่ง เขาสุภาพและรักเด็กๆ มาก แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ค่อยมีภาพลักษณ์แบบคุณครูเท่าไหร่ ตอนผมเรียนปีสุดท้ายก็พบว่าครูไม่อยู่ที่โรงเรียนนั้นแล้ว มีข่าวลือว่าเขาแอบไปมีเรื่องกับลูกสาวกับเมียของครูใหญ่ แต่พวกเรากลัวเกินกว่าจะออกปากถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และไม่อาจรู้ได้เลยจนถึงตอนนี้ แต่ก็เชื่อกันว่าเขาได้งานที่ดีกว่าเดิม

“แต่นั่นแหละครับ เพราะเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาแน่ ผมเลยจินตนาการเรื่องราวของคุณครูที่แหกขบถธรรมเนียมมาเป็นบทหนังเรื่องนี้น่ะ” ชูลแมนว่า

และอาจจะด้วยเหตุผลใกล้เคียงกันนี้เองที่ดึงให้เวียร์กระโจนเข้ามากำกับหนังจากการเขียนบทของชูลแมน

อย่างแรกเลยคือมันว่าด้วยการลุกขึ้นยืนหยัดในสิทธิ์และเสียงของตัวเอง เพราะทั้งชีวิตวัยเด็กของผม -แม้กระทั่งในวัยผู้ใหญ่ก็ตามที- มีหลายครั้งเหลือเกินที่ผมอยากลุกขึ้นพูดในสิ่งที่คิด แต่ไม่ได้ทำ และยังเสียดายมาจนทุกวันนี้

เวียร์บอกไว้อย่างนั้น

“และอีกอย่างคือ ผมแค่อยากกำกับหนังที่มีฉากเด็กผู้ชายวิ่งลอดไปในถ้ำลับในป่าน่ะ”

(อย่างไรก็ตาม เวียร์พบว่าการรวมตัวเอานักแสดงหนุ่มๆ มาไว้ในฉากเดียวกันเป็นการจับปูใส่กระด้งมาก เขาต้องสรรหาวิธีมาละลายพฤติกรรมและกำกับนักแสดงเหล่านี้ทั้งจับยัดไว้ในห้องเดียวกัน หรือไม่ก็ปากระดาษแทนตะโกนคำว่า ‘แอ็คชั่น’ ซึ่งจะทำให้นักแสดงเกร็งจนไม่เป็นธรรมชาติ เหตุนี้ อีธาน ฮอว์ค ในวัย 19 ที่เพิ่งได้ร่วมงานกับเวียร์เป็นครั้งแรก จึงบอกว่าเวียร์เป็นผู้กำกับที่ “ตลกชะมัดเลยครับ”)

ตัวหนังประสบความสำเร็จอย่างมากด้วยการกวาดรายได้ไปทั้งสิ้น 235 ล้านดอลลาร์ ชิงออสการ์สี่สาขา (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, สมทบชายยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยมและเขียนบทยอดเยี่ยม) และยังแผ่ความนิยมไปยังโลกงานเขียนเมื่อ เฮน. เอช. เคลนบัม ดัดแปลงบทหนังของชูลแมนเป็นนิยายชื่อเดียวกัน ออกวางจำหน่ายในเวลาไล่เลี่ยกับที่หนังออกฉาย

และแม้หนังจะว่าด้วยการลุกขึ้นขบถ ปลดแอกตัวเองของคนหนุ่มสาว แต่ดังที่กล่าวไปแล้ว Dead Poets Society หาได้เคลือบน้ำตาลให้การต่อต้านนั้น เพราะท้ายที่สุด เช่นเดียวกับการลุกขึ้นสู้ในหลายๆ ครั้งของมนุษย์ เหล่าเด็กนักเรียนล้วนชอกช้ำและบาดเจ็บจากการวิ่งเข้าปะทะกรอบกรงและตั้งคำถามต่อกฎระเบียบ แต่นั่นอาจจะเป็นผลดีกับจิตวิญญาณ และดีกับตัวตนในอันจะปลดความรู้สึกเซื่องซึมและว่าง่ายดังที่ผู้ใหญ่วาดหวัง และเพื่อจะได้ไม่เติบโตกลายไปเป็นผู้ใหญ่เช่นนั้นเสียเอง

