ภาคิน นิมมานนรวงศ์: ‘ประวัติศาสตร์’ เป็นแบบไหน ขึ้นอยู่กับว่า ‘ใคร’ เป็นคนเล่า

ตุลาคม 2563 – ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของม็อบนักเรียนนักศึกษา และบรรยากาศของการถกเถียง-ตั้งคำถาม กับโครงสร้างอำนาจใหญ่ในสังคม ไม่ว่าผลสุดท้ายจะลงเอยแบบไหน และไม่ว่าจะจบที่รุ่นใด สิ่งที่น่าคิดคือในอนาคตช้างหน้า  ‘ประวัติศาสตร์’ ของช่วงเวลานี้ จะถูกบันทึกไว้ว่าอย่างไร

คนรุ่นหลังๆ จะได้รับรู้เรื่องเหล่านี้ในแบบเรียนหรือไม่ หรือจะถูกทำให้สาบสูญไป เหมือนหลายเหตุการณ์ในอดีต

เพื่อไขข้อข้องใจ เราหยิบประเด็นนี้ไปคุยกับ ‘ครูคิน’ ภาคิน นิมมานนรวงค์ ครูวิชาสังคมศึกษา แห่งโรงเรียนกำเนิดวิทย์ ผู้พยายามเปลี่ยนวิชาประวัติศาสตร์ให้เป็นวิชาแห่งการ ‘ตั้งคำถาม’ แทนการท่องจำหรือเชื่อตามๆ กันมา

ในมุมของเขา ประวัติศาสตร์คือ ‘เรื่องเล่า’ ประเภทหนึ่ง ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ผู้เล่าคือใคร แล้วทำไมจึงเล่าแบบนี้

“ประวัติศาสตร์ของเราเป็นประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนมาตลอด ทุกอย่างในสังคมของเราถูกทำให้ชัดหมด การที่เราเห็นชัดขนาดนี้เป็นเพราะอะไร เพราะเราสายตาดี หรือเพราะมีคนเอาแว่นบางแบบมาให้เราใส่”

เราเรียนประวัติศาสตร์ไปทำไม ห้องเรียนประวัติศาสตร์ที่ดีควรมีหน้าตาเป็นแบบไหน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้สะท้อนให้เห็นอะไร เด็กยุคนี้ ‘มีปัญหา’ อย่างที่เขาว่ากันจริงๆ หรือไม่

ต่อไปนี้คือมุมมองของเขา ในฐานะครูที่คลุกคลีอยู่กับเด็กรุ่นใหม่ และในฐานะคนรุ่นใหม่ที่พยายามเปลี่ยนแปลงสังคมจากพื้นที่เล็กๆ ในห้องเรียน

ภาคิน นิมมานนรวงค์

ในมุมของคุณ เราเรียนประวัติศาสตร์ไปทำไม

ถ้าเซนส์ของการสอนในโรงเรียน เมื่อก่อนเป้าหมายของมันอาจเป็นการทำให้คุณรู้เรื่องราวในอดีตบางเรื่อง ซึ่งจำเป็นต่อการเป็นพลเมืองดีของบางสังคม วิธีการสอนรวมถึงเนื้อหาของวิชาประวัติศาสตร์หลายๆ ที่ ถูกออกแบบมาแบบนั้น นั่นคือสิ่งที่เราเห็นในหลักสูตรที่เป็นทางการ ซึ่งคนทุกคนในประเทศหรือสังคมต้องเรียนเหมือนๆ กัน

แต่ในปัจจุบัน มันก็เริ่มเปลี่ยนไปบ้าง ในแง่ที่ไม่ใช่การสอนว่าต้องรักชาติแบบง่ายๆ แต่อาจเป็นการทำให้เราได้คิดทบทวนถึงสิ่งที่เรียกว่าอดีต และความซับซ้อนของมัน

ถ้าถามผม รวมถึงครูอีกหลายคนที่อยู่ในรุ่นเดียวกัน คำตอบที่เห็นตรงกันแบบหนึ่งคือ เราอยากทำให้นักเรียนเห็นว่า ชีวิตมนุษย์มันไม่ได้ง่ายอย่างที่เรามักจะเข้าใจกัน ไม่ง่ายเพราะว่าสิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เราคิด รวมถึงการตัดสินใจของเราแทบทั้งหมด มันขึ้นอยู่กับว่า เมื่อวานนี้ สัปดาห์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว หรือในชีวิตของเราที่ผ่านมา เรารู้อะไรบ้าง เราเชื่ออะไรบ้าง เราฟังอะไรมาบ้าง

เพราะเรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันส่งผลกระทบต่อตัวตนของเรามาก ถ้าเราเชื่อแบบหนึ่ง เราก็ตัดสินใจแบบหนึ่ง ถ้าเราได้ฟังเรื่องเล่าแบบหนึ่งมา แล้วเราเห็นว่ามันจริง เราก็จะเป็นคนแบบนั้น ผมจึงพยายามทำให้นักเรียนเห็นว่า เราต้องระวังอันตรายของอดีต หรือเรื่องเล่าในอดีต เพราะถ้าเราไม่ได้คิดกับมันมากพอ เราก็จะเชื่อง่ายๆ ว่าเรื่องนั้นเป็นความจริง พอเราเชื่อว่าเป็นความจริง เราก็จะทำอะไรโดยที่ไม่ได้คิดถึงคนอื่น หรือคิดถึงผลของการกระทำของเรามากนัก นี่คือคำตอบแบบกว้างๆ

ถ้าพูดให้เฉพาะลงไปอีก ประโยชน์ของประวัติศาสตร์มันคึอการทำให้เราเห็นว่ามนุษย์แต่ละคน ไม่มีใครเลยที่ปราศจากอคติ

ถึงที่สุดการเรียนประวัติศาสตร์ที่ควรจะเป็น ไม่ใช่การเรียนว่า อะไรเกิดขึ้นที่ไหนอย่างไร แต่คือการเรียนว่า ใครเล่าว่าอะไรเกิดขึ้นที่ไหนอย่างไรมากกว่า เพราะไม่ว่าประวัติศาสตร์เรื่องอะไร มันมีคนเล่าเสมอ คนเล่านี่แหละคือประเด็นสำคัญ เพราะเราแต่ละคนต่างก็มีเหตุผลในการเล่าหรือไม่เล่าอะไรบางอย่าง แม้กระทั่งเหตุการณ์เดียวกัน เราก็เล่าต่างกันแล้ว โดยที่เราอาจไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

ยังไม่ต้องพูดถึงขั้นว่า ถ้าเรามีวัตถุประสงค์ทางการเมือง หรือมีผลประโยชน์บางอย่าง เรายิ่งต้องเล่าไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่อเรา หรือสอดคล้องกับผลประโยชน์ของเรา และต่อให้ตัดเรื่องผลประโยชน์ต่างๆ ออกไป แค่เราเล่าเรื่องที่ดูเหมือนง่ายที่สุด เป็นกลางที่สุด และเราคิดว่ารู้มากที่สุด เวลาที่เราเล่ามันออกมา เราจะมีอคติบางอย่างเสมอ

 

อคติที่ว่าหมายถึงอะไร พอจะยกตัวอย่างได้ไหม

ในคลาสของผม ผมเคยให้เด็กทำกิจกรรมหนึ่ง เริ่มจากการจับฉลากหัวข้อต่างๆ เกี่ยวกับชีวิต แล้วเขียนเล่าเรื่องตามหัวข้อนั้นๆ เช่น สิ่งที่ชอบคืออะไร ประสบการณ์ที่โหดร้ายที่สุดในวัยเด็กคืออะไร พอเขาเขียนเล่าในกระดาษเสร็จเรียบร้อย เราก็ให้เขาพลิกกระดาษมาอีกด้านหนึ่ง แล้วตอบคำถามดังต่อไปนี้

1. คุณคิดว่าเรื่องที่คุณเล่าเป็นความจริงกี่เปอร์เซ็นต์ 2. เรื่องที่คุณเล่าอธิบายชีวิตคุณได้กี่เปอร์เซ็นต์ 3. คุณคิดว่ามีเรื่องอะไรที่คุณยังไม่ได้เล่าออกมาบ้าง  4. คุณคิดว่าเรื่องที่คุณไม่ได้เล่าออกมา อธิบายชีวิตคุณได้กี่เปอร์เซ็นต์

เมื่อเอาคำตอบมาดู จะเห็นเลยว่า แม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตเขาเอง ก็แทบไม่มีใครที่กล้าประเมินว่าสิ่งที่ตัวเองเขียนไปนั้นเป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันก็ทำให้เห็นว่า เรื่องที่เขียนออกมานั้นมันไม่ได้สะท้อนชีวิตเขาทั้งหมด

จากนั้นผมก็ชวนคุยต่อว่า สมมุติว่าเราไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับมนุษย์สักคนเลย มีแค่เรื่องราวที่คุณเขียนลงในกระดาษหนึ่งแผ่นเท่านั้น นี่คือหลักฐานเดียวที่คนในอนาคตจะใช้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตคุณต่อไป คุณคิดว่ามันน่าเชื่อถือแค่ไหน? เด็กก็จะตอบทันทีว่ามันแทบไม่น่าเชื่อเลย เพราะมันเป็นแค่เสี้ยวเดียวของชีวิตเท่านั้น

แล้วถ้าเรากลับมาดูสถานการณ์จริง สิ่งที่ได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์ ถามว่ามันต่างกันยังไง จะเห็นว่าหลายๆ เรื่องก็เป็นลักษณะนี้ ยิ่งเป็นประวัติศาสตร์ที่ห่างไกลออกไป หลักฐานยิ่งน้อย ยังไม่นับว่าถ้ามันเกิดจากการบันทึกในลักษณะนี้ เราจะเชื่อมันได้แค่ไหน

การเรียนประวัติศาสตร์แบบนี้คือการทำให้เด็กได้หยุด แล้วคิดทบทวนว่า ถ้าชีวิตเราในวันนี้ มันขึ้นอยู่กับเรื่องเล่าในอดีต ซึ่งเชื่อถือได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เพราะแม้กระทั่งตัวเราเอง เวลาเล่าเรื่องออกมา ก็เล่าได้ไม่หมด สุดท้ายต้องเลือกอยู่ดีว่าจะเริ่มตรงไหน จบยังไง จะตัดเรื่องไหนออกไป นี่คืออคติในเรื่องเล่า ไม่ว่าเรื่องของเราหรือของใคร เพราะฉะนั้นเราควรจะเชื่อในสิ่งที่เขาบอกต่อๆ กันมา โดยเฉพาะสิ่งที่เราไม่เคยเห็นหลักฐานมาก่อน มากน้อยแค่ไหน

เมื่อเริ่มต้นแบบนี้ เด็กจะเริ่มเห็นภาพว่าการที่เรามีอคติ มันคือแบบนี้ ไม่ใช่อคติในความหมายว่าเราต้องทำเพื่อผลประโยชน์ หรือต้องปกปิดความลับดำมืดบางอย่าง แต่เป็นเรื่องที่่ว่า ในเมื่อคุณเป็นมนุษย์ คุณเล่าทุกอย่างออกมาไม่ได้หรอก คุณต้องเลือก พอคุณต้องเลือก นั่นคืออคติในตัวคุณ

ประโยชน์ของมันคือ มนุษย์ทั่วไป โดยเฉพาะเด็ก มักไม่ค่อยตระหนักถึงสิ่งนี้ คือเติบโตมาโดยไม่ได้คิดว่าฉันเป็นมนุษย์ที่มีอคติ

สังเกตว่าเด็กนักเรียนนักศึกษารุ่นนี้ มีความอัดอั้นบางอย่างจากระบบการศึกษา ในฐานะครู คุณมองบรรยากาศตอนนี้ยังไง

ถ้าเป็นโรงเรียนผม ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับมัธยมปลาย และคนที่มาเรียนก็ถือว่าฐานะค่อนข้างดี ถามว่าเด็กที่อัดอั้นมีไหม ก็มี แต่ถ้าไม่ใช่เด็กที่ขวนขวายเองหรือสนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว การกระตุ้นให้เขาเห็นปัญหาพวกนี้เราก็ทำได้ในระดับหนึ่ง แต่ถึงเวลาจริงๆ ถ้าเขาต้องเลือกว่าจะออกมาทำอะไรไหม ก็อาจไม่ขนาดนั้น

แต่สำหรับเด็กทั่วไปในโรงเรียนอื่นๆ ก็ค่อนข้างชัดอยู่ว่าเขาแอคทีฟกันจริงๆ เขาตั้งคำถามกับสิ่งที่ต้องเจอในชีวิตประจำวัน ซึ่งถ้าเทียบกับตัวเอง ผมว่าเด็กรุ่นนี้มีความคิดที่ก้าวหน้ากว่าผมมากนะ ถ้าเทียบตอนอายุเท่ากัน

ผมมองว่าเป็นยุคสมัยแห่งความหวั การที่คนเริ่มตั้งคำถามที่มันเบสิคมากๆ ในชีวิต ทั้งที่หลายเรื่องก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว แต่มันไม่เคยถูกตั้งคำถามอย่างเป็นจริงเป็นจังเลย

 

สมมติมีเด็กที่เพิ่งเกิดมาในช่วงเวลานี้ คุณคิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า เขาจะได้รับรู้ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในปี 2563 ไหม

ผมให้ 50 ปีเลย (หัวเราะ) เพราะเรื่องแบบนี้มันเป็นสิ่งที่สังคมต้องสู้กันอย่างยาวนาน

เอาแค่เรื่องว่า เราจะบันทึกอะไรไว้ในแบบเรียนบ้าง ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีสิทธิ์ทำสิ่งนั้น มันมีโครงสร้างของสังคมที่บอกว่าใครมีสิทธิ์เล่าเรื่องบางเรื่อง หรือไม่เล่าเรื่องบางเรื่อง

ถามว่าเรื่องที่เกี่ยวกับการท้าทายอำนาจ จะถูกเขียนถึงไหม มันขึ้นอยู่กับว่า ณ โมเมนต์ที่มีการชำระหลักสูตรเพื่อเขียนแบบเรียนประวัติศาสตร์กันใหม่ คนในสังคมเราตกลงกันได้หรือยังว่าสังคมที่ดีควรมีหน้าตาแบบไหน

คีย์เวิร์ดของเรื่องนี้คือคำว่า ‘ตกลงกัน’ ไม่ใช่ว่ามีคนตัดสินใจมาแล้วว่ากูจะเอาแบบนี้ ถ้ามันถึงจุดที่เราตกลงกันได้แล้วว่า เฮ้ย สิ่งที่เราเชื่อหรือสอนกันมาเป็นสิบปี มันน่าจะเป็นอย่างอื่นได้นะ ถ้าเราไปถึงจุดนั้นได้ ก็มีโอกาสที่เรื่องเล่าแบบอื่น เรื่องราวของคนอื่นๆ จะได้เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่ชนชั้นปกครองหรือผู้ที่มีความรู้มีการศึกษาเท่านั้น

แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ มันต้องผ่านจุดที่คนมาเถียงกันก่อนว่า ตกลงแล้วสังคมที่ดีมันคืออะไรกันแน่ สังคมที่ดีหมายถึงทุกๆ เรื่อง การศึกษาเป็นแค่เรื่องหนึ่ง เป็นเสี้ยวหนึ่งของคำถามที่ใหญ่มาก

ถ้าดูแบบเรียนประวัติศาสตร์ตอนนี้ เข้าใจว่าเนื้อหายังเป็นลักษณะเดียวกับที่ใช้สอนกันมาหลายสิบปี คำถามคือการนำเนื้อหาแบบนี้ มาสอนเด็กรุ่นนี้ มีความยากหรือความท้าทายอย่างไร

ความยากก็คือว่า ถ้าเป็นการศึกษาในโรงเรียนทั่วไป มันจะมีตัวชี้วัด มีสิ่งที่บอกว่าคุณต้องใช้เกณฑ์นี้เพื่อวัดว่าเด็กรู้ หรือไม่รู้ เช่น ต้องรู้จักบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ ต้องเห็นความสำคัญของเหตุการณ์นั้นเหตุการณ์นี้ อะไรก็ว่าไป แต่วิธีการสอน เขาไม่ได้กำหนดหรือมีตัวชีวัดที่เข้มงวดขนาดนั้น

ทีนี้ตัวปัญหามันอยู่ที่ ‘คู่มือครู’ ซึ่งมีการกำหนดเนื้อหา กำหนดวิธีการสอน กำหนดวิธีคิด แล้วครูจำนวนมากที่ไม่รู้จะสอนอะไร หรือสอนยังไง ก็จะเอาไปทำตาม ประเด็นคือคู่มือนี้เป็นของหน่วยงานเอกชนที่ทำขึ้นมา ไม่ใช่คู่มือของกระทรวงที่บังคับว่าครูต้องทำตาม

ถ้ายังจำกันได้ ไม่นานมานี้มีกรณี #saveขนมจีน ที่เป็นนักร้องวัยรุ่น แล้วถูกนำภาพไปใส่ไว้ในคู่มือครู แล้วบอกว่าเป็นแบบอย่างการแต่งกายที่ไม่ดี ไม่ใช่คนไทยที่เป็นแบบอย่าง จนเกิดเป็นดราม่าขึ้นมา แล้วสักพักก็มีคนจากกระทรวงศึกษาฯ ออกมาแก้ข่าวว่า ไม่ต้องกลัว อันนี้ไม่ได้อยู่ในแบบเรียน แต่อยู่ในคู่มือครู… ฟังแล้วไม่รู้ว่าอันไหนแย่กว่ากัน (หัวเราะ)

การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ก็คล้ายๆ กัน เขาไม่ได้บังคับว่าต้องสอนตามคู่มือครู แต่มันก็มีวิธีคิดบางอย่างที่ถูกบรรจุอยู่ในคู่มือนั้นแล้ว ฉะนั้นความยากก็คือ ถ้าคุณเป็นคนที่คิดซับซ้อนหน่อย คู่มือครูดูเหมือนจะใช้ไม่ได้ คุณก็ต้องไปหาอย่างอื่นมาสอนเด็กเพื่อให้ได้ตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่คิดซับซ้อน แล้วเอาสิ่งที่อยู่ในคู่มือไปสอนเด็ก ก็จะเจอกับปรากฏการณ์ที่เด็กตั้งคำถาม หรือมีข้อสงสัยว่าทำไมมีเรื่องนี้ แต่ไม่มีเรื่องนั้น แล้วเมื่อเจอคำถามแบบนี้ ครูจะรับมืออย่างไร

 

ดูแล้วประวัติศาสตร์ไทยก็มีความแช่แข็งอยู่เหมือนกัน

ใช่ แน่นอน นี่เป็นสิ่งที่แวดวงวิชาการเถียงกันมายาวนาน ว่าเราควรจะเล่าเรื่องของใคร และไม่เล่าเรื่องของใคร แล้วพอมันไปอยู่ในแบบเรียน การตั้งคำถามก็ไม่ได้เกิดขึ้นมากนัก จนกระทั่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีสื่อใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้คนรุ่นใหม่เกิดความรู้สึกว่าสิ่งที่เราเรียนอยู่มันน่าสงสัย

เรื่องตลกคือ มีนักวิชาการฝั่งอนุรักษนิยมท่านหนึ่งเคยพูดว่า เวลาสอนเด็กมัธยม คุณสอนไปตามหลักสูตรนั่นแหละ ไม่ต้องไปสอนความจริงมาก เพราะเดี๋ยวเข้ามหาวิทยาลัย เด็กก็ได้เรียนรู้เองว่าความจริงคืออะไร สะท้อนว่าเขาเองก็รู้ว่าสิ่งที่สอนกันอยู่ มันไม่ได้จริงขนาดนั้น

น่าคิดเหมือนกันว่า ทำไมการสอนความจริงถึงกลายเป็นยุ่งยากขนาดนั้น

มุมที่เขาชอบพูดกันก็คือ ถึงที่สุดการเรียนในโรงเรียนมันไม่ใช่เครื่องมือในการพัฒนาคนอย่างเดียว แต่มันคือการพัฒนาคนไปในทางที่รัฐเห็นว่าควรจะเป็น ถ้าใช้คำที่แรงกว่านั้น มันคือกระบวนการกล่อมเกลาคนนั่นเอง

ถึงที่สุดแล้วการเรียนคืออะไร ถ้าเราไม่ตั้งคำถามกับมันมาก การเรียนก็คือการทำให้คนเชื่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่คิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โรงเรียนไม่ได้เป็นพื้นที่ที่เปิดให้ตั้งคำถาม แต่เป็นที่ที่คุณจะได้เจอคนที่มีความรู้อยู่แล้ว แล้วคุณต้องเชื่อตามเขา นี่คือการกล่อมเกลาให้คนมีลักษณะอย่างที่ผู้ออกแบบระบบการศึกษาคาดหวัง

ถามว่าทำไมเขาต้องทำแบบนั้น ผมคิดว่าแง่หนึ่งก็เมคเซนส์ เพราะสิ่งที่ระบบการศึกษาเราอยากได้ตลอดมา ก็คือคนแบบนี้แหละ

ถ้าย้อนไปช่วงร.5 – ร.6 มันเป็นเรื่องของการพัฒนาคนให้มีความรู้ เพื่อที่จะเข้ามาทำงานราชการให้รัฐได้ พอเป็นสมัยจอมพล ป. (พิบูลสงคราม) จอมพลสฤษดิ์ (ธนะรัชต์) ก็สอนให้คนรักชาติเป็นหลัก ส่วนเรื่องการพัฒนาเด็กให้มี critical thinking ผมไม่แน่ใจว่ามันอยู่ตรงไหนของประวัติศาสตร์ไทย อาจไม่เคยมีเลย จนกระทั่งไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งผู้มีอำนาจก็จะเห็นว่า ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้หรอก เพราะเมื่อคุณสอนให้เด็กมี critical thinking เด็กก็จะตั้งคำถามกับทุกสิ่งที่คุณอยากให้เขาเชื่อ ถึงที่สุดเขาจึงใช้วิธีใส่คำว่า critical thinking เข้าไป แต่อย่าให้มัน think เยอะ (หัวเราะ)

การศึกษามันไม่ใช่เรื่องที่ตั้งอยู่แบบลอยๆ สุดท้ายแล้วการเปลี่ยนระบบการศึกษาคือการเปลี่ยนเรื่องราวทั้งหมดในสังคมนั้นๆ คือการมานั่งตกลงกันอย่างเป็นจริงเป็นจังว่าเราอยากจะเดินไปทางไหน

 

แล้วกับตัวคุณเอง เคยเจอนักเรียนถามคำถามยากๆ บ้างไหม

เยอะครับ มีทั้งแบบยากที่จะตอบ กับยากเพราะเราไม่รู้คำตอบจริงๆ แบบแรกก็เช่น มีเด็กคนหนึ่ง อยู่ ม.4 เดินพุ่งเข้ามาเลย ครูครับ ตกลงใครฆ่าในหลวงรัชกาลที่ 8 อันนี้คือเรายังไม่ทันสอนอะไรเลยนะ เป็นเด็กที่เพิ่งเข้ามาใหม่ช่วงต้นเทอม เราก็ เอ่อ.. เอาแบบนี้เหรอลูก (หัวเราะ) นี่คือคำถามที่ยากจะตอบ ซึ่งมีอีกหลายคำถาม ส่วนใหญ่จะเป็นคำถามเชิงประวัติศาสตร์ที่มัน controversial มากๆ ยังมีการถกเถียงกันมาก

 

แล้วคุณตอบเขาว่ายังไง

ผมจะพยายามไม่ตอบ แต่จะใช้วิธีว่า ถ้าเธออยากรู้เรื่องนี้ ลองเอาหนังสือพวกนี้ไปอ่านดูแล้วกัน

 

ทำไมถึงไม่อยากตอบ

ผมรู้สึกว่าประวัติศาสตร์ที่ใกล้มากๆ มันยังคลุกฝุ่นอยู่ เราไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างที่เป็น fact จริงๆ บางอย่างเราพอพูดได้ จากหลักฐานที่อยู่ในหนังสือพิมพ์ หรือที่มีคนบันทึกไว้ แต่ถึงที่สุดมันยังเป็นอะไรที่คลุกฝุ่นอยู่ดี แล้วถ้าเราไม่ระวังให้ดี เชื่อทันทีว่ามันจริง มันมีแนวโน้มมากที่เราจะผิด ผมเลยไม่ค่อยสอนในลักษณะที่เล่าให้เด็กฟังว่า อะไรเกิดขึ้นที่ไหนอย่างไร แต่จะพูดถึงคอนเซ็ปต์กว้างๆ แล้วแนะนำว่า ถ้าอยากเข้าใจเรื่องนี้ คุณควรจะไปอ่านอะไร ให้เขาลองไปคลุกฝุ่นด้วยตัวเอง

นอกจากการเรียนในโรงเรียน ทุกวันนี้พรมแดนความรู้เปิดกว้างและหลากหลายมาก ในมุมของครู คุณวางบทบาทตัวเองยังไง

ผมสอนเขาแค่หนึ่งคาบหรือสองคาบต่อสัปดาห์ แน่นอนว่าชีวิตเขาไม่ได้มีแต่ผม ถ้าผมจะทำอะไรได้ ก็คือทำ ณ โมเมนต์ที่ได้อยู่กับเขาในโรงเรียน พอเขาเดินออกจากโรงเรียนไปเราก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว

ถึงที่สุดมันเป็นเรื่องของคนในสังคมทั้งหมด ว่าส่วนใหญ่เป็นคนแบบไหน ถ้าเราต่างเป็นผู้ใหญ่ที่เห็นข้อมูลอะไรปุ๊บ เชื่อปั๊บ ฟอร์เวิร์ดต่อทันที คุณก็อย่าไปคาดหวังให้เด็กคิดอะไรเยอะเลย เพราะเขาก็โตมากับสังคมแบบนี้ ซึ่งผมคิดว่าน่าเป็นห่วง

ดังนั้นสิ่งที่ผมพยายามทำ คือชวนคิด ชวนเบรก ไม่ใช่แค่เด็กเท่านั้น แต่พฤติกรรมที่เราคิดว่าเด็กเป็นกัน พอหันมามองผู้ใหญ่ หลายคนก็เป็นเหมือนกัน ไม่พูดคุยด้วยเหตุผล หลงเชื่ออะไรง่ายๆ หรือกระทั่งโดนหลอกมา คุณแน่ใจหรือเปล่าว่าคุณไม่ได้โดนหลอกเหมือนกัน สิ่งที่เราถามหาคือ ถ้าคุณบอกว่าเขาโดนหลอก คุณมีหลักฐานหรือข้อมูลอะไรมาสนับสนุนมั้ย เอาข้อมูลนั้นมาคุยกันดีมั้ย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยังไม่ค่อยเกิดขึ้นในสังคมไทย

 

เดือนนี้เป็นเดือนตุลาคม ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายเหตุการณ์ อยากรู้ว่าเด็กยุคนี้ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์เดือนตุลาฯ กันแค่ไหน อย่างไร

ถ้าเป็นเรื่อง 14 ตุลาคม 2516 ถือว่ามีเยอะ เพราะมันสำคัญ แต่ 6 ตุลาคม 2519 นี่ไม่เยอะ พูดอีกแบบคือเยอะไม่ได้ เยอะแล้วเดี๋ยวกลายเป็นเรื่องใหญ่ (หัวเราะ) แต่ในการเรียนการสอน ผมคิดว่าทุกวันนี้มีครูหลายท่านที่พยายามจะพูดเรื่องพวกนี้ พยายามเทียบให้เห็นว่าสองเหตุการณ์นี้มันเหมือนหรือต่างกันยังไง อย่างตัวผมเองก็พยายามทำเหมือนกัน

 

อย่างเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คุณสอนเขายังไง

ผมเริ่มจากการชวนเขาคิดเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในโลกนี้ ซึ่งเด็กอาจจะรู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง จากนั้นผมก็จะเปิดคลิปเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ให้เขาดู แล้วก็ถามคำถามง่ายๆ ว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ สิ่งที่ผมพบก็คือ ในช่วงปีแรกๆ ที่ผมเข้าไปสอน เด็กก็ไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ มีไม่กี่คนที่รู้ หรือบางคนก็เข้าใจว่ามันคือเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ

จากนั้นผมก็ชวนคิดต่อว่า แต่เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นในประเทศไทยนะ เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ที่กรุงเทพฯ แต่ทำไมเราถึงไม่รู้จักเหตุการณ์นี้ ทำไมเราเข้าใจว่ามันคือ 14 ตุลาฯ สรุปว่ามันเริ่มยังไง จบยังไง ทำไมเราถึงไม่รู้เลย

แล้วก็ลองถามต่อไปว่า คุณรู้จักเหตุการณ์ยุทธหัตถีมั้ย รู้จักพระนเรศวรมั้ย ไหนเล่าให้ฟังหน่อย ปรากฏว่าเขาเล่าได้ โดยเฉพาะคนที่ดูหนังแล้วอิน เล่าได้หมดว่าอะไรเกิดขึ้นที่ไหน ตัวละครมีใครบ้าง

นี่คือสิ่งที่น่าทึ่งมาก คำถามคือทำไมคุณถึงเล่าเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นเมื่อหลายร้อยปีที่แล้วได้เป็นฉากๆ แต่กับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ คุณแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย ไม่มีเรื่องเล่าแบบนี้ในหนัง หรือในแบบเรียน

ผมเริ่มต้นจากการชวนคิดแบบนี้ เพื่อให้เขาเห็นว่า ถึงที่สุดแล้วประวัติศาสตร์ คุณจะได้เรียนหรือไม่ได้เรียนอะไร มันเป็นเรื่องของคุณ หรือเรื่องของใคร มันมีใครที่อยากให้คุณรู้บางเรื่อง แต่ไม่อยากให้คุณรู้บางเรื่องหรือเปล่า สิ่งที่เราควรตั้งคำถามคือ ทำไมครูคนนี้ถึงสอนเรื่องนี้ แต่ไม่สอนเรื่องนั้น ทำไมหลักสูตรพูดเรื่องนี้ แต่ไม่พูดเรื่องนั้น

มีตัวชี้วัดหรือเป้าหมายส่วนตัวไหม ว่าอยากเห็นอะไรจากการสอนของตัวเอง

น่าจะเป็นการที่เด็กมาคุยกับเรา ในเรื่องที่เราไม่ได้สอน หมายความว่าเรียนจบคาบ แต่ไม่จบในคาบ ยังมีบางอย่างที่อยากรู้หรือสงสัย แล้วมาคุยกับเรา อันนี้ถือเป็นแสงแห่งความหวัง

แล้วด้วยความที่โรงเรียนผมเป็นโรงเรียนเด็กวิทย์ฯ ซึ่งคาดหวังได้น้อยว่าเขาจะมาสนใจอะไรแบบนี้ แต่ถ้าเราพาไปถึงจุดที่ทำให้เด็กวิทย์ฯ ที่แต่เดิมอาจไม่ชอบวิชาสังคม เกลียดประวัติศาสตร์ หันมาคุยกับเราเรื่องสังคมและประวัติศาสตร์นอกห้องเรียน ก็ถือเป็นตัวชี้วัดว่าการสอนของเราประสบความสำเร็จอยู่บ้างเหมือนกัน

ตัวชี้วัดถัดมา อันนี้เป็นเรื่องระยะยาว คือผมอยากรู้ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า เด็กกับผมจะยืนอยู่ตรงจุดไหนของกลุ่มก้อนทางการเมือง (หัวเราะ)

ผมพูดกับเด็กอยู่บ่อยๆ ว่า ผมไม่ค่อยแน่ใจหรอกว่าอีก 20 ปีข้างหน้าเราจะอยู่ฝั่งเดียวกัน ถึงตอนนั้นค่อยมาดูกันอีกทีว่า สิ่งที่เรียนไปมันมีประโยชน์แค่ไหน หรือถึงที่สุดแล้วช่วงเวลาในการเรียนมัธยมก็เป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ เท่านั้น

 

คิดยังไงกับการที่ช่วงนี้คนหันมาสนใจประวัติศาสตร์นอกกระแสมากขึ้น มันสะท้อนให้เห็นอะไร

ถ้ามองกว้างๆ มันสะท้อนว่าความรู้ที่เคยจำกัดอยู่ในแวดวงวิชาการ ค่อยๆ กลายเป็นเรื่องราวของคนที่ไม่ใช่นักวิชาการมากขึ้น เห็นการเติบโตของกลุ่มคนซึ่งรู้สึกว่า การมีความรู้ที่มากขึ้นและใกล้เคียงกับความเป็นจริงนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เริ่มตั้งคำถามว่า สิ่งที่เขาบอกกันว่าเป็นความรู้ที่ดีและถูกต้องมาโดยตลอด มันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ขณะเดียวกัน แค่คุณเดินไปร้านหนังสือ ก็จะเจอหนังสือสักเล่มที่บอกว่าเรื่องที่คุณเรียนมันไม่จริงแล้ว มันง่ายขนาดนั้นเลย

นี่คือความตลก เพราะถ้ามันหายาก ไม่รู้จะอ่านจากไหน เสิร์ชก็ไม่เจอว่าตกลงสิ่งที่เราเรียนนี่มันจริงมั้ย ผมว่าเราจะได้สังคมอีกแบบ แต่นี่ไม่ใช่ ขอเพียงแค่คุณเดินออกจากโรงเรียน แล้วเข้าร้านหนังสือดีๆ สักร้านหนึ่ง เข้าห้องสมุดดีๆ สักที่หนึ่ง รู้จักชื่อสำนักพิมพ์ดีๆ สักสำนักพิมพ์หนึ่ง หรือเสิร์ชอินเทอร์เน็ตดีๆ คุณก็จะพบว่า ฉิบหายแล้ว เกือบทุกอย่างที่กูเรียนมา แทบไม่มีอะไรที่ฟันธงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนี่หว่า

เอาแค่คำถามง่ายๆ ว่า คนไทยคือใคร หรือคุณเป็นคนไทยรึเปล่า บางคนอาจเถียงว่าง่ายจะตาย ก็ดูบัตรประชาชนสิ แต่ถ้าคุณไปเปิดหนังสือเล่มหนึ่งที่บอกว่าบัตรประชาชนมาจากไหน คุณก็จะรู้ว่าบัตรประชาชนเพิ่งมีขึ้นมาได้ไม่ถึงร้อยปี คำถามคือแล้วก่อนหน้านั้น คนที่ไม่มีบัตรประชาชนเป็นคนไทยมั้ย

พอไปอ่านอีกเล่ม ก็จะเจอว่าคำว่า ‘ไทย’ แต่ก่อนมันครอบคลุมคนมากกว่าพื้นที่ของประเทศไทยในปัจจุบัน แล้วตกลงเราเป็นคนไทยรึเปล่า ขณะเดียวกันอีกเล่มก็บอกว่า ถ้าพ่อแม่หรือบรรพบุรุษของคุณเดินทางเข้ามาเมืองไทยในยุคนั้น ส่วนใหญ่เป็นคนจีนเกือบหมด อีกเล่มบอกว่ากษัตริย์ของไทยก็มีเชื้อสายจีนเช่นกัน แล้วแบบนี้กษัตริย์ของไทยถือเป็นคนไทยมั้ย อะไรทำนองนี้ นี่คือตัวอย่างง่ายๆ แค่คุณเดินออกจากห้องเรียนไปนิดเดียว ความรู้ที่คุณเคยรู้จากในห้องเรียนจะถูกหักล้างได้ง่ายมาก ผมคิดว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า เด็กได้ชุดความรู้ใหม่ๆ มาจากไหน แต่อยู่ที่ว่าครูที่สอนความรู้แบบเดิมๆ ได้ออกจากห้องเรียนบ้างรึเปล่า

 

ถ้าเด็กสามารถออกไปหาความรู้นอกห้องเรียนได้ สุดท้ายแล้วบทบาทหน้าที่ของครูในภาวะแบบนี้คืออะไร

บทบาทในอนาคตที่ครูควรจะทำ แต่ครูหลายคนอาจไม่รู้ตัวว่าควรต้องทำสิ่งนี้ ในโลกที่เด็กสามารถออกไปหาความรู้อื่นๆ ได้นอกจากการเรียนกับคุณ คือการที่ครูต้องเป็นผู้ชวนคิดชวนถกเถียงในเรื่องราวต่างๆ

ครูบางคนจะรู้สึกว่า การที่เด็กออกไปหาข้อมูลข้างนอก แล้วได้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับเขา เป็นเรื่องที่ไม่ดีหรือผิดอย่างแน่นอน ผลที่ตามมาจากความคิดแบบนี้คือ พอคุณบอกว่าสิ่งที่เด็กอ่านมามันไม่ดีและผิด โดยไม่ได้ชวนคิดชวนเถียง ฟีดแบ็คที่คุณจะได้รับคือเด็กจะไม่คุยกับคุณ แต่จะไปหาคนในแวดวงที่เขารู้จักหรือคนอื่นๆ ที่พร้อมรับฟังและคุยกับเขา ซึ่งอาจถูกหรือผิดก็ไม่รู้

จะดีกว่ามั้ยถ้าคุณเชื่อว่าสิ่งที่เด็กรู้มันผิด คุณพูดคุยกับเขา ชวนเขาคิดด้วยหลักฐาน ด้วยข้อมูล ด้วยเหตุด้วยผล ว่าสิ่งที่เขารู้มามันถูกหรือผิดอย่างไร นั่นคือบทบาทที่ครูควรทำมากๆ ในโลกแบบนี้ เพราะเมื่อไหร่ที่คุณเริ่มตัดสินเด็ก สิ่งที่คุณจะได้คือเด็กจะถอยห่างจากคุณ เพราะในโลกความเป็นจริงเขาไม่ได้มีแค่คุณ

 

แล้วครูสามารถมีคำตอบของตัวเองได้ไหม

ครูมีคำตอบในใจได้นะ แต่ในบริบทการถกเถียงในห้องเรียน มันอาจไม่ใช่การไปบอกเขาว่า เธอจงเชื่อในคำตอบนี้

คิดง่ายๆ ว่ามนุษย์ทุกคน เวลาใครมาบังคับให้เราเชื่ออะไร โดยพื้นฐานเรามักจะไม่เชื่อหรอก ยิ่งถ้าคุณเอาโซ่ตรวนมาล่ามเรา ล็อคแขนล็อคขาเรา ยิ่งไปกันใหญ่ ยกเว้นว่าถ้าคุณล่ามเราทุกวัน ฟาดเราทุกวัน ทำต่อเนื่องไปสักปีจนสภาพจิตใจเราย่ำแย่ สุดท้ายเราอาจเชื่อก็ได้ แต่ในโลกความเป็นจริงคุณทำแบบนั้นไม่ได้หรอก

สำหรับครูที่อาจมีความเห็นไม่ตรงกับเด็ก แล้วรู้สึกว่าเด็กที่ไปหาความรู้ในโลกออนไลน์มันอันตราย ทางหนึ่งที่ทำได้คือ ถ้าคุณคิดว่ามันอันตราย แล้วคุณหวังดีต่อเขา คุณชวนเขาคุย และรับฟังเขา แทนที่จะไปบอกว่าสิ่งที่เธอเชื่อมันผิด จงเชื่อแบบครูเท่านั้น

 