ยอดมนุษย์นักกีฬา

ยอดมนุษย์นักกีฬา: พันธุกรรมคือพรสวรรค์ ที่มีไว้เอาชนะพรแสวง

หากใครเคยอ่าน ‘Eyeshield 21’ มังงะสัญชาติญี่ปุ่นที่ว่าด้วยกีฬาอเมริกันฟุตบอลระดับมัธยมปลาย น่าจะจำเรื่องราวของพี่น้องฝาแฝดสกุล คอนโง แห่งโรงเรียนชินริวจิ นากา ที่ครองแชมป์มาหลายสมัย อุนซุย แฝดคนพี่ ผู้ขยันฝึกซ้อมแทบล้มประดาตาย และเป็นได้เพียง ‘นักกีฬาที่เก่ง’ คนหนึ่ง ขณะที่ อากอน แฝดน้อง ซึ่งผลาญเวลาไปกับสุรานารีและการลุยวิวาทกับนักเลงจนแทบไม่ได้ร่วมซ้อมใดๆ แต่กลับถูกจัดอยู่ในอันดับ ‘สุดยอดนักกีฬา’ ด้วยพรสวรรค์ล้นทะลักขีดจำกัด

เรื่องของฝาแฝดเป็นหนึ่งในเส้นเรื่องใหญ่ของ ‘Eyeshield 21’ และมันไม่ได้เกิดขึ้นแต่เพียงโลกของเรื่องแต่งหรือมังงะเท่านั้น หากแต่ในโลกความเป็นจริง ยังมีเหล่านักกีฬาอีกมากที่ทุ่มเทฝึกซ้อมแทบจะแลกวิญญาณ แต่ต้องเจอกับยอดมนุษย์ผู้ครอบครองพรสวรรค์เป็นสุดยอดทางพันธุกรรม ที่โผล่มาในสังเวียนอย่างเงียบๆ และคว้าชัยไปอย่างน่าตื่นตะลึง

และพวกเขาเหล่านี้ ก็ทำให้ผู้หมั่นฝึกซ้อม ไล่ล่าพรแสวง ทำได้เพียงมองตาปริบๆ…

ยอดมนุษย์นักกีฬา

โดนัลด์ ทอมัส (Donald Thomas)

โดนัลด์ ทอมัส เป็นเด็กหนุ่มที่สนใจกีฬาธรรมดาๆ คนหนึ่ง เขาเริ่มกระโดดสูงครั้งแรกเมื่อเพื่อนท้าทายว่าทอมัสไม่มีทางกระโดดข้ามความสูง 190 เซนติเมตรได้แน่นอน เขาจึงสวมรองเท้าวิ่งคู่เก่า แล้วกระโดดข้ามไม้คานที่เพื่อนท้าทายไว้อย่างน่าอัศจรรย์

เขาถูกโค้ชผู้เล็งเห็นพรสวรรค์นี้ลากไปฝึกซ้อมทันที แม้ทอมัสจะเซ็งๆ เพราะรู้สึกว่ากีฬากระโดดสูง “ค่อนข้างน่าเบื่อ” แต่เขาก็ยังอุตส่าห์ฝึกซ้อมตามที่โค้ชแนะนำทุกประการ หลังฝึกเพียงปีเดียว เขาก็ได้เข้าแข่ง World Championships ในฐานะตัวแทนบาฮามาส เมื่อปี 2007

คู่แข่งตัวฉกาจของเขาคือ สเตฟาน โฮล์ม นักกีฬากระโดดสูงจากสวีเดน ที่เคี่ยวกรำฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก โฮล์มหลงใหลในกีฬากระโดดสูง และเฝ้าฝันอยากเป็นหนึ่งในด้านนี้

ปี 2007 เขาได้ยินแค่ผู้ประกาศบอกถึงนักกีฬาคนหนึ่งที่ชื่อ โดนัลด์ ทอมัส ว่า “เรายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเท่าไหร่” ก่อนจะพบว่านักกีฬาแปลกหน้าจากบาฮามาส ก็กระโดดลอยข้ามไม้สูง 235 เซนติเมตร คว้าเหรียญทองกลับไปยังบ้านเกิด เฉือนเอาชนะโฮล์มผู้ตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อมมาตั้งแต่ยังเล็ก

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า โฮล์มมีเอ็นร้อยหวายขนาดปกติ แต่เด้งและรับน้ำหนักได้ดี ซึ่งเกิดจากความเพียรฝึกซ้อมอย่างหนัก แต่ขาทั้งสองข้างของทอมัสยาวเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับความสูง และเขายังมีเอ็นร้อยหวายขนาด 26 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าขนาดใหญ่เป็นพิเศษ จนเกือบจะเรียกได้ว่าผิดปกติ ทำให้เขากระโดดได้สูงและพุ่งตรงยิ่งกว่านักกีฬาคนอื่นๆ ที่ขนาดตัวไล่เลี่ยกัน เป็นเหตุผลให้ทอมัสที่หัดเล่นกีฬาชนิดนี้เพียงหนึ่งปี คว่ำนักกีฬาอีกคนที่ฝึกกระโดดสูงร่วม 20 ปีในที่สุด

ยอดมนุษย์นักกีฬา

เดนิส ร็อดแมน (Dennis Rodman)

ฟอร์เวิร์ดจอมห่ามในตำนานแห่งชิคาโก้ บูลล์ส ยุครุ่งเรืองกับส่วนสูง 203 เซนติเมตร กอดคอกับเทพเจ้า ไมเคิล จอร์แดน, สก็อตตี พิพเพน คว้าแชมป์ให้บูลล์ส และเดินหน้าสร้างสถิติได้อย่างที่ไม่มีใครทำลายลงในทุกวันนี้

ก่อนหน้านั้น เดนนิส ร็อดแมน เป็นเด็กตัวเล็กสูงแค่ 175 เซนติเมตร แถมยังเกเรเกตุง หนีออกจากบ้านไปเที่ยวเตร่กับเพื่อนอยู่บ่อยๆ เขาแทบไม่ได้เล่นกีฬา ผลาญวัยเยาว์ไปกับแกร่วกับเพื่อนและรับจ้างทำงานพิเศษเล็กๆ น้อยๆ

อยู่ดีๆ หลังเรียนจบมัธยมปลาย ร่างกายของร็อดแมนก็ตัวยืดขึ้นจากเดิมอีกเกือบ 1 ฟุต ยืนสูงตระหง่านเหนือคนอื่นด้วยความสูงที่ 203 เซนติเมตร และถูกชวนไปเล่นบาสเก็ตบอลในลีกมหาวิทยาลัย จากนั้นจึงถูกทาบทามให้ลองมาเล่นใน NBA และนี่เองคือห้วงเวลาที่เขาได้สร้างตำนานราชานักรีบาวด์ขึ้นมา

ขณะที่นักกีฬาคนอื่นๆ อาจต้องเคี่ยวกรำฝึกซ้อมบาสเก็ตบอลตั้งแต่ยังเด็ก ร็อดแมนเป็นแค่เด็กหนุ่มที่อยู่ๆ ทะยานสูงขึ้นมาราวกับหอคอย ความยาวช่วงแขน หรือ wingspan ที่ 225 เซนติเมตร ทำให้เขาเอื้อมแขนบล็อคหรือแย่งลูกได้อย่างแข็งแกร่ง

อาจกล่าวได้ว่า ร่างกายของร็อดแมนและนักบาสเก็ตบอลคนอื่นๆ ค่อนข้างมีสัดส่วนที่คล้ายคลึงกันทั้งหมด นั่นคือช่วงขาและแขนยาวเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นลักษณะที่เอื้อให้พวกเขากระโดดได้สูง แต่ยังไม่มีคำตอบว่าอะไรที่ทำให้อดีตเด็กหนุ่มที่แทบไม่เคยซ้อมบาสเก็ตบอล ไม่มีวี่แววด้านกีฬาแบบร็อดแมน กลายมาเป็นตำนาน NBA ได้ ปริศนาทั้งหมดอาจอยู่ที่พละกำลังช่วงขา แรงกระโดด หรือไหวพริบบางประการที่ทำให้เขาช่วงชิงลูกรีบาวด์ได้รวดเร็ว (สถิติรีบาวด์อันชวนคลั่งของร็อดแมนคือ เขาทำได้ถึง 25.7 ครั้งต่อเกม) และอันที่จริง แม้แต่ตัวร็อดแมนเองก็ตอบไม่ได้

“มันเหมือนผมมีร่างกายใหม่ที่รู้ว่าต้องทำไอ้ทั้งหมดนี่ยังไง โดยที่ผมคนเก่าไม่รู้เลย”

ยอดมนุษย์นักกีฬา

คริสซี เวลลิงตัน (Chrissie Wellington)

คริสซี เวลลิงตัน เป็นนักกีฬาประเภทไตรกีฬาสุดอึดที่สร้างชื่อจากการว่ายน้ำ 3.9 กิโลเมตร ปั่นจักรยานอีก 180 กิโลเมตร และวิ่งมาราธอนอีก 42.195 กิโลเมตร