ในมุมของเด็ก มีอะไรที่ควรต้องปรับบ้างไหม

ผมกลับรู้สึกว่า ถ้าผู้ใหญ่พร้อมรับฟังจริงๆ เด็กเขาก็อยากคุยด้วยนะ (หัวเราะ) แต่ปัญหาตอนนี้คือ คุณไม่ได้อยากฟังเขา เขาพูดอะไรคุณก็บอกว่าผิด แล้วใครจะไปอยากคุยด้วย

โอเค เด็กอาจต้องพูดจาดีๆ สื่อสารกันดีๆ หรือเห็นอกเห็นใจคนอื่นบ้าง แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เด็กต้องทำเท่านั้น มันเป็นเรื่องที่มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ควรจะทำ พูดจากันดีๆ ต่อกัน เห็นอกเห็นใจกัน อย่าเพิ่งรีบตัดสินกัน นี่คือเรื่องที่ทุกคนควรทำ

ถ้าผู้ใหญ่บอกว่า เด็กไม่ควรก้าวร้าว ก้าวร้าวหมายความว่าอะไร นี่เป็นคำที่น่าสนใจมาก ถ้าก้าวร้าวหมายความว่า เด็กไม่ควรตั้งคำถามกับผู้ใหญ่ ผมก็ไม่แน่ใจนักว่ามันคือค่านิยมที่ถูกหรือเปล่า ถ้าก้าวร้าวหมายความว่าพูดจาไม่ดี เด็กไม่ควรพูดจาไม่ดีกับผู้ใหญ่ ผมก็จะมองว่า เราทุกคนไม่ควรพูดจาไม่ดี ไม่ว่ากับใครทั้งนั้น

ถึงที่สุดหลายๆ เรื่องที่เราเรียงร้องจากเด็ก มันไม่ใช่สิ่งที่ควรเรียกร้องจากเด็กเท่านั้น แต่ควรเรียกร้องจากทุกๆ คน เริ่มต้นจากตัวเองก่อนว่าสิ่งที่เราเรียกร้องนั้นเราทำได้รึเปล่า

คุณคิดยังไงกับการถกเถียงหรือปะทะกันทางความคิดในช่วงเวลานี้ ซึ่งดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

ผมเชื่อว่าสังคมที่ดี มันต้องไม่ใช่อย่างที่เคยเป็น มันต้องเป็นอย่างอื่น ซึ่งมันต้องมีช่วงเวลาแบบนี้แหละ ช่วงที่คนลุกขึ้นมาถกเถียงกัน ต่อให้มันจะดูน่าหงุดหงิดใจ แต่จะเป็นอะไรไป ก็ให้เขาเถียงกันไป แต่อาจต้องมีกติกา เช่น คุณไม่ควรไปตบหัวนักเรียนที่เถียงคุณ หรือนักเรียนก็ไม่ควรต่อยหน้าครู ต่อให้เขาบอกว่าเหตุการณ์นั้นเป็นความจริงทั้งที่มันไม่เคยเกิดขึ้น

ผมไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา ดีแล้วที่คนเถียงกัน ดีแล้วที่เด็กลุกขึ้นมาโวยวาย ครูจะได้ถูกท้าทายซะบ้าง เพราะถ้าเราไม่เคยถูกท้าทายเลย แล้วก็ไม่เคยท้าทายตัวเองด้วย เราก็มักจะไปไม่ถึงไหน นี่เป็น fact ของโลกเลยนะ นักกีฬาเก่งๆ ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็ต้องพัฒนาตัวเองอยู่ทุกวัน คำถามคือครูทำสิ่งนั้นหรือเปล่า

โอเค ครูส่วนหนึ่งอาจรู้สึกว่าทำไม่ได้ ด้วยภาระงานอื่นๆ ที่หนักหนา แต่อย่างน้อยที่สุดในฐานะที่เป็นครู คุณได้พยายามตั้งคำถามกับความรู้ที่คุณรู้มาหลายสิบปีแล้วบ้างหรือเปล่า ว่าตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปแค่ไหนยังไง ถ้าคุณไม่ได้ทำ ไม่เป็นไร เพราะตอนนี้กำลังมีคนที่ทำสิ่งนั้นแทนคุณอยู่ ก็คือเด็กพวกนี้แหละ

ผมว่าโมเมนต์นี้เป็นโมเมนต์ที่สำคัญมากๆ คือคำถามเบสิคที่ประเทศพัฒนาหลายประเทศเขาถามกันมานานแล้ว มันเริ่มเกิดขึ้นในสังคมเราแล้ว แม้จะยังมีข้อถกเถียงกัน ยังฝุ่นตลบกันอยู่ ก็ปล่อยให้มันฝุ่นตลบไป ไม่เห็นจะเป็นไร

ปัญหาคือเราไม่เคยเจอภาวะฝุ่นตลบขนาดนี้ ประวัติศาสตร์ของเราเป็นประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนมาตลอด ทุกอย่างในสังคมของเรามันถูกทำให้ชัดหมด ซึ่งต้องระวังเหมือนกัน เพราะเวลาเราเห็นอะไรชัดเกินไป ก็ควรตั้งคำถามว่าที่เราเห็นชัดขนาดนี้เป็นเพราะอะไร เพราะเราสายตาดี หรือจริงๆ แล้วมันมีคนเอาแว่นบางอย่างมาให้เราใส่ หรือเราเห็นเฉพาะสิ่งที่ใครบางคนต้องการให้เราเห็นหรือเปล่า

ผมคิดว่าโรงเรียนที่ดี การศึกษาที่ดี มันควรเป็นการศึกษาที่มีภาวะฝุ่นตลบอยู่บ้าง ไม่ใช่คอยแต่ย้ำว่านี่คือเรื่องจริง แล้วก็เชื่อตามๆ กันมา ต้องมีการตั้งคำถาม ชวนคิดแล้วถกเถียงกัน แบบนั้นน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าในระยะยาว

 

วิธีการแบบไหนที่จะทำให้คนที่มีความคิดต่างกัน หรือสถานะต่างกัน คุยกันได้จริงๆ

ความยากของเรื่องนี้คือ การที่คุณคิดว่าตัวเองต้องเท่าเทียมกับคนที่สูงส่งกว่า มันง่าย เช่นเด็กที่เรียกร้องความเท่าเทียมจากผู้ใหญ่ ยังไงเด็กก็ต้องคิดแบบนี้อยู่แล้ว แต่ในสังคมที่ดีหลายแห่ง มันเกิดจากการที่ต่อให้คุณมีอำนาจมากกว่า อายุมากกว่า ฐานะดีกว่า ชาติกำเนิดดีกว่า คุณก็คิดว่าคุณเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกับคนที่ต่ำต้อยกว่า นี่คือโจทย์ที่ยาก

ถ้าคุณไม่เคยคิดว่าตัวเองกับมนุษย์ที่มีอายุน้อยกว่าคุณ มีความรู้น้อยกว่าคุณ มีชาติกำเนิดต่ำต้อยกว่าคุณ เขาเท่าเทียมกับคุณ คุณก็จะรู้สึกว่า เรื่องอะไรที่ต้องไปฟังเขา

สุดท้ายมันจึงไม่ใช่การเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ฟังเด็ก หรือเรียกร้องให้เด็กมีสัมมาคารวะ แต่เป็นการเรียกร้องจากทุกคนในฐานะมนุษย์ว่า ถ้าคุณอยากได้สังคมที่พูดคุยกันได้จริงๆ คุณเห็นคนอื่นๆ ในสังคมเป็นมนุษย์เท่ากับคุณหรือยัง ถ้าสิ่งนี้ยังไม่เกิดขึ้น ก็ไม่มีทางที่การพูดคุยอย่างเป็นเหตุเป็นผลจะเกิดขึ้นได้

“หน้าที่ของสื่อคือสร้างความเข้าใจ ไม่ใช่ความเกลียดชัง” จับชีพจรสื่อไทย กับกลุ่ม Media Inside Out

 

  • “ต่างฝ่ายอาจอยู่ในโลกคู่ขนานกันก็ได้ แต่ต้องฉายออกมาให้เห็นว่าทำไมมันจึงคู่ขนานกัน นี่คือหน้าที่สำคัญของสื่อในช่วงเวลาแบบนี้”
  • “สมมติว่ามีเสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องสำคัญแบบนี้สื่อจะไม่นำเสนอได้อย่างไร อย่างน้อยคุณต้องหาวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะนำเสนอ นั่นคือการทำหน้าที่”
  • “ถามว่าจะเกิดความรุนแรงอีกไหม ถ้ามองในแง่ดีก็หวังว่าจะไม่เกิด แต่ไม่มีอะไรรับประกัน ส่วนหนึ่งเพราะในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เหตุการณ์พฤษภาฯ 2535 หรือกระทั่งปี 2553 คนทำผิดไม่เคยถูกลงโทษ”

 

ข้างต้นคือส่วนหนึ่งของบทสนทนาระหว่าง The Curator กับกลุ่ม Media Inside Out ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของนักวิชาการและสื่อมวลชนผู้คร่ำหวอดในวงการมายาวนาน

“กลุ่ม Media Inside Out เกิดขึ้นในปีที่สงครามเหลือง-แดงเข้มข้นมาก ซึ่งทำให้เราสงสัยว่า คนทำสื่อไทยหลายคนคิดอะไรอยู่ จึงลงสนามรบไปร่วมโจมตีใส่ร้ายคนเสื้อแดงกับเขาด้วย มันคืองานของสื่อสารมวลชนตั้งแต่เมื่อใด” นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม เล่าถึงที่มาที่ไปของการตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมา

ในวาระที่เดือนตุลาฯ เวียนมาบรรจบ เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวระลอกใหม่ของกลุ่มนักศึกษาและประชาชน เราล้อมวงคุยกับสมาชิกกลุ่ม 4 คน ประกอบด้วย นวลน้อย ธรรมเสถียร ผู้​ร่วม​ก่อตั้ง​กลุ่ม​ Media Inside​ Out​ อดีตผู้สื่อข่าว BBC และผู้ก่อตั้งเพจ Patani NOTES, พรรษาสิริ กุหลาบ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ชุติมา นิ่มสุวรรณสิน อดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโส ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Media Inside Out เพื่อทบทวนบทบาทและการทำหน้าที่ของสื่อ ในช่วงเวลาที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางประวัติศาสตร์

มีโอกาสที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นอีกไหม? สื่อจะตกเป็นจำเลยอีกหรือไม่? สิ่งใดที่สื่อควรทำและไม่ควรทำในช่วงเวลานี้? คือคำถามใหญ่ๆ ที่เราโยนให้พวกเธอช่วยกันขบคิด

 

 

ทุกวันนี้มีสื่อใหม่เกิดขึ้นมากมาย รวมถึงสื่อทางเลือกที่มุ่งทำประเด็นเฉพาะเจาะจง อยากทราบมุมมองแต่ละคนว่า สื่อหลักยังมีความสำคัญอยู่ไหมในสภาวะแบบนี้

นิธินันท์: คีย์เวิร์ดคือความน่าเชื่อถือ แบรนด์ที่อยู่มานานมีความน่าเชื่อถือ และความน่าเชื่อถือมันทำให้แบรนด์ใหญ่ที่อยู่มานาน ไม่ได้เป็นแค่ปากเสียงคนกลุ่มเล็ก แต่สามารถเข้าถึงศูนย์กลางอำนาจได้

ชุติมา: ในทางปฏิบัติ สื่อแบบนี้ยังมีความเป็นสถาบันอยู่ ในแง่ที่ว่าเวลาสื่อหลักยกเรื่องอะไรมาเล่น มันจะบูมขึ้นมาทันที ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเรื่องเด็กอนุบาลถูกครูทำร้าย ถ้าสื่อกระแสหลักไม่เอามาขยายความ ยกขึ้นมาเป็น agenda ของสังคม โอกาสที่มันจะได้รับการแก้ไขก็อาจไม่รวดเร็วขนาดนี้ เพราะคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจแก้ปัญหานี้เขายังให้ความสำคัญต่อสื่อกระแสหลักอยู่ ความได้เปรียบของสื่อกระแสหลักตรงนี้ยังเป็นแต้มต่อมากกว่าสื่อที่เราเรียกกันว่าเป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม

พรรษาสิริ: ถ้าเราไม่ได้แยกว่า mass media กับ journalism ต่างกันอย่างไร ก็อาจลำบาก เพราะ mass media ก็มีหน้าที่อื่นๆ เช่น ให้การศึกษา สร้างความบันเทิง แต่ถ้าคุณเป็นสื่อวารสารศาสตร์ ในความหมายของ journalism สิ่งที่คุณต้องยึดโยงอย่างชัดเจน คือคุณยึดโยงอยู่กับหลักการประชาธิปไตยหรือเปล่า

ถามว่าทำไมต้องยึดหลักการประชาธิปไตย ก็เพราะวารสารศาสตร์มันเกิดมาจากสิ่งนี้ จากการที่สังคมต้องการข้อเท็จจริง ทำไมสังคมต้องการข้อเท็จจริง ก็เพราะประชาชนในสังคมจะได้เอาข้อเท็จจริงไปตัดสินใจว่าฉันจะใช้ชีวิตอย่างไร จะเลือกผู้นำคนไหนมาเป็นผู้บริหารประเทศ หรือฉันจะมีอำนาจในการตัดสินว่าฉันจะจัดการทรัพยากรในชุมชนของฉันยังไง วารสารศาสตร์จึงเกิดขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ให้ข้อเท็จจริงกับประชาชน เพื่อให้ประชาชนจะได้นำข้อมูลเหล่านั้นไปตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้

 

แม้ทุกวันนี้จะมีสื่อทางเลือกมากมาย หรือมีคนที่ลุกขึ้นมาส่งเสียงผ่านช่องทางต่างๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วความคาดหวังของประชาชน ไม่ว่ากลุ่มใด ก็ยังอยู่ที่สื่อหลัก เพราะเขามีบทบาทในการกำหนดวาระทางสังคม

 

อย่างกรณีที่แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมยื่น 10 ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ หลังจากนั้นสื่อเองก็มีความกระอักกระอ่วนใจในการรายงานประเด็นนี้ สิ่งที่เราเห็นหลังจากนั้นคือ ตัวนักศึกษาและนักเรียนที่มาร่วมการชุมนุม ก็ออกมาเรียกร้องให้สื่อใหญ่ๆ เอาไปรายงาน เพราะเขาไม่ได้แค่อยากได้ซีนจากการจัดชุมนุม เขาคาดหวังว่าเสียงที่เขาเปล่งออกมา จะไม่ได้แค่ตกหล่นอยู่ตามทวิตเตอร์ ในคนที่เป็นกลุ่มก้อนเดียวกันหรือคิดเหมือนกันเท่านั้น แต่มันต้องไปถึงสถาบันที่มีอำนาจต่างๆ ที่มีส่วนในการตัดสินใจชะตากรรมชีวิตของเรา รวมถึงกำหนดนโยบายของประเทศชาติด้วย

ในอีกมุมหนึ่ง นักวิชาชีพรุ่นเก่าจะมีความรู้สึกว่า สื่อที่เป็นของรัฐมันไม่น่าใช่สื่อ เพราะเขาต้องทำหน้าที่เพื่อตอบสนองวาระที่รัฐเป็นคนตั้ง ดังนั้นเขาไม่ต้องไปตรวจสอบรัฐก็ได้ ถามว่าแล้วเราควรเอาอะไรมาวัดว่าใครเป็นสื่อ ใครไม่เป็นสื่อ หนึ่ง-คุณนำเสนอข้อเท็จจริงหรือเปล่า สอง-คุณตรวจสอบอำนาจในสังคมหรือเปล่า สาม-คุณนำเสนอทุกแง่มุมเท่าที่คุณพอจะนำเสนอได้หรือเปล่า

 

ในระยะหลัง โดยเฉพาะในช่วงการชุมนุมที่ผ่านมา เราเห็นกระแสที่คนเรียกร้องให้ดาราหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงออกมาแสดงจุดยืน แต่กลับไม่เห็นการเรียกร้องแบบนี้กับสื่อมวลชนเท่าไหร่ เป็นไปได้ไหมที่คนจะเสื่อมศรัทธาและสิ้นหวังกับการทำหน้าที่ของสื่อแล้ว

นิธินันท์: ถ้าคนทำสื่อเขาไม่รู้สึกอะไร เราก็ไม่จำเป็นต้องไปรู้สึกแทนเขานะคะ เขาควรจะรู้ตัวว่า ถ้าเป็นสื่อมวลชน เขาต้องทำอะไร ถ้าไม่อยากทำก็เรื่องของคุณ แล้วเดี๋ยวคุณก็จะตายไปเอง เพราะสุดท้ายแล้วสังคมมันเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเสมอ แต่ที่เกิดคำถามแบบนี้ เพราะสื่อไทยเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำหน้าที่ที่ควรทำ

คีย์เวิร์ดคือสื่อเพียงแต่ทำหน้าที่สื่อเท่านั้นแหละ การที่ประชาชนเขาเรียกร้อง เพราะหลายคนไม่ทำหน้าที่สื่อไง เราไม่ให้พื้นที่คนที่ถูกโจมตีหรือกล่าวหา เพราะเราไปฝังหัวว่าไอ้นี่มันชั่ว อคติไง และเพราะคนทำสื่อเองก็ยังติดกับดักความคิดว่าเรายุติธรรมกว่าใครๆ

นวลน้อย: เราว่าสื่อที่ทำหน้าที่ของตัวเองก็มี แต่คนอาจมองไม่เห็น และในขณะเดียวกัน สื่อก็ไม่ได้เป็น activist คุณไม่สามารถเรียกร้องให้สื่อออกไปนำการประท้วง เราไม่เห็นด้วยกับการบอกว่า สื่อต้องออกมายืนบนแถวหน้าของการต่อสู้ นั่นไม่ใช่หน้าที่สื่อ

 

สิ่งที่อยากบอกคือ อย่าไปคาดหวังนักข่าวว่าเขาจะไปเป็น activist นักข่าวไม่ใช่ เราไม่เห็นด้วยกับนักข่าวที่ออกไปแล้วก็ชี้ว่าอะไรผิดอะไรถูก เรื่องนั้นคุณรู้อยู่แก่ใจ แต่คุณต้องนำเสนอ ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม อันนี้เป็นหน้าที่

 

ในมุมกลับกัน เราก็รู้สึกว่านักข่าวกลุ่มหนึ่งก็สยบยอมมากเกินไป ทำไมยอมให้ถูกกระทำขนาดนั้น ไม่มีศักดิ์ศรีเลยเหรอ นั่นเป็นสิ่งที่วิจารณ์กันได้ ส่วนเขาจะตอบโต้หรือไม่ก็แล้วแต่ อย่างน้อยเราต้องให้ความแฟร์กับเขาด้วยว่า เขาก็ทำหน้าที่ของตัวเองอยู่เหมือนกัน ถ้าไม่มีนักข่าวที่แบกหน้าไปเอาไมค์จ่อว่านายกฯ พูดอะไร เราก็คงไม่มีทางรู้

สิ่งสำคัญคือคนทำสื่อต้องถามตัวเองตลอดว่าคุณกำลังทำอะไร หน้าที่ของคุณคืออะไร แล้วคุณจะปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองอย่างไรในฐานะผู้สื่อข่าว ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่การไปสยบยอม หรือไปอวย แต่ในทางปฏิบัติ เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องยาก เหมือนไต่บนเส้นลวด ฉะนั้นคุณจึงต้องถามตัวเองตลอดว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่

ถ้าสื่อทำหน้าที่ของตัวเอง คือนำเสนอสิ่งที่ควรถูกนำเสนอ อันนี้เป็นประโยชน์มากที่สุด ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ถ้ามีเสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องสำคัญแบนนี้สื่อไม่นำเสนอได้เหรอ อย่างน้อยๆ คุณต้องหาวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะนำเสนอ นี่คือประเด็นว่าคุณทำหน้าที่สื่อหรือยัง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการออกไปยืนข้างหน้า แล้วไปตามจิกตามกัดคนบางกลุ่มเพื่อจะบอกว่าคนเหล่านั้นไม่มีความชอบธรรมในการพูด นั่นไม่ใช่หน้าที่ของสื่อ

 

นวลน้อย ธรรมเสถียร – อดีตผู้สื่อข่าว BBC และผู้ก่อตั้งเพจ Patani NOTES

 

แล้วความเป็นอำนาจนิยม โดยเฉพาะจากฝ่ายรัฐ ส่งผลต่อการทำงานของสื่อแค่ไหน

นวลน้อย: ข่าวที่ผู้มีอำนาจไม่ชอบคือข่าวที่คัดง้างและบอกว่าเขาผิด ข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์เขา ข่าวที่บอกว่าเขาละเมิดสิทธิ ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องทั้งหลายแหล่ และนี่คือข่าวที่จะทำให้สื่อมีปัญหา แต่ทั้งนี้ มันขึ้นอยู่กับความใจกว้างของผู้บริหารประเทศด้วย คือถ้าเราอยู่ในสังคมประชาธิปไตย สิทธิในการสื่อสารเหล่านี้มันถูกการันตี แต่สังคมที่มันไม่เป็นประชาธิปไตย มันไม่มีเครื่องค้ำประกัน ถามว่าคุณทำได้ไหม ก็ต้องทำแหละ แต่คุณจะหาช่องทางของตัวเองในการทำสิ่งเหล่านี้ได้ยังไง เป็นเรื่องที่ลำบากเหมือนกัน

ฉะนั้นอาการที่เราเห็นตอนนี้ คืออาการของสื่อที่อยู่ภายใต้ระบบที่ไม่มีอะไรมาค้ำประกันเสรีภาพของตัวเอง ถ้าคุณเล่น คุณต้องดูแลตัวเอง ถ้าคุณถูกฟ้อง ถูกอำนาจเล่นงาน ก็ไม่มีใครมาช่วยเหลืออะไรคุณได้ คุณต้องต่อสู้อย่างลำพัง จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นอาการกล้าๆ กลัวๆ หรือไปไม่สุด

ชุติมา: ระบบการปกครองมีส่วนในการทำหน้าที่ของสื่อเยอะมาก คือถ้าคุณเป็นประชาธิปไตย การทำหน้าที่ของสื่อมันก็สามารถที่จะกล้าตั้งคำถามสิ่งที่มันแทงใจดำ การทำงานมันจะมีศักดิ์ศรี จะไม่รู้สึกว่าตัวเล็ก

มีช่วงนึงที่นักข่าวทั้งทำเนียบใส่เสื้อดำไปประท้วงนายกฯ นั่นคือความเป็นประชาธิปไตยไง เขาทำได้ แต่พอเป็นนายกฯ ที่ยึดอำนาจมา คุณเจอขว้างกล้วย เอาแฟ้มเขวี้ยง ขู่จะทุ่มด้วยโพเดียม แต่คุณก็เงียบไง เพราะมันเป็นระบบเผด็จการอำนาจนิยม คุณทำอะไรไม่ได้เลย ถามว่าโรงพิมพ์จะปกป้องคุณไหม ก็ไม่

ในยุคสมัยหนึ่ง การทำข่าวทหารเป็นเรื่องยุ่งยากมาก จะโดนผลัก โดนเบียดกระเด็นไปข้างหลัง ช่างภาพเขาก็ประท้วงไม่ทำข่าวเลยสามวัน ตาต่อตา ฟันต่อฟันกันเลย ซึ่งก็ถูกวิจารณ์แหละ เพราะสื่อที่เป็นสื่ออาวุโสบางคนเขาก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีแบบนี้ แต่สื่อก็สามารถตอบโต้ได้ไง นั่นคือยุคที่มีเสรีภาพ ทำให้คุณก็กล้าแสดงออก แต่พอคุณไม่มีเสรีภาพ คุณก็ทำตัวหงิมๆ มีอะไรก็ตามน้ำไป เพราะอยากได้ข่าว แต่ข่าวนั้นมีคุณค่ากับประชาชนมั้ย ไม่รู้

 

เราต้องยอมรับความจริงว่าสื่อมันเป็นธุรกิจ เขาอิงแอบกับอำนาจ เขาต้องรักษาตัว เขาไม่ไปทำอะไรที่มันไปต่อต้านเชิงอำนาจหรอกถ้ามองในเชิงธุรกิจ แต่ถ้าเป็นระบอบประชาธิปไตย ระบอบมันจะมาค้ำคุณเอง ประเด็นคือโดยพื้นฐาน นักข่าวควรฝักใฝ่ประชาธิปไตยหรือเปล่า เรื่องนี้เราว่ามันจำเป็น

 

นิธินันท์: โดยหลักการแล้วมันต้องเป็นอย่างนั้น เรียกว่าเป็น a must เลย แต่อยากเสริมว่า ความกล้าๆ กลัวๆ แบบนี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในเชิงธุรกิจของผู้บริหารสื่อ เพราะสภาพเศรษฐกิจสมัยนั้นกับสมัยนี้มันไม่เหมือนกัน เมื่อก่อนมันไม่ได้หาเงินยากหรือต้องใช้เงินเยอะมากในการตั้งองค์กร แล้วก็ไม่ได้เป็นองค์กรมหาชน ถามว่ายากมั้ย ก็ยากแหละ แต่ไม่ได้ยากเท่าตอนนี้ ผู้บริหารไม่ต้องแบกรับปากท้องคนเยอะแยะเท่านี้ นี่อาจเป็นส่วนหนึ่ง

แต่ขณะเดียวกัน เราก็ตั้งคำถามเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนทำสื่อรุ่นหลังๆ เราไม่รู้ว่าอำนาจนิยมมันกลายเป็นความเคยชินของคนในสังคมหรือเปล่า แต่โดยส่วนตัว จากที่เคยทำงานมา เราไม่เคยรู้สึกว่าเราตัวเล็ก ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต เวลาเข้าทำเนียบไปสัมภาษณ์ใครต่อใคร ดิฉันเดินตัวตรง ผ่าเผย ไม่เคยมีความรู้สึกว่าตัวเองกระจอกเลย ต่อให้ใครจะพูดว่า โอ้ย พวกนักข่าวเหรอ กระจอก วิ่งตีนโรงตีนศาล ดิฉันไม่กระจอกค่ะ ดิฉันมีความรู้ ดิฉันมีหน้าที่มาสัมภาษณ์คุณ และดิฉันเตรียมตัวมาอย่างดี

การทำข่าวมันเป็นศิลปะนะคะ ไม่ใช่ว่าทุกคนทำได้ โดยเฉพาะถ้าคุณต้องเข้าพบกับผู้มีอำนาจ เราต้องไม่คิดว่าเราตัวเล็ก เราต้องเดินเข้าไปอย่างผึ่งผาย แต่ขณะเดียวกัน เราก็ต้องมีมารยาท และอาจต้องดัดจริตให้เป็น (หัวเราะ) เรียบร้อย ยิ้มหวาน พูดเพราะ เวลาไปเจอพวกผู้ใหญ่ในสังคมไทย ต้องใช้บุคลิกแบบนี้

พรรษาสิริ: เหตุที่เราคุยกันเรื่องว่าทำไมนักข่าวไม่สามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจ หรือต้องพินอบพิเทา รวมถึงเรื่องอำนาจนิยมด้วย คือเราไม่เป็นประชาธิปไตย ถ้าเราเป็นประชาธิปไตย ด้วยระบบของความเป็นนักวารสารศาสตร์ มันจะถูกเคลมให้ทำหน้าที่ ในการที่คุณจะต้องไปเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน

ฉะนั้น การต่อสู้หรือการเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยจึงไม่ใช่แค่หน้าที่ของสื่อสารมวลชน แต่ต้องเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน แล้วเราก็ควรต้องเห็นว่า การที่สื่อมวลชนออกไปทำหน้าที่ เขาไปทำหน้าที่แทนประชาชน เขาสามารถเข้าถึงสถาบันที่มีอำนาจได้มากกว่าที่ประชาชนทั่วๆ ไปจะมีศักยภาพ หรือมีความสามารถที่จะเข้าถึง

ส่วนหนึ่งเราก็เข้าใจว่านักข่าวมีข้อจำกัดต่างๆ อย่างที่แต่ละท่านได้พูดไป แต่ในขณะเดียวกัน ประชาชนก็น่าจะต้องสนับสนุนนักข่าว และรับรู้ว่าเขาอาจถูกคุกคามได้เหมือนกัน แต่ว่าก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีการเปิดเผยเท่าไหร่ ข้อเสียของการที่เราไม่สามารถเปิดเผยได้ว่านักข่าวถูกคุกคามด้วยวิธีใดบ้าง คือสาธารณชนไม่รับรู้ว่าคุณมีข้อจำกัดอะไรในการทำงาน เมื่อไม่รู้ ก็ไม่เห็นว่าฉันจะช่วยเธอได้อย่างไร เห็นแค่ว่าสื่อเป็นอาชีพหนึ่ง คุณก็ทำหน้าที่คุณไป ไม่ได้รู้ว่าจริงๆ มันมีนัยยะสำคัญทางประชาธิปไตยอย่างไร

ดังนั้นนักวิชาการในยุคหลังๆ โดยเฉพาะคนที่มองเรื่องความขัดแย้ง จึงพยายามเสนอว่า บางครั้งนักข่าวสามารถบอกได้นะว่าเราถูกคุกคาม เปิดหลังบ้านบ้างก็ได้ ให้เขาเห็นว่ามันมีข้อจำกัดแบบนี้ แล้วข้อจำกัดที่ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร เพื่อให้คนได้รับรู้ว่า สถาบันสื่อซึ่งดูเหมือนจะมีอำนาจ ก็ต้องเป็นลูกไล่เผด็จการเหมือนกัน ต้องเป็นลูกไล่กลุ่มทุนเหมือนกัน เช่นเดียวกับเราซึ่งเป็นประชาชนตาดำๆ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลย

ดังนั้น เราต้องช่วยกันสิ เรียกร้องให้มันมีประชาธิปไตยเกิดขึ้นสิ แล้วต่อไปคุณจะไปถกเถียงเรื่องการจะเลือกข้าง หรือจะมีจุดยืนทางการเมืองแบบไหน ค่อยว่ากัน

เราไม่เห็นด้วยกับคำที่ว่า สื่อต้องเลือกข้างประชาธิปไตย เพราะสื่อต้องเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น

 

พรรษาสิริ กุหลาบ – อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ชุติมา: จริงๆ แล้วอำนาจยุคก่อนมันก็ไม่ได้น้อยกว่านี้นะ มีความกดทับเหมือนกัน แต่ทำไมเรามีคนแบบ ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์) คนแบบอิศรา อมันตกุล ช่วงนั้นก็รุนแรงเหมือนกัน จับจรัง เข้าคุกจริง การทำข่าวบางทีมันขึ้นอยู่กับทัศนคติในใจคุณด้วยนะ มันเป็นส่วนหนึ่งที่จะกำหนดแนวทางการทำงานของคุณ ถ้าคุณชื่นชอบความเท่าเทียม ความยุติธรรม คุณจะมีทัศนคติที่ให้น้ำหนักต่อการมองคนเท่าเทียมกัน ไม่ได้ไปมองว่าเสื้อแดงคือคนที่ถูกซื้อได้ เป็นต้น ทัศนคติแบบนี้เราจะไม่มีเพราะเราจะมองความเดือดร้อนของพวกคนเสื้อแดงว่าทำไมรู้สึกอย่างนั้น ทำไมคนที่เขาเลือกมาถึงถูกกำจัดออกไป

นิธินันท์: แต่ความเชื่อที่ว่าฉันเป็นแบบศรีบูรพา เป็นแบบอิศรา อมันตกุล บางทีก็กลายเป็นพิษเหมือนกัน เพราะมันทำให้สื่อจำนวนหนึ่งมีความเชื่อว่า ฉันคือผู้พิทักษ์ความถูกต้อง พอเห็นว่าไอ้นี่ไม่ถูกต้อง ก็กระทืบเลย ประเด็นคือแม้คนๆ นั้นจะผิดจริง สื่อก็ไม่ได้มีหน้าที่ไปกระทืบเขา สื่อมีหน้าที่แค่เสนอ fact ว่าเขาทำอะไร และถ้าจะให้เป็นประโยชน์สังคม ก็ต้องนำเสนอต่อไปว่า เหตุใดจึงเกิดการกระทำแบบนี้ขึ้น มีเบื้องหน้าเบื้องหลังและองค์ประกอบยังไง แล้วจะหาทางไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ในอนาคตอีกได้ยังไง

ชุติมา: สุดท้ายมันก็กลับไปสู่เรื่องที่ว่า ถ้าคุณมาจากการเลือกตั้ง คุณจะอยากสื่อสารกับประชาชน อยากประชาสัมพันธ์ให้คนรู้ว่าทำอะไรบ้าง ถึงเขาไม่พูด ก็ต้องมีโฆษกมาพูด หรือโฆษกไม่พูด รัฐมนตรีก็ต้องพูด เพราะเขาอยากจะบอกกล่าวว่าที่ประชาชนเลือกคุณมาน่ะ คุณทำอะไรให้เขาได้บ้าง แต่ถ้าคุณลอยๆ มาจากไหนไม่รู้ คุณก็จะรู้สึกว่า ฉันทำให้เธอแล้วไง เห็นไหม ไม่ต้องมาจี้ เขาไม่จำเป็นต้องตอบคำถาม

 

ย้อนไป 40 กว่าปีก่อน ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เราจะเห็นอิทธิพลของสื่อในการปลุกปั่นความรุนแรง ลดทอนความเป็นมนุษย์และสร้างความเป็นอื่น สังเกตว่าในปัจจุบันยังมีสื่อบางแห่งที่มีการกระทำในลักษณะนี้อยู่ เราเรียกร้องอะไรจากใครได้ไหมในกรณีนี้

นวลน้อย: ถ้ามองในภาพใหญ่ เราคิดว่าการลดทอนความเป็นมนุษย์ (dehumanized) มันเกิดขึ้นโดยทั่วไป ไม่ใช่เฉพาะแค่กรณี 6 ตุลาฯ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราใช้กระบวนการทางสังคมลงโทษคนกันจนกลายเป็นความเคยชิน เวลาเราจะทำร้ายคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เราก็จะยกว่าไอ้คนนี้มันเป็นคนไม่ดี พอเป็นคนไม่ดี คุณจึงสมควรแล้วที่จะโดน

อย่างช่วง 6 ตุลาฯ มีกรณีที่พระชื่อดังพูดว่า ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป เพราะมีกระบวนการทำให้เห็นว่าคอมมิวนิสต์ไม่ใช่คน แล้วเรื่องทำนองนี้ก็เกิดขึ้นกับคนเสื้อแดงในยุคหนึ่ง เราสร้างบรรทัดฐานที่ทำให้คนรู้สึกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณถูกชี้หน้าว่าคุณเป็นคนไม่ดี หรือไม่ใช่คน คุณก็จะถูกลงโทษด้วยวิธีการนอกกฎหมายอย่างไรก็ได้ และสังคมก็ดันยอมรับด้วย

ในความเป็นจริงของชีวิต แม้กระทั่งกับคนที่ทำผิด เขายังต้องเอาขึ้นศาล แล้วรอให้ศาลตัดสินก่อน คุณถึงจะลงโทษเขา แต่สังคมไทยเรากลับเคยชินกับวิธีการอีกแบบ คือเราลงโทษมันแบบที่เราต้องการนี่แหละ จะเพื่อความสะใจหรืออะไรก็แล้วแต่ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนที่คุณไม่ชอบ คุณก็สร้างวาทกรรมขึ้นมาเพื่อตราหน้าว่าเขาเป็นคนไม่ดี แล้วอาศัยความชอบธรรมของการเป็นคนที่ดีกว่าแล้วลงโทษ

ตอนนี้ผ่านมาเกือบห้าสิบปีแล้ว แต่เราก็มีระบบคิดแบบนี้อยู่ คือถ้าคุณเป็นคนดี คุณจะทำอะไรก็ได้

ชุติมา: มันมีกระบวนการกล่อมประสาทให้คนเห็นด้วย ว่าไอ้นี่เป็นคอมมิวนิสต์ คิดร้ายทำลายชาติ ล้มเจ้า แล้วก็มีการผลิตซ้ำมาเรื่อยๆ อย่างตอนปี 2535 เราได้คุยกับทหาร เขามาจากบ้านนอก เขาบอกว่าเขาได้รับคำสั่งว่ามีผู้ก่อการร้ายอยู่ตรงบริเวณราชดำเนิน สิ่งที่เขาได้รับมอบหมายหน้าที่มา คือให้มาปราบปรามพวกทำร้ายประเทศชาติ กรณ๊คนเสื้อแดงก็เหมือนกัน มีการปลุกปั่นว่าคนเหล่านี้เป็นพวกขี้ข้า ขายสิทธิขายเสียง เห็นแก่เงิน มีกระบวนการสร้างความชอบธรรมในการปราบปราม ถ้าเทียบกับปัจจุบัน ก็คือกระบวนการที่พยายามทำให้นักศึกษาเป็นพวกชังชาติ ไม่จงรักภักดี

นิธินันท์: ก่อนหน้านี้เราคุยกับเพื่อนที่อาจจะความจำดีกว่าเราหน่อย ถามเขาว่าสมัยนั้นสื่อมันเป็นยังไง เขาตอบว่า สื่อสมัย 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ก็มีทั้งสองปีก คือปีกของฝ่ายรัฐ เป็นขวาจัด เช่น ดาวสยาม ไทยรัฐ เดลินิวส์ วิทยุยานเกราะ และปีกฝ่ายก้าวหน้า คือประชาชาติ ประชาธิปไตย เสียงใหม่ อธิปัตย์ แต่วิทยุกับทีวีนั้นผูกขาดโดยรัฐอยู่แล้ว นิสิตนักศึกษาจึงมีกระบอกเสียงแค่สิ่งพิมพ์ที่ว่ามา นิตยสาร สื่อโปสเตอร์ และเวทีนิทรรศการ

ข้อโจมตีของฝ่ายขวาผ่านสื่อวิทยุ หนังสือพิมพ์ ทีวี คือนักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ ขายชาติ เป็นลาวแดง เป็นญวนแดง ล้มสถาบัน นักศึกษาถูกพวกคอมมิวนิสต์ ลาวแดง ญวนแดงล้างสมอง ทำให้นักศึกษาเป็นฝ่ายอื่นของสังคม เป็นเครื่องมือของต่างชาติ

พรรษาสิริ: ไม่รู้ว่าเรามองแบบโลกสวยไปรึเปล่า แต่จุดหนึ่งที่น่าจะเป็นความต่างระหว่างสมัยก่อนกับปัจจุบัน คือเรามีการถกเถียงกันในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น เราไม่แน่ใจว่าสมัยก่อน นอกเหนือจากแวดวงนักศึกษาปัญญาชนและประชาชนบางกลุ่มแล้ว เรื่องของประชาธิปไตย เรื่องสิทธิมนุษยชน รวมถึงเรื่องการคลี่คลายความขัดแย้งด้วยการไม่ใช้ความรุนแรง มีการถกเถียงในวงกว้างมากแค่ไหน