ก่อนหน้านี้ เวลลิงตันเป็นเด็กเรียนที่เล่นกีฬาเพื่อผ่อนคลายบ้างเท่านั้น ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายหลังจบปริญญาโทด้านพัฒนาระหว่างประเทศด้วยการเข้าทำงานในกระทรวงสิ่งแวดล้อมของอังกฤษ ออกกำลังกายบ้างเมื่อมีโอกาส และแม้จะตกใจนิดหน่อยที่ทำสถิติได้ดีพอกว่าที่ตัวเองคาดการณ์ไว้ แต่เธอก็ไม่ได้คิดจะเล่นกีฬาเพื่อเป็นอาชีพ เวลลิงตันยังคงยึดมั่นในงานข้าราชการและงานสิ่งแวดล้อม

กระทั่งได้ย้ายไปยังเนปาล บนดินแดนสูงลิบบนหุบเขา ทำให้เธอได้ลองปั่นจักรยานเป็นครั้งแรก ซึ่งเวลลิงตันพบว่า จะวิ่งหรือปั่นจักรยานก็ล้วนเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับเธอทั้งสิ้น

หลังจากนั้น เธอใช้เวลาฟิตซ้อมร่างกายตัวเองราวหนึ่งปีครึ่ง เวลลิงตันได้แชมป์โลกสาขาไตรกีฬาสมัครเล่นแบบชวนช็อค ไม่ใช่แค่เพราะเธอเป็นหน้าใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นหน้าใหม่ที่ซ้อมกีฬาไปด้วยและทำงานประจำไปด้วย ทั้งยังคว้าแชมป์ Iron Man ชิงแชมป์โลกเมื่อปี 2007 โดยคว่ำนักกีฬาชื่อดังคนอื่นๆ ได้แบบที่ตัวเธอเองก็ยังพิศวงไม่หาย จนสมาพันธ์ไตรกีฬาแห่งอังกฤษถึงกับยกย่องชัยชนะครั้งนั้นว่าเป็น “ความสามารถที่ไม่ธรรมดา ดูเหมือนแทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับนักกีฬาคนไหนก็ตามที่เพิ่งลงแข่ง Iron Man ชิงแชมป์โลกครั้งแรก”

นักวิทยาศาสตร์พยายามอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า อาจเป็นเพราะเวลลิงตันเคยไปใช้ชีวิตอยู่ในเนปาล แถบเทือกเขาหิมาลัยที่อยู่เหนือน้ำทะเลหลายฟุต ทำให้ระบบการหายใจของเธอแข็งแรงกว่าคนอื่น แต่นั่นก็ยังไม่อาจตอบข้อเท็จจริงที่ว่า เวลลิงตันนั้นปั่นได้ดีนับตั้งแต่ครั้งแรกๆ ที่เธอลองปั่นในเนปาลแล้ว เธอปั่นจักรยานที่ระยะทางร่วมๆ 1,300 กิโลเมตร แถมบางทียังไปปั่นในพื้นที่ที่อากาศเบาบางจนหายใจลำบาก แต่เวลลิงตันก็ปั่นมาได้ตั้งแต่ครั้งแรกๆ จนไม่น่าประหลาดใจที่สมาพันธ์ไตรกีฬาแห่งอังกฤษบอกว่ากรณีของเวลลิงตันนั้นนับว่าหาได้ยากดังที่พวกเขากล่าวชมเชยไว้

ยอดมนุษย์นักกีฬา

เชอโรน ซิมป์สัน (Sherone Simpson)

เชอโรน ซิมป์สัน ลงแข่งวิ่ง 100 เมตร รุ่นอายุ 12 ปี เธอเป็นเด็กที่เรียนเก่งมากๆ จนอาจกล่าวได้ว่า ผลแข่งขันการวิ่งของเธอนั้นโดดเด่นไม่แพ้ผลการเรียน ทั้งตัวเธอยังหลงใหลกับงานวิชาการมากจนสอบติดวิทยาลัยน็อกซ์ ซึ่งเป็นสถาบันวิชาการของจาเมกา แต่แล้วชีวิตของเธอก็พลิกผันเมื่อ ชาลส์ ฟุลเลอร์ แฟนพันธุ์แท้นักกรีฑา ก้าวเข้ามาในชีวิตเล็กๆ ของเธอ

ฟุลเลอร์เห็นแววการเป็นนักวิ่งชั้นยอดของซิมป์สัน แต่ก็รู้ดีว่าเธออยากเดินสายวิชาการ เขาเลยเข้าไปล็อบบี้กับทั้งทางผู้ปกครอง โรงเรียน และวิทยาลัยต่างๆ จนซิมป์สันตัดสินใจลองเล่นกีฬาตามคำชักชวนของฟุลเลอร์

ซิมป์สันระเบิดฟอร์มน่าจับตา เมื่อเธอวิ่งระยะ 100 เมตรได้ดีจนเตะตาแมวมองหลายๆ คน ทั้งที่ตอนนั้นเธอยอมรับว่าฝึกซ้อมน้อยมากเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ เพราะสนใจกับการเรียนเป็นพิเศษ และยังไม่ได้อยากเดินในสายนักกีฬาอย่างเต็มตัวขนาดนั้น

และปี 2004 ทั้งที่ยังวุ่นอยู่กับการเรียนอย่างหนักและแทบไม่ได้ซ้อมเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนอย่างนักกีฬาคนอื่นๆ ในรุ่นเดียวกัน ซิมป์สันก็เข้าเส้นชัยเป็นลำดับที่หก ในการแข่งวิ่ง 100 เมตรของโอลิมปิก

แม้ในทางสถิติแล้ว นักวิจัยจะระบุว่าในช่วงหลังๆ ซิมป์สันเองก็ฝึกซ้อมอย่างหนัก และโดยตัวเธอเองยังเป็นผลพวงจากระบบการค้นหานักวิ่งของจาเมกา ที่ให้เด็กๆ ลงแข่งวิ่งอะไรสักอย่าง เพราะในพื้นที่แถบนั้นพวกเขาเชื่อว่าจะมีนักวิ่งรุ่นเยาว์ส่องประกายอยู่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่งอย่างแน่นอน และวิธีควานหาตัวให้เจอคือการให้เด็กๆ ลงแข่งวิ่งสักรายการ ซิมป์สันเองก็เป็นหนึ่งในเด็กๆ เหล่านั้น เพียงแต่ระยะแรกเธออาจไม่ได้มุ่งหวังจะมาสายนี้อย่างเต็มตัว เพราะยังหลงใหลกับงานด้านวิชาการมากกว่า ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไร ชัยชนะในภายหลังก็บอกถึงพรสวรรค์ที่โดดเด่นของซิมป์สันผู้ลงเรียนอย่างหนักไปด้วยและลงแข่งรายการใหญ่ๆ และเอาชนะนักกีฬาเบอร์ยักษ์คนอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน

ยอดมนุษย์นักกีฬา

เอโร มินติรันตา (Eero Mantyranta)

เอโร มันติรันตา คือนักกีฬาสกีชาวฟินแลนด์ ได้รับการจารึกว่าเป็นผู้เล่นที่ทรงพลังมากที่สุดคนหนึ่งของโลก เขามาจากครอบครัวเล็กๆ ยากจน และได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ได้รับการสนับสนุนให้ฝึกสกีอย่างถูกต้อง

สมัยยังเด็ก เนื่องจากโรงเรียนอยู่อีกฟากของทะเลสาบ มันติรันตาและเพื่อนๆ ต้องใช้แผ่นไม้ที่มีแค่ตะปูยึดตอกเข้าด้วยกันดัดแปลงเป็นสกีเพื่อใช้เดินทางท่ามกลางความมืดสุดขีดของฟินแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนที่แสงอาทิตย์ไม่ได้ส่องแสงยาวนานนัก

ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี มันติรันตาวัยเยาว์ก็ฉายแววด้วยการชนะการแข่งขันสกีครอสส์คันทรีของโรงเรียนตั้งแต่อายุแค่ 7 ขวบ แต่เขาก็ไม่ได้สานต่อความสำเร็จนั้นนัก เพราะใช้เวลาช่วงวัยรุ่นและวัยหนุ่มทำงานเป็นคนตัดและลากไม้ในป่า กว่าจะได้ฝึกสกีอีกครั้งก็เมื่ออายุ 19 ปี ภายหลังรู้ว่ารัฐบาลฟินแลนด์มักให้นักสกีครอสส์คันทรีทำงานง่ายๆ อย่างหน่วยตระเวนชายแดน เขาจึงลงแข่งจนได้เข้าชิงหลายรายการ กับความสามารถด้านสกีที่โดดเด่นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