แต่ในปัจจุบัน เรารู้สึกว่าแนวร่วมหรือเครือข่ายในการถกเถียงประเด็นเหล่านี้มีมากขึ้น จากการพูดคุยกันในเชิงกายภาพ ตั้งแต่ระดับพื้นที่เล็กๆ ในหมู่บ้าน มีกลุ่มเครือข่ายที่มานั่งคุยกันเอง มีสถาบันการศึกษาที่จัดเสวนาในประเด็นเหล่านี้เรื่อยๆ ไปจนถึงการพูดคุยถกเถียงกันในโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจทำให้เกิดการคัดง้างกับแนวคิดที่ส่งเสริมการใช้ความรุนแรง หรือลดทอนความเป็นมนุษย์กับกลุ่มคนที่เห็นต่างหรือวิจารณ์สถาบันที่มีอำนาจได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอด้วย เรื่องแบบนี้ต้องทำไปเรื่อยๆ ให้เกิด dynamic แต่ถ้าหยุดเมื่อไหร่ โอกาสที่จะทรุดก็มีสูง ดังนั้น สิ่งที่สื่อมวลชนสามารถทำได้ ทั้งสื่อเล็กสื่อใหญ่ คือต้องเอายกประเด็นเหล่านี้มานำเสนอในพื้นที่สาธารณะในมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เกิดการถกเถียงว่าเราจะไปต่อกันอย่างไร โดยเฉพาะในเดือนตุลาคมซึ่งสถานการณ์จะยิ่งเข้มข้นขึ้นมาก อย่าให้มีประเด็นอื่นมาแซง

 

ถ้ามีประเด็นอื่นมาแซง ก็ต้องโยงเข้ามาให้ได้ว่า แล้วมันเกี่ยวข้องกับเรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตยของเราอย่างไร

 

เรื่องของเด็กถูกทำร้ายในโรงเรียนมันสะท้อนอะไร หรือว่าเรื่องที่ถูกละเลย เช่น การเปลี่ยนแปลงพื้นที่สีเขียวเป็นสีม่วงที่สงขลา มันโยงกับประเด็นที่ใหญ่กว่านั้นอย่างไร ต้องลากกลับมาตรงนี้ให้หมด ไม่งั้นมันจะหลุดจาก track ที่เราวางไว้ว่าต้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แล้วสุดท้ายจะกลายเป็นว่า เราก็ไปแก้ปัญหาปากท้องประชาชนก่อนสิ ซึ่งไม่ใช่ว่าไมดีนะ แต่ถ้าแก้ตรงนี้ได้ มันจะช่วยคลี่คลายปัญหายิบย่อยอื่นๆ ไปพร้อมๆ กันด้วย

 

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ – สื่อมวลชนอาวุโส ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Media Inside Out

 

แน่นอนว่าโซเชียลมีเดียก็มีข้อดี แต่ในทางกลับกันก็มีข้อที่น่ากังวลหลายอย่าง ทั้งเรื่อง echo chamber เรื่องข่าวลวง เรื่องการใช้ hate speech อยากถามแต่ละคนว่า ถ้าเทียบกับช่วงตุลาคม 2519 ที่สื่อมีส่วนสำคัญในการปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง ยุคนี้มีโอกาสที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยไหม

นิธินันท์: สำหรับเรา ในฐานะคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ต้องบอกว่าสมัยนั้นมันไม่มีการทำความเข้าใจในวงกว้างขนาดนั้น แล้วการสร้างหรือปั่นกระแสให้นักศึกษากลายเป็นอื่น เป็นคนชั่วร้าย จริงๆ มันเริ่มมาตั้งแต่หลัง 14 ตุลาคม 2516 แล้ว ซึ่งตัวนักศึกษาเองก็ไม่ได้ใส่ใจ มัวแต่มุ่งหน้าทำตามอุดมการณ์ของตัวเองไป ไม่ปฏิเสธว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่เห็นว่าระบบสังคมนิยมมันดีกว่าเผด็จการที่เป็นอยู่ ฉะนั้นการดำเนินการของนักศึกษา หลายครั้งก็เข้าไปสัมพันธ์กับพรรคคอมมิวนิสต์โดยไม่รู้ตัว แล้วก็เคลื่อนกันไปโดยที่ไม่ได้ฟังคนข้างนอกเลย แง่หนึ่งก็อาจเหมือน echo chamber ในยุคนี้ ขณะที่อีกฝั่งหนึ่ง กระแสที่ปลุกปั่นทุกวันว่านักศึกษาชั่วร้าย ก็ค่อยๆ สูงขึ้น แรงขึ้น

ถามว่ายุคนี้จะเป็นแบบ 6 ตุลาฯ มั้ย ถ้ามองในแง่ร้าย ส่วนตัวคิดว่าช่วงเวลานี้ยังไม่น่ามีอะไร เพราะยังไม่แรงพอ เหมือนอยู่ในช่วงปีแรกๆ ของความเคลื่อนไหว เราเชื่อว่าครั้งนี้มันคือการปะทะทางความคิดของคนต่างรุ่น ไม่ใช่สงครามที่รู้แพ้ชนะในวันเดียว ฉะนั้นมันจะปะทะกันไปอีกยาว แปลว่าเราก็ต้องระแวดระวังไว้ว่าเขาจะปั่นอย่างไร แล้วกลุ่มคนที่เสพสื่อแต่ฝั่งนั้น เขาจะคิดอย่างไร

อย่างตัวเราเอง ก็พยายามเข้าไปฟังนะ หมอวรงค์ กลุ่มไทยภักดี ฟังเพื่อให้รู้ว่าเขาคิดอะไร แต่พอฟังแล้วก็รู้สึกว่าไม่ได้มีเหตุผลสำหรับเรา แต่สิ่งที่เห็นอย่างหนึ่งคือ ท่าทีของไทยภักดี ท่าทีของหมอวรงค์ เขาก็ปรับเหมือนกัน คือมีความสุภาพกว่าสมัยเสื้อแดง หรือสมัย 6 ตุลาฯ ไม่ได้ลุกมาชี้หน้าว่า อีนี่ ตายซะเถอะ จะมีความสุภาพนุ่มนวลกว่า

ฉะนั้นในเชิงจิตวิทยา มันอาจลดความกระเหี้ยนกระหือรือในการฆ่าได้รึเปล่า ขณะเดียวกัน เราเดาว่า เขาเองก็อาจรู้อยู่แก่ใจว่าเขาไม่ได้มีความชอบธรรมเพียงพอที่จะฆ่านักศึกษา มันไม่ได้มีพรรคคอมมิวนิสต์หรือกองกำลังเหมือนในสมัยนั้น แต่อย่างที่บอกว่าในระยะยาว ฝั่งนักศึกษาเองก็ต้องระมัดระวังในการเคลื่อนไหวเหมือนกัน ต้องค่อยๆ ไปทีละสเต็ป

 

สิ่งที่เราคาดหวังคือ มันควรเป็นการเปลี่ยนผ่านด้วยดี โดยที่ผู้ใหญ่ต้องพยายามเข้าใจเด็กให้มากขึ้น ถ้าเราเป็นสื่อ สิ่งที่เราจะทำคือเปิดพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจให้มากขึ้น ไม่ใช่เปิดพื้นที่ให้คนรู้สึกโกรธหรือเกลียดกันมากขึ้น

 

ไม่ได้แปลว่าคุณต้องมาคุยกัน แล้วเข้าใจกันทันที แต่ต้องให้พื้นที่สำหรับแต่ละฝ่ายในการทำความเข้าใจ เฮ้ย ตกลงเราโกรธกันตรงไหน ฝั่งนี้เหตุผลคืออะไร อีกฝั่งเหตุผลคืออะไร ต่างฝ่ายอาจอยู่ในโลกคู่ขนานกันก็ได้ แต่ต้องฉายออกมาให้เห็นว่าทำไมมันจึงคู่ขนานกัน นี่คือหน้าที่สำคัญของสื่อในช่วงเวลาแบบนี้

พูดแบบโลกสวยคือ ถ้าเรามีพื้นที่ที่ได้คุยกัน ทำความเข้าใจกัน เราจะเกิดสติ แล้วค่อยๆ เห็นว่าจะคลี่คลายความขัดแย้งต่างๆ ได้อย่างไรโดยไม่ต้องฆ่ากัน

ชุติมา: ถามว่าจะเกิดความรุนแรงอีกไหม ถ้ามองในแง่ดีก็หวังว่าจะไม่เกิด แต่ไม่มีอะไรรับประกัน ส่วนหนึ่งเพราะในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เหตุการณ์พฤษภาฯ 2535 หรือกระทั่งปี 2553 คนทำผิดไม่เคยถูกลงโทษ เราทำข่าวมาหลายสิบปี ทุกกรณีไม่เคยมีใครถูกลงโทษ คนทำผิดยังลอยนวล

ข้อสังเกตส่วนตัวคือ การใช้คำว่าชาติ หรือศัตรูของชาติ ความหมายของเรากับฝ่ายที่มีอำนาจก็ไม่ตรงกัน ฉะนั้นเราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทางที่ดีคือกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหว ต้องมีความระมัดระวัง ไม่สร้างเงื่อนไขให้ผู้อำนาจอ้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงได้

 

ชุติมา นิ่มสุวรรณสิน – อดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

 

พรรษาสิริ: แน่นอนว่าในยุคโซเชียลมีเดีย แต่ละคนก็จะเลือกรับสื่อที่สอดคล้องกับความคิดความเชื่อของตัวเอง ด้วยเหตุนี้เราถึงต้องเรียกร้องสื่อมวลชนให้ทำหน้าที่ของคุณ ว่าคุณต้องนำเสนอมิติที่รอบด้านของประเด็นหรือปัญหานั้นๆ ถ้าคุณไม่ทำ แล้วใครจะทำ ต้องเข้าใจว่าการรับข้อมูลทางโซเชียลมีเดียอย่างเดียว อาจไม่ช่วยให้เขาเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบด้านและมีความซับซ้อน

อีกประเด็นที่เห็นคือ โซเซียลมีเดียก็มีพลังของมัน เช่น ถ้ากระแสอะไรติดเทรนด์ในทวิตเตอร์ สื่อก็ย่อมสนใจ หมายความว่ามันสามารถประสานกันได้ อย่างกรณีของคุณวันเฉลิมที่หายตัวไป สุดท้ายสื่อมวลชนก็ต้องหยิบไปเล่น ทั้งที่ก่อนหน้านั้นที่กระแสยังไม่แรง สื่อก็ไม่ได้พูดถึง ฉะนั้นในมุมของคนที่เล่นโซเชียล สิ่งที่ต้องตระหนักคือ แม้เราจะรับข้อมูลด้านเดียวก็ตาม แต่อย่าดูถูกพลังของตัวเอง แล้วก็อย่ามองในมิติของตัวเองเท่านั้น แต่ต้องคิดว่า เราจะสามารถผลักดันประเด็นเหล่านั้นให้ไปอยู่ในสื่อกระแสหลักได้อย่างไร ถ้าทำได้แบบนั้น ก็ช่วยทลาย echo chamber ลงได้บ้าง

 

คนรุ่น Baby Boomer เคยผ่านยุคที่สื่อสร้างความเกลียดชังมาแล้ว คำถามคือทำไมยุคนี้ คนรุ่นนี้จำนวนไม่น้อยถึงยังเชื่อสื่อที่สร้างความเกลียดชังอยู่

นิธินันท์: สิ่งที่ต้องยอมรับคือ คนรุ่น Baby Boomer ส่วนใหญ่ ไม่ได้มองเห็นโครงสร้างสังคมแบบที่คนรุ่นใหม่มองเห็น เขาแค่ลุกขึ้นมาสู้เพราะไม่พอใจระบอบเผด็จการที่รวบอำนาจมายาวนาน และแม้จะมีการเลือกตั้ง เปลี่ยนรัฐบาล ก็แทบไม่เคยมีรัฐบาลที่มาจากพลเรือนจริงๆ ที่อยู่ครบวาระได้จริงๆ

ถ้านับตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมา มีแค่รัฐบาลทักษิณ 1 เพียงชุดเดียวที่อยู่ครบวาระ มันสะท้อนว่าเราแทบไม่ได้คิดถึงโครงสร้างใหญ่อะไรเลย เราแค่ไม่พอใจเผด็จการในยุคนั้น ซึ่งหมายถึงแค่รัฐบาลเผด็จการจริงๆ ไม่ได้มองกว้างหรือลึกไปกว่านั้น

แต่ยุคนี้มันพัฒนาไปไกลกว่านั้นเยอะแล้ว บางคนบอกว่าดิฉันยกย่องเด็กรุ่นนี้มากเกินไป ดิฉันก็บอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของยุคสมัย สังคมต้องก้าวหน้าไป เราไม่ต้องไปอิจฉาริษยาอะไรเขา สิ่งที่ดิฉันเห็นอย่างหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจมาก คือเด็กๆ รุ่นนี้ทำในสิ่งที่คนรุ่นเราสอนทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นค่านิยมหรือความดีงามต่างๆ ที่พวกผู้ใหญ่ชอบพร่ำสอน สอนตลอดเวลา แต่ไม่ทำ คุณต้องใส่ใจมนุษย์นะ คุณต้องไม่เห็นแก่ตัวนะ คุณต้องมีจิตใจดี คุณต้องอย่างนั้นอย่างนี้ นี่คือสิ่งที่พวกคุณกำลังทำอยู่ ในขณะที่ผู้ใหญ่พากันเข้าวัด นุ่งขาวห่มขาว แต่พอออกจากวัดมา กลับชี้หน้าด่าคนอื่นเป็นสัตว์

ฉะนั้นเมื่อได้เห็นความเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ เราจึงมีความหวัง เรารักพวกคุณมากเลย แล้วเราเชื่อว่าสังคมใหม่จะต้องดีกว่าเดิม สุดท้ายแล้วหน้าที่ของการต่อสู้เพื่อสังคมที่ดี เป็นของคนทุกรุ่น

 

สิ่งที่สื่อมวลชนควรทำในวันเวลาและสถานการณ์เช่นนี้คืออะไร

นวลน้อย: การแก้ปัญหาในสังคมประชาธิปไตย ต้องจบลงที่การพูดคุยกัน การจะคุยกันได้แปลว่าต้องใจเย็น และต้องใช้เวลาปัญหาคือคนไทยเราไม่เคยมีโมเดลในการแก้ปัญหาแบบสันติวิธี โดยที่ไม่ใช่การกดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือการฆ่า

การจะแก้ปัญหาแบบสันติวิธีได้ มันต้องมานั่งคุยกัน การจะคุยกันได้แปลว่าต้องใจเย็น และต้องใช้เวลา ถามว่ามันจะจบที่รุ่นเราไหม ไม่แน่ใจ

พรรษาสิริ: เราเห็นด้วยว่าสื่อต้องไม่ไปโจมตีใครเพราะความเกลียดชัง หรือเพราะอยากให้เกิดผลบางอย่าง แต่ต้องให้พื้นที่กับทุกฝ่าย เพื่อจะได้เข้าใจว่าแต่ละฝ่ายต้องการอะไร ในมุมกลับกัน ถ้าเราเชื่อว่าประชาชนตัดสินข้อมูลต่างๆ เองได้ ก็ต้องย้อนกลับไปที่สื่อด้วยว่า ได้นำเสนอข้อมูลอย่างเพียงพอและรอบด้านหรือไม่

คีย์เวิร์ดของวันนี้ที่เรามาคุยกันว่าตกลงมันเป็นจะยังไง จุดที่เราเห็นพ้องต้องกันคือ ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้มีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงจากรัฐ ดังนั้นประเด็นที่สื่อมวลชนต้องชวนคนมาถกกันเยอะๆ ตอนนี้ คือทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดความรุนแรง สมมติถ้าคุณรู้สึกกระอักกระอ่วนในการพูดถึงการปฏิรูปต่างๆ นานา คุณยังไม่ต้องพูดก็ได้ แต่อย่างน้อยคุณต้องมองว่า แล้วเราจะเข้าใจคนกลุ่มต่างๆ ได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่ต้องย้ำ

ไม่ว่าคุณจะมีข้อจำกัดทางธุรกิจหรือทางการเมืองแบบไหน คุณสามารถพูดเรื่องนี้ได้ เพราะมันคือเรื่องของการทำความเข้าใจคน

ดร.สันติธาร เสถียรไทย: เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วง ‘สอบไฟนอล’

หากการรับมือกับโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาเป็นเสมือนการสอบ ข่าวดีคือประเทศไทยถือว่า ‘สอบผ่าน’ อย่างไม่ต้องสงสัย แถมทำคะแนนติดอันดับท็อปในวิชา ‘สาธารณสุข’

แต่ข่าวร้ายที่หลายคนอาจมองข้ามไป คือเรายังมีบททดสอบใหญ่ในวิชา ‘เศรษฐกิจ’ รออยู่ข้างหน้า

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ประธานหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ Sea Group ผู้เขียนหนังสือ ‘Futuration เปลี่ยนปัจจุบัน ทันอนาคต’ คือหนึ่งในคนที่ออกมาเตือนสังคมตั้งแต่เมื่อหลายเดือนก่อน ให้ระวัง ‘อาฟเตอร์ช็อก’ ที่จะตามมา ทั้งช็อกจากการระบาดระลอกใหม่ และช็อกจากภาคการเงินที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

เช่นเดียวกับหลายข้อเสนอที่เขาเขียนไว้ในบทความต่างกรรมต่างวาระ ล้วนมีนัยสำคัญในการเป็น ‘เข็มทิศ’ ที่ช่วยนำทางให้ภาคส่วนต่างๆ ก้าวผ่านวิกฤติอย่างรอบคอบ

ในวาระของการสอบไฟนอลที่กำลังจะมาถึง เราจึงชวนเขามาช่วยติวเข้มอีกครั้ง ตั้งแต่นโยบายที่ภาครัฐควรงัดออกมาใช้ กลยุทธ์ในการสื่อสาร ไปจนถึงการเฝ้าระวังและเตรียมตัวเตรียมใจในมุมของคนหาเช้ากินค่ำ

 

จาก ‘อาฟเตอร์ช็อก’ ทางการเงิน สู่ ‘แผลเป็น’ ทางเศรษฐกิจ

 

ตอนที่ผมเขียนบทความเรื่อง ‘อาฟเตอร์ช็อก’ – สอบใหญ่จริงของเศรษฐกิจไทย ความตั้งใจก็คือสำหรับเฟสนี้เลย ประเด็นที่ผมเขียนไว้มีสองเรื่องใหญ่ๆ หนึ่งคืออาฟเตอร์ช็อกจากไวรัสระลอกใหม่ สองคืออาฟเตอร์ช็อกทางการเงิน

อย่างที่หลายคนเป็นห่วงกัน คือนโยบายการเลื่อนชำระหนี้ที่หมดลงช่วงสิ้นเดือนกันยายน นั่นคือยาแรงรัฐบาลเอาออกมาใช้ แต่หลังจากนี้จะเริ่มเปลี่ยนเป็นยาเม็ดเล็กๆ คือมาตรการย่อยๆ ที่ทยอยออกมา ซึ่งยังไม่รู้ว่าแต่ละอันจะเวิร์คแค่ไหน

สิ่งที่เราไม่อยากเห็นคือหนี้ทุกอันกลายเป็นหนี้เสียพร้อมกัน ซึ่งจะเชื่อมไปถึงอีกเรื่องหนึ่งว่า ภาวะที่อาจเกิดขึ้นหลังอาฟเตอร์ช็อก คือแผลเป็นทางเศรษฐกิจ

แผลเป็นทางเศรษฐกิจจะมาจากสองปัจจัย หนึ่งคือคนตกงานจำนวนมาก สองคือหนี้เสียติดภาคการเงิน จากการที่บริษัทล้มละลายเป็นจำนวนมาก ผลคือมันอาจทำให้เราเสียความสามารถในการแข่งขัน และเสียความสามารถในการผลิตในระยะยาวไปเลย

สมมุติถ้าเป็นธุรกิจสายอสังหาริมทรัพย์ ถูกแบงก์ยึดหมด เป็นหนี้เสียหมด แล้วต้องขายสินทรัพย์พร้อมๆ กัน มันจะทำให้ราคาตกมหาศาล สิ่งที่จะตามมาคือ แบงก์ก็จะบอกว่าหนี้เสียเราเพียบเลย พอขายสินทรัพย์ก็ได้เงินมาไม่เท่าไหร่ ฉะนั้นแบงก์ก็จะปล่อยกู้ไม่ได้ ปัญหาคือในอนาคตถ้าเกิดคุณมีธุรกิจที่ดี จะไปขอกู้แบงก์ แต่แบงก์บอกว่าปล่อยกู้ไม่ได้

ส่วนฝั่งของผู้กู้เองก็มีปัญหา เพราะหลายคนก็เป็นเอสเอมอี ไม่ได้เป็นบริษัทจำกัด หมายความว่าเขาเป็นเจ้าของด้วยตัวเอง เขาเอาบ้านของเขา รถของเขา เป็นหลักประกัน ถึงเวลาพอถูกยึดบ้านยึดรถ เขาจะเสียความสามารถในการผลิตไปโดยปริยาย จะกู้ใหม่ก็ไม่ได้ บ้านกับรถก็ถูกแบงก์ยึด นี่คือแผลเป็นที่ผมพูดถึง

ในระยะสั้น GDP ขึ้นลงเท่าไหร่ก็เป็นเรื่องนึง แต่เรื่องที่ใหญ่กว่านั้น คือมันจะลดความสามารถในการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของเราแบบถาวรรึเปล่า ตัวชี้วัดคือปัญหาเรื่องหนี้กับปัญหาคนตกงาน ซึ่งผูกกันอยู่

ถ้าคนถูกบีบเรื่องหนี้มากๆ และไม่มีกระแสเงินสดที่จะไปจ่ายหนี้ หรือต้องขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ สิ่งแรกที่เขาจะทำคือปลดคนงานก่อน ซึ่งพอปลดคนงานไป มันจ้างกลับเข้ามายาก โดยเฉพาะเมื่อทิ้งช่วงไปนานๆ นี่คือประเด็นที่เป็นจุดอ่อนใหญ่ในช่วงนี้ และต้องรีบหาวิธีแก้

 

 

ถึงเวลาเปลี่ยนจาก บาซูก้า เป็น สมาร์ตบอมบ์

 

ตอนนี้ผมมองว่าเครื่องมือที่จะใช้ป้องกันแผลเป็นทางเศรษฐกิจได้ มีอยู่ 4 ตัวด้วยกัน

1. นโยบายการคลัง คือการเก็บภาษี การใช้งบประมาณของรัฐบาล

2. นโยบายการเงิน คือเรื่องดอกเบี้ย การปล่อยสินเชื่อต่างๆ รวมถึงนโยบายเกี่ยวกับตลาดเงินทั้งหลาย

3. นโยบายเปิดเมือง อันนี้แต่เดิมเราจะไม่คิดว่าเป็นนโยบายเศรษฐกิจ แต่จริงๆ มันเป็นนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญมากในช่วงเวลานี้ว่าเราจะเปิดแค่ไหน แล้วบาลานซ์ระหว่างเรื่องสุขภาพกับเศรษฐกิจคืออะไร

4. นโยบายการสื่อสาร เป็นเรื่องสำคัญที่หลายคนอาจยังไม่ได้คิด และเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเขียนบทความเรื่อง ‘2 ปรอท 1 กระบอกเสียง’ เพราะในยุคที่ความไม่แน่นอนสูง การสื่อสารสำคัญมาก ความกลัวของผู้คนมีผลเยอะมากกับเศรษฐกิจ นโยบายการสื่อสารจึงเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ในการสร้างความเข้าใจกับคนในช่วงที่ความไม่แน่นอนมันสูง

 

ตอนนี้เรากำลังอยู่ใน ‘ภาวะไม่ปกติใหม่’ หรือ ‘New Abnormal’ ซึ่งต่างจากช่วงก่อนหน้านี้ที่มีการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวด แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่ใช่ภาวะปกติใหม่ หรือ New Normal ซึ่งเป็นโลกหลังโควิดที่มีวัคซีนแล้ว

 

ผมคิดว่าในเฟสนี้ ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอาจต้องเปลี่ยนจากการใช้ ‘บาซูก้า’ มาเป็น ‘สมาร์ตบอมบ์’ จากในช่วงล็อกดาวน์ที่นโยบายต้องเป็นบาซูก้า เน้นปริมาณที่ใหญ่พอและมีความรวดเร็ว เพื่อครอบคลุมคนที่ได้รับผลกระทบให้มากที่สุด แต่เฟสนี้เราต้องเปลี่ยนมาเป็นสมาร์ตบอมบ์ คือระเบิดขนาดเล็กที่ใช้เฉพาะจุด หวังผลได้ชัดเจน เพื่อประหยัดกระสุนและลดผลข้างเคียงที่ไม่ต้องการ

หลักการสมาร์ตบอมบ์ สามารถนำมาใช้ได้กับทั้ง 4 เครื่องมือที่ผมบอกไป ในส่วนของคลังเอง ก็ต้องมีการ target ให้ชัดเจน ซึ่งมีอย่างน้อยสองรูปแบบ หนึ่งคือการหาว่าใครคือกลุ่มที่เปราะบาง เช่น กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว กลุ่มโรงแรม เอสเอมอี คนทำงานหาเช้ากินค่ำ รวมถึงแรงงานนอกระบบ ส่วนแบบที่สอง คือการ target ว่าจะใช้งบประมาณอย่างไรดีประเภทไหนดี เพื่อให้กระสุนที่ยิงออกไปนั้นคุ้มค่าที่สุด

ผมอยากชวนคิดต่อว่า นอกจากการแก้ปัญหาระยะสั้นแล้ว ในระยะยาวเรามีปัญหาโครงสร้างอะไรบ้าง เช่น อินเทอร์เน็ตของเราอาจยังไม่ได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ขนาดนั้น ฉะนั้นการลงทุนเพื่อสร้างโครงข่ายอินเทอร์เน็ตให้ทั่วถึงและมีคุณภาพที่ดีมากขึ้น ก็เป็นสิ่งที่น่าทำ หรือตอนนี้ถ้าเราบอกว่ามีปัญหาสิ่งแวดล้อมเยอะ การลงทุนในเรื่องกรีนๆ ทั้งหลายก็น่าจะดี โจทย์คือทำอย่างไรให้ยิงออกไปนัดเดียวได้นกสองตัว คือทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และแก้ปัญหาโครงสร้างระยะยาว

คำถามต่อมาคือจะใช้มันอย่างไร ผมก็เสนอให้มี 3 หลักการที่ยึดไว้ ไม่ว่าสมาร์ตบอมบ์แต่ละลูกจะออกมาเป็นแบบไหนก็ตาม คือ

1. Data Driven อันนี้จำเป็นมาก เพราะถ้าเราไม่มี data เราคงไป target อะไรไม่ได้ อย่างที่เห็นว่าโครงการเราไม่ทิ้งกัน ช่วงแรกมีปัญหาค่อนข้างเยอะ เพราะเราไม่มีข้อมูลคนที่อยู่นอกระบบแรงงาน

2. Coordinate การทำงานประสานกัน อันนี้เป็นประเด็นที่ยากหน่อย แต่ต้องทำให้ได้ ในแง่ที่ว่านโยบายทั้ง 4 ด้าน ต้องทำควบคู่กัน แยกกันทำไม่ได้ สมมุติเราตัดสินใจแล้วว่าจะยังไม่เปิด ภูเก็ตโมเดลเราไม่เอา เราก็ต้องรู้แล้วว่าถ้าทำแบบนี้ จังหวัดที่จะเดือดร้อนที่สุด ก็คือจังหวัดที่พึ่งพาท่องเที่ยวต่างประเทศเยอะๆ ภูเก็ต พังงา กระบี่ เชียงใหม่ เรารู้แล้วว่าเขาจะเดือดร้อนสุด ฉะนั้นนโยบายการคลังกับการเงินต้องตามมาทันที เงินที่จะปล่อยมาเพื่อพยุงคน จะต้องหนักและเข้มข้นขึ้นในจังหวัดเหล่านี้ ขณะที่การสื่อสารก็ต้องเป็นไปในทางเดียวกัน บอกให้ชัดว่านี่คือสิ่งที่เราเลือกจะทำนะ เราเลือกที่จะไม่เปิด เพราะตอนนี้เราเห็นว่าเรื่องสาธารณสุขสำคัญกว่า เราไม่อยากให้มีการระบาดระลอกสอง แต่เราจะช่วยคุณด้วยมาตรการอะไรก็ว่าไป

ในทางกลับกัน ถ้าเราบอกว่าเราพร้อมแล้ว ควรจะลองเปิดบ้างแล้ว เราก็ต้องบอกให้ชัดว่าจะเปิดยังไง แล้วถ้ามันมีการระบาดใหม่ขึ้นมาในจังหวัดนี้ เรามีมาตรการอย่างไร ประเด็นคือไม่ว่าจะเลือกทางไหน ทั้ง 4 นโยบายจะต้องประสานกันเป็นก้อนเดียว

3. Assessment คือการประเมินผล ต้องเข้าใจก่อนว่านโยบายหรือมาตรการต่างๆ ที่ออกมา มันเป็นไอเดียใหม่ ภายใต้โจทย์ใหม่ที่ไม่มีใครเคยเจอ แล้วทุกประเทศต่างก็ทดลองกันหมด ซึ่งประเทศไทยของเรา ต้องชมว่าในแง่สาธารณสุขเราคุมได้ดี อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก นั่นคือข้อได้เปรียบที่ทำให้เราได้ทดลองมาตรการใหม่ๆ ในขณะที่หลายประเทศยังทดลองไม่ได้

ประเด็นคือเมื่อลองแล้ว เราต้องรู้ว่าทำไมมันเวิร์ค หรือทำไมมันไม่เวิร์ค เช่น โครงการเราไม่ทิ้งกัน ตอนแรกเราไม่ค่อยมีข้อมูล แต่พอพลิกไปพลิกมา ในที่สุดก็ปล่อยออกไปได้ 15 ล้านคน หมายความว่าตอนนี้เรามีข้อมูลของ 15 ล้านคนแล้ว แล้วสมมุติถ้าต้องทำอีกรอบ เราควรจะทำได้ดีกว่าเดิมแล้วใช่หรือไม่ นโยบายท่องเที่ยวก็เช่นกัน อย่างโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เข้าใจว่าช่วงที่ผ่านมายังไม่ค่อยโดนนัก ก็ต้องถามต่อไปว่าทำไมมันไม่โดน มันติดตรงไหน แล้วเราจะแก้มันยังไง นโยบาย soft loan ที่ดูเหมือนจะปล่อยออกมาค่อนข้างช้า เราเข้าใจหรือยังว่ามันติดขัดตรงไหน ติดที่ธนาคารพาณิชย์ หรือติดที่ตรงไหน เรื่องเหล่านี้คือการประเมิน ซึ่งจำเป็นมาก

 

ผมคิดว่ายุคนี้เป็นยุคที่เราลองผิดลองถูกได้ หากรัฐบาลทำอะไรผิดพลาดไป เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะทุกคนก็ทดลองกันหมด มันคือพรมแดนใหม่ที่ยังไม่มีใครเคยไปถึง ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การติดตาม ประเมินผล ปรับปรุง และต้องทำให้โปร่งใส ถ้ามีปัญหา อย่าไปปกปิดหรือบอกว่ามันดีแล้ว

 

อย่าปล่อยให้คนเจ็บหนัก แม้รักษาได้ แต่อาจไม่หายขาด

 

อีกเรื่องที่ตัวผมเองยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมรัฐบาลถึงยังไม่ทำ ก็คือเรื่องปัญหาการว่างงาน ช่วงที่ผ่านมาเราเห็นนโยบายที่ช่วยเอกชนจ้างงาน อันนี้ก็เป็นนโยบายที่ดีที่หลายประเทศทำกัน แต่อีกนโยบายหนึ่งที่ดีไม่แพ้กัน หรืออาจดีกว่าด้วยซ้ำ ก็คือนโยบายที่รัฐช่วยสนับสนุนเงินให้บริษัท เพื่อให้เขาไม่เลิกจ้างพนักงานตั้งแต่ต้น แทนที่จะปล่อยให้คนตกงานแล้วจ้างกลับมาใหม่ทีหลัง

นโยบายนี้มีเยอรมนีเป็นต้นแบบ แล้วก็มีอังกฤษกับสิงคโปร์ที่นำไปใช้ อย่างสิงคโปร์ก็มีการยืดอายุนโยบายนี้มาสองรอบแล้ว ล่าสุดคือจะให้ยาวไปถึงไตรมาสแรกของปีหน้าเลย สำหรับภาคท่องเที่ยว

หลักการของนโยบายนี้คือ ถ้าคนถูกเลิกจ้างไปแล้ว แล้วมีนโยบายให้จ้างเข้ามาใหม่ โดยที่อาจจะไม่ใช่งานเดิม หรือตำแหน่งเดิม มันจะเกิดการบิดเบือน (distortion) ในตลาดนิดนึง คือถ้าเป็นบริษัท ก็อาจต้องหาอะไรให้เขาทำไปก่อน แต่อาจไม่ใช่งานที่เขาถนัด หรือถ้าเป็นภาครัฐ ก็อาจจ้างให้เขาไปทำงานที่ไม่ได้ใช้ทักษะของตัวเองอย่างเต็มที่ แต่ถ้าเขาสามารถอยู่ในตำแหน่งเดิม ในบริษัทที่เขาถูกจ้างเข้าไปตามกลไกตลาด แสดงว่าเขาก็ต้องมีศักยภาพในตำแหน่งนั้นอยู่พอสมควร ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดก็คือช่วยให้เขาได้อยู่ตรงนั้นต่อไป

ยกตัวอย่างสายการบิน Singapore Airlines เมื่อได้รัฐมาช่วยหนุน เขาก็ยังให้พนักงานเป็นลูกจ้างอยู่ แต่ระหว่างช่วงที่ยังทำการบินไม่ได้ พนักงานก็สามารถไปหาทักษะใหม่ได้ แอร์โฮสเตสหลายคนก็ไปหางานที่อื่น หรือไปเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ โดยใช้เวลาที่ตัวเองไม่ค่อยได้บิน บางคนมาสมัครที่บริษัทเทคฯ บอกว่าเพิ่งไปเรียน Coding มาก็มี หรือบางคนก็หันไปขายของทาง e-commerce

ฉะนั้นโดยพื้นฐานแล้วเขายังมีงานทำอยู่ ยังมีรายได้อยู่ อย่างน้อยเขาไม่ได้อดตาย แต่ถ้าเกิดเขาว่างงาน สิ่งแรกที่เขาจะทำคือรีบตะเกียกตะกายหาเงิน ขายของ ขายสินทรัพย์ที่มี โดยไม่มีเวลามาเพิ่มทักษะให้ตัวเอง แต่ถ้าเขามีเวลา และยังไม่ต้องกังวลว่าตัวเองจะอดตาย เขาก็สามารถทดลองและค้นหาตัวเองได้ว่าอยากทำอะไร ผมจึงมองว่าการช่วยให้เขาไม่เสียตำแหน่งงานไปตั้งแต่ต้น น่าจะมีอิมแพคเยอะเหมือนกัน

แล้วถ้ามองในระยะยาว หากต้องหลุดจากตำแหน่งงานไปนานๆ คนกลุ่มนี้อาจสูญเสียความมั่นใจ สูญเสียความสามารถหรือทักษะที่เคยมี แม้เศรษฐกิจจะฟื้นกลับมาแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะกลับไปทำงานใหม่ได้ทันที ถ้าเปรียบเป็นนักฟุตบอล อาจคล้ายเวลาที่บาดเจ็บหนัก หัวเข่าฉีก แล้วรักษาไม่ดี ถามว่ากลับไปเล่นบอลได้ไหม เล่นได้ แต่มันวิ่งเร็วเท่าเดิมไม่ได้แล้ว สมถรรภาพไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นั่นคือสิ่งที่น่ากลัว

 

วิธีที่ดีที่สุดคือรักษาตำแหน่งไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ให้คนถูกไล่ออก แต่สมมุติถ้ารักษาไม่ทันแล้ว ไล่ออกไปแล้ว ก็ต้องหางานใหม่ให้เขา พร้อมกับให้ทักษะใหม่เขาด้วย

 

วัดไข้พร้อมกัน 2 ปรอท ถ่ายทอดผ่าน 1 กระบอกเสียง

 

อีกประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญ คือนโยบายด้านการสื่อสารอย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้น

ถ้าเทียบกับเอกชน เวลาเราตั้งเป้าอะไรไว้ องค์กรก็จะขยับไปตามนั้น ถ้าเป้าของเราคือต้องได้กำไรมากที่สุด การทำงานของเราก็จะเน้นไปที่กำไร เหมือนคำกล่าวที่ว่า “what you measure is what you get” คือวัดสิ่งไหนก็ได้สิ่งนั้น

เมื่อกลับมามองเรื่องการรับมือโควิดในประเทศไทย สิ่งที่เราวัดบ่อยมาก และสื่อสารออกมาแทบทุกวัน ก็คือตัวเลขผู้ติดเชื้อ แม้ช่วงหลังจะมีคนออกมาพูดว่าอย่าไปยึดติดมาก แต่มันคือจิตวิทยา พอเราพูดถึงเลขนั้นทุกวัน มีการรายงานทุกวัน มันจะฝังเข้าไปในการรับรู้ของผู้คนโดยไม่รู้ตัว ถามว่ามีข้อดีมั้ย มีครับ มันทำให้เราจัดการด้านสาธารณสุขได้ดีมาก แต่ปัญหาคือสาธารณสุขเป็นแค่มิติเดียว ทั้งที่ตอนนี้เรามีปัญหาอย่างน้อยๆ สองมิติ อีกมิติคือเรื่องเศรษฐกิจ

ถ้าเราไม่ใส่มิตินี้เข้าไปด้วย ไม่วัดมัน ไม่ตั้งเป้าให้มัน เราก็จะลืมมันไป หรือไม่ได้ใส่ใจมันอย่างที่ควรจะเป็น ผมจึงเสนอว่าเราควรมีปรอทวัดไข้สองปรอท คือปรอทด้านสาธารณสุขกับด้านเศรษฐกิจ แล้วสื่อสารควบคู่กันผ่านหนึ่งกระบอกเสียง เพื่อเปลี่ยนมุมมองของคนในสังคมให้เลิกยึดติดกับตัวเลขผู้ป่วยรายวัน

แน่นอนว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจอาจรายงานทุกวันไม่ได้ แต่อย่างน้อยขอให้บ่อยกว่านี้ และรวบรวมมาให้ครบจากหลายๆ ที่ ผมเองเป็นนักเศรษฐศาสตร์ จะรู้ดีว่าถ้าอยากรู้ตัวเลขทางการค้า ต้องไปตามกับกระทรวงพาณิชย์ ถ้าอยากรู้ GDP ต้องไปตามที่สภาพัฒน์ ถ้าอยากดูตัวเลขภาษีต้องไปดูที่กระทรวงการคลัง ยังไม่นับตัวเลขในระดับย่อยๆ ที่ปล่อยออกมาเป็นรายเดือนจากแบงก์ชาติ นอกจากนี้ยังมีตัวเลขใหม่ๆ เช่น Google Mobility ที่ช่วยให้เห็นว่าคนเดินทางกันมากน้อยแค่ไหน หรือตัวเลขจากแอพฯ ไทยชนะ ที่ทำให้เห็นว่าคนจับจ่ายใช้สอยเป็นยังไง เข้าร้านอาหารกันมากน้อยแค่ไหน ไอเดียที่ผมเสนอคือ เราควรนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ออกมาให้คนรับรู้ ควบคู่กับข้อมูลด้านสาธารณสุข

 

ภาพที่ผมนึกในหัวคือ เราต้องบอกตัวเลขทั้งสองด้านควบคู่กันไป เช่น วันนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ แต่คนตกงานขยับขึ้นไปเท่านี้แล้ว โรงแรมปิดตัวไปเท่านี้แล้ว เพื่อให้คนเข้าใจว่าเลขศูนย์มันแลกมาด้วยอะไรบ้าง

 

ในทางกลับกัน สมมุติว่าในอนาคตเราเริ่มเปิดเมือง มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น ตัวเลขอาจไม่ใช่ศูนย์ แต่เพิ่มเป็นวันละ 5 คน 10 คน ขณะที่ตัวเลขการท่องเที่ยวก็เริ่มฟื้นเหมือนกัน คนก็จะเห็นว่า อ๋อ การที่เรายอมสละเลขศูนย์ไป ทำให้เราได้จุดนี้คืนมา แล้วถ้ามีการรายงานแบบนี้ไปเรื่อยๆ สังคมจะมีความเข้าใจมากขึ้น ตัดสินใจได้อย่างรอบด้านมากขึ้น

ส่วนผลพลอยได้ที่ผมคิดเล่นๆ ก็คือหน่วยงานด้านเศรษฐกิจจะได้คุยกันเยอะขึ้นด้วย (หัวเราะ) อย่างน้อยไปคุยกันให้เคลียร์ก่อน ทำตัวเลขให้ตรงกันก่อน แล้วค่อยประกาศออกมา

 

 

เราอาจต้องอยู่กับช่วง New Abnormal ไปอีกอย่างน้อยหนึ่งปี

 

คำถามต่อมาที่หลายคนอาจสงสัย คือเราต้องอยู่กับภาวะไม่ปกติใหม่ หรือ New Abnormal ไปอีกนานแค่ไหน แล้วตอนนี้ถือว่าใกล้ช่วง New Normal หรือยัง

คำตอบของผมคือยังไม่ใกล้ครับ เพราะ New Normal ที่เราพูดถึงกัน ก่อนหน้านี้ตัวชี้วัดก็คือการมีวัคซีน แต่ตอนนี้หลายฝ่ายก็เริ่มไม่แน่ใจ ปัจจัยที่ทำให้ไม่แน่ใจคือวัคซีนจะต้องมีประสิทธิภาพสูง ฉีดแล้วป้องกันได้จริง ซึ่งเรายังไม่รู้ว่าวัคซีนที่จะออกมาชุดแรก จะมีประสิทธิภาพกี่เปอร์เซ็นต์

ประเด็นอยู่ที่ว่า นักระบาดวิทยาชี้ว่าถ้าอยากให้สังคมมีภูมิคุ้มกันรวมหมู่ (Herd Immunity) โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการระบาดแล้ว คนจำนวน 70-80% ควรมีภูมิคุ้มกัน แปลว่าอะไร แปลว่าถ้าวัคซีนมีประสิทธิภาพขั้นต่ำ 70-80% เราต้องฉีดให้คนทั้ง 100 คนเลย ถึงจะเห็นผล นำไปสู่คำถามต่อไปว่า ถ้าเราจะส่งวัคซีนให้ครบ 100 คน ในกรณีของประเทศไทยคือ 60 กว่าล้านคน มันเป็นไปได้แค่ไหน ใช้เวลานานเท่าไหร่ นี่ยังไม่นับเคสจากประเทศอื่น ในกรณีที่เราเปิดประเทศ

ผมจึงคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ในช่วงเวลานี้ของปีหน้า เราจะยังอยู่ในสภาวะคล้ายๆ ตอนนี้ แล้วถ้ามองถึงเรื่องเศรษฐกิจ หากใช้ scenario นี้ การต่อสายป่านให้ภาคธุรกิจทั้งหลาย ก็ต้องใช้สายป่านที่ยาวมากๆ เหมือนกัน

 

แต่ถ้าพูดกันตามตรง ผมคิดว่าเราไม่ควรรอให้ถึงวันนั้น เราไม่ควรมานั่งรอวัคซีน เพราะความไม่แน่นอนมันสูงเกินไป อย่างที่บอกว่าช่วง New Abnormal อาจอยู่กับเราไปถึงกลางปีหน้าเป็นอย่างน้อย ฉะนั้นเราต้องหาทางจัดการและอยู่กับสภาวะนี้ให้ได้

 

รายงานจากผลสำรวจที่ Sea Group เพิ่งทำออกมา เราพบว่าคนที่ประสบความสำเร็จและปรับตัวได้ ก็คือคนที่ทำใจได้แล้ว รู้แล้วว่าโลกจะเคลื่อนไปในสภาวะแบบนี้ แล้วก็ออกไปค้นหาตัวเองใหม่ หาโอกาสใหม่ให้เต็มที่ไปเลย แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสและสามารถทำแบบนั้นได้

หน้าที่ของรัฐบาล ภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาสังคมทั้งหมด คือจะทำยังไงให้ทุกคนมีความสามารถปรับตัวต่อภาวะนี้ได้ นั่นคือโจทย์ใหญ่ที่สังคมต้องช่วยกัน

 

อยู่รอด อยู่เป็น อยู่ยืน

 

ในมุมของปัจเจก ถามว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง หรือควรเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไร มีอยู่สามคำที่ผมเคยพูดไว้ช่วงก่อนหน้านี้ ก็คือคำว่า อยู่รอด อยู่เป็น อยู่ยืน ผมคิดว่าสามคำนี้ยังใช้ได้อยู่ และสำคัญมากในช่วงเวลาถัดจากนี้

‘อยู่รอด’ ก็คือต้องพยายามหาทางเก็บเงินสดไว้ให้ได้มากที่สุด ลดต้นทุนทั้งหลายที่ไม่จำเป็น เพื่อให้พออยู่รอดไปได้

‘อยู่เป็น’ คือมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี อันนี้ก็สำคัญ เราต้องกระจายความเสี่ยงให้เป็น ถ้าคุณเป็นคนทำมาค้าขาย ควรหลีกเลี่ยงการทำให้ลูกค้าไปกระจุกอยู่ที่กลุ่มเดียว พยายามขยายกลุ่มลูกค้าให้ได้มากที่สุด เช่นเดียวกับการทำธุรกิจ ก็ควรทำหลายๆ อย่าง หลายๆ ด้าน ไม่ควรทำด้านเดียว ใครที่มีลูก หรือมีหุ้นส่วน ถ้าแยกกันทำคนละด้านไปเลยได้ก็ดี ส่วนเรื่องการลงทุน แนะนำว่าอย่าเพิ่งลงทุนอะไรที่หนักเกินไป เช่น การเปิดร้านใหม่ที่ต้องใช้เงินลงทุนเยอะ หรือแม้แต่การทำพีอาร์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ควรหลีกเลี่ยงการเปิดตัวแบบยิ่งใหญ่อลังการ เพราะมันอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ข้อสุดท้ายคือการกล้าทดลองอะไรใหม่ๆ ควบคู่กับเก็บข้อมูลตลอดเวลา จะทำให้เราสามารถปรับตัวได้รวดเร็วขึ้น

คำสุดท้ายคือ ‘อยู่ยืน’ ในมุมของคนทำธุรกิจ ตอนนี้เราอาจต้องเริ่มคิดแล้วว่า โลกหลังโควิดยังต้องการเราอยู่แค่ไหน บทบาทหรือจุดยืนของธุรกิจเราในโลกใหม่จะเป็นอย่างไร ต้องหาจุดนั้นให้เจอก่อน ถึงจะตอบได้ว่าเราควรลงทุนกับอะไร และทักษะไหนที่เราควรมี

The Curator Picks: จิบกาแฟซิกเนเจอร์ 5 เมนู คู่วรรณกรรม 5 เล่ม

ว่ากันว่า เราสามารถเริ่มต้นวันดีๆ ได้ด้วยหนังสือหนึ่งเล่ม กับกาแฟหนึ่งแก้ว (หรือถ้าใครนิยมจิบชาก็ไม่ว่ากัน) อาจเพราะกลิ่นกรุ่นและฤทธิ์คาเฟอีนนั้นช่วยปลุกเราจากความงัวเงีย ขณะที่ตัวอักษรบนกระดาษก็ช่วยเคลียร์และจัดระบบความคิดที่ฟุ้งกระจาย

ยิ่งถ้าหนังสือกับเครื่องดื่มที่เลือกมานั้นทำปฏิกิริยาสัมพันธ์กัน เราอาจค้นพบ ‘โมเมนต์มหัศจรรย์’ แบบไม่ทันตั้งตัว

คอลัมน์ The Curator Picks ประจำเดือนนี้ แทนที่จะเลือกหนังสือมาแนะนำกันเหมือนคราวก่อนๆ เราถือโอกาสชักชวน ‘บิว-เศรษฐการ วีรกุลเทวัญ’ บาริสต้ามือรางวัลจาก Factory Coffee – Bangkok มาช่วยคัดสรรเมนูพิเศษ 5 เมนู เพื่อจับคู่กับวรรณกรรม 5 เล่มจากทีม The Curator

 

บิว-เศรษฐการ วีรกุลเทวัญ ผู้ร่วมก่อตั้งร้าน Factory Coffee Bangkok

 

 

 

 

จุดเด่นของเมนูเครื่องดื่มร้านนี้ คือเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำใคร โดยเฉพาะการนำกาแฟมาเพิ่มมิติด้วยวัตถุดิบหลากหลาย ใช้เทคนิคการชงและเสิร์ฟคล้ายกับบาร์คอกเทล ที่สำคัญคือเน้นการใช้เมล็ดกาแฟเกรดพรีเมียมจากเกษตรกรไทย

ลองมาดูไปพร้อมๆ กันว่า 5 เมนูที่ถูกเลือกมานั้น จะมีความโดดเด่นน่าลิ้มลองอย่างไร แล้วมันเทียบเคียงได้กับวรรณกรรมเล่มไหนบ้าง!

 

1. Mrs. Cold x Rashomon

 

 

Selected Coffee: Mrs. Cold

เมนูแรกที่ Factory Coffee ภูมิใจเสนอ และเป็นเสมือนเมนู Signature ของร้านตั้งแต่เริ่มแรก คือ ‘Mrs. Cold’ กาแฟนมที่เสิร์ฟในรูปแบบ double layer ซ้อนกันระหว่างช็อตกาแฟร้อนๆ ด้านบน กับนมเย็นๆ ที่อยู่ด้านล่าง ให้รสชาตินุ่มนวล ละมุนละไม แตกต่างกันในทุกคำที่ดื่ม โดยเมนูนี้ หลายคนอาจคุ้นเคยในชื่อ ‘Dirty Latte’ ที่ร้านกาแฟยุคใหม่หลายร้านนิยมเสิร์ฟให้ลูกค้า โดย Factory Coffee ถือเป็นร้านแรกๆ ในไทยที่นำเสนอกาแฟนมเย็นในรูปแบบนี้

บาริสต้าหนุ่มเล่าให้เราฟังว่า ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตอนที่ไปตระเวนชิมกาแฟที่ประเทศญี่ปุ่น

“เราอยากทำกาแฟที่มีความละมุน เป็นเอสเพรสโซเย็นที่สามารถโชว์รสชาติของช็อตกาแฟที่อยู่ด้านบนได้ และทานง่าย เราเลยลองเสิร์ฟด้วยวิธีนี้ ส่วนชื่อ Mrs. Cold มาจากชื่อเพลงของวง King of Convenience เรารู้สึกว่าเพลงนี้มันมีความละมุน ประกอบกับตอนที่เราทดลองทำเครื่องดื่มนี้ เป็นช่วงที่เราเปิดเพลงของ King of Convenience บ่อยมาก”
.

Selected Book: Rashomon

เมื่อได้ฟังคอนเซ็ปต์และลองชิมรสชาติของ Mrs.Cold แล้ว วรรณกรรมเล่มแรกที่แวบเข้ามาในหัวเราทันที ก็คือเรื่อง ‘Rashomon’ (ราโชมอนและเรื่องสั้นอื่นๆ) ของ ริวโนะสุเกะ อะคุตะงาวะ โดยหนึ่งในเรื่องที่เป็นไฮไลท์ ก็คือเรื่อง ‘ในป่าละเมาะ’ ที่ว่าด้วยความตายปริศนาของซามูไรคนหนึ่งซึ่งถูกพบศพอยู่ในป่าละเมาะ แต่การจะสืบเสาะหาความจริงกลับไม่ง่าย เพราะพยานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ตาย ต่างให้การไปคนละทิศคนละทาง สร้างความสับสนว่าอะไรคือข้อเท็จจริงกันแน่

หากเทียบกับกาแฟแก้วนี้ มองเผินๆ แม้ดูเป็นกาแฟที่ทานง่าย แต่กลับเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ซับซ้อน ได้ทั้งสัมผัสร้อนและเย็น ขมและหวานในคำเดียว และเมื่อดื่มไปสักพัก อุณหภูมิและรสชาติของกาแฟและนมยิ่มผสมกลมกลืนกันเป็นเนื้อเดียวจนแยกไม่ออก

2. Phayathai x Less

 

Selected Coffee: Phayathai

เมนูที่สอง มีชื่อว่า ‘Phayathai’ เป็นกาแฟดำที่นำไปเชคกับ lemon syrup เทลงบนน้ำโทนิค รสชาติเปรี้ยว หวาน ซ่าสดชื่น ถือเป็นอีกเมนูยอดฮิตของร้าน Factory Coffee คนที่ชอบดื่มกาแฟที่มีลูกเล่นรับรองว่าต้องชอบ เพราะสามารถ mix and match กาแฟดำที่มีรสชาติออกขมกับส่วนผสมแบบคอกเทลได้อย่างลงตัว

“เมนูนี้เกิดขึ้นจากความรู้สึกที่ว่า กาแฟดำสำหรับบางคนเป็นกาแฟที่กินยาก เราเลยอยากทำให้กาแฟดำมีความสดชื่นมากขึ้น ไม่ใช่กินเพื่อตื่นอย่างเดียว แต่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าด้วย เราเลยเลือกเลมอนกับโทนิคเข้ามาผสม การใช้โทนิคก็เพื่อให้ได้มิติความขมอีกแบบหนึ่ง เป็นความขมที่ดี ขณะที่เลมอนมันก็มีความนุ่มนวลสดชื่นในตัวอยู่แล้ว

“ส่วนการตั้งชื่อว่า พญาไท ก็เป็นความตั้งใจที่เราอยากปักหมุดร้านของเรา ว่าเราอยู่ในย่านพญาไท เป็นเมนูที่คิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงเปิดร้านครั้งแรก”

 

Selected Book: Less

หลังจากได้ชิมเมนูนี้ เรานึกถึงหนังสือที่โทนโดยรวมนั้นมีความสดชื่น แต่สะท้อนความขมขื่นอยู่ลึกๆ และ ‘Less’ นวนิยายรางวัลพูลิตเซอร์ ปี 2018 ของ Andrew Sean Greer ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะเจาะ

อาจเพราะชีวิตที่มีทั้งเปรี้ยว หวาน ขม ของตัวละครเอกนามว่า ‘เลส’ นักเขียนเกย์วัยสี่สิบปลายๆ ที่ยังคงหาทางลงให้กับหัวใจไม่ได้ ขณะที่งานเขียนของเขาก็เรียกว่าอยู่ในระดับกลางๆ ไม่หวือหวา มีรางวัลติดไม้ติดมือบ้างแต่ก็ไม่ถึงขั้นเป็นซูเปอร์สตาร์

บุคลิกและนิสัยใจคอของเลสทำให้เรานึกถึงเพื่อนที่เป็นชายรักชายบางคน หน้าตาและการแต่งองค์ทรงเครื่องเนี้ยบกริบ อัธยาศัยดี มีเสน่ห์ เป็น​ที่​รักใคร่ของทุกคน แต่ตกหลุมรักและอกหักซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับคนเดิมๆ

3. Steve Jobs x Beginners

 

Selected Coffee: Steve Jobs

เมนูที่สาม มีชื่อว่า ‘Steve Jobs’ เป็นกาแฟ cold brew ที่แช่สกัดข้ามคืน แล้วนำมาผสมเข้ากับน้ำแอปเปิ้ล องุ่นเขียว และข้าวคั่ว เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความเป็นตะวันตกและความเป็นไทย ความเป็นสมัยใหม่และสมัยเก่

บาริสต้าเล่าให้เราฟังว่า เมนูนี้เป็นเมนูใหม่ที่คิดขึ้นมาตอนย้ายร้านมาอยู่ที่ใหม่ (ข้างสถานี Airport link พญาไท) เมื่อ 3 ปีที่แล้ว

“เราอยากนำคัลเจอร์ของไทยไปผสมกับความเป็นตะวันตก ก็เลยนึกถึงข้าวคั่ว ซึ่งมีกลิ่นและรสสัมผัสที่ดี แล้วก็เอามามิกซ์กับแอปเปิ้ลและองุ่นที่มีความเป็นผลไม้ต่างชาติ เหมือนคนสองเจเนอเรชั่นมาเจอกัน สไตล์ของคนที่ดื่ม น่าจะเป็นคนที่นิ่งๆ สุขุมนิดนึง บุคลิกหรือการแต่งตัวอาจไม่ได้ดูหวือหวา แต่มีรายละเอียดในการใช้ชีวิต

“ส่วนการตั้งชื่อว่า Steve Jobs ข้อแรกคือเพราะมันมีแอปเปิ้ล ข้อต่อมาคือเรารู้สึกว่า Steve Jobs เป็นคนที่นำโลกใบใหม่เข้ามา และมีอิทธิพลมากกับคนในเจเนอรชั่นเราที่โตมากับผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีของ Apple ดังนั้นเราเลยคิดว่า Steve Jobs เป็นภาพแทนที่ดี ที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนผ่านของวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ จากยุคอิตาเลียนดั้งเดิมมาสู่ยุคใหม่แบบจริงจัง”

Selected Book: Beginners

ระหว่างฟังเรื่องราวและที่มาที่ไปของเมนูนี้ เรานึกถึงชีวิตและผลงานนักเขียนที่ชื่อว่า เรย์มอนด์ คาร์เวอร์ นักเขียนชาวอเมริกันที่ชีวิตแหว่งวิ่น ลุ่มๆ ดอนๆ และสะท้อนภาวะเหล่านั้นออกมาเป็นเรื่องสั้นที่เรียบง่ายแต่ซับซ้อน

ผลงานที่เราหยิบมาคือเรื่อง ‘Beginners’ (มือสมัครเล่น) ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการตีพิมพ์ในชื่อ ‘What We Talk About When We Talk About Love’ (1981) และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับ อเลฆานโดร อินาร์ริตู นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ Birdman ในปี 2014

แต่แม้จะเป็นหนังสือที่ได้รับความนิยม ก็มีข้อกังขาว่า มันเป็นงานที่สะท้อนตัวตนและเอกลักษณ์ของเรยมอนด์แค่ไหน เพราะมันถูกปรับแก้ไปเกินกว่าครึ่ง ด้วยฝีมือของบรรณาธิการ กอร์ดอน ลิช

ด้วยเหตุดังกล่าว หลังจากเรย์มอนด์ คาร์เวอร์ เสียชีวิต ภรรยาของเขาจึงได้นำต้นฉบับที่ไม่ได้รับการตัดแต่งใดๆ มาตีพิมพ์อีกครั้งในปี 2009 ภายใต้ชื่อ Beginners และได้รับการแปลเป็นไทยในชื่อ ‘มือสมัครเล่น’ โดยสำนักพิมพ์บทจรเมื่อปีที่แล้ว

จุดที่น่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเนื้อหาอย่างเดียว แต่เบื้องหลังของมันยังชวนให้ฉุกคิดถึงบทบาทและอำนาจของบรรณาธิการที่มีต่องานของนักเขียน ว่าสุดท้ายแล้ว ‘จุดกึ่งกลาง’ ของการปลุกปั้นต้นฉบับคืออะไร เราจะคงสำนวนและเนื้อเรื่องเดิมของนักเขียนไว้แค่ไหน หรือควรจะใส่อะไรเข้าไปเพิ่ม เพื่อให้งานชิ้นนั้นแสดงศักยภาพของมันออกมาสูงสุด

เช่นเดียวกับกาแฟ ‘Steve Jobs’ แก้วนี้ ที่เมื่อเราได้ชิม ความเห็นก็แตกเป็นสองฝั่ง คือฝั่งหนึ่งจิบแล้วชอบทันที เพราะรู้สึกว่ามันแปลกใหม่ น่าตื่นตาตื่นใจ แต่อีกฝั่งกลับรู้สึกว่าความเป็นกาแฟซึ่งควรจะโดดเด่นที่สุดนั้น มันถูกกลบด้วยกลิ่นของข้าวคั่วและผลไม้ ให้ความรู้สึกก้ำกึ่งว่าสิ่งที่จิบไปนั้นเป็นกาแฟหรือน้ำผลไม้มากกว่ากัน

4. Echo Espresso Blend x 1984

 

 

Selected Coffee: Echo Espresso Blend

เมนูที่สี่ มีชื่อว่า ‘Echo Espresso Blend’ เป็นช็อตเอสเพรสโซที่กลั่นจากเมล็ดกาแฟไทย 90% นำมาเบลนด์กับกาแฟเอธิโอเปีย 10% เสิร์ฟเป็นซ็อตเอสเพรสโซเพื่อให้ได้รสและสัมผัสของกาแฟแบบเน้นๆ

“ตอนที่เราคิดเมนูนี้ และตั้งชื่อว่า ‘Echo’ เพราะเราอยากให้มันมีความก้องกังวาน เป็นช็อตเอสเพรสโซที่เป็นปากเสียงให้กับกาแฟไทย รวมถึงกาแฟต่างประเทศที่มีคุณภาพและเรื่องราวที่น่าสนใจ เพื่อมานำเสนอกับลูกค้า โดยเราตั้งใจให้มันเป็น seasonal blend ฉะนั้นตัวกาแฟที่นำมาใช้จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล แต่โดยหลักจะใช้กาแฟไทยเป็นเบส”

 

Selected Book: 1984

ขึ้นชื่อว่ากาแฟช็อต แน่นอนว่าต้องชัดเจน มีพลัง สำหรับคอกาแฟสายแข็งที่ชอบยกจิบเป็นช็อตเข้มๆ บอกเลยว่าถ้าได้ลอง Echo Espresso Blend แล้วต้องชอบอย่างแน่นอน

สำหรับคอหนังสือ ถ้าจะต้องเลือกวรรณกรรมสักเล่มที่ชัดเจน มีพลัง เป็นปากเสียงที่สะท้อนความคิดและอุดมการณ์แห่งยุคสมัย ก็คงต้องยกให้ ‘1984’ ของจอร์จ ออร์เวลล์ นวนิยายดิสโทเปียที่พูดถึงสังคมที่ปกครองด้วยอำนาจเผด็จการได้อย่างถึงแก่น

โดยในส่วนของประเทศไทยนั้น ช่วงหลังรัฐประหาร 2557 มีนักกิจกรรมที่นำหนังสือเล่มนี้มาใช้เป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย ส่งผลให้ 1984 กลับมาอยู่ในความสนใจของผู้คนในสังคมอีกครั้ง จนกลายเป็นหนังสือที่ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำและขายดีอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

นั่นสะท้อนให้เห็นอย่างหนี่งว่า งานวรรณกรรมที่ทรงคุณค่า ไม่ว่าผ่านเวลาไปนานแค่ไหน ประเด็นของมันยังคงสดใหม่และสะท้อนแง่มุมทางสังคมได้เสมอ

จอร์จ ออร์เวลล์ เขียนเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 1949 พูดถึงโลกอนาคตอันเลวร้ายในปี 1984 สิ่งที่เป็นตลกร้ายคือ สภาพสังคมการเมืองในปี 2020 ของบางประเทศ กลับไม่ต่างจากในเรื่องเท่าไหร่ น่าคิดเหมือนกันว่าถ้า จอร์จ ออร์เวลล์ ยังมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้ เขาจะรู้สึกอย่างไร

5. Filter Coffee x The Prophet

 

Selected Coffee: Filter Coffee – Mae Ton Luang

เป็นกาแฟที่สกัดออกมาจากการชงแบบดริป ใช้เวลาและพิถีพิถันในทุกขั้นตอนของการชง ผู้ดื่มมักเป็นคนที่สนใจในกาแฟตัวนั้นจริงๆ ไม่ฉาบฉวย เหมาะกับคนที่มีบุคลิกสุขุม ใจเย็น ละเมียดละไม โดยเมล็ดกาแฟที่บาริสต้าเลือกมาให้เราชิม คือกาแฟจากแม่ตองหลวง รสออกเปรี้ยว ให้กลิ่นผลไม้ชัดเจน

“ทุกขั้นตอนของการทำกาแฟดริปแบบนี้ อาจไม่ได้มีอะไรหวือหวา แต่มันมีรายละเอียดซ่อนอยู่ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นทางที่เป็นคนปลูก คนคั่ว มาจนถึงคนชง สามส่วนนี้คือส่วนสำคัญที่ทำให้กาแฟตัวนี้ออกมาสมบูรณ์แบบ ถ้าคนทั่วไปมอง อาจรู้สึกว่ามันเป็นกาแฟดำทั่วไป เพราะมันไม่มีอะไรมาผสมหรือตกแต่ง ส่วนตัวจึงมองว่า คนที่จะชอบหรือเข้าใจกาแฟประเภทนี้ ต้องเป็นคนที่รู้จักกาแฟดีในระดับหนึ่ง เคยศึกษามาระดับหนึ่งแล้ว ถึงจะเข้าใจว่ามันมีรายละเอียดยังไง

“ส่วนสาเหตุที่เลือกกาแฟของแม่ตองหลวงมาให้ชิม ก็เพราะเราไปเห็นจากไร่มาแล้วว่าเขาใส่ใจทุกขั้นตอน เลยรู้สึกว่าต้องนำมาชงแบบดริปเท่านั้น เพื่อให้คนดื่มได้สัมผัสแก่นของมันมากที่สุด”

 

Selected Book: The Prophet

ระหว่างที่นั่งมองบาริสต้าหนุ่มค่อยๆ รินน้ำใส่ตัวกรอง ของเหลวสีน้ำตาลทองค่อยๆ ไหลรินสู่ภาชนะเบื้องล่าง สวนทางกับกลิ่นอโรมาที่ลอยกรุ่นขึ้นมา เรานึกถึงหนังสือ ‘ปรัชญาชีวิต’​ (The Prophet) ของ คาลิล ยิบราน

หากการชงและชิมกาแฟแก้วนี้เป็นเสมือนการละเลียดชีวิตของกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ การได้ละเอียดอ่าน ‘ปรัชญาชีวิต’​ ก็น่าจะเป็นไปในทำนองเดียวกัน คือทำให้เราได้จดจ่อและทบทวนชีวิตในมิติที่ไม่เคยมอง กะเทาะเปลือกรุงรังออกให้เหลือแต่แก่น เพื่อซึมซาบรสชาติที่นานๆ ครั้งจะได้สัมผัส

อย่างไรก็ดี ‘ปรัชญาชีวิต’​ อาจมีความพิเศษกว่าเล่มอื่นๆ ตรงที่ มีพกไว้ติดตัวเมื่อไหร่ก็อุ่นใจ เปิดสุ่มไปหน้าไหนก็มีประโยคกระตุกใจเสมอ และบางครั้ง การอ่านคู่กับสุราก็ให้อรรถรสที่น่าพึงใจไม่น้อยไปกว่าการละเลียดคู่กาแฟ

คธาวุฒิ เกนุ้ย: เบื้องหลัง ‘เซเปียนส์’ ฉบับภาษาไทย และกองคาราวาน ‘ยิปซี’ ที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ถึงวันนี้ เชื่อว่ามีน้อยคนที่ไม่รู้จัก ‘เซเปียนส์’ หนังสือเล่มสำคัญของยุคสมัยที่สร้างยอดขายถล่มทลายทั่วโลก โดยสำนักพิมพ์ของไทยที่ได้รับลิขสิทธิ์ในการแปลเล่มนี้ คือ ‘สำนักพิมพ์ยิปซี’ ซึ่งถือลิขสิทธิ์หนังสือประวัติศาสตร์โลกเล่มสำคัญอีกหลายเล่ม

แต่ถ้าย้อนไปก่อนหน้านี้สัก 5 ปี ยิปซีเป็นเพียงสำนักพิมพ์ขนาดกลางที่ไม่ได้มีฐานคนอ่านมากมายนัก ยังไม่มีภาพลักษณ์ที่ทันยุคสมัย ส่วนในแวดวงหนังสือ ก็เป็นที่รู้จักในฐานะสำนักพิมพ์ที่มีกองคาราวานเป็นของตัวเอง เร่ขายหนังสือทั้งเก่าและใหม่ไปทั่วสารทิศ

อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ ‘ยิปซี’ กลายเป็นสำนักพิมพ์ที่ติดลมบน สามารถผลิตผลงานระดับ ‘ปรากฏการณ์’ ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง และกว่าจะเดินมาถึงจุดนี้ พวกเขาต้องผ่านเรื่องราวร้ายดีอะไรมาบ้าง

The Curator พาไปหาคำตอบกับ คธาวุฒิ เกนุ้ย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยิปซี กรุ๊ป จำกัด ผู้บุกเบิกและปลุกปั้นกองคาราวาน ‘ยิปซี’ มาตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้ว

 

 

จุดเริ่มต้นของยิปซี

ถ้านับเฉพาะสำนักพิมพ์ ถึงวันนี้ยิปซีเปิดมา 11 ปีแล้ว แต่ถ้าย้อนไปก่อนหน้านั้น เราไม่ได้เป็นสำนักพิมพ์ เราเป็นพ่อค้าเร่ขายหนังสือ

จุดเริ่มต้นต้องย้อนไปช่วงหนุ่มๆ ที่ผมเริ่มเข้ามาสู่วงการขายหนังสือ ผมอยากเป็นนักเขียน อยากเขียนกวี อยากเขียนเรื่องสั้น แต่ด้วยความที่เราเป็นเด็กบ้านนอก มาจากจังหวัดสตูล ไม่มีเงินซื้อหนังสือ ก็อาศัยไปอ่านตามร้านหนังสือเอา ช่วงที่เข้ามากรุงเทพฯ ก็ชอบไปขลุกตามแผงหนังสือแบบกะดินที่หน้ารามฯ จากตอนแรกที่เป็นนักอ่าน สักพักก็ไปช่วยเขาขาย ได้ค่าแรงวันละ 60 บาท ตอนนั้นเรารู้สึกว่ามันเป็นงานที่กำไร คือนอกจากได้เงินแล้ว ยังได้อ่านหนังสือด้วย ได้พูดคุยกับลูกค้าด้วย ซึ่งลูกค้าสมัยนั้น ก็เป็นเพื่อนๆ นักเขียน เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือเหมือนๆ กัน

ตอนนั้นอายุยี่สิบกว่าๆ ผมขึ้นมากรุงเทพฯ โดยที่ทางบ้านไม่ได้สนับสนุนอะไร ทำให้ต้องหาเงินเลี้ยงตัวเอง ซึ่งก็คือการตระเวนขายหนังสือไปเรื่อย เริ่มไปขอเหมาหนังสือจากสำนักพิมพ์ต่างๆ แล้วเอาไปขายตามมหา’ลัย ตามโรงเรียน ตามตลาดนัด

พอถึงจังหวะหนึ่ง พ่อซื้อรถให้คันหนึ่ง เราเลยมีโอกาสเดินทางมากขึ้น ใจคืออยากเที่ยวด้วย ขายหนังสือด้วย ก็ขายไปเที่ยวไป ตระเวนไปทั่วประเทศไทยเลย เหนือ กลาง อีสาน ใต้ ค่ำไหนนอนนั่น ไปกันกับลูกน้องอีกสองคน นั่นคือที่มาของการใช้ชื่อว่า ‘ยิปซี’

อีกเหตุผลหนึ่งที่ชอบชื่อนี้ มาจากวรรณกรรมเรื่อง ‘หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว’ มันจะมีตัวละครที่เป็นพวกยิปซี ที่ชอบเอาสินค้าแปลกๆ มาเร่ขายในเมือง ดูแล้วก็คล้ายกับเราที่เอาหนังสือไปเร่ขายตามเมืองต่างๆ

 

แล้วมาเริ่มทำสำนักพิมพ์ช่วงไหน

มันต่อเนื่องมาจากการที่เราขายหนังสือไปได้สักพัก คือเราเริ่มจากการไปรับหนังสือจากสำนักพิมพ์ต่างๆ ทุกสำนักพิมพ์จะมีสต็อกที่เหลืออยู่ เราก็เข้าไปขอซื้อสต็อกที่เหลือของเขามาขายต่อ พอทำไปสักพัก เราเริ่มมีกองคาราวานที่ขนหนังสือไปตระเวนขาย กองคาราวานหมายความว่า จากที่ผมไปคนเดียว คันเดียว ที่เดียว เราก็เริ่มแบ่งทีมออกไปพร้อมกันหลายๆ ที่ ทำให้ต้องมีหนังสือในปริมาณที่เยอะพอสมควร

ทีนี้ผมก็เห็นว่า หนังสือดีๆ ส่วนมากมักจะไม่เหลือในสต็อก ก็เลยมีความคิดว่าอยากทำหนังสือของตัวเองด้วย แล้วเราก็มีพรรคพวกเพื่อนฝูงที่พอจะทำสำนักพิมพ์ได้ เลยคุยกับเพื่อนว่าทำสำนักพิมพ์กันดีกว่า จากที่รับแต่ของคนอื่นมา เราก็ทำหนังสือของเราเองด้วย เล่มแรกที่เราทำคือหนังสือนิทานอิสปสองภาษา ปรากฏว่าขายดีมาก รอบแรกพิมพ์ออกมาประมาณ 3,000-4,000 เล่ม ใช้เวลาไม่ถึงเดือน หมดเกลี้ยงเลยจากการใช้กองคาราวานไปเร่ขายตามจังหวัดต่างๆ หลังจากนั้นก็ทำมาเรื่อยๆ ช่วงนั้นประมาณปี 2548-2549

 

ตอนนั้นตั้งใจว่าจะทำหนังสือแนวไหนบ้าง มุ่งมาทางประวัติศาสตร์เลยไหม

ตอนนั้นยังไม่ได้คิดว่าจะมาในแนวประวัติศาสตร์ คิดแค่ว่าอยากทำหนังสือให้คนอ่าน โดยใช้ตลาดเป็นตัวกำหนดว่าจะทำหนังสือแบบไหน เช่น ลูกค้าอยากได้หนังสือเกี่ยวกับนอสตราดามุส ไปที่ไหนลูกค้าก็ถามถึงแต่เรื่องนี้ เราก็ให้เพื่อนที่พอมีความรู้เรื่องนี้ ช่วยรวบรวมเรียบเรียง แล้วพิมพ์ออกมาขาย ใช้วิธีแบบนี้มาเรื่อยๆ

ทำไปทำมา กลายเป็นว่าเรามีสำนักพิมพ์ในเครืออยู่ 6 สำนักพิมพ์ แล้วทำอะไรออกมาก็ขายได้ มีตั้งแต่หนังสือเด็ก ชื่อสำนักพิมพ์คุณป้าใจดี, หนังสืออาหาร ชื่อสำนักพิมพ์ ณ ดา, หนังสือวรรณกรรมไทย ชื่อสำนักพิมพ์ลายแฝก, หนังสือเกี่ยวกับเกษตร ชื่อสำนักพิมพ์นานา, หนังสือพระ ชื่อสำนักพิมพ์บ้านธรรมะ ถ้านับรวมๆ เดือนหนึ่ง เรามีหนังสือออกใหม่ประมาณ 20 ปก ขณะที่ฝั่งของกองคาราวาน วันหนึ่งเราออกไปเร่ขายพร้อมกันเกือบ 50 จุด

พอทำไปสักระยะ กระแสดิจิทัลก็เริ่มมา ลูกค้าเริ่มเลือกหนังสือมากขึ้น เราก็กลับมาทบทวนตัวเองว่า ถ้าเดินไปแบบนี้ คือมี 6 สำนักพิมพ์ แล้วก็พิมพ์ออกมาเยอะๆ แบบเน้นปริมาณ มันไม่น่าใช่แล้ว ก็เลยคุยกันในทีมว่า ผมอยากตัดให้เหลือแค่สำนักพิมพ์เดียว จะทำยังไงให้มีเอกลักษณ์ มีคาแรกเตอร์ชัด ก็ระดมความเห็นจากน้องๆ ในทีมว่า ลูกค้ารู้จักเราที่อะไร จุดเด่นของเราคือตรงไหน อย่างหนังสือเกี่ยวกับอาหาร เราก็สู้สำนักพิมพ์แสงแดดไม่ได้ หนังสือเด็ก เราก็สู้แปลนฟอร์คิดส์หรืออีกหลายๆ เจ้าไม่ได้

สุดท้ายก็เห็นว่า หนังสือประวัติศาสตร์มันยังไม่มีเจ้าไหนที่แข็งแรง ช่วงเวลานั้นหนังสือประวัติศาสตร์เป็นหนังสือที่ยอดขายน้อยสุด กลุ่มเล็กสุดก็ว่าได้ เราเลยเคาะกันว่า จะเอาอาณาจักรเล็กๆ นี่แหละที่เราสามารถสร้างเอกลักษณ์ของเราเองได้

เมื่อตัดสินใจได้ปุ๊บ เรารื้อทุกอย่างทิ้งหมด จากที่เคยทำกันแบบเยอะๆ เน้นปริมาณ เรากลับมาโฟกัสที่คุณภาพมากขึ้น รีแบรนด์ใหม่หมด สำนักพิมพ์อื่นๆ ที่เคยทำมา เราปิดหมดเลยครับ นั่นคือจุดเริ่มต้นของยิปซียุคใหม่ คือเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว

 

 

มีปัจจัยอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าต้องเปลี่ยนแล้ว

อย่างที่บอก ผมเริ่มเห็นว่าดิจิทัลมันเข้ามาสั่นวงการเยอะมาก ช่วงนั้นนิตยสารเริ่มปิด ร้านหนังสือ stand alone ก็เริ่มปิด แล้วถ้าเรายังทำแบบนี้ต่อไป อยู่ไม่ได้แน่ ผมบอกน้องๆ ว่าในวันข้างหน้า ถ้าเราไม่มีคาแรกเตอร์ที่ชัด ไม่มีทิศทางที่ชัด เราจะไม่สามารถยืนอยู่ได้ สุดท้ายเลยตัดทิ้งทุกอย่าง ซึ่งการทิ้งทุกอย่างก็เป็นความเสี่ยง แต่เป็นความเสี่ยงที่น่าจะดีที่สุดในระยะยาว

 

พอปักธงชัดว่าจะมุ่งมาทางหนังสือประวัติศาสตร์ และจะต้องรีแบรนด์ใหม่ กระบวนการคัดเลือกต้นฉบับว่าเล่มไหนใช่ไม่ใช่ มีขั้นตอนยังไงบ้าง

เรามีทีมคัดเลือกต้นฉบับ ทุกสัปดาห์เราจะมานั่งคุยกันว่าในต่างประเทศมีหนังสืออะไร​ที่น่าสนใจบ้าง นักเขียนไทยคนไหนที่น่าสนใจบ้าง พอได้รายชื่อมาก้อนหนึ่ง เราก็เอามาคัดให้เล็กลงอีกว่าอันไหนใช่ อันไหนไม่ใช่ ถ้าอะไรไม่ใช่ทางของยิปซีก็ตัดออกไป

 

ใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสิน

หนึ่งคือต้องมีความสนุก สองคือได้ความรู้ มีประโยชน์กับผู้อ่าน สามคือเป็นเรื่องที่อ่านแล้วต้องว้าว

สโลแกนของยิปซีคือ อุดมการณ์ของนักสัญจรบนหน้ากระดาษ ผู้พิสมัยแสวงหาความรู้ใหม่มาบรรณาการนักอ่าน มีเกวียนเป็นสัญลักษณ์ของกองคาราวาน เราใช้สัญลักษณ์นี้แทนตัวเรา เป็นเกวียนที่บรรทุกความรู้มาให้กับนักอ่านของเรา

จุดเปลี่ยนสำคัญ คือตอนที่เราได้ต้นฉบับมาเล่มหนึ่ง คือเรื่อง ‘เซเปียนส์’ ของยูวาล โนอาห์ ฮารารี เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ เล่าเรื่องราวของโลกทั้งโลก แล้วตั้งคำถามที่ทำให้เราได้ค้นหาความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา

วันแรกที่หนังสือเล่มนี้วางแผง ถือเป็นปรากฏการณ์ใหญ่ที่สำนักพิมพ์เราไม่เคยเจอ นักวิชาการ นักคิด นักเขียนหลายท่าน รวมถึงคนรุ่นใหม่ ต่างพูดถึงหนังสือเล่มนี้เป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นหนังสือที่ควรอ่านในทศวรรษนี้

 

คาดเดาได้แต่แรกไหมว่าผลตอบรับจะดีขนาดนี้

ผมได้อ่านครั้งแรกจากตอนที่ทีมคัดเลือกต้นฉบับส่งตัวอย่างที่แปลมาให้ดู วิธีการของเราคือถ้าได้เล่มที่น่าสนใจมาแล้ว ทีมจะแปลตัวอย่างมาให้ดูสามบท ว่าผ่านมั้ย น่าพิมพ์มั้ย ซึ่งเซเปียนส์ก็เป็นหนึ่งเล่มที่ทีมเลือกมา

ปรากฏว่าผมอ่านแค่บทแรกก็ว้าวแล้ว รู้สึกทันทีเลยว่ายูวาลเป็นนักเขียนที่ท้าทายเรา ที่สำคัญคือเขาเล่าเรื่องได้สนุกมาก สามารถบูรณาการองค์ความรู้ที่หลากหลาย แล้วก็ตั้งคำถามแปลกๆ ที่ทำให้เราต้องฉุกคิดบางอย่าง จนเรารู้สึกว่า ถึงแม้มันจะขายไม่ได้ กูก็จะพิมพ์ พออ่านตัวอย่างสามบทที่ทีมงานแปลมา ผมอยากให้คนแปลรีบแปลให้เสร็จเลย เพราะอยากอ่านต่อ

แต่พอถึงเวลาทำงานจริง ต้องบอกว่าอุปสรรคเยอะมาก ตอนแรกเราให้ทีมชุดหนึ่งเป็นผู้แปล แต่พอแปลออกมาแล้ว บ.ก. บอกว่ามันยังไม่ใช่ อ่านเทียบกับต้นฉบับแล้วยังใช้ไม่ได้ บ.ก. ก็เข้ามาคุยกับผมเลย เสนอว่าให้เปลี่ยนคนแปลใหม่ได้ไหม พอฟังเหตุผลที่เขายกมา ก็ตัดสินใจเปลี่ยนคนแปลเป็น ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ซึ่งค่อนข้างแข็งแรงทั้งเรื่องข้อมูลและสำนวนการแปล

ฉะนั้น เท่ากับว่าเล่มนี้เราแปลสองรอบ ทิ้งไปรอบนึง ซึ่งปัญหาที่ตามมาก็คือเรื่องลิขสิทธิ์ เพราะเราเซ็นสัญญาหนึ่งปี หมายความว่าในหนึ่งปีนี้ต้องทำให้เสร็จ พอไม่เสร็จเราก็ต้องต่อสัญญาไปอีกปี เพื่อให้ยังได้สิทธิ์ตีพิมพ์อยู่ รวมแล้วใช้เวลาสองปี แต่สุดท้ายก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะทำออกมาแล้วมันขายดีมาก และทำให้คนรู้จักยิปซีมากขึ้นตามไปด้วย

 

ถ้าเปรียบเป็นการซื้อหวย ใช้คำว่าถูกหวยได้ไหม

ถ้าเรื่องยอดขาย เล่มนี้ถือว่าถูกหวยแน่นอน แต่ถ้าเป็นเรื่องของความคาดหวัง เราไม่ได้หวังตั้งแต่แรก เพราะตอนที่ตัดสินใจว่าจะพิมพ์ ยังไม่มีใครรู้จักเล่มนี้ด้วยซ้ำ ย้อนไป 4-5 ปีก่อน ยูวาลก็ยังไม่ดังขนาดนี้ เราซื้อลิขสิทธิ์ตั้งแต่ตอนที่มันยังไม่ดัง เราแค่รู้สึกว่าเล่มนี้ใช่ พอทำออกมาแล้วมันดัง ขายดี ก็ถือว่าถูกหวย

พูดง่ายๆ ว่าเหมือนกระดานหก วันที่เราตั้งใจจะเปลี่ยนตัวเอง อยากรีแบรนด์ตัวเอง เราพยายามทดลองกับหนังสือหลายๆ เล่ม จนมาเจอเล่มนี้ที่เป็นเหมือนกระดานหก ทำให้เราได้แจ้งเกิด มันทำให้แบรนด์เราชัดขึ้น คนรู้จักเยอะขึ้น

 

แล้วเล่มอื่นๆ ของยูวาล เล็งไว้ตั้งแต่แรกมั้ย หรือตามมาทีหลัง

ตามมาทีหลังครับ พอเราพิมพ์เซเปียนส์ไปสักพัก ยูวาลก็มีเล่มใหม่ออกมาอีกสองเล่ม เราก็คุยกับเขาว่า ทั้งสองเล่มนี้เราขอเอามาทำงานกับยิปซีต่อนะ ขอจองลิขสิทธิ์ไว้ ข่าวดีคือเร็วๆ นี้เซเปียนส์จะมีเวอร์ชันกราฟิกโนเวลสำหรับเด็ก ซึ่งยิปซีก็จองลิขสิทธิ์ไว้เรียบร้อยแล้วเหมือนกัน เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษจะเปิดตัวเดือนกันยา ส่วนเวอร์ชั่นภาษาไทยน่าจะออกตามมาหลังจากนั้นประมาณสองเดือน เวอร์ชั่นนี้ผมว่ามีประโยชน์กับเยาวชน ที่อาจยังไม่สามารถอ่านเวอร์ชันเต็ม 600 หน้าได้ เวอร์ชั่นการ์ตูนจะถูกย่อยเหลือ 200 กว่าหน้า เป็นรูปแบบกราฟิกโนเวลที่อ่านง่ายและสนุก

 

 

ในส่วนของสำนักพิมพ์ เราเห็นแล้วว่ามีการปรับโฉมให้ชัดขึ้น ทีนี้ในส่วนของกองคาราวานเร่ขายหนังสือ ยังเหมือนเดิมอยู่ไหม

ยังเหมือนเดิมครับ เพราะกองคาราวานคือจุดเด่นที่สุดของเรา เป็นส่วนที่ทำให้เราอยู่ในตลาดได้อย่างแข็งแรงและสามารถสู้กับเจ้าอื่นๆ ได้ เพราะเรามีช่องทางการขายของตัวเอง ซึ่งหาได้น้อยมากในแวดวง

 

เวลาพากองคาราวานออกไปเร่ขายหนังสือ มีหลักการไหมว่าจะขายที่ไหนบ้าง

ผมไปขายทุกที่ที่มีคน เพราะจริงๆ แล้วคนอ่านมันมีอยู่ทุกที่ แล้วในมุมของคนทำหนังสือ ถ้าเราไม่เอาตัวเองไปหาเขา บางทีเขาก็ไม่รู้ว่าจะอ่านอะไร

ถามว่าเลือกสถานที่ขายยังไง ผมเลือกที่ที่มีคน ถ้ามีคนผมก็ไป ขายได้ไม่ได้เราไม่รู้ แต่สิ่งที่ผมจะบอกน้องๆ เสมอคือ เราต้องพูด เราต้องพรีเซนต์ ต้องบอกคนอ่านให้ได้ว่าเล่มนี้มันดียังไง น่าสนใจยังไง เราต้องไม่ลืมว่าเราทำหนังสือออกมาให้คนอ่าน

 

มีเคล็ดลับไหมว่าต้องคุยหรือนำเสนอลูกค้าอย่างไร

อันนี้ต้องยกเครดิตให้น้องที่เป็นผู้จัดการฝ่ายขายครับ ชื่อป๊อป ฉายาคือ ‘ป๊อป ยอดนักขาย’ วิธีของเขาคือบอกน้องๆ ที่เป็นพนักงานขายว่า หนังสือเราทุกเล่ม จำเป็นจะต้องอ่านก่อน แล้วเวลาไปขาย ก็ไปเล่าให้ลูกค้าฟังว่าอ่านแล้วรู้สึกยังไง ซึ่งก็ขายได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่เรามองว่ามันเป็นความสนุก เป็นความท้าทาย

เราเคยท้ากันเล่นๆ กับป๊อปว่า เดี๋ยวลองไปเดินเล่นหน้าเดอะมอลล์ บางกะปิ แล้วลองขายหนังสือหนึ่งเล่มให้กับคนที่อยู่แถวนั้น ถ้าขายได้ถือว่าประสบความสำเร็จ ปรากฏว่าป๊อปก็ขายได้จริง เขาเดินเข้าไปคุย ค่อยๆ อธิบายว่าหนังสือเล่มนี้มันดียังไง น่าสนใจยังไง ปรากฏว่ามันขายได้ จากนั้นมาพวกเราเลยเรียกเขาว่า คุณป๊อป ยอดนักขาย (หัวเราะ)

 

คิดว่าความท้าทายของวงการหนังสือในช่วงเวลาถัดจากนี้คืออะไร

อนาคตข้างหน้า สิ่งที่เราจะต้องเผชิญ และเป็นความท้าทายในมุมของผม คือเรื่องร้านหนังสือ ร้านหนังสือจะปิดตัวอีกเยอะถ้าเทียบจากกับปัจจุบัน ก่อนหน้านี้เราจะเห็นแผงหนังสือ ร้านหนังสือเก่า หรือร้าน stand alone เล็กๆ ตามจังหวัดต่างๆ แต่ ณ ตอนนี้ร้านเหล่านั้นแทบจะปิดไปหมดแล้ว ถ้าลงไปดูจริงๆ บางจังหวัดแทบไม่มีร้านหนังสือแล้วนะครับ เมื่อไม่มีร้านหนังสือ หรือมีน้อย ปัญหาต่อมาคือคนทำหนังสือ จะเอาหนังสือไปขายที่ไหน นี่เป็นปัญหาใหญ่

ถามว่าทำไมร้านหนังสือถึงปิด ถ้าเป็นต่างจังหวัด รายได้หลักของร้านหนังสือจะมีอยู่สองขา ขาแรกคือนิตยสาร ขาที่สองคือแบบเรียน อาจมีขาที่สามซึ่งเป็นส่วนเล็กๆ คือพ็อกเก็ตบุ๊ค เมื่อนิตยสารตาย แบบเรียนถูกเปลี่ยนเป็นดิจิทัลมากขึ้น ร้านเหล่านี้ก็อยู่ไม่ได้ เมื่อร้านอยู่ไม่ได้ คนทำหนังสือก็ลำบาก

 

แล้วมันควรแก้ยังไง การขายออนไลน์ช่วยได้ไหม

สิ่งสำคัญที่สุด ณ ชั่วโมงนี้ หนึ่งคือสำนักพิมพ์ต้องมีช่องทางการขายของตัวเอง สองต้องมี community ที่แข็งแรง ในส่วนนี้ผมทดลองทำมาประมาณสามปีแล้ว คือการสร้างฐานแฟนเพจใน Gypzy World ที่เราตั้งใจจะให้เป็นอาณาจักรเล็กๆ ที่ใช้สื่อสารกับคนที่ชอบเรื่องราวแนวๆ เดียวกับเรา

ผมไม่ได้หวังว่าเราจะต้องแมส แต่มองว่าตลาดที่เป็น niche market คือตลาดที่น่าสนใจในอนาคต และปัจจัยที่ช่วยได้คือการมี community ที่แข็งแรง ต้องสร้าง brand royalty ให้ได้ ขณะเดียวกันหนังสือของเราต้องมีคุณภาพมากขึ้น เล่มที่เลือกมาต้องเป็นหนังสือที่แข็งแรง

ตอนแรกที่ทำเพจ Gypzy World ขึ้นมา เราอยากสร้างชุมชนของคนที่รักประวัติศาสตร์ บ้าประวัติศาสตร์ รวมถีงกลุ่มโอตาคุต่างๆ ช่วงแรกเราไปเชิญหัวหน้ากลุ่มโอตาคุที่มีความรู้ในเรื่องต่างๆ มาช่วยเขียน พอมาช่วงหลัง ก็ปรับให้ชัดขึ้น ว่านี่คือชุมชนความรู้ของยิปซี มีทีมที่เข้ามาช่วยทำเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทำให้เนื้อหาแข็งแรงขึ้น ชัดเจนขึ้น

 

การมี community ช่วยส่งเสริมธุรกิจในแง่ไหนบ้าง

ผมมองว่า community ก็คือสังคมที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน มารวมตัวกัน ในโลกโซเชียลทุกวันนี้มีเรื่องราวข่าวสารเยอะมาก หลากหลายมาก เปรียบเหมือนทะเลกว้างใหญ่ ซึ่งผมคิดว่าสุดท้ายแล้ว คนที่เข้าไปใช้โลกโซเชียล เขาเข้าไปมองหาสิ่งที่เขาสนใจ เช่น คนที่ชอบไก่ชน ก็จะเข้าไปหากลุ่มที่เกี่ยวกับไก่ชนเลย คนที่ชอบความรู้ประวัติศาสตร์ ชอบเนื้อหาแบบยิปซี ก็จะเข้ามาหาเรา

เมื่อเขาเข้ามาหาเรา แล้วเราพร้อมเสิร์ฟความรู้ พร้อมบรรณาการสิ่งที่เขาอยากได้ วันข้างหน้าเขาก็จะกลายเป็นเพื่อน เป็นมิตรกับเรา แล้วก็ช่วยสนับสนุนดูแลเรา

ผมคิดว่าถ้าเราสามารถเติบโตจากฐานของ community ในระยะยาวเราจะแข็งแรง แม้ community ของคนรักประวัติศาสตร์จะไม่ใหญ่มาก แต่อาณาจักรเล็กๆ แบบนี้ก็มีคุณภาพของมันอยู่

 

 

สิ่งที่สังเกตได้อย่างหนึ่งจากที่คุณเล่ามา คือความกล้าลอง กล้าลุย คุณสมบัตินี้ติดตัวคุณมาตั้งแต่แรกเลยไหม

ใช่ ผมเป็นแบบนี้มานานแล้ว ตั้งแต่สมัยก่อนที่ผมอยากขับรถเที่ยว ไม่มีเงินไม่เป็นไร ผมบอกน้องๆ ว่าเดี๋ยวกูหาเงินได้ เอาหนังสือขึ้นไปขายกัน

มันมีอยู่ที่นึง ถ้าคุณรู้คุณจะตกใจมากว่าผมไปขายที่นั่นได้ยังไง คือที่อาคารอิตัลไทย สำนักงานใหญ่ ผมเคยไปเห็นว่าตอนเที่ยงๆ พนักงานจะลงมาเยอะมาก กินข้าวเสร็จเขาก็กลับขึ้นไปทำงานต่อ ผมก็บอกน้องๆ ว่าผมอยากขายตรงนี้ น้องที่เป็นหัวหน้าฝ่ายขายก็ถามว่า จะขายได้เหรอพี่ ผมบอกไม่รู้ ได้ไม่ได้ข่างมัน ขายไม่ได้เราก็เสียตังค์ค่าแผงแค่ 500 บาท ถ้าขายได้เราก็มีตังค์กลับบ้านกัน ปรากฏว่าชั่วโมงเดียว ผมขายได้หกหมื่น

หรือตอนงานหนังสือที่ผ่านมา ที่ย้ายไปจัดที่เมืองทองธานีเป็นครั้งแรก ฉากของบูธยิปซีที่อลังการๆ ผมลงทุนไปเกือบล้าน ตอนประชุมกัน น้องๆ ก็ถามว่าพี่จะทำขนาดนั้นทำไม ยอดขายเราไม่เท่าไหร่ ลงทุนกับฉากไปล้านนึงแล้วพี่จะได้อะไร ผมก็บอกไม่รู้ แต่กูอยากทำให้มันสวยๆ ถ้ามันสวยเดี๋ยวคนก็มาหา มาซื้อของเราเอง

ปรากฏว่างานนั้น ในขณะที่หลายเจ้าบ่นกันว่ายอดตก ลูกค้าน้อย แต่ของผมกลับสวนทาง กลายเป็นว่าเราขายดีกว่างานสัปดาห์หนังสือฯ ทุกครั้งที่ผ่านมา สำหรับผมลองแล้วจะผิดหรือถูก ช่างหัวมัน ขอแค่ลงสนามแล้วสู้กับมันให้เต็มที่ แพ้ชนะค่อยว่ากัน สนุกกับสิ่งที่ทำก่อน แล้วผลมันจะตามมาเอง

 

แล้วผลที่ได้กลับมาถือว่าคุ้มค่าไหม

ที่ไม่คุ้มค่า เจ๊งระเนระนาด ก็มีครับ แต่อันที่เจ๊งเราก็อย่าไปจำ หลายครั้งที่ผมทำแล้วก็ไม่สำเร็จ แต่ไม่เป็นไร ก็แค่ลองใหม่ หาทางใหม่ๆ ดู

 

หลายเล่มที่ยิปซีทำออกมาช่วงหลัง เป็นเล่มที่ค่อนข้างหนา ซึ่งดูจะสวนทางกับกระแสที่ว่าคนอ่านหนังสือน้อยลง หรือกระทั่งว่าหนังสือกำลังจะตาย คุณมองประเด็นนี้ยังไง

สำหรับผม หนังสือเล่มยังไงก็ไม่ตายครับ ตราบใดที่เรายังต้องการความรู้ ต้องการความบันเทิง โลกออนไลน์แค่มีส่วนช่วยในการหาข้อมูล แต่หนังสือคือการดิ่งลึกลงไปในความรู้นั้นๆ แน่นอนว่ายอดขายคงไม่ได้เยอะเป็นแสนเล่มแบบสมัยก่อน แต่ยังไงมันก็ยังอยู่ได้

สิ่งสำคัญที่ผมเห็นคือ คนจะมองหาหนังสือที่สามารถให้ข้อมูลหรือความรู้ในเรื่องนั้นๆ ได้ดีที่สุด แต่จะไม่ได้อยากอ่านเล่มทางเลือก เพราะอะไร เพราะทุกวันนี้คนมีเวลาน้อย เมื่อมีเวลาน้อย เขาก็ต้องเลือกว่าจะใช้เวลาไปกับเล่มไหน ถึงจะคุ้มค่าที่สุด

 

เอาเข้าจริง ข้อมูลความรู้หลายๆ อย่าง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ก็สามารถหาอ่านในอินเทอร์เน็ตได้ คำถามคือทำไมคนถึงต้องซื้อหนังสือเล่มหนาๆ มาอ่านด้วย

นั่นแหละครับคือความสนุกของยิปซี แม้หลายเล่มที่เราเลือกมาพิมพ์จะค่อนข้างหนา แต่ทุกเล่มเรารับประกันได้ว่าอ่านสนุก ประวัติศาสตร์มีหลายแบบ แบบที่เป็นตำรา อ่านยากๆ ก็มี แต่ยิปซีจะไม่ทำแนวนั้น เราจะชอบประวัติศาสตร์ที่ผู้เขียนมีชั้นเชิงในการเล่า มีเนื้อเรื่องที่สนุก น่าติดตาม

อย่างเซเปียนส์ ยิ่งอ่านไปยิ่งให้ความรู้สึกเหมือนนิยายจีน มีข้อมูลและมุมมองใหม่ๆ ที่เซอร์ไพรส์เราตลอด นี่คือหนังสือที่เรามองหา เพราะขั้นแรกคือถ้าคนอ่านแล้วรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ มันไม่ว้าว ไม่กระตุ้นให้อยากรู้ต่อ ก็จบ

 

ความหนาไม่เกี่ยว

ไม่เกี่ยวครับ แล้วความแปลกของยิปซีคือ เล่มที่บางๆ จะขายไม่ค่อยได้ แต่พอทำเล่มหนาๆ นี่ขายดี อันนี้ก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่ามันเป็นเพราะอะไร (หัวเราะ)

 

 

เดินตามรอยศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร ฟังเรื่องที่ไม่เคยเล่า กับ ชาตรี ประกิตนนทการ

“หากใครศึกษาประวัติศาสตร์มาบ้าง ย่อมเห็นชัดว่า ไม่มีช่วงเวลาไหนในประวัติศาสตร์หลังยุคคณะราษฎรที่อาคาร อนุสาวรีย์ ตลอดจนศิลปวัตถุยุคคณะราษฎรจะถูกทำลายมากมายเท่าช่วงเวลานี้…”

ประโยคที่ยกมาคือส่วนหนึ่งของคำนำหนังสือ ‘ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร’ ฉบับปรับปรุง ที่เพิ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อไม่นานนี้ เขียนโดย รองศาสตราจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

อาจารย์ชาตรีคือผู้ศึกษาศิลปะและสถาปัตยกรรมในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อย่างลึกซึ้ง ต่อเนื่อง และเป็นผู้บัญญัติคำว่า ‘ศิลปะและสถาปัตยกรรมยุคคณะราษฎร’ ขึ้นมาตั้งแต่ช่วงเวลาที่หมุดคณะราษฎรยังไม่ถูกรื้อถอน อนุสาวรีย์ปราบกบฏยังไม่ถูกเคลื่อนย้ายและทุบทำลาย เช่นเดียวกับที่เรื่องราวและอุดมการณ์ของคณะราษฎรยังไม่เป็นที่กล่าวถึงและแพร่หลายมากนัก

ทว่าในวันเวลาที่ศิลปะ สถาปัตยกรรม รวมถึงชื่อเสียงเรียงนามของบุคคลสำคัญในคณะราษฎร ถูกรื้อถอน ทำลาย บังคับให้สูญหาย กระทั่งถูกแทนที่ด้วยวัตถุหรือสิ่งของที่ให้ความหมายใหม่ คำถามที่หลายคนอาจสงสัยคือ ศิลปะและสถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นในยุคคณะราษฎรนั้นมีความสำคัญอย่างไร และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นอะไรบ้าง

ช่วงปลายเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา The Curator มีโอกาสติดสอยห้อยตามอาจารย์ชาตรีไปสำรวจร่องรอยของศิลปะและสถาปัตยกรรมดังกล่าว ในกิจกรรม ‘Book Walk: เรื่องไม่ถูกเล่าในประวัติศาสตร์บนราชดำเนิน’ จัดโดยสำนักพิมพ์มติชน ความน่าสนใจของการเดินทัวร์ในครั้งนี้ คือนอกจากจะทำให้มุมมองที่มีต่ออาคารและสถานที่สำคัญหลายแห่งเปลี่ยนไปแล้ว ยังทำให้ตระหนักด้วยว่า งานศิลปะและสถาปัตยกรรมที่เราเห็นกันจนชินตานั้น มีความหมายหรือนัยอะไรซ่อนอยู่ มันถูกสร้างขึ้นมาด้วยอุดมการณ์แบบไหน แล้วมันส่งผลต่อวิถีชีวิตหรือความคิดของผู้คนอย่างไร

ต่อไปนี้คือบรรยากาศและเรื่อง (ไม่เคย) เล่าเกี่ยวกับศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎรที่เราเก็บมาฝากกัน

สำหรับสถานที่แรกที่เป็นจุดนัดหมายและจุดเริ่มต้นของการบรรยาย คือหอประติมากรรมต้นแบบ กรมศิลปากร ซึ่งเป็นอาคารจัดแสดงผลงานประติมากรรมของศิลปินชั้นบรมครูหลายท่าน โดยเฉพาะผลงานของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี อดีตนายช่างพิเศษ ผู้บุกเบิกและวางรากฐานการศึกษาด้านศิลปะร่วมสมัยของไทย รวมทั้งผลงานของศิลปินซึ่งเป็นลูกศิษย์เอกของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ในยุคต่อๆ มา

อาจารย์ชาตรีบรรยายว่า ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เข้ามาในไทยช่วง พ.ศ. 2466 ตอนอายุราวสามสิบต้นๆ ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โดยในช่วงแรกรัฐบาลยุคนั้นยังไม่ค่อยเชื่อฝีมือเท่าไหร่ จนกระทั่ง สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ หรือ ‘สมเด็จครู’ นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ได้ชวนให้อาจารย์ศิลป์มาปั้นรูปตัวเอง ปรากฏว่าทำออกมาได้ดี จึงได้รับโอกาสให้ปั้นพระเศียรของรัชกาลที่ 6 โดยในครั้งแรกนั้น อาจารย์ศิลป์ปั้นออกมาได้ไม่เหมือนนัก เพราะปั้นจากรูปถ่าย ครั้งต่อมาจึงเชิญรัชกาลที่ 6 ให้ทรงมาเป็นต้นแบบด้วยพระองค์เอง ปรากฏว่าทำออกมาได้เหมือนจริง เป็นที่พอพระราชหฤทัยอย่างมาก

ในเวลาต่อมา หลังจากรัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคต รัชกาลที่ 7 ได้มีคำสั่งให้นำรูปปั้นเศียรของรัชกาลที่ 6 ที่อาจารย์ศิลป์ปั้นไว้ มาหล่อให้เป็นประติกรรมแบบเต็มพระองค์ ปัจจุบันประดิษฐาน ณ ปราสาทเทพบพิตร พระบรมมหาราชวัง

 

อาจารย์ชาตรีเล่าต่อว่า ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี นับเป็นประติมากรที่ทำงานรับใช้ทั้งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และระบอบประชาธิปไตย โดยช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ผลงานและฝีมือของอาจารย์ศิลป์ ยังคงได้รับความนิยมและไว้วางใจจากรัฐบาลคณะราษฎร ขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับบุคคลสำคัญหลายคน อาทิ หลวงวิจิตรวาทการ พระยาอนุมานราชธน รวมถึงจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นผู้ตั้งชื่อไทยว่า ‘ศิลป์ พีระศรี’ ให้ จากเดิมที่ใช้ชื่ออิตาลีว่า คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci)

ในหอประติมากรรมต้นแบบแห่งนี้ ยังมีการจัดแสดงงานประติมากรรมชิ้นอื่นๆ ที่สะท้อนแนวคิดและอุดมการณ์ของคณะราษฎรได้เป็นอย่างดี กล่าวคือมีลักษณะที่ลดทอนความอ่อนช้อย เน้นการโชว์สัดส่วนและสรีระของร่างกาย มีการใช้เส้น Streamline ที่สร้างความกระฉับกระเฉงและนำสายตา ตามแนวทางศิลปะแบบ Art Deco ผสมผสานกับศิลปะแนวเหมือนจริง (Realistic) โดยงานปั้นที่เน้นการโชว์สรีระและร่างกายที่กำยำแบบนี้ อาจารย์ชาตรีตั้งข้อสังเกตว่า เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างชาติไทยใหม่ในยุคของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

หลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งที่อาจารย์ชาตรียกขึ้นมาอ้างอิง คือปาฐกถาที่ชื่อว่า ‘มนุสสปฏิวัติ’ ของหลวงวิจิตรวาทการ เมื่อพ.ศ. 2482 ซึ่งกล่าวถึงอุดมคติเรื่องร่างกายของคนไทย จากแบบดั้งเดิมที่เน้นความอ่อนช้อย มาสู่แบบใหม่ที่เน้นความแข็งแรง กำยำ อันเป็นแบบอย่างของเรืองร่างของคนไทยในยุคสร้างชาติ ใจความตอนหนึ่งว่า

“…ตัวเอกของเรื่องรามเกียรติ์คือพระราม เป็นคนที่อ่อนแอที่สุด ไม่เคยทำงานสมบุกสมบันกับใคร … ผู้แต่งยังสามารถทำให้ผู้อ่านเห็นว่า พระรามนั้นเป็นคนชั้นสูง เป็นผู้มีบุญ เป็นผู้ประเสริฐ เรื่องรามเกียรติ์ได้เป็นตัวอย่างกวีนิพนธ์ของเราต่อมาอีกมากมายหลายเรื่อง พระเอกของเราแทบทุกเรื่องมักได้ดีโดยไม่ต้องทำอะไร ข้อความในท้องเรื่องมักสรรเสริญผู้ที่นอนสบายว่าเป็นผู้มีบุญ และกล่าวถึงคนที่ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยว่าเป็นผู้มีกรรม กวีของเรามักปั้นรูปพระเอกให้เป็นคนอ้อนแอ้นอ่อนแอ … พระเอกของเรามักจะอรชรอ้อนแอ้น แม้จะเดินก็เดินไม่ไหว ผิดกับกวีนิพนธ์ของฝรั่งและจีน ซึ่งพระเอกของเขามักต้องเป็นผู้ล่ำสันใหญ่โตแข็งแรง…”

“…ข้าพเจ้าขอใช้ปาฐกถาอันนี้ เป็นคำขอร้องต่อเพื่อนนักประพันธ์ทั้งหลายว่า ขอให้เราช่วยกันสักพักหนึ่ง คือท่านจะประพันธ์เรื่องนิยาย เรื่องเริงรมย์ เรื่องละครหรือเรื่องอะไรก็ตาม ขอให้วาดภาพตัวเอกในเรื่องของท่าน ให้เป็นคนล่ำสันแข็งแรงขยันหมั่นเพียร รักงาน ทำงานด้วยความลำบากตรากตรำ … เรื่องนฤมิตอะไรต่างๆ ตีฆ้องครั้งเดียวได้ปราสาทสามหลัง หรือเรื่องนอนอยู่เฉยๆ แล้วราชรถมาเกยเอาไปเป็นกษัตริย์นั้น ข้าพเจ้าอยากจะเผาไฟให้หมด…”

อาจารย์ชาตรีอธิบายต่อว่า แม้ลักษณะของศิลปะและสถาปัตยกรรมในยุคคณะราษฎร จะได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบ Art Deco ผสมผสานกับศิลปะแบบเหมือนจริงดังที่กล่าวไปแล้วนั้น แต่การนิยามว่ามันเป็นศิลปะแบบ Art Deco, International Style หรือแม้แต่ Fascist Art แบบที่นักวิชาการยุคก่อนเคยนิยามไว้นั้น อาจเป็นนิยามที่คลาดเคลื่อนและชี้นำให้ละเลยเงื่อนไขภายใน โดยเฉพาะลักษณะของความเป็น ‘ลูกผสม’ ระหว่างศิลปะหลายแขนง ประกอบกับการแฝงลัญลักษณ์และอุดมการณ์ทางการเมืองแบบคณะราษฎรเข้าไปในงาน ซึ่งแตกต่างจากนิยามของฝั่งยุโรปที่มีพัฒนาการมาจากการปฏิวัติอุตสากรรม

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์ชาตรีจึงเสนอนิยามใหม่ ให้เรียกศิลปะและสถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นในยุคนี้ว่า ‘ศิลปะและสถาปัตยกรรมคณะราษฎร’

จากหอประติมากรรมต้นแบบ อาจารย์ชาตรีพาเราเดินเลาะสนามหลวง ข้ามไปยังฝั่งวัดพระแก้ว ก่อนจะไปปักหลักบรรยายต่อที่ด้านหน้าซุ้มประตูสวัสดิโสภา

หากมองเพียงผิวเผิน จะเห็นว่าซุ้มประตูนี้ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากซุ้มประตูอื่นๆ ของวัดพระแก้วที่เป็นทรงยอดปรางค์ แต่ถ้าลองสังเกตในรายละเอียดแล้ว จะพบว่าองค์ประกอบบนยอดซุ้มที่เป็นลวดลายไทย จะถูกลดทอนลงให้เรียบเกลี้ยงจนเหลือเพียงเส้นสายและรูปทรงเลขาคณิตเท่านั้น

อาจารย์ชาตรีอธิบายว่า นี่คืออิทธิพลของศิลปะสมัยใหม่ที่เข้ามาผสมผสานกับงานสถาปัตยกรรมไทย โดยซุ้มนี้ได้รับการบูรณะใหม่เมื่อปีพ.ศ. 2477 หลังชำรุดเสียหายจากการโดนฟ้าผ่า คนที่รับผิดชอบในการซ่อมแซมบูรณะ คือพระพรหมพิจิตร นายช่างใหญ่ของกรมศิลปากร และคณบดีคนแรกของคณะสถาปัตยกรรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

“ตัวของพระพรหมพิจิตร เป็นสถาปนิกแบบไทย เป็นลูกศิษย์ของสมเด็จครู แต่มีลักษณะแนวคิดที่โน้มเอียงมาทางคณะราษฎรค่อนข้างมาก ที่อยากให้มาดูซุ้มประตูนี้ก็เพราะว่า นอกจากงานประติมากรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้ว งานสถาปัตยกรรมไทยที่เกิดขึ้นในยุคนั้น ก็จะมีลักษณะเป็นแบบ ‘ไทยใหม่’ คือยังรักษาทรวดทรงองค์ประกอบเดิมไว้ อย่างเช่นซุ้มประตูนี้ แต่ถ้าดูลงไปในรายละเอียด จะเห็นว่ามีความแตกต่างในอุดมคติอย่างมีนัยสำคัญ”

นอกจากซุ้มประตูสวัสดิโสภาแล้ว ยังมีสถาปัตยกรรมอื่นๆ ในลักษณะเดียวกันนี้อีกหลายที่ หนึ่งในนั้นคือเจดีย์วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ซึ่งถ้าดูจากภายนอก จะเห็นว่าเป็นเจดีย์ทรงระฆังกลมแบบทั่วไป แต่หากลองสังเกตรายละเอียดใกล้ๆ แล้ว จะเห็นว่าเป็นเจดีย์ที่มีความเรียบเกลี้ยง ไร้ลวดลาย

“ถ้าเราซูมเข้าไปดูตรงบัวกลุ่ม ก่อนจะถึงปลียอด จะเห็นว่าทำเป็น 6 ชั้น สื่อถึงหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ซึ่งถือว่าผิดไปจากระเบียบประเพณีของช่างไทยที่กำหนดว่าต้องทำเป็นเลขคี่เท่านั้น คือ 5 ชั้น 7 ชั้น หรือ 9 ชั้น แต่ของที่นี่เป็นที่เดียวที่ทำเป็น 6 ชั้น โดยนายช่างที่เป็นคนทำ ก็เป็นลูกศิษย์สมเด็จครู พูดง่ายๆ ว่ามีความรู้ทางระเบียบประเพณีสูงมาก ไม่มีทางที่จะเผลอทำผิด แต่เป็นความตั้งใจ…” อาจารย์ชาตรีอธิบาย แล้วเสริมต่อไปว่า อีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนคงไม่ทราบว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมไทยใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคคณะราษฎร ก็คือเมรุเผาศพ

“ช่วงก่อน 2475 ถ้าเป็นคนธรรมดาสามัญ จะต้องเผาเชิงตะกอนเท่านั้น คือเอาไม้มาพาดเป็นสี่เหลี่ยม จะสูงหรือต่ำก็ขึ้นอยู่กับฐานะ ถ้ามีไม้มากพอ ก็สามารถเผาจนศพกลายเป็นเถ้าได้ทั้งหมด แต่ถ้าไม่พอ ก็จะเหลือเป็นซากไว้ รอให้แร้งมากิน”

“นี่คือการเผาศพตามประเพณีเดิม แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลคณะราษฎรเข้ามาพร้อมกับอุดมคติใหม่ เน้นเรื่องความเสมอภาค เท่าเทียม ขณะเดียวกันก็มีการนำสุขลักษณะแบบสมัยใหม่เข้ามา โดยได้มอบหมายให้พระพรหมวิจิตร เป็นผู้ออกแบบสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็คือเมรุเผาศพสำหรับคนธรรมดา”

“หลายคนเข้าใจว่าเมรุเผาศพเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีมานานมากแล้ว เพราะพบเห็นได้ทั่วไป แต่ความจริงมันเพิ่งมีครั้งแรกเมื่อปี 2483 พูดได้ว่า ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เมรุเผาศพที่เราเห็นกันชินตาก็อาจไม่เกิดขึ้น นี่คืออีกหนึ่งมรดกสำคัญของคณะราษฎร”

จากพระบรมมหาราชวัง เราข้ามถนนมาฝั่งกระทรวงกลาโหม แล้วเดินย้อนกลับขึ้นไปทางสนามหลวงจนถึงด้านหน้าอาคารศาลฎีกา อีกหมุดหมายหนึ่งที่อาจารย์ชาตรีบอกว่าเป็นสถาปัตยกรรมสำคัญของยุคคณะราษฎร โดยมีความพยายามในการรื้อถอน-สร้างใหม่ อยู่เป็นระยะๆ นับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2520 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และแม้จะมีเสียงคัดค้าน กระทั่งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากรแล้ว สุดท้ายอาคารส่วนหนึ่งก็ยังโดนรื้อทิ้งอยู่ดี

อาจารย์ชาตรีตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุหนึ่งที่มีความพยายามรื้อกลุ่มอาคารศาลฎีกาที่สร้างขึ้นในยุคคณะราษฎรนั้น แม้จะมีการอ้างเหตุผลด้านความเสื่อมโทรม และการขยายพื้นที่ใช้สอย แต่หากดูในรายละเอียดของการออกแบบอาคารใหม่แล้วนั้น จะพบว่าจุดประสงค์หลักคือ ‘การเปลี่ยนรูปแบบอาคาร’ จากเดิมที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น ซึ่งเป็นจุดเด่นของสถาปัตยกรรมยุคคณะราษฎร ให้กลับไปเป็นสถาปัตยกรรมไทยแบบดั้งเดิม

ทั้งนี้ หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เป็นต้นมา รูปแบบสถาปัตยกรรมโมเดิร์นถือว่าได้รับความนิยมและแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะอาคารสาธารณะที่สำคัญของชาติ โดยอาจารย์ชาตรีมองว่า คณะราษฎรจงใจเลือกใช้สถาปัตยกรรมรูปแบบนี้เพื่อสะท้อนอุดมการณ์ทางการเมืองของคณะราษฎร ที่เน้นเรื่องความเสมอภาคและประชาธิปไตย และกลุ่มอาคารศาลฎีกาก็เป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะดังกล่าว โดยรูปแบบของ ‘ศิลปะและสถาปัตยกรรมยุคคณะราษฎร’ อาจสรุปได้ว่ามีความโดดเด่นอยู่สามประการหลักๆ คือ

1. ลดทอนหรือตัดทิ้งลวดลายแบบไทยแบบประเพณี ซึ่งเป็นที่นิยมทำกันในช่วงก่อน 2475

2. ออกแบบอาคารเป็นหลังคาตัด ตามรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น จากเดิมที่เป็นหลังคาจั่วซ้อนกันเป็นชั้นๆ

3. มีการแทรกสัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญ และหลักหกประการของคณะราษฎรลงไป อาทิ การออกแบบผังให้เป็นหกเหลี่ยม ใช้เสาหกต้น หรือหน้าต่างหกบาน เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ความขัดแย้งทางการเมืองเข้มข้น และเรื่องราวของคณะราษฎรถูกขุดค้นขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งในแง่บวกและลบ อาจารย์ชาตรีในฐานะที่ศึกษาประวัติศาสตร์เกี่ยวกับคณะราษฎรมาพอสมควร ได้แสดงทัศนะและชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงบางประการที่น่าสนใจว่า

“ท่ามกลางการต่อสู้ทางการเมืองในปัจจุบัน ที่คณะราษฎรถูกโจมตีเยอะ จะมีคำพูดที่เราได้ยินบ่อยแต่ผิดข้อเท็จจริง คือคำพูดทำนองว่า ในช่วงเวลาที่มีการรื้อถอนอนุสาวรีย์หรือสถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นในยุคคณะราษฎร ทำไมคนบางกลุ่มถึงต้องออกมาโวยหรือปกป้องด้วย เพราะตอนที่คณะราษฎรบริหารประเทศ ก็เคยรื้อสถานที่หรืออาคารที่เกี่ยวข้องกับระบอบเก่าเหมือนกัน โดยตัวอย่างที่มักถูกยกขึ้นมาอ้าง คือการรื้ออาคารศาลสถิตยุติธรรมที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มอาคารศาลฎีกาในปัจจุบัน ผมก็จะบอกเลยว่าไม่ใช่ เพราะคนรื้อจริงๆ คือ จอมพลสฤษดิ์ (ธนะรัชต์) รื้อช่วงหลังปี 2500″

“ในทางกลับกัน ช่วงเวลา 15 ปีที่คณะราษฎรอยู่ในอำนาจ (พ.ศ.2475-2490) ไม่มีการรื้อสถาปัตยกรรมของระบอบเก่าในฐานะที่เป็นเป้าหมายทางการเมืองเลย”

“ถ้าเราพิจารณาโปรเจ็กต์ทางสถาปัตยกรรมต่างๆ จะพบว่าคณะราษฎรประนีประนอมมาก ยกตัวอย่างชัดๆ คือหมุดคณะราษฎร การเลือกที่จะฝังหมุด แทนที่จะสร้างอนุสาวรีย์หรือประติมากรรมนูนสูง นี่คือการประนีประนอม หรือถ้าเราเดินดูอาคารสองฝั่งของถนนราชดำเนินกลาง ซึ่งเป็นเมกะโปรเจ็กต์ของคณะราษฎร ก็เป็นการสร้างในพื้นที่ที่ไม่มีอาคารเก่าของยุครัชกาลที่ 5 อยู่เลย ถนนราชดำเนินกลางสมัยก่อนเป็นพื้นที่ที่รัชกาลที่ 5 เว้นว่างไว้ แล้วก็ปลูกต้นมะฮอกกานี นี่คือ fact ทางประวัติศาสตร์ที่ผมอยากฝากไว้ และอยากย้ำว่าเราต้องให้ความแฟร์กับคณะราษฎรด้วย”

“อีกประเด็นที่อยากบอกคือ การเลือกวิธีรื้อทำลาย เพื่อหวังว่าประวัติศาสตร์และความทรงจำคณะราษฎรจะสูญหายตามไปด้วยนั้น ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะไม่ทำให้สูญหายไปแล้ว ในหลายกรณีกลับทำให้เกิดปฏิกิริยาโต้กลับ ทำให้ความทรงจำ เรื่องเล่า และประวัติศาสตร์ในแง่มุมต่างๆ ของคณะราษฎรถูกรื้อฟื้นและขยายความออกไปมากขึ้นอีก”

 

จากอาคารศาลฎีกา อาจารย์ชาตรีพาเดินย้อนไปถึงถนนราชดำเนินกลาง ค่อยๆ เลาะขึ้นไปจนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พร้อมเล่าเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจให้ฟังหลายอย่าง ควบคู่ไปกับการเปิดภาพเก่าๆ เทียบเคียงกับสถานที่ในปัจจุบัน

ไล่ตั้งแต่การชี้ให้ดูพื้นผิวของอาคารที่มีลักษณะตะปุ่มตะป่ำ พร้อมอธิบายว่า แต่เดิมนั้นอาคารริมสองฝั่งถนนราชดำเนินกลาง ไม่ได้มีสีเหลืองครีมอย่างที่เห็นกันอย่างทุกวันนี้ แต่จะเน้นโชว์สีดั้งเดิมของวัสดุ โดยพื้นผิวตะปุ่มตะป่ำที่เห็นนั้นคือหินหยาบ

“สีเหลืองครีมที่เราเห็นนั้น คือประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง ลองคิดด้วยคอมมอนเซนส์ง่ายๆ ว่า ถ้าคุณเป็นช่างทาสี แล้วเจอวัสดุที่เป็นหินหยาบแบบนี้ คุณต้องแอบด่าในใจแน่ๆ เพราะมันทายาก พูดง่ายๆ คือเหมือนโดนแกล้ง ฉะนั้นการที่เขาเลือกใช้วัสดุแบบนี้ จุดประสงค์คือต้องการโชว์สีของพื้นผิว”

 

อีกเรื่องที่หลายคนอาจไม่ทราบมาก่อน คือพานรัฐธรรมนูญที่ตั้งอยู่บนยอดของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่เดิมนั้นมีสีดำ ไม่ได้มีสีทองอร่ามอย่างที่เห็นในปัจจุบัน และนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตยแล้ว อนุสาวรีย์แห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็น ‘หลักกิโลเมตรที่ศูนย์’ ของกรุงเทพมหานครและประเทศไทยด้วย

และหากใครที่สงสัยว่า ประชาชนหรือชาวบ้านทั่วไปในยุคนั้น เอาเข้าจริงแล้วมีความเข้าใจเกี่ยวกับอุดมการณ์เบื้องหลังสถาปัตยกรรมในยุคเปลี่ยนผ่านหรือไม่ ทั้งอุดมการณ์ความเป็นสมัยใหม่ หรือแม้กระทั่งหลัก 6 ประการที่แฝงอยู่ในสถาปัตยกรรมยุคคณะราษฎร อาจารย์ชาตรีมองว่าอาจไม่จำเป็นต้องเข้าใจ พร้อมให้คำตอบที่น่าคิดอย่างยิ่งว่า

“เพียงแค่ชาวบ้านแต่งตัวแบบยุคสมัยใหม่ เดินเข้าไปในอาคารเหล่านั้นและรู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในยุคสมัยใหม่ที่แยกขาดจากโลกเดิมโดยสิ้นเชิง เมื่อนั้นสถาปัตยกรรมนั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว”

 

หลังจากเดินกันจนเมื่อยพอประมาณ ตามเก็บครบทุกสถานที่ที่ปักหมุดไว้ ก็เป็นอันว่าทริปนี้ได้เสร็จสิ้นลงโดยสมบูรณ์ สิ่งหนึ่งผู้เขียนที่และผู้ร่วมทริปหลายๆ คนน่าจะคิดและรู้สึกไม่ต่างกัน คือการได้ลองมองศิลปะและสถาปัตยกรรมที่เคยเห็นจนชินตาด้วยสายตาใหม่ เข้าใจคุณค่าและประวัติศาสตร์ของสิ่งเหล่านี้มากขึ้น และยิ่งตระหนักถึงความสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันปกป้องรักษาวัตถุและสถานที่เหล่านี้ไว้ ดังที่อาจารย์ชาตรีเขียนไว้ในคำนำหนังสือว่า

“การรณรงค์ให้สังคมไทยเก็บรักษาศิลปะและสถาปัตยกรรมคณะราษฎรไว้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะวิพากษ์คณะราษฎรไม่ได้ หรือจะต้องกราบไหว้บูชาคณะราษฎรแต่อย่างใด คณะราษฎรไม่ได้เป็นกลุ่มคนที่ดีอย่างไร้ที่ติ พวกเขาทำทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีในทางประวัติศาสตร์ ไม่ต่างจากบุคคลทางทางประวัติศาสตร์อื่นๆ…”

“การเรียกร้องให้เก็บรักษาศิลปะและสถาปัตยกรรมคณะราษฎร โดยเฉพาะชิ้นที่มีความสำคัญ ถือเป็นการรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บอกว่าเราเดินทางจากอดีตมาสู่ปัจจุบันอย่างไร วัตถุแห่งยุคคณะราษฎรหลายที่ เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คือตัวอย่างของพื้นที่แห่งความทรงจำที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังประชาชนในการเสียสละต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหลายยุคหลายสมัย  ซึ่งคุณค่าเหล่านี้ไม่ควรถูกลบทำลายลงเพียงเพราะมันถูกสร้างขึ้นโดยคณะราษฎร

“การต่อสู้ทางอุดมการณ์ที่ถูกต้อง ไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีการปิดปาก กดทับ หรือลบทำลายอุดมการณ์ชุดตรงข้ามด้วยกำลัง มีเพียงแต่วิธีการที่เปิดกว้างอย่างเสรีให้ทุกชุดอุดมการณ์มีพื้นที่ในการแสดงออกและเปิดพื้นที่ในการโต้แย้งด้วยเหตุผลเท่านั้น ที่จะสามารถเอาชนะกันทางอุดมการณ์ได้อย่างสง่าผ่าเผยและชอบธรรม”

 

อ้างอิงข้อมูลจาก : หนังสือ ‘ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร’ (ฉบับปรับปรุง) เขียนโดย ชาตรี ประกิตนนทการ / สำนักพิมพ์มติชน

 

ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร

สุธิดา วิมุตติโกศล: ความบันเทิงจากการอ่านของเรา ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน

ก่อนหน้านี้ The Curator มีโอกาสสัมภาษณ์นักเขียนและนักแปล ภายใต้โจทย์เดียวกันว่า ‘เราอ่านวรรณกรรมไปทำไม’

วีรพร นิติประภา นักเขียนรางวัลซีไรต์ บอกว่าวรรณกรรมทำให้เข้าใจความหลงใหลใฝ่ฝันของมนุษย์ ขณะที่ สดใส ขันติวรพงศ์ นักแปลอาวุโส บอกว่าเราอ่านวรรณกรรมเพื่อรู้จักตัวละคร แล้วตัวละครจะสะท้อนเราให้เรารู้จักตัวเราเอง

จุดร่วมสำคัญที่ทั้งสองท่านกล่าวไว้ในทำนองเดียวกัน คือเรื่องของ ‘ความเป็นมนุษย์’​ แง่หนึ่งมันทำให้เราเข้าใจความเป็นมนุษย์อันหลากหลาย ขณะเดียวกันก็ทำให้เราเองมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นด้วย

ทว่าอีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจ คือทัศนะจากนักวิชาการด้านวรรณกรรม ที่น่าจะช่วยตอบข้อสงสัยได้ว่าจริงๆ แล้ววรรณกรรมคืออะไร คุณค่าหรือความดีงามของมันอยู่ตรงไหน แตกต่างจากงานเขียนประเภทอื่นๆ อย่างไร

เรานำคำถามเหล่านี้ไปเปิดวงสนทนากับ สุธิดา วิมุตติโกศล จากภาควิชาประวัติศาสตร์ ปรัชญา และวรรณคดีอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอเป็นนักวิชาการรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรม สนใจเรื่องวัฒนธรรมการอ่านและวัฒนธรรมการวิจารณ์ และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ ‘Read Aloud’ หรือ ‘อ่านออกเสียง’ พื้นที่เล็กๆ ในการอ่าน การวิจารณ์ ซึ่งทุกคนสามารถส่งเสียงที่ตัวเองคิดออกมาได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกหรือผิด

ต่อไปนี้คือความคิดความเห็นที่เธอมีต่อคำว่าวรรณกรรม และการอ่านวรรณกรรม ซึ่งเธอมองว่าไม่จำเป็นต้อง ‘บันเทิง’ เสมอไป

 

 

ในฐานะอาจารย์ด้านวรรณกรรม พอจะอธิบายได้ไหมว่า ‘วรรณกรรม’ คืออะไร

ถ้าในมุมของคนที่เรียนวรรณกรรม อาจไม่ได้นึกถึงแค่ fiction อย่างเดียว แต่งาน non-fiction หรือ essay ต่างๆ เราก็เรียนมันในฐานะวรรณกรรมด้วย แต่สำหรับคนทั่วไป พอพูดถึงวรรณกรรม ความหมายก็จะแคบเข้ามา คือพูดถึงงานที่เป็นเรื่องแต่งหรือ fiction เป็นหลัก

แต่ถ้าลองนึกดีๆ อาจมีหลายอย่างที่คนนับว่าเป็นวรรณกรรมโดยอัตโนมัติ ทั้งที่มันไม่ใช่ fiction เช่น ถ้าเป็นสายที่ชอบอ่านงานคลาสสิก เวลาอ่านงานอย่างวอลเดน (Walden – ผลงานที่เป็นเสมือนไดอารีของ เฮนรี เดวิด ทอโร ว่าด้วยการกลับไปใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายแนบชิดกับธรรมชาติ) เขาก็นับเป็นวรรณกรรม ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ fiction

หรือถ้าเป็นงานร่วมสมัยขึ้นมาหน่อย อย่างเช่น memoir ของเฮมิงเวย์ หรือของเวอร์จิเนีย วูล์ฟ คนก็เรียกมันว่าวรรณกรรมเหมือนกัน ในวิชาเรียนมันจะมีสิ่งที่เรียกว่า Literary Non-fiction คือ Non-fiction ที่ใช้เทคนิคเชิงวรรณกรรมมาเขียน

 

ในภาษาอังกฤษ คำว่าวรรณกรรม ก็คือ Literature หรือเปล่า

ต้องดูภาษาไทยก่อน ในภาษาไทยจะมีสองคำคือ วรรณคดี กับ วรรณกรรม แต่ภาษาอังกฤษมีคำเดียวคือ Literature เราเคยไปหาความหมายเหมือนกันว่า เวลาพูดถึง วรรณคดี ในสังคมไทย นิยามมันคืออะไร เข้าใจว่ามันหมายถึงงานที่เขียนดี แต่งดี หรือหนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าดี ซึ่งแง่หนึ่ง​ก็สะท้อนว่าสังคมไทยยังมีการแบ่งชนชั้นทางงานเขียนอยู่ ว่าหนังสือแบบไหนที่จะเรียกว่าเป็นวรรณคดี แต่ภาษาอังกฤษไม่มีการแบ่งแบบนั้น

 

แล้วเวลาพูดถึงคำว่า Literature เอาเข้าจริงแล้วมันคืองานประเภทไหน

ถ้าลองเข้าไปดูเว็บไซต์ขายหนังสือของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Amazon หรือ Book Depository เขาจะแยกเป็นกลุ่ม Popular Fiction กับ Literary Fiction ซึ่งในกลุ่มหลัง คนก็จะนึกถึงงานแบบหนึ่ง คืองานที่ติดลิสต์รางวัลบุ๊กเกอร์ ไพรซ์ (Booker Prize)​ หรือรางวัลอะไรก็แล้วแต่ เราคิดว่าในหัวคนทั่วไป รวมถึงตัวเราเองด้วย เวลาเห็นคำว่า Literature จะนึกถึงกลุ่มนี้

ทีนี้อีกกลุ่มหนึ่งคือ Popular Fiction เป็นงานที่อาจถูกมองว่าอ่านเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก อีกคำที่ใช้กันคือ Genre Fiction คืองานที่มีแบบแผนบางอย่างที่ค่อนข้างชัดเจนตาม Genre (ประเภท) นั้นๆ คนอ่านรู้ว่าตัวเองจะได้อ่านอะไร ซึ่งงานพวกนี้ คนกลุ่มหนึ่งก็จะไม่นับว่าเป็น Literature ในความหมายว่ามันอาจไม่มี creativity หรือ originality

แต่ถามว่ามันเป็นอย่างนั้นเสมอไปไหม ก็อาจจะไม่ เพราะเราก็เห็นงานแนว Detective มากมายที่ในเวลาต่อมามันกลายเป็นงานคลาสสิก เช่น เชอร์ล็อก โฮมส์ ถามว่ามันเป็น Popular Fiction มั้ย เป็น แล้วเราเรียกมันว่าวรรณกรรมมั้ย เรียก ฉะนั้นการแบ่งประเภทแบบนี้ บางทีก็ไม่ได้ชัดเจนเสมอไป อาจขึ้นอยู่กับช่วงเวลาด้วย

 

ในความเห็น​ของคุณ วรรณกรรมจำเป็นต้องให้ความบันเทิงเสมอไปไหม

ถ้าคิดบนฐานที่ว่า งานเขียนทุกอย่างคือเอนเตอร์เทนเมนท์ เป้าหมายของการเอนเตอร์เทนคนอ่าน อาจไม่เหมือนกัน คนอ่านบางกลุ่มอาจรู้สึกเอนเตอร์เทนจากงานที่อ่านยากๆ ก็ได้ ส่วนงานแบบ Popular Fiction ก็มีความบันเทิงของมันอยู่ แค่บันเทิงคนละรูปแบบ

วรรณกรรมจำนวนมากในโลกนี้ ถ้าเป็นคนที่เรียนวรรณกรรมมา หรือรู้เรื่องวรรณกรรมเยอะหน่อย เขาจะอ่านได้แบบหนึ่ง แต่ประเด็นคือคนที่ไม่ได้เรียนมา ก็สามารถอ่านได้เหมือนกัน เพียงแต่ message ที่ได้อาจไม่เท่ากัน หรือสิ่งที่แต่ละคนเลือกโฟกัสอาจเป็นคนละจุดกัน แค่นั้นเอง

 

 

สมมุติ​ถ้ามีคนบอกว่า วรรณกรรมเล่มนี้อ่านแล้วไม่สนุกเลย ไม่บันเทิงเลย ไม่รู้จะอ่านไปทำไม คำถามคือมันจำเป็นต้องอ่านเพื่อความบันเทิงอย่างเดียวมั้ย หรืออ่านเพื่ออะไรได้อีก

บางทีความบันเทิงของคนเราก็ไม่เท่ากัน บางคนอาจรู้สึกว่าในความยาก ในความไม่ค่อยเข้าใจ มันสนุก มันท้าทาย มันสะใจที่ตีความหรือถอดรหัสบางอย่างออกมาได้ นั่นก็อาจนับเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่ง

ทีนี้ถ้าถามกลับไปว่า แล้วทำไมเราถึงคาดหวังความบันเทิงจากการวรรณกรรม ทำไมบางคนถึงมีคำถามนี้ เป็นไปได้ไหมว่าเพราะเขามองว่าวรรณกรรมคือ Fiction แล้ว Fiction ต้องเป็นงานที่อ่านเพื่อความบันเทิง ขณะที่งาน Non-fiction หรืองานวิชาการ คืองานที่อ่านเพื่อเอาข้อมูลบางอย่าง ก็เลยไม่ได้คาดหวังว่าต้องบันเทิง แบบนั้นรึเปล่า นี่คือข้อสังเกตส่วนตัว

สิ่งที่สังเกตอีกอย่างคือ เวลาคนพูดถึงงานวรรณกรรม มันจะมีความลอยๆ มีความรู้สึกว่าฉันอยู่ในสังคมชั้นสูง ฉัน appreciate culture แต่ถ้าเป็นคนที่เรียนประวัติศาสตร์ บางคนก็ไม่อ่านวรรณกรรมเลย เพราะฉันอยู่กับข้อมูล ฉันอยู่กับ fact ฉันอยู่กับสิ่งที่เป็นจริง ส่วนคนที่เรียนปรัชญาบางคน ก็ไม่อ่านวรรณกรรมเลย​เหมือน​กัน เพราะคิดว่าฉันจะไม่อยู่กับความเพ้อเจ้อ ฉันจะอยู่กับทฤษฎีของฉัน อะไรก็ว่าไป ซึ่งโดยส่วนตัวค่อนข้างแปลกใจเหมือนกันว่า ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่มันถูกแยกกันแบบนี้

ในต่างประเทศเขาไม่ได้แยกว่าการอ่านวรรณกรรมคืออ่านเพื่อความบันเทิง ถ้าอยากได้ความรู้ต้องไปอ่านงานประวัติศาสตร์ ถ้าอยากเป็นนักปราชญ์ต้องไปอ่านปรัชญา

 

ดังนั้น ถ้าอ่านวรรณกรรมแล้วรู้สึกว่าไม่บันเทิงเลย มันไม่ใช่ปัญหาของวรรณกรรม เพราะวรรณกรรมไม่ได้เกิดมาเพื่อให้ความบันเทิงขนาดนั้น

 

แล้ววรรณกรรมเกิดมาเพื่ออะไร

(หัวเราะ) ถ้าตอบแบบเชยหน่อย แต่เป็นคำตอบที่ยังเมคเซนส์อยู่ คือวรรณกรรมทำให้เห็นมิติความซับซ้อนของชีวิต ยกตัวอย่างเวลาเราอ่านงานประวัติศาสตร์ มันจะเล่าแบบตรงไปตรงมา แม้ว่าจะถูกกรอบด้วย narrative เหมือนกันก็ตาม แต่เวลาที่มันเป็นนิยาย เป็นวรรณกรรม เราได้เห็นพัฒนาการของตัวละคร ​เวลาที่คนอ่านแล้วอิน มันคือการเอาตัวเองไป identify กับเรื่องราวและตัวละครนั้นๆ ซึ่งตัวละครในวรรณกรรม หลายคนจะพูดในทำนองเดียวกันว่ามันจะเป็นตัวละครที่กลมๆ หน่อย มีประวัติศาสตร์ของมัน มีความเชื่อของมัน มีความทุกข์ มีอคติ มีอะไรต่อมิอะไร ทำให้คนอ่านเข้าใจมิติที่หลากหลายของความเป็นมนุษย์มากขึ้น

ถามต่อว่าแล้วมันนำไปสู่อะไร ก็นำไปสู่การที่เราจะไม่มองอะไรแบบมิติเดียว แบบขาวจัด ดำจัด ซึ่งในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง มันทำให้เราเติบโตขึ้นนะ ขณะเดียวกันมันก็ช่วยสร้าง Sense of Empathy ด้วย การอ่านวรรณกรรมก็เหมือนการที่เราได้เข้าไปนั่งในใจคนอื่น ผ่านเรื่องราวและมุมมองของตัวละคร ซึ่งฝึกฝนให้เราเรียนรู้ที่จะเข้าใจมนุษย์คนอื่นๆ มากขึ้นไปโดยไม่รู้ตัว

 

หมายความว่า ในงานเขียนอย่าง Popular Fiction หรือ Genre Fiction มิติตัวละครอาจไม่ได้ลึกหรือกลมเท่าตัวละครในวรรณกรรมรึเปล่า

ตัวละครส่วนใหญ่ของ Genre Fiction จะมีลักษณะเป็น type ที่พอคาดเดาได้ เช่น ถ้าคุณเป็นนับสืบ เพศชาย คุณก็จะมีความเป็น masculine นิดๆ บู๊หน่อยๆ หรือมีความสามารถหนึ่ง สอง สาม สี่ ที่คนอ่านสามารถคาดเดาได้ ซึ่งพอเป็นอย่างนั้นปุ๊บ มันอาจไม่มีความกลมเท่าไหร่ในฐานะที่เป็นมนุษย์ ไม่มี moral dilemma ไม่มี background ให้เราทำความรู้จักมากนัก ไม่มีด้านขาว เทา ดำ ที่ทำให้เราเห็นความซับซ้อนของความเป็นมนุษย์ของเขา นั่นคือสิ่งที่เราไม่ค่อยเห็นในงาน Genre Fiction

แต่ถ้ามันมีเมื่อไหร่ พอเวลาผ่านไป Genre Fiction เรื่องนั้นจะได้รับการยอมรับว่าเป็นวรรณกรรม ลองสังเกตดูได้

 

นอกจากเรื่องตัวละครแล้ว พล็อตเรื่อง หรือประเด็นที่ผู้เขียนตั้งใจนำเสนอ ถือเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้วรรณกรรมเรื่องนั้นๆ เป็นที่จดจำด้วยรึเปล่า

ถามว่าจำเป็นเสมอไปไหมที่ผู้เขียนจะต้องมี message บางอย่าง ก็อาจไม่จำเป็น บางทีมันอาจเป็นแค่การทำให้เห็นว่ามนุษย์คนหนึ่งมีชีวิตยังไง เติบโตมายังไง เชื่อในอะไรบ้าง ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นมนุษย์ที่ดีหรือสมบูรณ์แบบ แต่เป็นมนุษย์แบบไหนก็ได้ แล้วงานวรรณกรรมโดยเฉพาะนวนิยาย มันสามารถทำให้เราเห็นว่าเหตุผลที่ทำให้คนคนหนึ่งเป็นแบบนั้น คืออะไรบ้าง

เวลาอ่านวรรณกรรม เราอยู่กับตัวละคร อยู่กับเรื่องราว ไม่ได้อยู่กับคนที่เขียนมันขึ้นมา ภาวะแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นในงานชนิดอื่น และจุดนี้เองที่มันเปิดโอกาสให้เราพัฒนาตัวตน มุมมอง ความคิดความเชื่อของเรา ในแบบที่ไม่มีทางซ้ำกับใคร หมายความว่าต่อให้เราอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน เราก็จะ take มันออกมาคนละแบบ

 

 

สังเกตว่างานวรรณกรรมที่ได้รางวัล หรือได้รับการยกย่องหลายเรื่องๆ จะค่อนข้างอ่านยาก เรียกว่าต้องปีนกระไดอ่าน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น

ส่วนตัวคิดว่าวรรณกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นของสูงส่ง วรรณกรรมเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ วรรณกรรมเป็นสิ่งที่ต่อให้คนไม่มีการศึกษาเลย แค่อ่านหนังสือออก ก็อินกับมันได้ เราเชื่อแบบนั้น

แต่แน่นอนว่า พวกงานที่ได้รางวัลทั้งหลาย คนแอนตี้ก็มีเยอะ ไม่ว่าจะเป็นบุ๊กเกอร์ ไพรซ์ หรือกระทั่งโนเบล คนที่แอนตี้จะรู้สึกว่ามันมีความประดิษฐ์ มีความพยายามบางอย่าง ซึ่งกีดกันคนอ่านบางส่วนออกไป แต่ส่วนตัวไม่แน่ใจว่ามันเป็นปัญหาไหม ประเด็นอาจอยู่ที่ว่าใครพอใจที่จะอ่านแบบไหน ก็อ่านไป แบบนั้นรึเปล่า

ส่วนในมุมนักเขียน ถามว่าจะไปกล่าวโทษเขาได้ไหมว่าทำไมถึงเขียนอะไรที่เข้าใจยากๆ อยากให้ลองนึกง่ายๆ ว่า ถ้าเราเติบโตมากับหนังสือประเภทหนึ่ง แล้ววันหนึ่งเราอยากเป็นนักเขียน เราก็ย่อมได้แรงบันดาลใจหรืออิทธิพลจากงานที่เราอ่าน ถามว่าเราพยายามจะทำตัวฉลาดรึเปล่า บางทีเราไม่ได้คิดหรอก เพียงแต่เราถูกหล่อหลอมมาด้วยลิสต์ของหนังสือกลุ่มหนึ่ง

ถ้าเราอ่านงานที่เป็น Literature มาทั้งชีวิต จะให้เราไปเขียนหรือจินตนาการเหมือนคนที่เขียนงานอีกแบบ ก็คงยาก ส่วนตัวจึงรู้สึกว่า จะไปกล่าวโทษนักเขียนอย่างเดียวไม่ได้ เพราะถ้าโลกการอ่านเขาเป็นแบบไหน งานเขียนของเขาก็มีแนวโน้มที่จะเป็นแบบนั้น งานศิลปะเป็นสิ่งที่แต่ละคนมีทางเข้าและทางที่จะไปต่อในแบบของตัวเอง

 

แล้วตัวคุณเอง เริ่มสนใจงานวรรณกรรมตั้งแต่เมื่อไหร่ มีหนังสือเล่มไหนที่เป็นใบเบิกทาง

สารภาพเลยว่าที่เลือกเรียนด้านวรรณคดีตอนเข้ามหาวิทยาลัย เพราะได้อ่านงานของวินทร์ เลียววาริณ เรื่อง ‘อาเพศกำสรวล’ นั่นคือเล่มแรกที่อ่าน แล้วก็อ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง อ่านจนเปื่อย เพราะชอบมันมากๆ นั่นคือหนังสือที่พาเราเข้าสู่โลกวรรณกรรม

แต่ถามว่าในที่สุดแล้ว เราจะกลายเป็นวินทร์ เลียววาริณมั้ย ก็ไม่ใช่ วินทร์เป็นแค่จุดเริ่มต้นที่พาเราไปสู่งานอื่นๆ อีกมากมาย กระทั่งงานที่เรียกว่าโพสต์โมเดิร์น วินทร์ก็เป็นคนจุดประกายให้เราสนใจงานแนวนี้ แต่พอพ้นจากวินทร์มา เราก็ไปต่อในทางที่เราสนใจ

 

ข้อดีของวรรณกรรมคือ ถ้าลองอ่านแล้วรู้สึกว่าแนวนี้ไม่ใช่ เราสามารถเปลี่ยนไปลองแนวอื่นได้อีกมากมาย ส่วนตัวรู้สึกว่ามันมีความ democratic มาก

 

แต่การที่จะเห็นเส้นทางแบบนั้นได้ หมายความว่าเราก็ต้องหาทางเข้ามาในโลกของการอ่านวรรณกรรมให้ได้ก่อนรึเปล่า

มันน่าจะเริ่มจากความชอบอ่านเป็นพื้นฐานก่อน อย่างตอนเด็กๆ เราก็อ่านนิยายทั่วไปนี่แหละ ที่แม่ๆ ป้าๆ ชอบอ่านอย่าง ว.วินิจฉัยกุล แล้วถึงค่อยมาสนใจวรรณกรรม เริ่มจากหมวดที่เรียกว่าวรรณกรรมสร้างสรรค์ จากการอ่านวินทร์ เลียววาริณ ก่อน พออ่านแล้วชอบ เราก็อยากจะรู้มากขึ้นว่ามันมีงานอะไรแบบนี้อีกบ้างที่เรายังไม่รู้จัก

 

คิดว่าการอ่านวรรณกรรมช่วยให้เราเชื่อมโยงกับสังคมมากขึ้นไหม อย่างไร

เรื่องหนึ่งที่สังเกตเห็นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือเวลามีเหตุการณ์ใหญ่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างกรณีที่ทรัมป์ได้รับการเลือกตั้ง หรือล่าสุดกรณี Black Lives Matter คนจะอยากหาหนังสืออ่าน แล้วสื่อต่างๆ ก็จะรวบรวมหนังสือที่เกี่ยวกับประเด็นนั้นออกมา ทั้งที่เป็น Fiction และ Non-fiction อย่างกรณีของจอร์จ ฟลอยด์ ก็เป็นแบบนั้น หนังสือที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์คนดำหรือการค้าทาส จะขายดีมาก ขึ้นอันดับเบสต์เซลเลอร์ บางเล่มขายดีจนหมดสต๊อก

หรือถ้าดูในเมืองไทย เมื่อปีที่แล้วที่การเมืองค่อนข้างเข้มข้น หนังสือของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันหลายๆ เล่มก็ขายดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สิ่งเหล่านี้สะท้อนอะไร สะท้อนว่าในช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์อะไรสักอย่างเกิดขึ้นมา แม้ว่าเราจะอยู่ในยุคที่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายมาก คนก็ยังอยากหาหนังสือมาอ่านอยู่ดี เหมือนมันช่วยจัดระเบียบโลกที่เต็มไปด้วยความโกลาหล (chaos) ให้กลายเป็นโลกที่มีระบบระเบียบขึ้นมา หนังสือมันมีคำอธิบายบางอย่างที่ทำให้เข้าใจตัวเราและสังคมของเราได้ นี่คือลักษณะที่สังเกตเห็นของหนังสือ ในความหมายของหนังสือทั่วๆ ไป

แต่ถ้าสโคปเข้ามาว่า แล้วทำไมถึงต้องอ่านวรรณกรรม วรรณกรรมมัน contribute อะไรในฐานะที่เป็นหนังสือเล่มหนึ่ง สำหรับเรา อันนี้ส่วนตัวมากๆ เราเป็นคนความจำไม่ค่อยดี เวลาอ่านงานประวัติศาสตร์ อ่านไปแป๊บเดียวก็ลืม แต่การที่เรารู้ประวัติศาสตร์ต่างๆ นานา และจำได้จนถึงทุกวันนี้ พูดได้เลยว่าเป็นเพราะเราอ่านวรรณกรรม

 

แล้วมันต่างกับ non-fiction ที่พูดถึงเรื่องเดียวกันยังไง

ต่างตรงที่มันพาคุณไปอยู่ตรงนั้น ในเหตุการณ์นั้น ผ่านมุมมองของตัวละครนั้นๆ ข้อมูลที่คุณต้องอ่านแล้วพยายามท่องจำ มันถูก fictionalized ให้เห็นมิติความเป็นมนุษย์มากขึ้น

จากข้อมูลแห้งๆ ที่เล่าตามไทม์ไลน์ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ไหนอย่างไร คนผิวดำโดนกดขี่ข่มเหงอย่างไร คุณอาจไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของเขาเท่าไหร่ เพราะคุณไม่รู้จักเขา แต่ถ้ามันมีเรื่องราว มีรายละเอียด มีเนื้อมีหนัง เราสามารถเข้าไปนั่งในใจเขา มองเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านสายตาเขา ทำให้เราอินไปกับความทุกข์หรือความเจ็บปวดของเขาได้ง่ายขึ้น

ในทำนองเดียวกัน ก็มีงาน memoir หลายชิ้นของนักเขียนดังๆ ที่แม้จะไม่ได้เป็น fiction แต่ก็ทำงานกับคนอ่านได้ในลักษณะเดียวกัน เพราะอะไร เพราะมันมีความ personal เรารับรู้ได้ว่าสิ่งที่เขาพูดมันมีอยู่จริง ไม่ใช่แค่สิ่งที่อยู่ในตำรา นี่คือฟังก์ชันสำคัญของงานวรรณกรรม

อีกเรื่องที่นึกออกคือ วรรณกรรมมันช่วยเพิ่มความซับซ้อนเข้าไปในดีเบตของทุกๆ อย่างในโลกใบนี้ หมายความว่า แทนที่จะทำให้อันนี้เป็นขาว อันนั้นเป็นดำ การที่เราฝึกตัวเองให้อ่านงานวรรณกรรมเยอะๆ จะทำให้เราชินกับการอยู่ในดีเบตที่ซับซ้อนได้

 

 

สุดท้ายแล้ว วรรณกรรมจำเป็นต้องให้คำตอบบางอย่างกับเราไหม

คำตอบของวรรณกรรม คือการไม่ให้คำตอบ สิ่งที่ยากเวลาคนถามว่าทำไมต้องอ่านวรรณกรรม ก็เพราะมันไม่ให้คำตอบนี่แหละ นี่คือสิ่งที่เป็นคุณค่าของมัน

ถ้าเป็นหนังสือฮาวทู มันจะมีลักษณะที่ให้สูตรสำเร็จหรือวิธีการบางอย่าง มี A มาให้ แล้วก็บอกด้วยว่า B ต้องทำยังไง ซึ่งไม่ว่าจะทำได้ตามที่มันบอกมั้ย แต่คนอ่านจะรู้สึกว่าได้อะไรบางอย่างแล้ว ขณะที่วรรณกรรมมันทำงานตรงกันข้ามเลย อาจมี A มาให้ แต่ไม่มี B งานวรรณกรรมคืองานที่ปฏิเสธในการให้ B กับเรา

ถ้ามองในแง่ที่ว่า ชีวิตเราต้องการคำตอบหรือทางออกบางอย่าง การอ่านงานฮาวทูกับวรรณกรรมจะมีฟังก์ชันที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง สุดท้ายก็แล้วแต่คนว่าจะเลือกแบบไหนที่ตอบโจทย์ชีวิตตัวเองมากกว่า

วีรพร นิติประภา: เราไม่ได้เพ้อฝันอย่างโดดเดี่ยว และไม่เคยบกพร่องอย่างเดียวดาย

เราอ่านวรรณกรรมไปทำไม ?