สิ่งที่เป็นจุดแข็งของมันติรันตาซึ่งคนอื่นๆ ไม่มี คือการเปลี่ยนแปลงปริมาณเลือดในร่างกาย สมัยวัยรุ่น เขาได้รับการตรวจเลือด และพบว่าเขามีระดับฮีโมโกลบิล -ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงอ็อกซิเจนในเม็ดเลือดแดง- สูงมาก จนเขาถูกสงสัยว่าอาจจะใช้สารกระตุ้นร่างกาย (ซึ่งแน่นอนว่าไม่เป็นความจริง) จนแพทย์ขอศึกษาตัวอย่างเลือดจากครอบครัวมันติรันตา และพบว่าบรรพบุรุษรุ่นก่อนๆ หน้าเขาก็มียีนพิเศษนี้เช่นกัน

พวกเขาสันนิษฐานว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงของชายหนุ่มอาจมีอายุขัยยาวนานกว่าปกติ ขณะที่ร่างกายผลิตเซลล์เม็ดเลือดใหม่ๆ ขึ้นมาจนปะปนไปกับเซลล์เก่าที่ยังไม่หมดอายุ …แต่กลับไม่ใช่ เพราะข้อเท็จจริงซ่อนเร้นลึกกว่านั้น

คำตอบสำคัญอยู่ที่เซลล์ไขกระดูกอันทรงพลังของมันติรันตาที่ไวต่อการเรียกร้องของร่างกาย จนผลิตเม็ดเลือดออกมาในปริมาณมหาศาล ผลข้างเคียงของมันนั้นทำให้ผิวของพวกเขาคล้ำ (จริงๆ ออกไปทางแดงจัด) มากกว่าคนอื่น และเป็นประโยชน์ต่อการเล่นกีฬาในแง่ใดแง่หนึ่ง แม้ว่าตัวมันติรันตาจะยืนยันว่า ความสำเร็จของเขานั้นมาจากความมุ่นมั่นต่างหาก ไม่ใช่ร่างกายก็ตามที

Do You Hear the People Sing?

Do You Hear the People Sing? บทเพลงแห่งความโกรธเกรี้ยวของประชาชน

ในห้วงยามที่โลกเต็มไปด้วยการเคลื่อนไหว ตั้งคำถามหรือปลดแอกตัวเองจากระบบเก่าๆ ทั้งจากในฮ่องกง เรื่อยมาจนถึงในไทย ‘Do You Hear the People Sing?’ น่าจะนับเป็นหนึ่งในบทเพลงที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก ค่าที่เนื้อเพลงบอกเล่าถึงความกราดเกรี้ยวของประชาชนต่อความกดขี่จากระบบ และโดยตัวมันเองนั้น บทเพลงก็งอกเงยขึ้นมาจากละครเวทีที่ว่าด้วยการต่อสู้ถึงสิทธิเสรีภาพอันพึงมีของมนุษย์อย่าง Les Misérables ที่ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์ชื่อเดียวกันสัญชาติฝรั่งเศสของ วิกเตอร์ อูโก (Victor Hugo)

Les Misérables หรือในชื่อภาษาไทย เหยื่ออธรรม ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1862 และต่อมาได้รับการพิจารณาว่าเป็นวรรณกรรมที่ดีที่สุดของศตวรรษที่ 19 เล่าถึงเหตุการณ์ในปี 1815 คาบสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงในฝรั่งเศสหลังการปฏิวัติปี 1789 เมื่อ นโปเลียน โบนาปาร์ต หมดอำนาจ พระเจ้าหลุยส์ที่ 17 ขึ้นครองราชย์ เริ่มต้นความพยายามฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ จนถึงปี 1830 เกิดการปฏิวัติเดือนกรกฎาคม (July Revolution) กษัตริย์หลุยส์-ฟิลิปป์ ขึ้นครองราชย์แทนพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 10 แม้การลุกฮือในเดือนมิถุนายน 1832 (June Rebellion) จะกลายเป็นการกบฏที่ไม่สามารถล้มอำนาจ หลุยส์-ฟิลิปป์ ได้ แต่ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปก็ทำให้พระองค์เป็นกษัตริย์ฝรั่งเศสพระองค์สุดท้ายในปี 1848

Do You Hear the People Sing?
การก่อกบฏมิถุนายน 1832 (June Rebellion)