เมื่อได้โจทย์นี้มาอยู่ในมือ คนแรกๆ ที่เรานึกถึงก็คือ วีรพร นิติประภา เจ้าของรางวัลซีไรต์สองสมัย จากเรื่อง ‘ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต’ และ ‘พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ’

สำหรับคนที่ติดตามแวดวงการอ่านการเขียน ชื่อของวีรพรน่าจะเป็นหนึ่งในชื่อที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในรอบห้าปีมานี้ ส่วนคนที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงอื่นๆ อาจเคยพบเจอเธอตามสื่อหรือตามงานเสวนาต่างๆ อยู่บ้าง ด้วยบุคลิกภายนอกที่มีเอกลักษณ์สะดุดตา และทัศนะความคิดที่กว้างไปกว่าเรื่องขีดๆ เขียนๆ ไม่แปลกที่เธอจะถูกสัมภาษณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เช่นเดียวกับพวกเราชาว The Curator ที่อยากชักชวนเธอมาพูดคุยในเรื่องที่คล้ายจะน่าเบื่อ ซ้ำซาก แต่เอาเข้าจริงกลับมีคนถามเธอในเรื่องนี้อย่างเป็นจริงเป็นจังไม่มากนัก ก็คือเรื่องวรรณกรรม

ไม่ว่าสูงต่ำดำขาว มนุษย์ทุกคนล้วนมีความหลงใหลใฝ่ฝัน ขณะเดียวกันเราก็มีความบกพร่องบางอย่าง แต่บ่อยครั้งที่เรารู้สึกโดดเดี่ยว เพราะไม่เคยรับรู้ว่าความหลงใหลใฝ่ฝันของผู้อื่นเป็นอย่างไร มองไม่เห็นว่าในความงามนั้นมีความบกพร่องซ่อนอยู่หรือไม่ แต่วรรณกรรมทำให้เราสัมผัสสิ่งเหล่านั้นได้ นั่นคือสิ่งที่วีรพรบอกเรา

เราถามเธอตั้งแต่เรื่องเบสิคว่าวรรณกรรมคืออะไร ทำไมถึงต้องอ่านวรรณกรรม วรรณกรรมมีคุณค่ากับตัวเราและสังคมแค่ไหน ไปจนถึงคำถามที่ว่า เพราะอะไรเธอจึงเขียนวรรณกรรม

 

 

ในมุมมองของคุณ ถ้าจะอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจคำว่า ‘วรรณกรรม’ จะอธิบายว่า…

ถ้าพูดถึงความหมายว่าอะไรบ้างที่เป็นวรรณกรรม ก็ยังมีการถกเถียงกันอยู่ และคงถกเถียงกันไปอีกนาน แต่ในความเข้าใจเรา ในมาตรฐานของเรา เราจะถือว่างานเขียนอะไรก็แล้วแต่ที่มันลึกลงไปจากผิว คือวรรณกรรม

ยกตัวอย่างเรื่องฮิตๆ อย่าง โรมิโอกับจูเลียต ถามว่าเรื่องพรรค์นี้ เด็กสองคนรักกันแต่โดนกีดกัน แล้วสุดท้ายก็ฆ่าตัวตาย จบ ทำไมมันถึงอยู่รอดมาเป็นร้อยปี โดยที่ยังฮิตอยู่ และยังคลี่คลายไปอยู่ในสื่อต่างๆ มากมาย ก็เพราะมันมีบริบทที่ลึกลงไปจากผิว มันไม่ได้เล่าแค่เรื่องความรัก แต่เล่าเรื่องชนชั้น เล่าเรื่องความขัดแย้งที่ไม่รอมชอม จนส่งผลกระทบถึงคนที่ไม่รู้เรื่องด้วย มันมีบริบทอื่นๆ ที่อยู่ข้างใต้ ซึ่งเนื้อหาตรงนี้แหละที่มันยึดโยงกับผู้คน

การที่คนอ่านแล้วร้องไห้น้ำตาไหล เพราะมันทำให้เห็นว่าชีวิตเราไม่มีทางได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่หวังหรอก มันมีการพลัดพรากจากสิ่งที่เราอยากได้ มีการกีดกันทางชนชั้น มีเงื่อนไขทางศาสนาและสังคมอีกมากมายที่ทำให้ตัวละครประสบกับภาวะแบบนั้น แล้วมันยึดโยงกับคนอ่านได้

 

สิ่งที่ทำให้วรรณกรรมยึดโยงกับคนอ่านได้มากกว่างานเขียนประเภทอื่นๆ คืออะไร

โดยพื้นฐานก็คือความบกพร่องของการเป็นมนุษย์ อย่างในเรื่อง ‘ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต’ ที่เราเขียน ทำไมคนถึงชอบ เพราะใครก็เคยเจอกับความเบลอๆ ของความรัก ความอกหัก หรือแม้แต่ความเดียวดายของยุคสมัย เราต่างอยู่ในยุคสมัยแห่งความเดียวดาย ทั้งๆ ที่เซ็ตติ้งในเรื่องคือยุค 90’s แต่เราก็ยังรู้สึกร่วมกับมันได้ ผ่านตัวละครที่ไม่สามารถ get along กับสังคม ไม่สามารถสนิทสนมกลมกลืนกับคนทั่วไป ตัวละครของเรามักจะเป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นปราณ หรือชารียา

บางคนชอบบอกว่าฉันไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่จริงๆ แล้วหลงฉิบหาย พอมาอ่านเรื่องนี้ก็พบว่า เฮ้ย ชารียานี่เหมือนกูเลย เป็นคนที่หลง แล้วก็ไม่รู้ทำไมถึงหลง พอเขาได้อ่าน มันจะค่อยๆ เข้าไปถึงจิตใจเขา แล้วทำให้เขารู้สึกไม่เดียวดาย อย่างน้อยที่สุดการอ่านนิยายมันทำให้รู้สึกว่า เออ กูไม่ได้บ้าอยู่คนเดียว อีนี่ก็บ้า แถมมันยังเป็นนางเอกด้วย (หัวเราะ)

คำถามต่อมาคือ แล้วทำไมเราถึงให้คุณค่ากับสิ่งที่เรียกว่าวรรณกรรม แค่เรื่องเล่าธรรมดามันไม่พอเหรอ วันนี้คนอดข้าว กระโดดน้ำตาย เหมือนเวลาอ่านข่าวในหน้าฟีดไม่กี่บรรทัด ถามว่าแค่นั้นพอไหม ถ้าไม่พอ แล้วอะไรที่มันหายไป

คำตอบก็คือความรู้สึกร่วม วรรณกรรมมีพื้นที่ที่ทำให้เรารู้สึกมากกว่า ถ้าเทียบระหว่างการบอกว่า ‘มีผู้หญิงคนหนึ่งโดดน้ำตาย’ กับ ‘ผู้หญิงคนหนึ่ง อายุสามสิบ ผ่านร้อนผ่านหนาว มีคนรัก มีลูกเต้า มีสามี ถูกปลดออกจากงาน หนีผัวออกจากบ้านมาเพื่อฆ่าตัวตาย’ แบบนี้ความลึกจะมากขึ้น แล้วมันจะเชื่อมโยงกับผู้คนได้มากขึ้น

 

แต่ถ้าต้องการความลึก การที่คนสามารถเข้าถึงข้อมูลมหาศาลทุกวันนี้ ก็น่าจะทำได้ไม่ยากหรือเปล่า

แน่นอน แต่ปัญหาคือในโลกที่มีข้อมูลล้านแปด คุณบอกว่าคุณสามารถหาข้อมูลคนตายที่พิสดารแค่ไหนก็ได้ หาเคสการตายที่ทุเรศที่สุดในโลกก็ยังได้ แต่คุณจะไม่หามันหรอก จนกว่าคุณจะรู้สึกว่าคนที่อยู่ในข่าวนั้น หรือในชุดข้อมูลนั้น เป็นคนจริงๆ ที่มีเลือดเนื้อเหมือนคุณ

อย่างตอนเราเขียนเรื่อง ‘พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ’ มันพูดถึงประวัติศาสตร์ก็จริง แต่เราไม่ได้ทำเรื่องประวัติศาสตร์ทางสังคม เราทำเรื่องประวัติศาสตร์ทางความรู้สึก ซึ่งเราพบว่าจริงๆ แล้วเส้นประวัติศาสตร์ หรือเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว และไม่ได้มีผลอะไรกับโลกใบนี้แล้ว แต่คือความรู้สึกของผู้คนในช่วงเวลานั้นต่างหาก ที่ผลักดันเรามาสู่จุดที่เราอยู่ทุกวันนี้

อะไรทำให้เราคลุ้มคลั่งเรื่องมนุษยธรรมหรือคุณธรรมต่างๆ ในช่วงหลังสงคราม ก็เพราะว่าเราหดหู่ เพราะเราเจ็บปวดกับความไร้มนุษยธรรมที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น แต่ถามว่าทำไมตอนนี้เรารู้สึกเฉยๆ เวลาเห็นข่าวที่ซีเรีย หรือเห็นข่าวเรื่องโรฮิงญา ก็เพราะเราอยู่ห่างจากเส้นเหตุการณ์นั้น เพราะเราลืมนึกไปว่าเขาจะมีความรู้สึกยังไง ทุกอย่างถูกตัดให้เหลือแค่ information แบบทื่อๆ

 

 

แล้วในมุมนักอ่าน ทำไมถึงต้องอ่านวรรณกรรมด้วย

ถ้าคุณคิดว่าคุณใช้ชีวิตของตัวเองอย่างเดียวพอ ก็โอเค วรรณกรรมคือการใช้ชีวิตของคนอื่น คือการมองเห็นชีวิตอย่างที่ไม่เคยเห็น รู้สึกอย่างที่ไม่เคยรู้สึก ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นคนทำมาร์เก็ตติ้ง เป็นเจ้าของกิจการ หรือเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง การได้รับรู้ว่าคนอื่นรู้สึกต่อเรื่องบางเรื่องอย่างไร มันน่าสนใจนะ ยิ่งในแง่ธุรกิจ ผลลัพธ์มันมหาศาล

คุณจะออกสินค้าตัวหนึ่งให้กลุ่มเด็กวัยรุ่น แต่คุณไม่รู้ว่าวัยรุ่นเขาคิดอะไร สนใจอะไร วรรณกรรมทำให้รู้ว่าเขามีความหลงใหลใฝ่ฝัน ทำให้รู้ว่าเขารำคาญตัวเองจะตายห่าอยู่แล้ว เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร อยากได้อะไร อยากไปไหน อยากทำอะไร นี่คือความรับผิดชอบของสังคม คือความรับผิดชอบของพ่อแม่ คือความรับผิดชอบของพวกคุณ เพราะมันคือการสิ้นเปลืองทรัพยากร

ถ้าคุณเป็นฝ่ายบุคคล คุณก็ควรรู้ว่าแต่ละคนมีความหลงใหลใฝ่ฝันที่ต่างกัน และการที่บริษัทจะได้อะไรจากคนๆ นั้น ก็คือการหยิบยื่นสิ่งที่เขาใฝ่ฝันให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เงิน ถึงที่สุดแล้วมันไม่เคยใช่เรื่องเงิน คนต้องการรู้สึกว่าตัวเองสวย รู้สึกว่าตัวเองฉลาดเมื่ออยู่บริษัทนี้ ต้องการรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าเมื่อทำงานให้บริษัท

 

มิติในงานวรรณกรรมมันคือเรื่องของคน คน แล้วก็คน ฉะนั้นถ้าคุณคิดว่าหนึ่งชีวิตที่คุณใช้มา ฉันพอแล้ว คุณไม่ต้องอ่านอะไรเลยก็ได้

 

ในมุมของนักเขียน การจะถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของคนคนหนึ่งออกมาได้ และสร้างความรู้สึกร่วมกับคนอ่านได้ ต้องทำยังไง

เรื่องดีที่สุดของเรา คือการที่เราเจออะไรหนักๆ ในชีวิตมาบ้าง เหมือนคนอื่นๆ นั่นแหละ คนเราจะมีจุดที่เรายืนอยู่ตรงขอบ แล้วมองลงไปในหลุมดำ แล้วก็รู้สึกว่า เอ๊ะ กูยังเป็นคนอยู่ไหม กูยังมีศีลธรรมอยู่ไหม กูยังมีมโนธรรมไหม แล้วในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง กูยังเพอร์เฟ็กต์อยู่ไหม ซึ่งเวลาเราผ่านเรื่องร้ายๆ แบบนั้นมา ข้อดีก็คือเราไม่ตัดสินใครเลย เมื่อเริ่มจากการไม่ตัดสินใครเลย มันเลยทำให้เรารู้ว่า ขึ้นชื่อว่าคน ไม่มีผิดไม่มีถูกหรอก มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาเคยผ่านมา ขึ้นอยู่กับความหิวโหยเปราะบางของเขา ดังนั้นจึงอาจเป็นเรื่องง่ายขึ้นที่เราจะเชื่อมต่อกับคนเหล่านี้ นักเขียนต้องเชื่อมก่อน แล้วเมื่อเราเขียน ก็ค่อยไปดูว่าเราให้ความยุติธรรมกับตัวละครของเราพอไหม ตัวละครเราที่มีเสน่ห์ น่าสนใจ และสามารถเชื่อมโยงกับคนอื่นๆ ได้ไหม

ทำยังไงให้คนสามารถเชื่อมโยงกับตัวละครที่เวิ่นเว้อเพ้อเจ้อที่สุดในโลกได้ อย่างในเรื่องไส้เดือนตาบอดฯ ทำยังไงให้คนเห็นความเปราะบางของเขา เห็นความเป็นมนุษย์ของเขา คำตอบคือเราต้องทำให้ความเพ้อเจ้อ ความหลงใหลใฝ่ฝันเหล่านั้น กลายเป็นสิ่งสามัญที่สุด โดยส่วนตัวก็คิดว่านี่คืองานหนักที่สุดในกระบวนการเขียน เราไม่สามารถทำให้ชารียาเพ้อเจ้อแบบลอยๆ ได้ ยังไงก็ต้องหาจุดที่คนจะเชื่อมกับเขาได้

หรืออย่างปราณ ที่เป็นพระเอก ก็เป็นคนห่วยๆ คนหนึ่ง แต่ดูเท่ เราก็มีวิธีการเขียนให้เขาดูเท่ ซึ่งในชีวิตจริงคนอย่างปราณก็คงหาได้ทั่วไป เป็นคนที่ไม่ค่อยได้ทำอะไร กินๆ นอนๆ เดี๋ยวก็หลับตา ลืมตา ถามว่ามันช่วยดูแลนางเอกไหม ก็ไม่เห็นมันจะทำอะไรเลย (หัวเราะ)

 

แล้วถ้าเรายังไม่ได้ผ่านชีวิตมาเยอะ หรือไม่เคยเจอเรื่องแย่ๆ ขนาดนั้น จะสามารถเขียนงานวรรณกรรมที่ดีได้ไหม

ก็อาจไปเขียนอย่างอื่นแทน แต่จริงๆ เราพบว่า คนที่ใช้ชีวิตมาจนถึงอายุ 20 ยังไงชีวิตคุณก็ไม่แบนแล้ว นอกเหนือจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณครุ่นคิดถึงชีวิตจากมุมไหนบ้าง แต่แน่นอน คนที่เคยผ่านเรื่องร้ายๆ มา ก็ย่อมมองชีวิตอีกแบบ

อีกทางหนึ่งคือ เวลาเราอ่านนิยายบางเล่ม เราก็สามารถเข้าใจเรื่องบางเรื่องได้ หรือเวลาดูหนังบางเรื่อง ก็ทำให้เข้าใจได้เหมือนกัน คนเราไม่จำเป็นต้องตายก่อนแล้วถึงจะเขียนเรื่องความตายได้ (หัวเราะ) อันนั้นก็เยอะไป แต่หลักๆ คือมันทำให้เราหยุดการตัดสินผู้คน เพราะเราต่างก็แบกชีวิตอันหนักหนาไว้ด้วยกันทั้งนั้น

 

 

นอกจากประสบการณ์ชีวิตแล้ว มีปัจจัยอื่นอีกไหมที่จะทำให้งานเขียนมีความลึกมากขึ้น

นอกเหนือจากประสบการณ์คือเป้าหมาย คุณจะพูดอะไร บางทีนักเขียนรุ่นเด็กๆ จะคิดแค่ว่าฉันอยากเป็นนักเขียน แล้วก็ก้มหน้าก้มตาเขียนไป แต่ไม่ได้สนใจว่าจริงๆ แล้วฉันตั้งใจจะบอกอะไร อย่างโรมิโอกับจูเลียตที่ยกตัวอย่างไป เรามั่นใจว่าเขาคิดก่อน แล้วถึงเขียนออกมา มันไม่มีความบังเอิญในงานหรอก เชคสเปียร์รู้อยู่แล้วว่าจะเขียนเรื่องอะไร เขามีประเด็นของเขาอยู่

 

แต่ถ้ามองในมุมคนอ่าน ก็ขึ้นอยู่กับการตีความและประสบการณ์ส่วนตัวด้วยรึเปล่า ว่าจะได้อะไรจากการอ่านเรื่องนั้นๆ

ถามว่าคนอ่านไส้เดือนตาบอดฯ ทุกคน จะรู้ไหมว่าเราพูดถึงเรื่องมายาคติ ไม่รู้หรอกค่ะ ถามว่าต้องรู้ไหม ไม่ต้อง ถามว่าเขาอ่านอะไร เขาอ่านนิยายรักเรื่องหนึ่ง

ทีนี้วิธีการของนักเขียนก็คือว่า ถ้าคุณทำมันออกมาได้ดีพอ มันก็จะตราตรึง แล้วรอเขาโต รอเขาผ่านชีวิต รอเขาผ่านโจทย์ต่างๆ นานา แล้ววันหนึ่งเขาก็จะซาโตริขึ้นมาว่า อ๋อ อีป้าคนนี้มันเขียนถึงเรื่องนี้นี่หว่า หรืออาจไม่ต้องถึงขั้นนั้น อาจเป็นเหตุการณ์เล็กๆ เช่นว่า ถ้าบังเอิญเขาเห็นอะไรที่มันดูเพ้อเจ้อมากๆ แล้วเขาก็นึกถึงชารียาขึ้นมา แล้วก็สามารถประนีประนอมกับความเพ้อเจ้อนั้นได้ โอ้ นี่ถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับนักเขียน

งานวรรณกรรมมันไม่ได้กระทำกับเราอย่างตรงไปตรงมา เวลานักเขียนเล่าเรื่องเรื่องหนึ่ง สมมติเล่าเรื่องดอกไม้สีแดงดอกหนึ่ง ดอกไม้ในหัวของเราอาจเป็นแดงส้ม แต่ดอกไม้ในหัวของคุณอาจเป็นแดงม่วง ออกแดงก่ำๆ ฉะนั้นเมื่อเราเขียนว่า ดอกกุหลาบนี้สีแดง คุณจะเห็นแดงของคุณ ฉันจะเห็นแดงของฉัน และถ้าฉันเก่งพอ คุณจะมองเห็นสีแดงที่อยู่ตรงกลางระหว่างเรา ที่แน่ๆ คือมันจะไม่มีทางเป็นสีเขียว นั่นคือประสบการณ์ร่วม การอ่านวรรณกรรมทำกับเราแบบนั้น ซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่ามันเซ็กซี่มากๆ

แต่สมมุติถ้าเป็นหนัง มันจะล็อกไว้ กุหลาบจะมีสีเดียวเท่านั้น ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบ มีเพลงประกอบใส่เข้ามาอีกเพื่อหว่านล้อมเรา ซึ่งในงานเขียนทำแบบนั้นไม่ได้ อาจทำได้แบบอ้อมๆ เช่น “แดดใสสาดเข้ามาบนดอกกุหลาบนั้น…” แดงก่ำของคุณก็จะใสขึ้นมาหน่อย เป็นเรื่องเทคนิคว่านักเขียนจะทำยังไงให้คนอ่านเห็นใกล้เราที่สุด แต่ถามว่าใช่สิ่งเดียวกันไหม พระเจ้าเท่านั้นที่รู้

 

การไม่รู้ว่าคนอ่านจะเข้าใจสิ่งที่เราเขียนออกไปแค่ไหน มีผลกับการทำงานไหม

ไม่เลยค่ะ ด้วยเหตุว่า เราไม่มีทางรู้ว่าคนอ่านเราเป็นใคร แล้วสิ่งที่เราอาจจะต่างจากนักเขียนคนอื่น คือเราไม่มีพล็อตสำเร็จรูป เรามีแต่ความคับข้องหมองใจ ตอนที่เริ่มเขียนนิยาย เรามีตัวละครหนึ่งหรือสองตัว กับคอนเซ็ปต์หรือประเด็นปัญหาบางอย่าง แล้วก็ลากไป เช่น มายาคติรึเปล่าที่ทำให้เรากลายเป็นคนอย่างที่เราไม่ได้เป็น เราจะเริ่มจากโจทย์แบบนี้ แล้วทำงานกับโจทย์ผ่านการเขียน ผ่านสถานการณ์ที่สร้างขึ้น ดูว่าตัวละครนั้นจะแก้ปัญหาบนสมมุติฐานต่างๆ อย่างไร ถามว่าสุดท้ายแล้วได้คำตอบไหม บางทีก็ไม่ได้ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องได้

อย่างเรื่อง ไส้เดือนตาบอดฯ เราเริ่มจากคำถามที่ว่า ทำไมคนถึงทำอย่างที่เขาไม่ควรจะทำ มายาคติมั้ง? พอเขียนเสร็จ ก็รู้สึกว่ายังไม่ค่อยพอ เกิดคำถามต่อ เอ๊ะ ประวัติศาสตร์มั้ง? แล้วก็เริ่มเขียนเล่มสอง คือพุทธศักราชอัสดงฯ เพื่อหาคำตอบว่าประวัติศาสตร์มันทำอะไร ข้อมูลมันทำอะไร และในที่สุดก็พบว่า ประวัติศาสตร์สร้างประวัติศาสตร์ ข้อมูลสร้างข้อมูล สถานการณ์สร้างสถานการณ์ และในที่สุด เราก็พบว่าตัวเองอยู่ในโลกที่ไม่สามารถตัดสินอะไรได้เลย ซึ่งเป็นสภาวะที่น่ากลัว

ฉะนั้นตอนจบมันเลยมีพายุ มีความผุพังต่างๆ เพื่อบอกว่า นี่ไง – State we are in เราอยู่กันตรงนี้ เราอยู่กันตรงประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมันสร้างตัวเองได้

 

 

ในอีกแง่หนึ่ง วรรณกรรมก็เป็นสื่อที่สามารถนำเสนอเรื่องที่อาจจะพูดยาก หรือพูดไม่ได้ ผ่านกลวิธีการเขียนบางแบบด้วยรึเปล่า

จริงๆ เราไม่คิดว่ามีอะไรที่พูดไม่ได้ ประเด็นน่าจะอยู่ที่ว่า เราจะอธิบายเรื่องนั้นๆ ยังไงมากกว่า

เราจะอธิบายความรู้สึกที่ผู้ชายคนหนึ่งเดินออกจากชีวิตเราไปยังไง โห โคตรโล่งอกเลยว่ะ เออ ก็ดีนะ แต่ก็เสียดายเวลาห้าปีนะ เอ๊ะ แต่เค้าก็อร่อยอยู่นะ มันก็มีวันดีคืนร้ายนะ แต่จริงๆ ก็โล่งอกแหละ เพราะกูอยากได้ผัวใหม่… นั่นคือหนึ่งวินาทีที่ผู้ชายคนนี้เดินออกไป

ชีวิตก็อย่างนี้ บางครั้งนักเขียนเองก็ไม่ได้มีถ้อยคำมากพอที่จะอธิบายบางสิ่งบางอย่างได้ แต่ถึงที่สุดเราก็จะมีทางออกอื่นๆ อีกมากมาย เช่น คุณจะอธิบายความเหลื่อมล้ำ หรืออธิบายความเป็นหลุมดำที่ประเทศนี้ตกอยู่ยังไง คือในความมืดดำนี้ บางทีความเป็นเบี้ยล่างก็อาจเป็นความปลอดภัยอีกแบบเหมือนกัน เป็นฝุ่นละอองล่องลอยไป ชีวิตไม่ต้องต่อสู้อะไร เพราะไม่มีอะไรให้ฝัน มีลูกก็ตั้งชื่อว่าเบนซ์ แล้วก็คิดว่าตัวเองมีรถเบนซ์แล้ว ทั้งที่ลูกคือคน ไม่ใช่รถ อะไรทำนองนี้

เราอยู่ในสังคมที่ไม่เท่ากันตั้งแต่เกิด ตั้งแต่การมีนามสกุล การมีชื่อเล่น ถ้าคุณสังเกตชื่อเล่นของคนยุคเรา ถ้ามาจากครอบครัวชนชั้นกลางค่อนไปทางจน ลูกคุณก็จะชื่อเบนซ์ ชื่อบีเอ็ม ชื่อชาแนล ชื่อลาเต้ เพื่อที่จะสะท้อนความปรารถนาของเขา สิ่งที่เขาอยากได้อยากมี สิ่งที่รู้สึกว่ามีค่าในชีวิต ในทางกลับกัน คนที่มีรถเบนซ์ คงไม่ตั้งชื่อลูกว่าเบนซ์กันหรอก เรื่องพวกนี้สะท้อนให้เห็นความเป็นชนชั้น ความเป็นคนที่ไม่เท่ากันตั้งแต่วินาทีแรกที่เราเกิดมา

 

แล้วในสังคมที่เต็มไปด้วยการเซ็นเซอร์จากรัฐ และรัฐก็พร้อมจะยื่นมือเข้ามาจัดการประวัติศาสตร์หรือเรื่องเล่าของปัจเจก คุณมีวิธีหลบหลีกกำบังยังไง ไม่ให้รัฐจับได้

ปัญหาคือเขาไม่สนใจนิยายอยู่แล้ว เขาสนใจหนังมากกว่า ฉะนั้นมันเลยเป็นเกราะกำบังในตัว พูดง่ายๆ คือจะไปเอาอะไรกับนิยาย ถามว่างานวรรณกรรมมีคนอ่านอยู่กี่เล่ม คนที่สนใจงานประเภทนี้จริงๆ จะเป็นพวกคณาจารย์มากกว่า

 

สมมุติเราเขียนเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ออกมา คนที่จะแกะได้ว่าเราซ่อนอะไรไว้ตรงไหน ในกรณีที่เราตั้งใจซ่อน ก็คือพวกอาจารย์ ไม่ใช่ทหาร

 

คิดว่างานวรรณกรรมเป็นงานที่แมส (mass) ไหม

วีรพรนี่ไงคะ แมสอยู่นะ (หัวเราะ) แต่แน่นอน คงไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้จัก ในแวดวงหนังสืออาจพอรู้จักอยู่ แต่คนในแวดวงอื่นก็อาจจะไม่ แต่ถ้าคุณไปดูลิสต์การอ่านของเดวิด โบวี่, มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก หรือคนเจ๋งๆ ในโลกนี้ เขาอ่านวรรณกรรมด้วย นอกเหนือจากหนังสือวิชาการ หนังสือวิเคราะห์หุ้น ถามว่าอ่านเพื่ออะไร ก็เพื่อจะเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของเขา

มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก นี่แข่งกับโลกทั้งใบ มีเบอร์สองที่คอยจ้องจะเสียบอยู่อีกเป็นล้านคน ฉะนั้นเขาจึงต้องเพิ่มศักยภาพตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วเพิ่มด้วยอะไร เพิ่มด้วยการอ่าน ซึ่งการอ่านแค่หัวข่าวในเฟซบุ๊ก ในไลน์ มันไม่พอ คุณต้องลงลึก คุณต้องไปกว้าง คุณต้องอ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า

 

หลายคนอาจรู้สึกว่างานวรรณกรรมเป็นงานที่อ่านยาก ซับซ้อน ไม่เข้าใจว่าจะสื่ออะไร ไม่รู้ว่าจะฝืนอ่านไปทำไม ถ้าเป็นกรณีแบบนี้คุณจะแนะนำเขาว่ายังไงดี

คำถามคือ ในชีวิตคุณเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างเลยเหรอ มันมีเรื่องอีกตั้งมากมายที่เรายังไม่เข้าใจ

คำถามต่อมาคือ แล้วนักเขียนจะเขียนทำไม ในเมื่อเขียนแล้วคนก็ไม่เข้าใจ อย่างที่บอก วันใดวันหนึ่ง หรือสถานการณ์หนึ่งของชีวิต คุณอาจเกิดซาโตริขึ้นมาก็ได้ อ๋อ เพราะอย่างนี้เอง ชารียาถึงตัดสินใจไม่ไปกับปราณ ซึ่งตอนแรกที่คุณอ่าน คุณอาจคิดแค่ว่าอีนี่เป็นบ้าอะไร ทำไมถึงตัดสินใจแบบนั้น แต่จู่ๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งของชีวิต คุณก็ปิ๊ง เข้าใจมันขึ้นมาเสียอย่างนั้น

บางเรื่องมันอธิบายไม่ได้ ไม่ง่ายเหมือน 1+1=2 แต่นั่นแหละชีวิต เหมือนจะเข้าใจ แต่ก็งงว่าตกลงกูเข้าใจอะไรวะ แต่อย่างน้อยคุณก็ประนีประนอมกับความไร้สาระของผู้คนได้ หรือน้อยกว่านั้นอีก ถ้ากูไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร มันควรเป็นเซนส์แบบนั้น โดยเฉพาะในสังคมแบบเรา ที่มีแต่คำตอบ แต่ไม่ค่อยมีคำถาม

8 เรื่องที่คิดได้ (ตามสไตล์คนไม่โปรดักทีฟ) หลังจากอ่าน ‘No Hurry, No Worry’

ด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยโปรดักทีฟ ไม่รีบไม่ร้อน ชอบนอนมากกว่าทำงาน และมักจะข้องใจกับความทะเยอทะยานของคนบางประเภท การได้อ่านหนังสือเล่มนี้จึงเหมือนได้เจอเพื่อนที่เพียงสบตา (เห็นหน้าปก) ก็รู้ใจ

ในโลกที่ทุกคนต้องแข่งกันทำงานหนัก พยายามปักหมุดหมายบางอย่างในชีวิต หลายครั้งหลายหนก็อดคิดไม่ได้ว่า เราก้มหน้าก้มตาทำสิ่งเหล่านั้นไปเพื่ออะไร คุณค่าความหมายของมันอยู่ตรงไหน และสุดท้ายมันทำให้เรามีความสุขจริงๆ หรือ

โชคดีที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คือคุณพิชญา โชนะโต มีข้อสงสัยทำนองนี้เหมือนกัน แล้วเธอก็ขยันกว่าผมนิดหน่อย สิ่งที่เธอรวบรวมและเรียบเรียงไว้ในหนังสือเล่มนี้ จึงเป็นเหมือนบทสนทนาชั้นดีของเพื่อนที่ประสบความทุกข์และมีความฉงนสงสัยแบบเดียวกัน

หลายจังหวะที่มันทำให้รู้สึกว่า “เออใช่ กูคิดแบบมึงเลยว่ะ” แล้วก็อธิบายต่อว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น ด้วยเหตุผลและข้อมูลที่แน่นปึ้ก

และนี่คือ 8 เรื่องที่พอจะสรุปได้ (พร้อมบางเสี้ยวของบทสนทนา) หลังจากแยกย้ายกันหมาดๆ

 

1) โตขึ้นอยากเป็นอะไร?

“คำถามสุดคลิเช่ที่ผู้ใหญ่ชอบถามเด็กๆ เวลาไม่รู้จะชวนคุยอะไรดี เด็กๆ แค่ตอบตามสิ่งที่พวกเขาพบเห็นหรือรู้จัก ความบันเทิงของผู้ใหญ่คือการนำคำตอบซื่อๆ ของเรามาขำขัน เอ็นดูในความไร้เดียงสา

“แต่คำถามนั้นกลับหลอกหลอนผู้คนตลอดวัยเด็กและวัยรุ่น จนจบการศึกษาเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ คาดคั้นให้เราต้องเลือกอนาคตในโลกที่เรายังไม่แน่ใจว่าจะทำงานอย่างไร ราวกับโลกรอไม่ไหว ต้องการให้เราเติบโตและกลายเป็นอะไรสักอย่างที่ระบุตัวตนได้ชัดเจน อธิบายเส้นทางชีวิตได้ชัด”

 

2) ตัวตนอันเสมอต้นเสมอปลาย อาจไม่มีจริง

“การศึกษาวิจัยหนึ่งพบว่าสมองของเรายังคงปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงไป หลังวัยผู้ใหญ่จนกระทั่งวัยชรา กล่าวได้ว่าสมองและนิสัยใจคอของเราจะเคลื่อนไหวไม่อยู่นิ่งไปชั่วชีวิต…

“หากเราสามารถพาตัวเองในช่วงอายุต่างๆ ตั้งแต่เด็กจนโตมานั่งประชุมในห้องเดียวกัน และร่วมรีวิวทุกการตัดสินใจในชีวิต ทุกคนอาจทะเลาะ ถกเถียง มีความเห็นต่างกัน แม้ในใจเราอาจรู้สึกว่าฉันก็เป็นฉันคนเดิมในร่างเดิมที่แค่โตขึ้นตามเวลาเท่านั้นเอง”

 

3) ขยันเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ

“การเชื่อสุดใจในระบบที่ให้รางวัลผู้มีความสามารถ คนขยัน คนที่เสียสละทุกสิ่งให้กับงาน ได้ลดสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานและศักดิ์ศรีในชีวิตของคนที่ล้มเหลวว่าไม่มีคุณค่าพอ ผลักภาระและสร้างความกดดันให้คนเหล่านั้นเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าตัวเองพยายามไม่พอหรือโง่เอง…

“ระบบการแข่งขันอันดุเดือดนี้ทำร้ายคนเก่งและคนมีความสามารถด้วยเหมือนกัน คนรวยไม่เคยรู้สึกว่าพวกเขารวยพอและมีพอ ในบรรดาคนที่อยู่บนจุดสูงสุดเพียง 1% ของประชากรทั้งหมดนั้น ยังมีคนบนจุดที่สูงกว่าอีก 0.1% ให้แหงนมองดูและวิ่งตาม และคนที่อยู่บนจุด 0.1% ก็มีคนบนจุด 0.01% ให้มองดูเป็นตัวอย่างความสำเร็จอยู่เหมือนกัน”

 

4) คำสัญญาที่แสนใจร้าย

“การแนะนำให้สู้ พยายาม อดทน โดยไม่ได้สนใจความซับซ้อนของระบบเศรษฐกิจและสังคม สภาพการเมืองและเศรษฐกิจแย่ๆ กฎเกณฑ์ในโลกการทำงานที่เราต้องทำตาม รายละเอียดของบุคคลและบริบท รวมถึงสถานการณ์และความจำเป็นในชีวิต นำมาซึ่งภาระอันหนักอึ้งแก่ผู้แพ้และคนที่ล้มเหลว

“เราไม่สามารถให้คำแนะนำชีวิตได้อย่างเลื่อนลอยโดยลืมข้อจำกัดเหล่านี้ไป เราไม่มีทางรู้ว่าหากคนอื่นทำแบบเราแล้วจะได้ผลเหมือนเราหรือไม่…

“การแนะนำให้แก้ไขโชคชะตาและข้อจำกัดอันโหดร้าย ด้วยการบอกให้พยายามต่อไปแล้วจะเห็นผล จึงเป็นเพียงคำสัญญาเลื่อนลอยที่ใจร้ายเหลือเกิน”

 

5) อย่าหมกมุ่นกับการตามหาความสุขตลอดเวลา

“ใช่ เราสมควรได้รับความสุขในชีวิต แต่เราก็สมควรได้รับรู้ความจริง รวมไปถึงข้อเท็จจริงที่บางครั้งก็สวยงาม และบางครั้งก็โหดเหี้ยมทารุณ สมควรได้โศกเศร้าอาลัยในโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ สมควรได้หวั่นวิตกต่อวิกฤตการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น สมควรได้รู้สึกเสียดายและเสียใจในความผิดที่เรากระทำลงไป สมควรได้ร้องไห้เมื่อพบการลาจากหรือความสูญเสีย สมควรโกรธเคืองเมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม…

“ยอมรับให้ได้ว่าเราคือมนุษย์ หาประโยชน์จากอารมณ์ร้าย ดื่มด่ำสัมผัสช่วงเวลาที่โศกเศร้า มีอารมณ์ลบบ้างก็ไม่เป็นไร อย่าให้ใครมากดดัน กวดขัน หลอกลวง ให้เรามีความสุขตลอดเวลาเลย”

 

6) การหาประโยชน์จากความฝันและ passion ของคนหนุ่มสาว

“เรามักเห็นการเอาเปรียบจากความปรารถนาและความฝันของคนทำงานในวงการสร้างสรรค์และศิลปะ เพราะผู้คนมักมองว่าพวกเขาได้ทำงานด้วยความรัก…

“บางครั้งพวกเขาถูกลดทอนคุณค่าจากลูกค้าหรือผู้ประกอบการ ด้วยความคิดประหลาดที่ว่า ‘ก็เธอชอบทำไม่ใช่เหรอ ทำให้เราฟรี/หรือคิดราคาถูกๆ หน่อยสิ’

“เรายินดีที่ได้ทำงานที่เรารัก แต่เราก็หวังว่าเราจะสร้างคุณค่าและมูลค่ามากพอให้ดำรงชีพต่อไปได้อย่างไม่อัตคัดด้วยเช่นกัน”

 

7) เหนื่อยวันนี้ สบายวันหน้า (ถ้าไม่ตายเสียก่อน)

“ชีวิตสมัยใหม่คือการสร้างและตกแต่งโปรไฟล์ เขียนเรียงความคำคมลงเฟซบุ๊กแสดงวิสัยทัศน์ แสดงผลงานสม่ำเสมอ โพสต์เรื่องงานให้คนยังจดจำได้ว่าเราทำงานอะไร ชีวิตกลายเป็นการจัดสรรทรัพยากรหรือสินทรัพย์เพื่อการทำงานเมื่อมีโอกาส

“เมื่อเราวิ่งตามอุดมคติของการทำงานหนัก การพัก การรอ การนิ่งเฉยต่องานก็กลายเป็นบาปและความผิดพลาด ทั้งที่หลายอย่างควรจะรอได้”

 

8) อย่าหมกมุ่นกับการเติบโต จนยอมแลกทุกสิ่งในชีวิต

“วัฒนธรรมคนบ้างานติดต่อกันได้ง่ายมาก เมื่อเราเห็นคนอื่นทำงานหนักจนชีวิตจะหาไม่ คนรอบตัวก็จะรู้สึกเครียดไปด้วยว่าที่เราทำไปมันไม่พอเหรอ?

“อย่าเติบโตจนยอมแลกกระทั่งเวลา อย่าตกอยู่ในลัทธิผู้หมกมุ่นในประสิทธิผลจนเป็นบ้า อย่าให้เราเกิดมาเพียงเพื่อทำงานจนตายจากกันไป”

 


 

No Hurry, No Worry ขออภัย แต่ไม่ต้องรีบ

 

สะอาด

ความในใจของ ‘สะอาด’ จากนักเรียนตกกระป๋อง สู่นักเขียนการ์ตูนสะท้อนระบบการศึกษา

คุณเคยมีประสบการณ์เหล่านี้ไหม?

แหกปากลั่นตั้งแต่วันแรกที่ไปโรงเรียน ไม่กล้าขออนุญาตคุณครูไปเข้าห้องน้ำ โดนเพื่อนจับได้ว่าอึราดจนกลายเป็นปมในชีวิต สอบติดคณะในฝันเพื่อเข้าไปเจอการรับน้องอันสุดแสนประหลาด…

ถ้าไม่เคย เราขอแสดงความยินดีด้วย แต่ถ้าเคย ขอให้รู้ว่านั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่สำคัญคือคุณไม่ได้โดดเดี่ยว

ภูมิ-ธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์ หรือ ‘สะอาด’ (Sa-ard) คือหนึ่งในคนที่เคยเจอประสบการณ์เหวอๆ เหล่านั้น หลังจากเก็บงำความรู้สึกแย่ๆ อยู่ในใจเป็นสิบปี วันนี้เขาตัดสินใจที่จะเปิดเปลือยมันออกมา ผ่านสิ่งที่เขาถนัดอย่างการเขียนการ์ตูน

จากที่คิดว่าตัวเองเป็นคนกลุ่มน้อยที่เผชิญเรื่องเหล่านี้ เขากลับพบว่ามีคนอีกมากที่เคยเจอเรื่องแบบเดียวกัน ซึ่งเขามองว่านั่นคือฟีดแบ็กที่เป็นรูปธรรมที่สุดของระบบการศึกษาไทย

‘การศึกษาของกระป๋องมีฝัน’ คือผลงานเล่มล่าสุดที่รวบรวมฟีดแบ็กเหล่านั้นไว้ อิงจากประสบการณ์ส่วนตัว ตั้งแต่วัยอนุบาลยันจบมหาวิทยาลัย ควบคู่ไปกับการรีเสิร์ชข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาอย่างจริงจัง

“เวลาเจอเรื่องแย่ๆ ในโรงเรียน เราจะรู้สึกว่าทำไมคนอื่นไม่เห็นเจอแบบเราเลย อาจเพราะโรงเรียนเป็นพื้นที่ที่ปิดมาก และเวลามีอะไรที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกแย่ๆ มันมักจะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครรู้เห็น ซึ่งในมุมของเด็กที่คิดว่าโรงเรียนคือโลกทั้งใบ ไม่แปลกอะไรที่เขาจะรู้สึกว่ากำลังเผชิญปัญหานั้นเพียงลำพัง…”

บทสนทนาต่อไปนี้ คือเรื่องเล่าและความรู้สึกที่ยังฝังลึกอยู่ในใจ ในฐานะเด็กตกกระป๋องคนหนึ่งซึ่งไม่เคยรู้สึก fit-in กับระบบการศึกษา และในฐานะนักเขียนการ์ตูนที่เป็น ‘เด็กวาดรูปไม่สวย’ ในสายตาของคุณครูศิลปะ

 

 

จุดกำเนิดกระป๋องมีฝัน

 

ไอเดียของการเอาประเด็นการศึกษา มาเชื่อมกับการผลิตกระป๋อง มาจากไหน

ตอนที่เริ่มเขียนเมื่อ 6 ปีก่อน ผมยังไม่เข้าใจคอนเซ็ปต์การสร้างระบบการศึกษาเพื่อป้อนระบบอุตสาหกรรมด้วยซ้ำ ก็คือนักเรียนกระป๋อง เรารู้แค่ว่าเราผ่านระบบแบบนี้มา มีบางอย่างที่ชอบ บางอย่างที่ไม่ชอบ

แต่พอได้มานั่งศึกษา เห็นภาพรวมมากขึ้น ก็เกิดไอเดียเรื่อง ‘นักเรียนกระป๋อง’ ขึ้นมา แล้วก็ชอบไอเดียนี้ เพราะมันพูดถึงปัญหาของระบบสายพานการศึกษาด้วยเซนส์ของการ์ตูน

คำว่า กระป๋อง มันดูน่ารักดี คิดว่าเอามาใช้เป็นแกนกลางของเรื่องที่พูดถึงประเด็นการศึกษาได้

 

ตั้งใจล้อกับคำว่า ‘ตกกระป๋อง’ ด้วยรึเปล่า

ก็เกี่ยวนะ ในแง่ที่ว่าการผลิตกระป๋อง มันคือการผลิตอะไรที่เหมือนๆ กัน ฉะนั้นคำว่า ‘ตกกระป๋อง’ ก็เหมือนคนที่หลุดจากระบบสายพานไป ในทำนองเดียวกัน ก็มีเด็กกลุ่มหนึ่งที่หลุดจากสายพานการศึกษาไป โดยเฉพาะจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

 

แล้วอยู่ดีๆ กระป๋องมันมีฝันได้ยังไง

จริงๆ ชื่อเรื่อง ‘การศึกษาของกระป๋องมีฝัน’ ผมมาคิดได้ตอนท้ายๆ เลย ตอนที่เห็นภาพรวมของทั้งเล่มแล้ว

ถ้าเป็นพล็อตหนัง มันเป็นเรื่องของเด็กที่ค้นพบว่าตัวเองชอบเขียนการ์ตูนมากๆ แต่ความชอบอันนี้มันโคตรจะไม่ fit-in กับระบบการศึกษาแบบนี้เลย ตั้งแต่อนุบาลที่การวาดรูปเล่นกลายเป็นข้อห้าม จนถึงการสอนวิชาศิลปะในชั้นประถม มัธยม ที่ไม่ว่าคุณจะชอบวาดรูปแค่ไหน แต่ก็ไม่เคยได้คะแนนดี แถมยังมีปัญหากับครูศิลปะอยู่ตลอด กระทั่งตอนจะเข้ามหา’ลัย ก็มีปัญหากับพี่ติวศิลปะอีก สุดท้ายเด็กคนนี้เลยเรียนให้มันจบๆ ไป โดยเอาความชอบวาดรูปของตัวเองเป็นแกนกลางในการตัดสินใจทุกอย่างในชีวิต

 

ในแง่นี้ ตัวคุณเองก็เป็นหนึ่งในเด็กที่ตกกระป๋องด้วยถูกไหม

ใช่ มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจดี คือตอนที่พิมพ์หนังสือเล่มนี้เวอร์ชั่นแรกออกมา ผมได้ไปพูดในงานเปิดตัวหนังสือ ซึ่งเป็นงานสัมมนาวิชาการด้วย คนฟังมีแต่คุณครูทั้งนั้นเลย ปรากฏว่ามีครูคนหนึ่งยกมือถามว่า ถ้าเขาเจอเด็กแบบผม เขาควรจะทำยังไง (หัวเราะ) เหมือนเขามองว่าผมเป็นเด็กที่ไม่เหมือนคนอื่น เลยสนใจว่าถ้าในคลาสเขามีเด็กแบบนี้ที่แหลมออกมา เขาต้องรับมือยังไง

ผมก็ตอบไปว่า จริงๆ มันง่ายมาก แค่ไม่ต้องมาห้าม หรือมาตัดสินว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันแย่ เพราะถ้าเทียบกับตัวผมเอง พูดได้เลยว่าทักษะด้านศิลปะที่ผมมี ที่วาดการ์ตูนมาตั้งแต่เด็กๆ ผมทำของผมเองโดยไม่มีอาจารย์ศิลปะมาเกี่ยวข้องเลย ในทางกลับกัน มีแต่อาจารย์ศิลปะที่พยายามจะสกัดกั้น บอกว่าคุณต้องวาดแบบนั้นแบบนี้เท่านั้น ไม่งั้นผิด โดนหักคะแนน

จริงๆ แล้วเราไม่ได้ต้องการคนมาซับพอร์ตด้วยซ้ำ ไม่เหมือนนักกีฬาที่ต้องมีโค้ชมาคอยบิ้วต์ เราต้องการแค่พื้นที่ที่จะได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของเรา โดยไม่ต้องมีใครมาตัดสินว่ามันเป็นเรื่องผิดหรือเรื่องเลวร้าย

พอมองย้อนไป ผมพบว่าตั้งแต่มัธยม เวลาที่ผมอยากโชว์ของ อยากปล่อยของว่าเรามีไอเดียสนุกๆ นะเว้ย ผมจะไม่เคยใช้ไอเดียเหล่านั้นกับวิชาศิลปะเลย แต่จะใช้มันกับวิชาอื่นๆ อย่างชีวะ เคมี อังกฤษ หรือโครงงานวิทยาศาสตร์ต่างๆ เช่น เขียนหนังสือวิชาชีววิทยาที่มันอ่านสนุกมากๆ หรือทำเอ็มวีตลกๆ เกี่ยวกับวิชาเคมี ผมรู้สึกว่ามีโอกาสที่คุณครูจะโอเคกับมัน มากกว่าการเอามาใช้ในวิชาศิลปะด้วยซ้ำ เพราะวิชาศิลปะมันมีเกณฑ์บางอย่างที่จะมาห้ามเรา หรือหักคะแนนเรา ถ้าไม่วาดให้ตรงตามเกณฑ์บางอย่าง

 

บรรยากาศแห่งความกลัว

 

ในหนังสือเล่มนี้ มีพาร์ทที่คุณเล่าถึง ‘บรรยากาศแห่งความกลัว’ ตั้งแต่วันแรกที่ไปเรียน มีโมเมนต์ไหนที่ยังจำฝังใจจนถึงวันนี้ไหม

ความทรงจำแรกที่จำได้ คือวันแรกที่ไปโรงเรียนอนุบาล จำได้ว่าแม่พาไปส่ง แล้วผมก็งอแงนิดหน่อย ทีนี้พอเข้าห้องไป แล้วครูปิดประตู ก็เริ่มมีคนร้องไห้ สักพักคนอื่นก็ร้องตาม ผมก็ร้อง มองออกไปเห็นพวกพ่อแม่ชะเง้อมองอยู่ที่หน้าต่าง

ประเด็นคือ ตอนแรกผมไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะร้องนะ ผมแค่งงว่ามันเกิดอะไรขึ้นวะ แต่พอหันซ้ายหันขวา เห็นทุกคนร้อง ผมก็เลยทำเป็นร้องตาม (หัวเราะ) มันเหมือนลิงที่เพิ่งเข้าฝูง เป็นการเรียนรู้การเข้าสังคมครั้งแรกว่า อ๋อ กูต้องร้องไห้เหรอ เออ ก็ได้วะ จำได้เลยว่าสุดท้ายครูก็เอารถไฟมาเล่นให้ดู แล้วเด็กก็หยุดร้อง

นั่นคือภาพจำแรกสำหรับผม คือโรงเรียนกับการร้องไห้เป็นของคู่กัน จากนั้นก็จะมีบรรยากาศที่สร้างความกลัวให้เราอยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่อนุบาล มาจนถึงประถม สำหรับผมคือโลกของความกลัวล้วนๆ ทั้งการลงโทษต่างๆ นานา หรือเรื่องง่ายๆ อย่างการขอครูไปเข้าห้องน้ำ

เชื่อว่าเกือบทุกคนเคยฉี่แตกตอนอนุบาล โดยเฉพาะช่วงที่นอนกลางวัน แต่ที่อยากเล่าคือการขี้แตก อันนี้น่าสนใจ ผมเคยขี้แตกตอนประถม แล้ววันนั้นเป็นวันที่ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กที่อ่อนแอมาก

เหตุการณ์มันเป็นอย่างนี้ จุดเริ่มต้นมาจากการที่ผมไม่กล้าขอครูไปเข้าห้องน้ำ ประเด็นคือวันนั้นผมปวดขี้ แล้วผมก็ขอครูออกไปรอบนึงแล้ว แต่พอไปเข้าห้องน้ำ ผมขี้ไม่ออก เพราะรู้สึกกดดัน แล้วในใจก็คิดว่า ถ้าเราหายไปนานๆ เดี๋ยวครูกับเพื่อนจะรู้ว่าเราออกมาขี้ รู้สึกว่าการขี้เป็นเรื่องน่าอายในตอนนั้น ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน สุดท้ายผมก็กลับเข้าห้องมา แต่ยังปวดอยู่ พอถึงคาบถัดมา รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว เลยขอครูออกมาอีกรอบนึง แล้วจังหวะที่กำลังจะถึงห้องน้ำ ขี้ก็แตก (หัวเราะ)

ผมก็ เชี่ย ทำไงดีวะ ก็เลยเอากางเกงไปล้างในห้องน้ำ ซึ่งก็ไม่สะอาดหรอก แล้วก็ใส่กลับออกมา ทีนี้พอกลับมานั่งในห้อง กลิ่นมันเหม็น บรรยากาศตอนนั้นเหมือนมีคนตายในห้อง แล้วทุกคนก็พยายามหาต้นตอ สวมบทเป็นโคนัน มันต้องมีคนร้ายอยู่ในห้องนี้ แต่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา

ความมาแตกตอนพักกินข้าว ระหว่างต่อแถวรับข้าว มีเพื่อนคนนึงมาดมตูดผม แล้วก็ตะโกน “อี๊ เหม็นขี้ ธนิสร์ขี้แตก ธนิสร์ขี้แตก” จังหวะนั้นเป็นความรู้สึกที่เหี้ยมาก พอคุณครูเห็น ก็พาเราไปล้างตูดเปลี่ยนชุด พอกลับมาในห้อง ครูก็พูดแซวขำๆ กลายเป็นเรื่องตลกกลางห้อง

ความแย่คือตอนนั้นผมเป็นเด็กเรียนเก่ง เคยสอบได้ที่หนึ่งของห้อง แต่มึงแม่งขี้แตก แล้วด้วยความเป็นเด็กประถม มันมีการล้อกัน บูลลี่กันเป็นปกติ ทีนี้เวลาผมเถียงหรือทะเลาะกับเพื่อน แล้วผมจะชนะอยู่แล้ว เพื่อนก็จะงัดไม้ตายออกมา บอกว่าไอ้ขี้แตก แล้วผมก็จะแพ้… (หัวเราะ)

 

มองย้อนไป คิดว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณ รวมถึงเด็กๆ อีกหลายคนขี้แตกในโรงเรียน

พอโตขึ้นเราถึงได้มานั่งทบทวนว่า ทำไมส้วมของโรงเรียนมันถึงน่ากลัวได้ขนาดนี้ ทำให้เราขี้แตก ทั้งที่เราก็ไม่เคยขี้แตกที่บ้านนี่หว่า พอเจอหลายคนที่เคยขี้แตกเหมือนกัน ก็ทำให้คิดได้ว่า บรรยากาศของโรงเรียนมันควบคุมเด็กด้วยความกลัว จนกระทั่งการขอไปห้องน้ำกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งที่มันไม่ควรเป็นสิ่งที่ต้องมาขออนุญาตครูด้วยซ้ำ แล้วครูบางคนก็ไม่ยอมให้ไปอีกต่างหาก ตั้งเงื่อนไขว่าต้องทำนั่นทำนี่ให้เสร็จก่อน ถึงให้ไป

ผมรู้สึกว่าเราควรมีงานวิจัยว่าปริมาณเด็กขี้แตกในไทย กับอเมริกาหรือประเทศอื่นๆ แตกต่างกันมั้ย อยากรู้ว่าฟินแลนด์มีเด็กขี้แตกในโรงเรียนมั้ย เพราะเอาเข้าจริง คนที่เจอเหตุการณ์ทำนองนี้ มันกลายเป็นแผลที่ฝังในใจเหมือนกันนะ

 

 

โรงเรียนคือโรงปาหี่

 

พอเริ่มโตขึ้น ความรู้สึกที่คุณมีต่อโรงเรียนเปลี่ยนไปบ้างไหม

มันมีจุดเปลี่ยนที่ผมเริ่มรู้สึกว่า โรงเรียนมันคือการปาหี่ ก็คือช่วงมัธยม ที่เริ่มอ่านหนังสือเยอะๆ ทั้งการ์ตูน ทั้งวรรณกรรม เริ่มมี input ด้านอื่นๆ นอกจากในโรงเรียน เริ่มตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ บวกกับเริ่มจริงจังกับการเขียนการ์ตูน แล้วสามารถหาเงินจากมันได้ ทำให้เกิดความรู้สึกว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเขียนการ์ตูน มันมีค่ามากกว่าสิ่งที่เรียนรู้จากในห้องเรียนมาก

มีอยู่วิชาหนึ่ง ครูจะเข้ามาปิ้งแผ่นสไลด์ ให้นักเรียนจดตาม แล้วเอาไปให้ครูเซ็นชื่อ ถึงปลายเทอมครูก็จะนับลายเซ็นว่าครบมั้ย เพื่อให้คะแนน แล้วระหว่างคาบ ใครจะทำอะไรก็ทำไป ครูเขารู้นะ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร สุดท้ายสิ่งที่ทุกคนทำคือเอาสมุดมาลอกกันทีหลัง แล้วก็ปลอมลายเซ็น ซึ่งครูก็จับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง คนที่โดนจับได้ก็จะแบบ เชี่ย โคตรเซ็ง เป็นความรู้สึกขำๆ แต่ไม่ได้เดือดร้อนอะไร มันทำให้ผมรู้สึกว่าในกระบวนการทั้งหมดนี้ แม่งไม่มีความรู้อยู่เลยนี่หว่า เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า

แล้วไม่ใช่แค่ผมที่รู้สึกแบบนี้ พอทุกคนเริ่มโต เขาก็จะเริ่มเห็นว่าคุณครูบางคน หรือการสอนในบางวิชา มันติ๊งต๊อง มันไม่เมคเซนส์ เช่น การที่คุณครูใช้ให้เด็กคนหนึ่งไปไรท์แผ่นพิธีเปิดโอลิมปิกมาให้ แล้วบอกว่าจะให้คะแนนเก็บเต็ม เรื่องทำนองนี้มันเกิดขึ้นจนเราชาชิน ทุกคนจะมองเป็นเรื่องขำ ขณะเดียวกันก็จะพยายามทำยังไงก็ได้ ให้ตัวเองได้คะแนนดีๆ เหมือนเราเข้ามาในเกมนี้เพื่อทำยังไงก็ได้ให้ได้แต้มเยอะๆ ได้เกรดเยอะๆ เพื่อจะเอาแต้มนั้นไปเล่มเกมต่อในมหา’ลัย

ระบบทั้งหมดมันฝึกให้เด็กเล่นเกมเก่ง มากกว่าที่จะทำให้ได้ความรู้หรือต่อยอดจากทักษะที่แต่ละคนมี

ความน่าสนใจของปัญหาการศึกษาไทยคือ สิ่งที่เราเจอมาในโรงเรียน จะเป็นพื้นที่ที่ปิดมาก อยู่แค่ในรั้วโรงเรียนตัวเองเท่านั้น โดยที่เราไม่รู้ว่าในรั้วอื่นๆ มันเกิดปัญหาอะไรบ้าง แล้วก็ไม่มีใครกล้าที่จะ speak out ออกมา อาจเพราะตอนนั้นเราเด็กเกินกว่าจะเห็นว่านั่นคือปัญหา หรือไม่ก็รู้สึกว่าเรามีปัญหาอยู่คนเดียว

 

อีกเรื่องที่น่าสนใจ คือการเรียนวิชาศิลปะ ทั้งที่คุณก็ชอบวาดการ์ตูนมาตั้งแต่เด็ก แต่ทำไมถึงไม่ fit-in กับการเรียนศิลปะในโรงเรียน

ไม่รู้ว่าผมซวยรึเปล่า ที่เจอครูศิลปะที่ไม่เข้าใจ แต่เท่าที่เคยแชร์เรื่องนี้ในเน็ต ก็มีหลายคนที่รู้สึกคล้ายๆ กัน

แต่ขณะเดียวกัน ตอนนั้นเราก็กดตัวเองด้วยความคิดที่ว่า การ์ตูนเป็นทักษะที่มีความติ๊งต๊อง ไม่ได้สำคัญอะไรกับชีวิต และไม่ได้สำคัญกับโรงเรียน โรงเรียนจะไม่สนใจว่าเด็กคนไหนวาดการ์ตูนเก่ง การ์ตูนคืออุปสรรคในการเรียนการสอน ทำให้เกิดความรู้สึกว่าการวาดการ์ตูนของผม แยกขาดจากการศึกษาโดยสิ้นเชิง

ถามว่าวิชาศิลปะแบบที่สอนๆ กัน มันมีปัญหายังไง สำหรับผมมันคือวิชาที่สอนให้วาดลายกนกให้เหมือนที่สุด วาดรูปดอกไม้ด้วยสีน้ำให้สวยที่สุด ฝึกดรออิ้งให้แม่นยำที่สุด ซึ่งทักษะที่ผมมีมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ มันไม่ใช่ทักษะในเชิงช่างแบบนั้น แต่มันคือทักษะการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการเล่าเรื่อง สร้างคาแรกเตอร์ เขียนบท ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เราได้คะแนนในเชิงช่าง

ยิ่งช่วงที่เข้าม.ปลาย ผมเข้าสายวิทย์-แพทย์ ที่พยายามจะผลักเด็กเข้าไปสู่คณะแพทย์ฯ วิศวะฯ สถาปัตย์ อย่างค่อนข้างชัดเจน วิชาศิลปะเลยยิ่งตกอยู่ในสถานะของลูกเมียน้อย คาบศิลปะกลายเป็นคาบว่างที่อาจารย์มักจะไม่เข้า แล้วเราจะทำอะไรก็ได้ พอถึงปลายเทอม อาจารย์อาจสั่งงานสักชิ้นที่ส่งผลต่อคะแนนเก็บทั้งหมด ซึ่งทุกคนก็จะรู้ดีว่างานชิ้นนี้ จะมีอยู่ไม่กี่คนหรอกที่ช่วยวาดให้เพื่อนทั้งห้อง และนั่นจะเป็นจุดที่มีการจ้างงานเกิดขึ้น (หัวเราะ)

แต่ด้วยความที่ผมชอบวาดรูป ผมก็จะวาดเอง วาดดอกไม้ในแบบของผม อะไรก็ว่าไป เกรดที่ได้ก็จะอยู่ประมาณสองหรือสามกว่าๆ  มีที่ได้คะแนนเยอะอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นอาจารย์ให้โจทย์ว่าวาดอะไรก็ได้ ผมเลยรู้สึกว่าต้องโชว์ของหน่อย งานนี้เสร็จกู ก็วาดเป็นสไตล์การ์ตูนที่เราชอบเลย เป็นรูปแว่นตาหลายร้อยอันต่อกันเป็นรูปดวงตาใหญ่ๆ ปรากฏว่าพอส่งไป อาจารย์บอกว่าก๊อปมาจากเน็ต ซึ่งเราไม่ได้ก๊อป ขณะที่เพื่อนอีกคนที่ก็อป ดันได้สิบเต็ม แล้วมันก็ภูมิใจใหญ่เลยว่า เชี่ย กูก๊อปมาแล้วอาจารย์จับไม่ได้ว่ะ

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราเจอเป็นปกติ จนผมรู้สึกว่า อาจารย์ก็ประมาณนี้แหละ อย่าไปอะไรกับเขามาก แล้วผมไม่คิดจะท้วงด้วยนะว่าผมไม่ได้ก๊อป แล้วเพื่อนอีกคนมันก๊อป

 

ทำไมถึงไม่ยอมท้วง

เพราะรู้สึกว่าในภาพรวมมันคือระบบที่ทุกคนต้องเล่นเกม ทุกคนไม่ต้องมาจริงจังหรอก แต่หาทางเอาตัวรอดและทำให้ได้เกรดเยอะๆ ไปด้วยกันด้วยวิธีการอะไรก็ว่าไป ซึ่งไม่รู้ว่าถูกต้องรึเปล่านะ แต่มันก็ทำให้เรากลายเป็นคนที่มีทักษะการเอาตัวรอดเก่งไปโดยปริยาย โดยไม่เคยคัดง้างอะไรกับครูเลยด้วยซ้ำ

 

ระบบการศึกษาไทยบ่มเพาะให้คนเอาตัวรอดเก่งว่างั้น?

ใช่ (หัวเราะ) ผมว่าเราฝึกฝนมาเยอะอยู่นะ มันคือการที่เราต้องดีลกับคนที่อำนาจมากกว่า แต่ก็รู้ว่าเขาก็มีความงี่เง่าอยู่ ลึกๆ เรารู้ว่าระบบนี้ไม่แฟร์กับเรา แต่เราก็ต้องทำทุกวิถีทางให้ผ่านมันไปให้ได้ มันฝึกให้เราเป็นผู้เล่นเกมที่เก่ง แต่ไม่ได้ฝึกให้เราเป็นคนที่จะเปลี่ยนเกมได้

เพราะเมื่อไหร่ที่เราแหลม เมื่อไหร่ที่เราคิดจะเปลี่ยนเกม เราจะเจอกระแสต่อต้านอันโหดร้าย จนถึงขั้นที่อาจทำให้สุขภาพจิตพังได้เลย มันมีราคาที่ต้องจ่ายสูงมากสำหรับคนที่จะออกมาต่อต้านอะไรสักอย่างในโรงเรียน นึกภาพว่าถ้าเราแหลมออกมา แล้วเราโดนเพื่อนแบน มันอาจทำให้ช่วงเวลานั้นกลายเป็นประสบการณ์ที่โหดร้ายไปเลยก็ได้

 

ถ้าให้เลือกสักวิชา คุณชอบวิชาไหนมากที่สุด

คณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่ชอบกว่าศิลปะมากๆ เพราะรู้สึกว่ามันแฟร์ หมายความว่าถ้าเราเข้าใจสิ่งนี้ เราก็จะได้คำตอบแบบนี้ที่ถูกแน่ๆ แต่ศิลปะ ถ้าทำไปแล้วครูไม่ชอบ คุณก็ได้คะแนนน้อย หรือวิชาสังคม ถ้าเป็นข้อสอบแบบอัตนัย แล้วเราเขียนบรรยายไปตามความคิดเรา ถ้าอาจารย์เห็นต่าง คะแนนก็อาจจะน้อย แต่คณิตศาสตร์มันตรงไปตรงมา เท่านี้คือเท่านี้ มันเป็นพื้นที่ที่มีความแฟร์สูง ซึ่งหาจากวิชาอื่นๆ ไม่ค่อยได้

 

 

วันที่คิดเป็นครู

 

ช่วงเข้ามหาวิทยาลัย จากตอนแรกที่คุณตั้งใจเข้าคณะศึกษาศาสตร์ เพราะอยากเป็นครูสอนศิลปะ แต่สุดท้ายกลับซิ่วออกมาเรียนคณะสื่อสารมวลชน มีปัจจัยอะไรที่ทำให้ตัดสินใจแบบนั้น

หลังจากที่ผมเฟลกับการพยายามจะเข้าคณะด้านศิลปะ เพราะไปเจอกับพี่ติวแล้วไม่ชอบ ผมก็เริ่มหันไปศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา เปิดหนังสือพิมพ์อ่านข่าวการศึกษา เริ่มหาข้อมูล หาไอดอล ซึ่งไอดอลคนแรกของผมคือใครรู้ไหม โกมล คีมทอง (หัวเราะ) ครูที่มีอุดมการณ์ไปสอนเด็กในพื้นที่เสี่ยง แล้วถูกยิงตายตั้งแต่ยังหนุ่ม

สักพักก็เริ่มรู้จักครูสังคม ทองมี ที่เป็นครูสอนศิลปะ เริ่มดูหนัง Dead Poet Society ทำให้เห็นว่าครูที่มีอิทธิพลกับเด็กมันก็มีนี่หว่า ซึ่งถ้าเราเรียนครู แล้วมีโอกาสเป็นครู เราก็อยากเป็นครูแบบที่เราอยากได้ตอนเด็กๆ เป็นครูที่เข้าใจเด็ก ไม่ตัดสินเด็ก บวกกับการที่ผมพบว่า การเรียนในคณะครูด้านศิลปะ มันเป็นคณะที่เรียนศิลปะแบบกว้างๆ และหลากหลาย ซึ่งตรงกับจริตเราอยู่แล้ว เลยรู้สึกว่านี่แหละ คณะที่โคตรจะเหมาะกับเราเลย

แล้วต่อให้ไม่จบมาเป็นครู อย่างน้อยเราก็จะได้เข้าใจจิตวิทยาเด็ก สื่อสารกับเด็กได้ หรือการได้เรียนศิลปะที่หลากหลาย ก็น่าจะเอามาปรับใช้กับการ์ตูนได้อยู่ดี

 

พอเข้าไปแล้วเป็นอย่างไร

ครึ่งเทอมก็ออกแล้วครับ จริงๆ แค่ตอนรับน้องเสร็จออกมา ผมก็เริ่มเสิร์ชหาข้อมูลของต่างประเทศแล้ว เริ่มศึกษาว่าจะไป work and travel ดีไหม หรือมันมีทุนของมหาวิทยาลัยไหนในประเทศไทยมั้ยที่ไม่มีการรับน้องแบบนี้ ปรากฏว่าไม่มี หรืออาจมีแต่ผมหาไม่เจอ

 

การรับน้องแบบที่ว่า มันเป็นอย่างไร

จุดประสงค์อย่างหนึ่งของการรับน้องที่คณะนี้ก็คือ เพื่อไปเต้นแข่งกันกับเอกอื่นๆ ในคณะเดียวกัน ซึ่งรุ่นพี่ก็มาบรีฟว่าปีที่แล้ว เอกเราชนะที่หนึ่งนะเว้ย เราต้องสู้เขา เจอ culture shock ตั้งแต่วันแรกๆ ที่เข้าไป

ตอนนั้นก็ยังวิเคราะห์กับตัวเองไม่ได้ว่าเพราะอะไรถึงไม่โอเค แค่ความรู้สึกข้างในมันบอกว่าไม่ใช่ สิ่งนี้มันผิด ผิดเหี้ยๆ จนทำให้เราเกิดภาวะปั่นป่วนมากๆ

 

แต่คุณก็น่าจะคาดเดาได้อยู่แล้วรึเปล่าว่าต้องเจอการรับน้อง หรือจะมองว่ามันเป็นเกมอีกเกมก็ได้

อาจเพราะมันเป็นคณะครู แล้วผมก็ความหวังกับความเป็นครูไว้มาก ประมาณว่าพวกพี่คือคนที่จะออกไปเป็นครูจริงๆ เหรอวะ หรือกระทั่งการเจออาจารย์บางคนที่โดดสอน แล้วก็ปล่อยเกรด เฮ้ย คุณคือคนที่สอนคนให้ออกเป็นอาจารย์นะเว้ย คุณคือปรมาจารย์ แต่ทำไมคุณทำแบบนี้

 

เหตุการณ์ที่ว่ามา ทำให้ความรู้สึกว่าอยากเป็นครูหายไปด้วยรึเปล่า

ใช่ อาจเพราะตอนนั้นมันไม่ได้เป็น priority หลักด้วย เป็นสิ่งที่รองลงมาจากการเขียนการ์ตูน ฉะนั้นพอซิ่วออกมา ผมก็กลับมายึดการ์ตูนเป็นศูนย์กลางของชีวิต

 

แล้วความรู้สึกที่ว่าอยากเป็น ‘ครูคนนั้น’ ที่เข้าใจเด็ก ไม่ตัดสินเด็ก ยังมีอยู่ไหม

เออ อันนี้มีตลอดเลย เอาง่ายๆ ว่าช่วงเวลาที่ท้อแท้กับงานที่ทำ ผมชอบไปเสิร์ชหาว่ามีที่ไหนรับครูศิลปะมั้ย ซึ่งก็พบว่าเงินเดือนครูศิลปะมันน้อยกว่าเงินที่เราหาได้จากการเขียนการ์ตูนตอนนี้อีกนี่หว่า ในแง่เศรษฐกิจมันยังแทนกันไม่ได้ แต่ในแง่ของความรู้สึกลึกๆ ผมรู้สึกว่าการเป็นศิลปิน เป็นนักเขียนการ์ตูน มึงจะต้องตกกระป๋องในสักวันอยู่แล้ว ศิลปินทุกคนเกิดมาเพื่อที่จะตกกระป๋อง มีน้อยคนมากๆ ที่จะทำงานได้นานและขายงานได้ตลอด

ผมเลยคิดว่า ถ้าวันใดที่ไม่สามารถสร้างงานที่คนสนใจและอยากซื้อได้อีกต่อไปแล้ว ก็อยากลองเป็นครูดูสักครั้ง หรืออาจเป็นบรรณาธิการก็ได้ ซึ่งก็มีความเป็นครูอยู่ในนั้น ลึกๆ ยังมีความฝันแบบนั้นอยู่

ความจริงช่วงที่เรียนมหา’ลัย จนถึงช่วงที่จบออกมาสักพัก ผมก็มีโอกาสได้ไปสอนเรื่องการ์ตูนบ้าง สอนวาดรูปบ้าง ซึ่งทำให้พบว่าลึกๆ แล้วผมเป็นคนชอบทำงานกับมนุษย์ ตรงข้ามกับการทำงานเขียนของตัวเองที่มันโคตรจะเหงาเลย ผมชอบทำงานกับคน ชอบทำงานเป็นทีม ชอบการได้รับฟีดแบ็กบางอย่างกลับมา การมีโอกาสได้ไปสอนเลยช่วยเติมเต็มบางอย่างด้วย

อย่างหนังสือเล่มนี้ การที่ผมเขียนมันออกมาได้ โดยใช้เวลากับมันอยู่ 6 ปี ก็เป็นเพราะความอินส่วนตัวล้วนๆ ถ้าไม่อิน ผมคงไม่ทู่ซี้เขียนมาหลายปีจนหนังสือมันเสร็จออกมาในที่สุด

 

 

ความในใจจากนักเรียนตกกระป๋อง

 

เนื้อหาหลายๆ อย่างที่คุณเขียนในหนังสือเล่มนี้ แง่หนึ่งคือการเผยให้เห็นความไม่เมคเซนส์บางอย่างของระบบการศึกษา คำถามคือมีเส้นแบ่งไหมว่าเรื่องไหนเล่าได้ เรื่องไหนเล่าไม่ได้

เส้นอยู่ตรงที่ เรื่องนี้มันจำเป็นมั้ยที่จะสื่อสารออกไป ผมจะไม่เซ็นเซอร์ตัวเองในการวิพากษ์สิ่งใดๆ ก็ตาม แม้แต่อาจารย์ที่ผมรักมากๆ ก็ไม่เว้น ผมจะลองไต่เส้นที่เรียกว่าการสบตากับความอยุติธรรม (หัวเราะ) เพราะผมรู้สึกว่าสื่อไทย หรือคนไทยบางส่วน จะมีความคิดที่ว่า ความอยุติธรรมทั้งหลาย คุณไม่ต้องไปมองมันหรอก ปล่อยๆ มันไป เพื่อให้เราใช้ชีวิตในสังคมต่อไปได้

แต่ในแง่ของคนทำงานสื่อสาร ถ้าผมจะเล่า ผมต้องสบตากับมัน ต้องสื่อสารมันออกมาอย่างซื่อตรงที่สุด แม้มันอาจมีความเสี่ยงบ้างก็ตาม แต่ถ้ามันจำเป็นต่อการสื่อสารเรื่องนี้ ผมยินดีที่จะทำมันออกมา

อย่างเรื่องคอร์รัปชั่นในแวดวงการศึกษา คุณจะไม่พูดถึงมันจริงๆ เหรอ มันคือปัญหาที่ไม่มีใครยกออกมาพูดอย่างจริงจัง แม้กระทั่งคนที่ทำงานด้านการศึกษาเองก็ตาม อาจเป็นเพราะเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ก็เลยพูดไม่ได้ แต่เราในฐานะยูนิตหนึ่งที่โคตรอิสระ เราจะเล่า แล้วเราก็พร้อมที่จะเอาตัวเองเข้าไปแลก

 

จากที่คุณเปิดแคมเปญในเพจ ‘Sa-ard สะอาด’​ ให้คนมาแชร์ประสบการณ์จากการเป็นนักเรียนนักศึกษา สุดท้ายแล้วได้ข้อสรุปอะไรที่น่าสนใจไหม

ความคาดหมายในตอนแรก ผมคิดว่าคงเป็นอารมณ์ที่แต่ละคนได้ตกผลึกอะไรบางอย่างมาแล้ว จนได้ข้อสรุปเป็นบทเรียนเจ๋งๆ ที่เอามาแลกเปลี่ยนกัน

ปรากฏว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ มันกลายเป็นพื้นที่ที่รวมเรื่องเศร้าในวัยเรียน (หัวเราะ) มีแต่คนส่งเรื่องโทนนี้เข้ามา จนผมต้องเอาเรื่องตลกไปคั่นเพื่อเซ็ตโทนใหม่

แต่สิ่งหนึ่งที่ค้นพบคือ สุดท้ายแล้วเรื่องเศร้าๆ เหล่านี้แหละ คือฟีดแบ็กอย่างเป็นรูปธรรมของระบบการศึกษาไทย

ลองนึกง่ายๆ ว่าตอนเรียนอนุบาล เวลาครูอนุบาลสอนเด็ก เขาไม่เคยให้เด็กฟีดแบ็กอะไรอยู่แล้ว แล้วเด็กคนนั้นก็โตไปโดยที่ไม่เคยกลับมาเจอครูอนุบาลคนนั้นอีกเลย แล้วครูคนนั้นก็อาจไม่เคยรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเผลอทำอะไรที่เลวร้ายลงไปบ้าง ขณะที่ตัวโรงเรียนเอง ก็ไม่เคยสะท้อนตัวเองว่าได้ทำอะไรผิดพลาดไปหรือไม่ เพราะผลลัพธ์ที่แท้จริงมันมาเกิดขึ้นตอน 20 ปีให้หลัง ที่เด็กคนนั้นนึกย้อนกลับไปแล้วพบว่า เชี่ย เรื่องนี้มันเป็นแผลใจของกู ในทางกลับกัน ช่วงเวลาที่เราเป็นเด็ก แล้วเจออะไรแย่ๆ เราก็ยังไม่เข้าใจหรอกว่าสิ่งเหล่านั้นมันแย่ยังไง

อีกเรื่องที่เห็นชัดคือ ทุกคนจะรู้สึกว่าสิ่งที่กูเจอ กูเจออยู่คนเดียว หรือมีไม่กี่คนหรอกที่เจอแบบนี้ เช่นเรื่องขี้แตกเป็นต้น เหมือนประโยคที่คนพูดกันว่า เวลาที่เรามีความสุข เรามีความสุขไปพร้อมๆ กับคนมากมาย แต่เวลาเราเศร้า เราเศร้าเพียงลำพัง

ในทำนองเดียวกัน เวลาที่เราเจอเรื่องแย่ๆ ในโรงเรียน เราจะรู้สึกว่าทำไมคนอื่นไม่เห็นเจอแบบเราเลย อาจเพราะโรงเรียนเป็นพื้นที่ที่ปิดมาก เวลามีอะไรที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกแย่ๆ มันมักจะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครรู้เห็น ซึ่งในมุมของเด็กที่คิดว่าโรงเรียนคือโลกทั้งใบ ไม่แปลกอะไรที่เขาจะรู้สึกว่ากำลังเผชิญปัญหานั้นเพียงลำพัง

ผมเป็นหนึ่งในคนที่รู้สึกแบบนั้น แล้วก็เพิ่งมาค้นพบในตอนที่โตแล้วว่า เชี่ย กูมีเพื่อนนี่หว่า เพื่อนเยอะด้วย แต่มารู้ตอนนี้ก็กลับไปแก้อะไรไม่ได้แล้ว

ถ้าจะมีเรื่องที่เสียดาย คือตอนมัธยมที่เราน่าจะเทคแอ็คชั่นบางอย่างได้ เพื่อเปลี่ยนแปลงบางสิ่งที่เราไม่ชอบ เราไม่ได้ทำ เราแค่พยายามหาวิธีที่จะหนีมัน มองมันเป็นแค่เกมๆ หนึ่งเท่านั้น

 

มองย้อนไป ข้อดี-ข้อเสียของการเป็นนักเรียนตกกระป๋องคืออะไร

ข้อดีอาจเป็นการที่เราได้ทดลองอะไรหลายๆ อย่างจนรู้จักตัวเองมากกว่าคนอื่น

เวลาคนเห็นภาพว่าเราเขียนการ์ตูนมาจนถึงตอนนี้ เขาจะคิดว่า อ๋อ เราค้นพบตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆ เลยนี่หว่า แต่ความจริงคือระหว่างนั้น มันคือการค่อยๆ ทดลอง ทีละนิดทีละหน่อย ซึ่งถ้าเราไม่มีโอกาสได้ทดลอง เพราะต้องใช้เวลาไปกับการทำสิ่งที่คนอื่นเขาทำกัน มันก็น่าเสียดาย

เอาเข้าจริง เวลาในช่วงที่เราเป็นนักเรียนมันมากมายมหาศาลมาก มันเป็นช่วงเวลาที่โคตรเหมาะกับการออกไปเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในชีวิตเลย โดยที่เรายังไม่ต้องมาคิดเรื่องความรับผิดชอบในชีวิต แล้วถ้าเราจะล้มเหลวในตอนนั้น เราล้มบ่อยแค่ไหนก็ได้ ผิดพลาดแค่ไหนก็ได้ แล้วก็ลุกขึ้นมาเรียนรู้ใหม่ แค่นั้น แต่ถ้าคุณมาล้มในตอนนี้ ในช่วงวัยที่ทำงานแล้ว ต้องมีความรับผิดชอบบางอย่างแล้ว เดิมพันมันสูงกว่าเยอะ

ส่วนข้อเสีย อาจจะเรียกว่าเป็นความเสียดายมากกว่า คือรู้สึกว่าน่าจะตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษมากกว่านี้ แล้วก็น่าจะไป sit-in วิชาอื่นๆ มากกว่านี้

ผมเพิ่งมารู้ตัวว่ามหา’ลัยมันมีองค์ความรู้อีกมหาศาลมาก มีอาจารย์เจ๋งๆ อีกมากที่เราเข้าไปนั่งเรียนด้วยได้ ก็ตอนที่เรียนปี 4 เทอมสุดท้ายแล้ว ถ้าผมรู้ตั้งแต่ปี 1 ผมจะเข้าไป sit-in ให้แหลกเลย เกรดจะเป็นยังไงช่างมัน อย่างน้อยขอให้ได้ความรู้จากวิชาเหล่านี้ ซึ่งน่าเสียดาย เพราะโอกาสที่จะได้ไปนั่งเรียนแบบนั้นมันไม่มีอีกแล้ว