ตัวละครหลักของเรื่องคือ ฌ็อง วัลฌอง (Jean Valjean) อดีตนักโทษข้อหาขโมยขนมปังเพียงหนึ่งก้อนและต้องชดใช้โทษในคุกเป็นเวลานับสิบปี เมื่อพ้นโทษแล้วเขาพยายามเริ่มชีวิตใหม่ภายใต้การดูแลและให้ความช่วยเหลือของบิช็อปผู้เมตตา แต่ยังไม่วายถูกตามล่าจากนายตำรวจ ฌาแวร์ (Javert) ท่ามกลางสถานการณ์ร้อนระอุและความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ค่อยๆ กลืนกินพวกเขาอย่างช้าๆ

หลังจากได้รับการตีพิมพ์ เหยื่ออธรรม ได้รับความนิยมอย่างมากจนถูกนำมาดัดแปลงเป็นละครเวทีครั้กแรกเมื่อ 1980 โดยเปิดการแสดงรอบแรกกลางกรุงปารีส และมันได้กลายเป็นละครเวทียอดนิยมที่เปิดแสดงแทบจะทุกประเทศในยุโรปทันที เนื่องจากเนื้อหาที่บอกเล่าถึงความกราดเกรี้ยวของผู้คน คู่ขนานไปกับโลกที่กำลังค่อยๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยในหลายๆ ประเทศ มันจึงเป็นละครเวทียอดฮิตที่มาพร้อมบทเพลงฮิตหลายๆ เพลงไม่ว่าจะเป็น ‘I Dreamed a Dream’ ซึ่งขับร้องโดย ฟองตีน (Fantine) กรรมกรหญิงผู้อาภัพ, ‘Who Am I?’ โดย ฌ็อง วัลฌอง รวมถึง ‘Do You Hear the People Sing?’ ซึ่งขับร้องสองรอบตลอดการแสดง คือเมื่อองก์ที่หนึ่งจบลงและเมื่อละครเวทีทั้งเรื่องปิดฉาก

Do You Hear the People Sing?
กบฏเดือนมิถุนายน 1832 ใน ‘Les Misérables’ (2012)

Les Misérables ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ปี 2012 กำกับโดย ทอม ฮูเปอร์ (Tom Hooper) คนทำหนังชาวอังกฤษ ‘Do You Hear the People Sing?’ ขับร้องโดยเหล่าขบวนปฏิวัติซึ่งนำโดย อองโชลรา (Enjolras) ผู้นำจากกลุ่มสหายแห่งอาเบเช นักศึกษาที่ต่อต้านระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์, มาริอุส (Marius) ขุนนางหนุ่มที่เข้าร่วมกองทัพปฏิวัติ ด้วยเจตนารมณ์ต่อต้านระบอบการปกครองเก่า และเหล่านักศึกษาประชาชนที่เข้าร่วมการการลุกฮือในการก่อกบฏเดือนมิถุนายน 1832

อย่างไรก็ดี ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ของฮูเปอร์นั้นพูดภาษาอังกฤษตลอดทั้งเรื่อง บทเพลงทั้งหมดจึงถูกแปลงจากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาอังกฤษ ฮูเปอร์หยิบเนื้อเพลงมาจาก เฮอร์เบิร์ต เครชเมอร์ (Herbert Kretzmer) นักเขียนชาวอังกฤษ ที่เคยแปลงเนื้อเพลงไว้ตั้งแต่มีการนำละครเวทีเรื่องนี้มาเข้ามาแสดงในฝั่งยุโรปและลอนดอนใหม่ๆ จากนั้น ‘Do You Hear the People Sing’ ก็ถูกนำมาใช้ในสื่อกระแสหลักอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะกิจกรรมการชุมนุมทางการเมือง เพราะนี่คือเพลงปลุกใจของผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลฮ่องกงในปี 2019

Do You Hear the People Sing?
เฮอร์เบิร์ต เครชเมอร์

เครชเมอร์ที่เป็นผู้เขียนเนื้อเพลงภาษาอังกฤษเล่าถึงเหตุการณ์นี้อย่างตื้นตันว่า

“ในวัย 93 ปี ผมคงได้แต่ส่งแรงใจไปให้พวกเขาผ่านเนื้อเพลงที่พวกเขาขับร้อง และผมก็จะร่วมขับร้องไปพร้อมกับพวกเขาด้วยเช่นกัน”

หรือแม้แต่ก่อนหน้านั้น มันก็เป็นเพลงที่ปรากฏคู่กับการชุมนุมมาแล้วบ่อยครั้ง ทั้งในการประท้วงที่วิสคอนซินปี 2011 เมื่อชาวเมืองลุกขึ้นประท้วงแผนการลดอำนาจสหภาพแรงงาน หรือเมื่อชาวเกาหลีใต้รวมตัวกันประท้วงการใช้อำนาจโดยมิชอบของ พัก กึน-ฮเย อดีตประธานาธิบดีคนที่ 11 ที่สุดท้ายต้องรับโทษจำคุก 24 ปี

มาร์วา บาร์เน็ตต์ (Marva Barnett) ศาสตราจารย์จากมหาวิทนาลัยเวอร์จิเนีย (University of Virginia) ผู้ศึกษางานเขียนของอูโกมาอย่างยาวนาน บอกว่า เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เพลงนี้มีความเป็นอมตะ ข้ามกาลเวลามาหลายทศวรรษ ด้านหนึ่งก็มาจากตัวของอูโกผู้ริเริ่มงานเขียน Les Misérables เรื่องราวของเขาเชื่อมโยงกันจิตวิญญาณโหยหาเสรีภาพของหลายๆ คน ช่วงระยะแรกๆ ของชีวิต อูโกเคารพในสถาบันกษัตริย์อย่างมาก แต่เมื่อพบว่า หลังม่านความสง่างามนั้นเต็มไปด้วยการฉ้อฉลและกดขี่ประชาชน เขาจึงเปลี่ยนฝั่งมาสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว

“อีกอย่างคือ ปรัชญาที่ตัวอูโกเองนับถือก็มีผลด้วย” บาร์เน็ตต์อธิบาย “อูโกเชื่อว่าความเป็นมนุษย์ ความรัก และความแข็งแกร่งของทุกคน เพื่อประชาชนคนอื่นๆ นั้นสามารถก้าวข้ามกำแพงทุกสิ่งได้ และหากเราพิจารณาอย่างใกล้ชิด อูโกเขียนวรรณกรรมเรื่องนี้เพื่อส่องประกายให้คนทุกชนชั้นอย่างแท้จริง

“สิ่งที่ทำให้ ‘Do You Hear the People Sing?’ เป็นเพลงที่หลายคนยังขับร้องกันทุกวันนี้ในการประท้วงเพราะมันผสมห้วงอารมณ์ความฮึกเหิมที่ปลุกเลือดของเราให้เดือดพล่าน มันคือเพลงที่คนจากชนชั้นล่างสุดของสังคมมีตัวตนปรากฏให้เราได้เห็น และในเวลาเดียวกัน เนื้อเพลงและดนตรีก็ยังมอบความหวังให้มนุษย์แม้ในห้วงยามที่เรากำลังทุกข์ตรมสุดขีด”

สำหรับเวอร์ชั่นภาษาไทยนั้นไม่มีปรากฏว่าใครเป็นผู้แปลงบทเพลงมาเป็นชื่อ ‘บทเพลงแห่งมวลชน’ แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันเป็นบทเพลงจากการประท้วงในไทย ก่อนหน้านี้ภายหลังการล้อมปราบกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พ.ศ. 2553 บทเพลงนี้เคยถูกหยิบยกมาเพื่อบอกเล่าความสูญเสียและความเจ็บช้ำที่เกิดขึ้นภายหลังจากโศกนาฏกรรมในครั้งนั้น

เช่นเดียวกับใน พ.ศ. 2557 เมื่อกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ใช้บทเพลงนี้ต่อต้านการนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมือง ตลอดจนโมงยามล่าสุดที่ผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลใช้เพื่อขับร้องปลุกใจและแสดงออกถึงความรู้สึกที่โดนกดขี่มาอย่างยาวนาน

กับการชุมนุมที่เกิดขึ้นไม่กี่วันที่ผ่านมา เพลงนี้ก็ยังถูกนำไปขับร้องในกลุ่มผู้ชุมนุมเช่นกัน

“อูโกนั้นสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อระบอบประชาธิปไตย เพื่อเอกราชในแต่ละดินแดน และเพื่อต่อต้านระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในแต่ละประเทศ ตลอดจนอีกหลายๆ ประเทศอย่างคิวบา, เม็กซิโก, โปแลนด์, เกาะครีต, เฮติ และที่อื่นๆ ในโลกน่ะ” บาร์เน็ตต์กล่าว

 

อ้างอิงข้อมูลจาก:
https://melmagazine.com/en-us/story/do-you-hear-the-people-sing-is-the-hottest-protest-son